98. บทที่ 97 จิตใจของผมเริ่มดำมืดลงทีละน้อย!
“หลอมอาวุธ...”
เดินออกจากห้องทดลอง ซูอวี่ยังคงลูบคลำตัวอ่อนอาวุธเทวะในมือเล่นต่อไป มันนุ่มนิ่มไปหมด ของพรรค์นี้มีพลังทำลายล้างจริงๆ งั้นหรือ?
ระดับเหลืองขั้นสูงสุด ตามการแบ่งระดับแล้ว สามารถใช้งานได้จนถึงขั้นบ่มเพาะจิตจุดสูงสุด
หรือถ้าเทียบเป็นขั้นเชียนจวินและขั้นว่านสือ ก็สามารถใช้ได้จนถึงก่อนขั้นทะยานเวหา
“เกรงว่าคงไม่ถูกแน่!”
ซูอวี่ก็ไม่ได้โง่จริงๆ เสียหน่อย
อาวุธเทวะมีมูลค่ามากกว่าอาวุธยุทธ์ถึง 5 เท่า หรืออาจจะสูงถึง 10 เท่าเลยด้วยซ้ำ นี่เป็นสิ่งที่จ้าวลี่เคยพูดไว้เองกับปาก
ซูอวี่ซื้อดาบมาตรฐานระดับเหลืองขั้นกลางมาเล่มหนึ่งด้วยตัวเอง ก็ใช้เงินไปตั้งแสนกว่าแล้ว
อาวุธยุทธ์ระดับเหลืองขั้นสูงสุด อย่างน้อยก็ต้องราวๆ หนึ่งล้าน!
ถ้าอย่างนั้นอาวุธเทวะ ก็อาจจะมีมูลค่าถึงสิบล้าน!
ถ้าเอาไปแลกที่ตลาดมืดทางฝั่งนั้น ก็ตั้ง 200 แต้มผลงานแล้ว!
“อย่างน้อยๆ ก็ต้องเกินร้อยแต้มผลงานขึ้นไป!”
ซูอวี่รู้อยู่แก่ใจ เขาไม่รู้ว่าตัวอ่อนชิ้นนี้จะถูกหรือแพงกว่านั้น แต่ที่แน่ๆ คือไม่ถูก และมีมูลค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เขามีเสียอีก
ในตอนนี้ ตัวเขามีแต้มผลงานติดตัวอยู่แค่ 30 แต้มผลงานเท่านั้น
...
เมื่อกลับมาถึงศูนย์วิจัย
ซูอวี่รู้สึกลังเลเล็กน้อย จะโยนมันลงไปในบ่อโลหิตแก่นแท้นั่นดีไหม?
จะไม่เป็นไรใช่ไหม?
หลังจากคิดดูแล้ว ซูอวี่ก็ตัดสินใจว่าจะลองถามไป๋เฟิงดูก่อน ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ เขาคงรับผิดชอบไม่ไหว
ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจจ้าวลี่ แต่ศูนย์วิจัยแห่งนี้ก็ไม่ใช่ของตัวเอง อย่างไรก็ต้องถามให้ชัดเจนก่อนค่อยว่ากัน
...
แม้จะกลับมาดึก แต่ซูอวี่ก็ยังคงยืนกรานที่จะฝึกฝนต่ออีกสองรอบ จนกระทั่งถึงตีสี่กว่า ซูอวี่ถึงได้ไปพักผ่อนด้วยความเหนื่อยล้าเล็กน้อย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ไป๋เฟิงเดินออกมาพร้อมกับขอบตาดำคล้ำ เขามองซูอวี่ที่เพิ่งตื่นนอนด้วยสายตาเหม่อลอย ผ่านไปพักใหญ่ถึงได้เอ่ยปากขึ้น “มีอะไรให้กินบ้างไหม?”
“...”
ซูอวี่ยังอยากจะถามเขาอยู่เลย!
สองศิษย์อาจารย์ คนหนึ่งเป็นคนบ้าการฝึกฝน อีกคนเป็นคนบ้าการวิจัย ช่วงหลายวันมานี้ไป๋เฟิงแทบจะขลุกอยู่ในห้องทดลองทุกวัน ซูอวี่สงสัยอย่างหนักว่า ถ้าหมอนี่ไม่ได้อยู่ขั้นทะยานเวหา คงตายกะทันหันไปนานแล้ว!
“อาจารย์ครับ เดี๋ยวผมออกไปซื้ออะไรมาให้...”
ซูอวี่คำนวณดูในใจ หรือว่าซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลับมาสักหลายสิบถ้วยรวดเดียวไปเลยดีกว่า!
ไป๋เฟิงโบกมือ กล่าวอย่างหมดเรี่ยวแรง “ช่างเถอะ ไม่กินแล้ว เดี๋ยวฉันยังต้องลงไปทดลองต่อ ศิษย์รัก ตอนนี้พวกเราไม่มีเงินแล้วจริงๆ ช่วงนี้ฉันยุ่งมาก นายลองคิดหาวิธีหาแต้มผลงานสักหน่อยดีไหม?”
“...”
ซูอวี่ตกตะลึง!
คุณเป็นอาจารย์นะ!
คุณอยู่ขั้นทะยานเวหานะ!
ผมที่อยู่แค่ขั้นไคหยวน คุณกลับให้ผมไปหาเงินมาเลี้ยงคุณ คุณคิดอะไรอยู่เนี่ย?
ไป๋เฟิงกระอมกระไอเบาๆ แล้วพูดขึ้น “อย่ามองฉันแบบนั้นสิ นายมีเบอร์นั้นอยู่ไม่ใช่หรือไง? โทรไปบอกว่าพวกเรากำลังจะอดตายกันแล้ว ขอยืมแต้มผลงานสักหน่อย ปัญหาก็คงไม่ใหญ่โตอะไรหรอก”
ซูอวี่อดสงสัยไม่ได้จึงถามขึ้น “อาจารย์ครับ เบอร์นั้นเป็นของใครเหรอครับ?”
“นายไม่รู้เหรอ?”
“ก็จริงด้วย...” สมองของไป๋เฟิงเริ่มจะรวนไปบ้างแล้ว เขาตอบส่งๆ ไปว่า “นายอาจจะต้องเรียกว่าภรรยาอาจารย์ หรือไม่แน่ก็อาจจะต้องเรียกว่าภรรยาของศิษย์ลุงปู่? เขาเรียกกันแบบนี้หรือเปล่านะ?”
สายตาของเขาเหม่อลอย เรียกแบบนี้ก็ไม่น่าจะผิดอะไรใช่ไหม?
ซูอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความประหลาดใจ “คนรักของอาจารย์หลิวหรือครับ?”
“คนรัก?”
ไป๋เฟิงพลันสะดุ้งตื่นเต็มตาในทันที!
วินาทีต่อมา เหงื่อก็ผุดซึมขึ้นบนหน้าผาก เขารีบพูดอย่างลนลาน “ล้อเล่นน่ะ อย่าพูดส่งเดชสิ คนรักอะไรกันเล่า! เป็นเพื่อนของศิษย์ลุงของฉันต่างหาก เพื่อนเก่าน่ะ!”
ซูอวี่พูดไม่ออก คุณจะกลัวอะไรขนาดนั้น?
เขาจะกินคุณเข้าไปหรือไง?
ไป๋เฟิงไม่สนใจเขาแล้ว รีบพูดต่อ “ช่างเถอะ ไม่ยืมแล้ว เดี๋ยวฉันกลับไปหาวิธีเอง พวกเรายังไงก็ยังมีคลังสมบัติเล็กๆ เลี้ยงไว้อยู่... อะแฮ่มๆ ล้อเล่นนะ อย่าเก็บไปใส่ใจล่ะ พวกเราจนมากจริงๆ!”
เมื่อซูอวี่เห็นเขาพูดจาวกไปวนมา ก็รู้ว่าเขาคงจะเหนื่อยมากจริงๆ จึงเอ่ยขึ้น “อาจารย์ครับ หรือว่าพักผ่อนสักสองสามวันดีไหมครับ?”
“ไม่ต้อง ร่างกายของฉันยังดีอยู่!”
ไป๋เฟิงพูดอย่างอารมณ์ดี “การวิจัยคืบหน้าไปเร็วมาก ตอนนี้ฉันจะพักผ่อนได้ยังไง! จริงสิ นายมีเรื่องจะถามฉันใช่ไหม? รีบถามมาตอนที่ฉันยังมีเวลาเถอะ วันหลังถ้านายอยากหาฉัน ก็กดกริ่งนั่นเอา ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะหมกตัวอยู่ข้างในนั้นไปอีกสักพักใหญ่ๆ โดยไม่ออกมาเลยก็ได้...”
ตอนนี้เขายุ่งมากจริงๆ!
กว่าจะหาเบาะแสเจอได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ไป๋เฟิงแทบอยากจะขลุกอยู่ข้างในทุกวันโดยไม่ออกมาเลยด้วยซ้ำ ทางที่ดีที่สุดคือไม่ต้องกินข้าวเลยก็ยิ่งดี
“มีเรื่องนิดหน่อยครับ...”
ซูอวี่รีบพูดทันที “ในมือผมมีตัวอ่อนอาวุธเทวะระดับเหลืองอยู่เล่มหนึ่ง อยากจะเอาไปใส่ไว้ในห้องกรองเพื่อหล่อเลี้ยงอาวุธเทวะน่ะครับ อาจารย์ คุณดูสิครับว่าทำได้ไหม?”
“หืม?”
ไป๋เฟิงตื่นเต็มตาในพริบตา!
“ตาเฒ่าจ้าวลี่เป็นคนให้มางั้นเหรอ?”
“อาจารย์จ้าวเป็นคนให้มาครับ”
“เอามาให้ฉันดูหน่อย!”
ซูอวี่ไม่ลังเล ยื่นมีดเล่มเล็กนั้นส่งไปให้
ไป๋เฟิงรับมันมาไว้ในมือ พลังเจตจำนงปะทุขึ้นในพริบตา ลวดลายสีทอง 36 เส้นปรากฏขึ้นบนใบมีดทันที!
ไป๋เฟิงตกใจ “บ้าไปแล้ว อาวุธเทวะระดับเหลืองขั้นสูงสุด! ตาเฒ่านี่ทุ่มสุดตัวเลยแฮะ!”
พูดจบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะมองไปทางซูอวี่แล้วถาม “นายไปตีสนิทกับเขายังไงเนี่ย? ตาเฒ่านั่นอารมณ์ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ อัจฉริยะก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับเขาเลย เมื่อปีก่อนๆ ตาเฒ่านี่ยังเคยด่าท่านโหวเซี่ยจนต้องหนีไปเลยนะ แถมยังบอกว่าเจอหน้าครั้งไหนก็จะตีครั้งนั้น กำเริบเสิบสานสุดๆ นายไปตีสนิทเขายังไงกัน?”
“อะไรนะครับ?”
ซูอวี่พูดอย่างตกตะลึง “เขา... ท่านโหวเซี่ยไม่ใช่... ไม่ใช่อาของเจ้าเขตปกครอง เป็นลูกชายของอ๋องต้าเซี่ยหรอกเหรอครับ?”
“แล้วมันยังไงล่ะ!”
ไป๋เฟิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ตาเฒ่าจ้าวเป็นปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ ถึงแม้จะยังหลอมอาวุธเทวะระดับปฐพีไม่ได้ แต่ในเขตปกครองต้าเซี่ย คนที่หลอมอาวุธเทวะระดับปฐพีได้มีแค่คนเดียว ซึ่งเจ้าเขตปกครองก็ยกย่องบูชาประหนึ่งปู่ทวด ถ้าคนนั้นเป็นปู่ทวด เขาก็คือปู่ทวดรองนั่นแหละ ยังไงก็ต้องเทิดทูนไว้อยู่ดี!”
พูดจบ เขาก็กลัวว่าซูอวี่จะคิดอะไรแปลกๆ จึงรีบพูดต่อ “ถึงเขาจะเป็นปู่ทวดรอง แต่อารมณ์ตาเฒ่านี่ร้ายกาจมากนะ ท่านโหวเซี่ยมาหาเขาเพื่อขอให้หลอมอาวุธเทวะให้สองสามชิ้น ตาเฒ่านี่ก็เกือบจะเอาค้อนทุบคนตายเสียแล้ว ยังไงนายก็อยู่ห่างๆ เขาไว้หน่อย ระวังจะโดนเขาตีตายเอา!”
“...”
ซูอวี่พูดไม่ออก คุณเห็นผมเป็นเด็กสามขวบหรือไง ถึงได้มาหลอกผมแบบนี้
“อาจารย์ครับ คุยธุระกันก่อนครับ!”
“อะแฮ่มๆ!”
ไป๋เฟิงหัวเราะแห้งๆ แล้วรีบพูดต่อ “ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว อาวุธเทวะเล่มนี้อยู่ในระดับเหลืองขั้นสูงสุดแล้ว คุณภาพดีมาก น่าจะเป็นตาเฒ่าจ้าวลงมือหลอมด้วยตัวเอง ไม่ใช่ฝีมือนักหลอมอาวุธครึ่งๆ กลางๆ พวกนั้น คนพวกนั้นต่อให้หลอมอาวุธเทวะระดับเหลืองขั้นสูงสุดออกมาได้ โดยทั่วไปก็มีลวดลายสีทองแค่ 33 หรือ 34 เส้นเท่านั้น”
“ของชิ้นนี้เป็นตัวอ่อน มีมูลค่าในการเติบโตไม่เลว ในช่วงหลังมีความหวังว่าจะเลื่อนระดับไปสู่ระดับเสวียนได้ มูลค่าไม่ใช่น้อยๆ หรือว่า... พวกเราเอามันไปขายดีไหม?”
“...”
ซูอวี่ยังคงตกตะลึงต่อไป เขาพบว่าช่วงนี้ไป๋เฟิงดูบ้าคลั่งและเสเพลไปบ้างแล้ว!
คุณยังจะกล้าเอาอาวุธเทวะของผมไปขายอีกเหรอ?
“ฮ่าๆๆ...” ไป๋เฟิงหัวเราะอย่างเก้อเขิน “ล้อเล่นน่ะ โยนลงไปในบ่อโลหิตแก่นแท้ได้เลย รอนายถึงขั้นบ่มเพาะจิตแล้วค่อยเอามันออกมา ตาเฒ่านั่นจ้องบ่อโลหิตแก่นแท้ของพวกเรามาตลอด ฉันล่ะขี้เกียจสนใจเขา! คราวที่แล้วถึงกับเสนอราคา 5,000 แต้มผลงานเพื่อขอเข้ามา ฝันไปเถอะ!”
ซูอวี่อดไม่ได้ที่จะถาม “อาจารย์ครับ บ่อโลหิตแก่นแท้นั่นของพวกเราไม่ได้ไร้ประโยชน์หรอกเหรอครับ? ถ้าเกิดได้ 5,000 แต้มผลงาน ตอนนี้พวกเราก็กำลังขาดแคลนอยู่พอดี...”
เขาอยากจะพูดแก้ต่างให้จ้าวลี่สักสองสามประโยค
แต่ไป๋เฟิงกลับส่ายหน้าพลางพูด “มันไม่ใช่ปัญหานั้น... ช่างเถอะ พูดไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก! อีกอย่างถ้าหมอนั่นเข้ามา พร้อมกับพกอาวุธเทวะระดับปฐพีที่เป็นของกึ่งสำเร็จรูปของเขาเข้ามาด้วย บ่อโลหิตแก่นแท้นั่นก็ต้องพังพินาศ 5,000 แต้มผลงานชดเชยราคาที่ต้องจ่ายนี้ไม่ได้หรอกนะ! แถมอาวุธระดับปฐพีของเขานั่น ก็ยังไม่แน่ว่าจะหล่อเลี้ยงได้สำเร็จ สิ้นเปลืองเกินไปแล้ว!”
“อาจารย์จ้าวเคยหลอมอาวุธเทวะระดับปฐพีมาแล้วจริงๆ เหรอครับ?”
“ไม่นับหรอก เป็นแค่ของกึ่งสำเร็จรูปเท่านั้น ความจริงแล้วตอนนี้แม้แต่จะเอามาใช้งานก็ยังทำไม่ได้เลย” ไป๋เฟิงพูดอย่างเสียดาย “น่าเสียดายจริงๆ! หมอนั่นทุ่มทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีลงไป ก็เพื่อหลอมอาวุธเทวะระดับปฐพีชิ้นนี้ออกมา ผลคือพังไม่เป็นท่า ตัวเขาเองก็เลื่อนระดับไม่ได้ น่าเสียดายมาก...”
“อาจารย์ครับ อาวุธเทวะระดับปฐพีมีค่ามากเลยเหรอครับ?”
“แน่นอนสิ!”
ไป๋เฟิงมีสีหน้าจริงจัง “ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมของเขตปกครองต้าเซี่ยมีไม่น้อย ขั้นซานไห่ก็มีหลายคน แค่ขั้นซานไห่ในสถาบันของพวกเรา เอาจริงๆ ฉันก็ไม่รู้จำนวนที่แน่ชัดหรอก ปัจจุบันมีผู้อาวุโสหอ 42 ท่าน ในจำนวนนั้นเป็นขั้นซานไห่ 36 ท่าน ส่วนอีก 6 ท่านคือผู้อาวุโสขั้นหลิงอวิ๋นระดับเก้า”
“ผู้อาวุโสหอทั้ง 36 ท่าน คนที่มีอาวุธเทวะระดับปฐพีมีไม่เกิน 10 คน!”
“เขตปกครองต้าเซี่ยมีคนที่หลอมอาวุธเทวะได้ก็จริง แต่การหลอมอาวุธเทวะระดับปฐพี การหลอมในแต่ละครั้งต้องใช้เวลามากกว่า 20 ชั่วโมง พลังเจตจำนงต้องสูญเสียไปอย่างมหาศาล อัตราความล้มเหลวก็สูงจนน่ากลัว หลอมสิบครั้ง สำเร็จแค่สองครั้งก็ถือว่าเก่งแล้ว”
“ในหนึ่งเดือน ท่านผู้นั้นจะลงมือหลอมอย่างมากที่สุดก็แค่ครั้งเดียว บางครั้งพอฝึกฝนก็ไม่ลงมือเลยด้วยซ้ำ ปีหนึ่งหลอมได้เจ็ดแปดครั้งก็ถือว่าเยอะแล้ว ถ้าโชคดีปีหนึ่งอาจจะได้อาวุธเทวะระดับปฐพีออกมาสองชิ้น แต่ถ้าโชคไม่ดี... ก็อาจจะได้แค่ชิ้นเดียวหรือไม่ได้เลยสักชิ้น!”
ไป๋เฟิงถอนหายใจกล่าว “สถาบันของพวกเราไม่ใช่ทั้งหมดของเขตปกครองต้าเซี่ย ยังมีสถาบันจิ่วเทียน แถมยังมีผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมในกองทัพอีก นายว่าสุดท้ายแล้วจะแบ่งมาให้ทางฝั่งพวกเราได้สักกี่ชิ้นกันเชียว?”
เวลาผ่านไปหลายปีขนาดนี้ มีสัก 10 ชิ้นก็ดีมากแล้ว
ไป๋เฟิงพูดต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น ของอย่างอาวุธเทวะ ไม่ใช่อาวุธมาตรฐานทั่วไป มันสืบทอดกันไม่ได้...”
พอพูดถึงเรื่องนี้ ไป๋เฟิงก็ปวดหัวขึ้นมา “นายลองคิดดูสิ อักษรเทวะของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วจะสืบทอดกันได้ยังไง? เพราะงั้นความจริงแล้วก็ยังมีอาวุธเทวะระดับปฐพีหลงเหลืออยู่อีกนิดหน่อย ซึ่งเป็นของที่บรรดายอดฝีมือที่ร่วงหล่นไปในอดีตเคยใช้ ในหอสมบัติของสถาบันก็มีเก็บไว้ แต่ประเด็นคือมันเอามาใช้งานไม่ได้!”
“ถ้าเอามาใช้จริงๆ ระดับปฐพียังใช้ได้ไม่ถนัดมือเท่าระดับเสวียนเลย!”
ซูอวี่พยักหน้าอย่างต่อเนื่อง
ในวินาทีนี้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าอาวุธเทวะระดับปฐพีล้ำค่ามากแค่ไหน
ทั่วทั้งสถาบันอารยธรรม มีผู้อาวุโสหอไม่ถึง 10 ท่านด้วยซ้ำที่มีมัน
“อาจารย์ปู่มีไหมครับ?”
“มีสิ!”
ไป๋เฟิงพยักหน้าพลางหัวเราะ “แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ว่ายังไงอาจารย์ปู่ของนายก็เป็นถึงยอดฝีมือขั้นซานไห่ระดับแปด จะไม่มีได้ยังไง! ของแบบนี้ โดยทั่วไปจะอยู่ในมือของยอดฝีมือระดับสูงของขั้นซานไห่กันทั้งนั้นแหละ สำหรับพวกระดับกลางและระดับล่าง เลิกคิดไปได้เลย ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้หรอก!”
นับว่าเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์จริงๆ ชนิดที่มีเงินก็หาซื้อไม่ได้
“นายเอาอาวุธเทวะนี่โยนลงไปหล่อเลี้ยงเถอะ ยังไงก็เป็นแค่ระดับเหลือง ไม่สิ้นเปลืองโลหิตแก่นแท้มากนักหรอก...”
ไป๋เฟิงกล่าว พลางรีบเสริมว่า “ถ้านายมีความสนใจในเรื่องการหลอมอาวุธจริงๆ ไว้รอนายถึงขั้นทะยานเวหาแล้วค่อยว่ากัน ในขั้นตอนนี้ฉันไม่แนะนำให้นายเรียนรู้เรื่องการหลอมอาวุธ มันเสียเวลามากเกินไป พอถึงตอนที่นายไปถึงขั้นบ่มเพาะจิตแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องยุ่งวุ่นวายอีกแค่ไหน ยุ่งกว่าตอนนี้เสียอีก!”
ซูอวี่สัมผัสได้ถึงมันแล้ว!
ยุ่งจริงๆ!
ดูอย่างไป๋เฟิงสิ ตอนนี้แทบจะบ้าไปแล้ว หมกตัวอยู่แต่ในนี้ไม่ออกไปไหน มิน่าล่ะถึงมีคนบอกว่าในสถาบันหาตัวนักวิจัยได้ยากมาก ถ้าเจอได้สิถึงจะแปลก
...
ไป๋เฟิงทิ้งท้ายไว้สองสามประโยคแล้วก็วิ่งหนีไป
ซูอวี่ยังต้องไปเข้าเรียน จึงไม่มีเวลาถามไถ่อะไรให้มากความ เขาโยนอาวุธเทวะลงไปในบ่อโลหิตแก่นแท้แล้วก็จากไป
...
เข้าเรียน ฝึกฝน หรือแม้กระทั่งไปนั่งฟังบรรยายวิชาของภาควิชาหลอมศาสตราอยู่บ้าง
ตารางเวลาของซูอวี่อัดแน่นเอี๊ยด!
อัจฉริยะไม่ได้มีไว้แค่คุยโว แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และขวนขวายมาต่างหาก!
ในเวลานี้ ซูอวี่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว
ในสถาบัน แทบจะไม่เคยเห็นหน้าคร่าตายอดอัจฉริยะเหล่านั้นเลย พวกนักเรียนระดับสูงสุดก็แทบจะไม่เคยเห็นเช่นกัน คนที่มีเวลาเดินเล่นเตร็ดเตร่ไปมาในสถาบันจริงๆ ล้วนเป็นพวกครึ่งๆ กลางๆ ที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ทั้งสิ้น!
หลายวันต่อมา ซูอวี่ไม่เห็นอู๋หลาน ไม่เห็นเซี่ยฉาน และไม่เห็นหูจงฉีที่รู้จักกันตอนเข้าเรียน รวมไปถึงหลิวเข่อคนตัวเล็กๆ นั่นด้วย
เพิ่งจะเข้าเรียน ทุกคนล้วนยุ่งกันมาก!
ยุ่งจนหัวหมุนกันไปหมด!
...
ในขณะที่ซูอวี่ใช้ชีวิตจำเจอยู่กับการไปกลับระหว่างสองสถานที่
เขตพิเศษ
หลินเย่าเปิดประตูด้วยความหงุดหงิด น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ใครกัน! ไม่เห็นป้ายแขวนไว้ว่ากำลังฝึกฝนห้ามรบกวนหรือไง?”
เขาไม่ได้ออกจากบ้านมาหลายวันแล้ว!
เขากำลังพยายามอย่างหนักในการเปิดจุดชีพจร เพื่อรอโอกาสทะลวงสู่ขั้นเชียนจวิน จะเอาเวลาที่ไหนไปออกไปข้างนอก
เมื่อประตูเปิดออก เฉินฉี่ก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
“ศิษย์น้องหลิน ฝึกฝนอย่างขยันขันแข็งเลยนะ ฉันมาหาตั้งหลายครั้ง ก็ไม่เห็นหน้านายเลยสักครั้ง!”
“ศิษย์พี่เฉินนี่เอง!”
หลินเย่ารู้สึกรำคาญเล็กน้อย การรบกวนเวลาฝึกฝนของคนอื่นมันไร้มารยาทมาก นายรู้ตัวบ้างไหมเนี่ย?
ถึงแม้จะหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่ยังไงเสียก็อยู่ภาควิชาเดียวกัน หูเหวินเซิงเองก็ยังเป็นผู้นำรุ่นก่อน ถึงแม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้ให้กับไป๋เฟิงก็ตาม
หลินเย่ายังคงมีความเกรงใจอยู่บ้าง จึงฝืนยิ้มแล้วเอ่ยถาม “ศิษย์พี่มีธุระอะไรกับผมเหรอครับ?”
“มีสิ!”
เฉินฉี่มีสีหน้ามืดครึ้ม เขาเปิดปากพูดขึ้น “ศิษย์น้องหลิน โลหิตแก่นแท้วัวทะลายภูเขาขวดนั้น ฉันคิดว่านายคงจะรู้ว่าเป็นของใคร เดิมทีมันเป็นของฉัน...”
หลินเย่ารู้ได้ในทันทีว่าเขาต้องการจะพูดอะไร!
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ศิษย์พี่ คุณก็พูดเองว่าเดิมที ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ตอนนี้มันเป็นของซูอวี่ต่างหาก!”
“ฉันกำลังเจรจากับซูอวี่อยู่ เตรียมที่จะซื้อมันกลับมา...”
เฉินฉี่พูดด้วยความโกรธเคืองเล็กน้อย “ศิษย์น้อง การที่นายทำแบบนี้มันไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่นะ! นายไปบีบบังคับให้ซูอวี่ประลองกับนาย การประลองน่ะ มันยุติธรรมงั้นเหรอ? นายอยู่ขั้นบ่มเพาะจิต การที่นายไปประลองกับคนที่ยังไม่ถึงขั้นบ่มเพาะจิตอย่างเขา...”
“ผมบีบบังคับเขางั้นเหรอ?”
หลินเย่าชะงักไปครู่หนึ่ง ซูอวี่เป็นคนตอบตกลงเองแท้ๆ ไม่สิ เขาเป็นคนเสนอเองก่อนต่างหากเล่า!
แน่นอน เขาไม่ได้ใส่ใจอะไร จึงพูดอย่างไม่พอใจนักว่า “ศิษย์พี่ ถ้าหากเขาสอบติดสามอันดับแรก แล้วมาท้าประลองกับผมเอง นั่นก็เป็นไปตามที่กฎอนุญาต ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมเลย จะยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม นั่นก็เป็นทางเลือกของเขาเอง”
“ถ้านายไม่ไปบีบบังคับ เขาจะมาท้าประลองกับนายเหรอ?”
เฉินฉี่โกรธจัดพูดขึ้น “ศิษย์น้องหลิน การแย่งของรักของคนอื่น มันไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะ! อีกอย่าง นายเองก็ยังไม่ถึงขั้นเชียนจวิน ยังพอมีเวลาสร้างรากฐานอยู่อีกมาก จำเป็นต้องมาแย่งชิงกับศิษย์พี่อย่างฉันด้วยเหรอ?”
หลินเย่ามีท่าทางหยิ่งยโสเล็กน้อย เขาเชิดหน้าขึ้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ศิษย์พี่ พูดแบบนี้ก็ไม่มีเหตุผลแล้วล่ะ! ในเมื่อมันไม่ใช่ของของศิษย์พี่แล้ว การที่ผมจะไปเอามันกลับมาจากฝั่งซูอวี่ มันเกี่ยวอะไรกับศิษย์พี่ด้วยล่ะครับ?”
“นาย...”
“ศิษย์พี่ ผมไม่ใช่ซูอวี่นะ!” หลินเย่ากล่าวเสียงเย็น “ตอนนี้อาจารย์หูกำลังเก็บตัวฝึกตน ศิษย์พี่ก็ควรจะทำตัวให้มันเงียบๆ หน่อยจะดีกว่า ตอนนี้อาจารย์ของผมไม่ได้กำลังเก็บตัวฝึกตนอยู่หรอกนะ!”
“นาย!”
เฉินฉี่โกรธจัด!
แกกล้าเอาหลิวหงมาข่มขู่ฉันงั้นเรอะ!
“ดี ดีมาก!”
เฉินฉี่โกรธจนแทบจะระงับอารมณ์ไม่อยู่ ช่วงหลายวันมานี้ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งโมโห ซูอวี่ปฏิเสธเขาก็ช่างเถอะ เขายังเตรียมที่จะใช้วิธีอื่น เพื่อให้ซูอวี่เก็บโลหิตแก่นแท้เอาไว้ให้เขาสักระยะ
ใครจะไปรู้ ว่าจะมีคนในภาควิชาเดียวกันมาตัดหน้าชิงลงมือไปก่อนเสียได้!
เมื่อเฉินฉี่เห็นว่าเกลี้ยกล่อมเขาไม่ได้ จึงสะบัดหน้าเดินหนีไปทันที!
หลินเย่า ฝากไว้ก่อนเถอะ!
...
หลินเย่ามองตามหลังเขาที่จากไป ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ โลหิตแก่นแท้ที่ฉันได้มาด้วยความสามารถของตัวเอง ทำไมฉันต้องยอมยกให้นายด้วย?
นายคิดว่าฉันจะกลัวนายหรือไง?
เขาปิดประตู ขี้เกียจจะไปสนใจหมอนั่นอีก!
...
เฉินฉี่เดินไปพลางโมโหไปพลาง
เขาไม่เคยคิดเลยว่าซูอวี่จะชนะได้!
โลหิตแก่นแท้ของซูอวี่จะต้องสูญเสียไปอย่างแน่นอน!
ถ้าหากมันไปตกอยู่ในมือของหลินเย่าจริงๆ เขาก็คงจะเอากลับคืนมาไม่ได้แล้ว ถึงอย่างไรก็เป็นคนในภาควิชาเดียวกัน จะเอาวิธีที่ใช้จัดการกับซูอวี่ไปใช้กับหลินเย่าอีกคงไม่ได้แน่
“ต้องไปเอามันมาให้ได้ก่อนที่หลินเย่าจะได้มันไป!”
“ท้าประลอง...”
“ฉันเองก็เป็นนักเรียนชั้นเรียนระดับสูงเหมือนกัน ถ้าซูอวี่สอบติดสามอันดับแรกได้จริงๆ ในเมื่อเขาสามารถท้าประลองกับหลินเย่าได้ แล้วทำไมถึงท้าประลองกับฉันไม่ได้ล่ะ?”
สถาบันเองก็ยังมีกฎเกณฑ์อยู่
แต่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์นั้น ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงมีวิธีการดัดแปลงและหลบเลี่ยงได้อยู่บ้าง
ชั้นเรียนระดับสูง ไม่ได้มีแค่ชั้นเดียว!
และไม่ได้มีแค่รุ่นเดียวด้วย!
ตามหลักแล้วซูอวี่จะสามารถท้าประลองได้เฉพาะชั้นเรียนระดับสูงของรุ่นนี้เท่านั้น แต่ในกฎของสถาบันก็ไม่ได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นรุ่นไหน บอกเอาไว้แค่เพียงชั้นเรียนระดับสูงเท่านั้น!
“ถ้าซูอวี่ท้าประลองกับฉัน... ฉันถึงจะมีโอกาสคว้ามันมาได้...”
“ได้ยินมาว่าการท้าประลองระหว่างเขากับหลินเย่า ถ้าเขาชนะ หลินเย่าจะต้องจ่ายแต้มผลงานให้เขา 300 แต้ม... ถึงแม้ว่าหลินเย่าอาจจะไปบีบบังคับเขา แต่ถ้าตัวซูอวี่เองไม่หวั่นไหว ก็ไม่มีใครไปบีบบังคับให้เขาตอบตกลงได้หรอก!”
“พูดแบบนี้ก็คือ ความจริงแล้วซูอวี่ก็ตอบตกลงด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นการท้าประลองในครั้งนี้คงไม่เกิดขึ้น!”
“แต้มผลงาน!”
ในเสี้ยววินาทีนี้ เฉินฉี่ก็รู้สึกว่าตัวเองคิดตกลงตกได้แล้ว!
ไอ้หมอนั่นซูอวี่มันก็แค่คนจนคนหนึ่ง อาจารย์ของเขาก็ด้วย เพื่อให้ได้แต้มผลงาน ไม่แปลกใจเลยที่หมอนั่นถึงได้ตอบตกลงกับหลินเย่า ถึงยังไงต่อให้แพ้ หมอนั่นก็เสียแค่โลหิตแก่นแท้วัวทะลายภูเขาไปเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถได้โลหิตแก่นแท้ไหมมังกรและแต้มผลงานอีก 100 แต้มมาครอบครองอยู่ดี
“ถ้าแพ้ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่ถ้าชนะ กลับได้แต้มผลงานมาฟรีๆ ตั้ง 300 แต้ม การที่ซูอวี่จะตอบตกลงก็ไม่แปลกอะไรแล้ว!”
...
ในคืนนั้น ซูอวี่ก็ได้เห็นเฉินฉี่ที่ไม่ได้เจอหน้ามาหลายวัน
ซูอวี่ขมวดคิ้ว เขากลัวความวุ่นวาย และก็เกลียดความวุ่นวายด้วย
หมอนี่ตามหลอกหลอนไม่เลิกเลยแฮะ!
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก ซูอวี่ก็พูดขึ้นก่อนว่า “ไม่ขาย ผมตอบตกลงหลินเย่าไปแล้ว ถ้าแพ้ก็ต้องให้เขาไป ตอนนี้ถึงอยากจะขายก็ขายไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นผมคงไม่มีหน้าจะอยู่ในสถาบันต่อไปได้อีก!”
“ฉันรู้!”
เฉินฉี่ขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น “ซูอวี่ นายฟังฉันพูดก่อน ฉันกับนายมาร่วมมือกันสักครั้ง เอาไหม?”
“หืม?”
“ฉันจะช่วยให้นายเอาชนะหลินเย่า นายก็รับแต้มผลงาน 300 แต้มไป หลังจากนั้นนายก็มาท้าประลองกับฉัน แล้วแกล้งแพ้ให้ฉัน ฉันจะให้นายอีก 1,000 แต้มผลงาน! รวมกันตั้ง 1,300 แต้มผลงาน ไม่ว่านายจะไปที่ไหน ด้วยราคานี้ นายสามารถซื้อโลหิตแก่นแท้ได้อย่างเพียงพอแล้ว อย่างมากก็แค่เสียเวลาไปบ้างเท่านั้นเอง!”
“ชนะหลินเย่างั้นเหรอ?”
“ใช่ นายคิดว่านายจะชนะได้จริงๆ เหรอ?” เฉินฉี่กล่าวเรียบๆ “เป็นไปไม่ได้หรอก เมื่อกี้ฉันเพิ่งไปดูหลินเย่ามา เขาเข้าใกล้ขั้นเชียนจวินเข้าไปทุกทีแล้ว ฉันยังรู้อีกด้วยว่า เขาสามารถควบคุมทักษะยุทธ์ระดับเสวียนได้แล้ว อักษรเทวะของเขาก็พัฒนาไปได้ไกลมาก นายไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาหรอก...”
“เขายังมีอาวุธเทวะอยู่ในมืออีกต่างหาก เขาเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะจิตมาตั้งนานแล้ว เมื่อมีอาวุธเทวะอยู่ในมือ นายก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลยด้วยซ้ำ เขาสามารถประมือกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นว่านสือได้เลยนะ”
ซูอวี่ถามด้วยความประหลาดใจ “แล้วผมจะชนะได้ยังไง?”
“ฉันย่อมมีวิธีที่ทำให้นายชนะได้ก็แล้วกัน!”
เฉินฉี่พูดด้วยสีหน้ามืดครึ้ม “ถ้านายชนะ นอกจากนายจะมีชื่อเสียงแล้ว นายยังสามารถกอบโกยแต้มผลงานไปได้ถึง 1,300 แต้ม แต้มผลงานมากมายขนาดนี้ ถ้านายยอมเปลี่ยนไปใช้โลหิตแก่นแท้ที่ด้อยกว่านี้สักหน่อยในการสร้างรากฐาน นายก็ยังจะเหลือแต้มผลงานอีกกว่า 1,000 แต้มเชียวนะ มันมากพอที่จะให้นายใช้ฝึกฝนจนถึงขั้นว่านสือ หรือแม้กระทั่งแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นได้เลย!”
ซูอวี่เลิกคิ้ว “ผมต้องเอาชนะเขาอย่างตรงไปตรงมา ไม่อย่างนั้นต่อให้ชนะได้ มันก็เสียหน้าอยู่ดี!”
“หัวโบราณ!”
เฉินฉี่เริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว เขาจึงพูดขึ้น “งั้นฉันเพิ่มให้อีก 100 แต้มผลงาน นี่เป็นขีดสุดแล้วนะ! ได้แต้มผลงานไปฟรีๆ ตั้ง 1,400 แต้ม...”
“ไม่ได้เอามาฟรีๆ สักหน่อย คุณต้องเอาโลหิตแก่นแท้ของผมไปนะ!”
ซูอวี่พูดไม่ออก คุณเห็นผมโง่หรือไง ถึงได้ใช้คำพูดมาหลอกล่อผมแบบนี้
เฉินฉี่พูดด้วยความโมโหว่า “งั้นนายว่ามา นายต้องการยังไงกันแน่? นายคิดว่านายจะชนะได้จริงๆ เหรอ? ถ้านายแพ้หลินเย่า นายก็จะได้แค่โลหิตแก่นแท้ไหมมังกรกับแต้มผลงาน 100 แต้มเท่านั้น โลหิตแก่นแท้ไหมมังกรถึงแม้มันจะล้ำค่าก็จริง แต่นายให้เวลาฉันหนึ่งเดือนสิ ฉันจะหาทางซื้อโลหิตแก่นแท้ไหมมังกรมาให้นาย แล้วเพิ่มแต้มผลงานให้อีก 400 แต้ม เป็นยังไงล่ะ?”
โลหิตแก่นแท้ไหมมังกรเองก็ล้ำค่าและหาได้ยากมากเช่นกัน แต่ไม่จำเป็นต้องใช้โลหิตแก่นแท้วัวทะลายภูเขา โลหิตแก่นแท้จากสัตว์อสูรในร้อยอันดับแรกก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก พอเป็นแบบนี้แล้ว ตัวเลือกของทุกคนก็จะมีมากขึ้น ดังนั้นการกว้านซื้อโลหิตแก่นแท้ในระดับเดียวกันจึงไม่ได้ยากเหมือนกับการตามหาโลหิตแก่นแท้วัวทะลายภูเขา
ซูอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถาม “จริงเหรอครับ?”
“แน่นอนสิ!”
“แล้วถ้าเกิดผมปฏิเสธล่ะครับ?”
“ปฏิเสธงั้นเหรอ?” เฉินฉี่ตอบเสียงเย็น “ถ้างั้นนายก็อย่าหวังว่าจะได้เข้าสู่ขั้นบ่มเพาะจิต อย่าหวังว่าจะได้เข้าสู่ขั้นเชียนจวินเลย ไม่อย่างนั้น... ถึงตอนนั้นพวกเราจะได้เห็นดีกัน! ซูอวี่ ฉันไว้หน้านายมากพอแล้วนะ ให้ราคาสูงกว่าปกติ แถมยังยินดีจะช่วยให้นายเอาชนะหลินเย่าอีกต่างหาก การที่นายเอาแต่ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ คิดว่าฉันจะไม่โกรธเป็นเหมือนกันใช่ไหม?”
ซูอวี่บ่นอุบอิบในใจ ผมเองก็อารมณ์ร้ายเป็นเหมือนกันนะ!
แน่นอนว่าคุณคงไม่รู้ล่ะสิ!
เฉินฉี่เองก็ร้อนรน ในตอนนี้เขาไม่สนอะไรอีกแล้ว จึงข่มขู่ซูอวี่ออกไปตรงๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะไม่มีวันได้โลหิตแก่นแท้วัวทะลายภูเขาขวดนี้กลับคืนมาอีกแล้วจริงๆ!
ซูอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูดขึ้น “ก็ได้ ในเมื่อคุณพูดมาขนาดนี้แล้ว... งั้นผมจะท้าประลองกับหลินเย่าก่อน แล้วค่อยมาท้าประลองกับคุณ แต่มีข้อแม้ว่าเงื่อนไขจะต้องคล้ายกับของหลินเย่า ถ้าคุณชนะ ผมจะให้โลหิตแก่นแท้ขวดนั้นกับคุณ ส่วนคุณก็ต้องให้โลหิตแก่นแท้ร้อยอันดับขวดอื่นจำนวนร้อยหยดแก่ผม พร้อมกับแต้มผลงานอีก 400 แต้ม!”
“แต่ถ้าคุณแพ้... คุณต้องให้แต้มผลงานผม 1,000 แต้ม!”
“หืม?”
เฉินฉี่ขมวดคิ้ว พูดเสียงเย็นว่า “ข้อเสนอด้านหลังนั่นไม่จำเป็นหรอก...”
ซูอวี่แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “ผมอาจจะชนะก็ได้นี่นา! คุณแค่ต้องการให้ผมท้าประลองกับคุณ ถ้าหากผมชนะ ผมก็ไม่ต้องเอาโลหิตแก่นแท้ไปให้คุณ แถมยังคว้าแต้มผลงานมาได้อีก 1,000 แต้ม ถ้าเป็นแบบนั้นผมถึงจะยอมเดิมพันดูสักครั้ง ไม่อย่างนั้น... ทำไมผมต้องไปสนใจคุณด้วย! คุณคิดว่าคุณจะข่มขู่ผมได้จริงๆ เหรอ? เชื่อไหมว่าผมจะเอาเรื่องนี้ไปบอกอาจารย์ไป๋โดยตรง แล้วบอกว่าคุณแอบลอบโจมตีผมน่ะ!”
“นาย...”
เฉินฉี่บันดาลโทสะ ผ่านไปพักใหญ่ เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงต่ำต้อยว่า “นายคิดจะใช้วิธีที่จัดการกับหลินเย่า มาใช้จัดการกับฉันงั้นเหรอ? จะทำลายชื่อเสียงของฉันงั้นสิ?”
ซูอวี่ตอบอย่างไม่ยี่หระ “คุณยังมีชื่อเสียงอะไรให้พูดถึงอีกงั้นเหรอ? ขอแค่ผมท้าประลองกับคุณ คุณก็ไม่มีชื่อเสียงอะไรเหลือแล้ว คุณยังจะไปสนใจเรื่องพวกนี้อยู่อีกเหรอ? คุณอยู่ตั้งขั้นเชียนจวินระดับเจ็ด การที่มาประมือกับผม มันก็ทำให้คุณเสียหน้าไปหมดแล้วล่ะ!”
“งั้นนายก็ขายให้ฉันโดยตรงสิ...”
“ฝันไปเถอะ!”
“...”
เฉินฉี่โกรธจนแทบจะระเบิด!
ไอ้หมอนี่ดื้อด้านไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้น!
แถมยังบ้าการพนัน และโลภมาก การที่เขายอมตอบตกลงรับคำท้าประลอง ก็เป็นเพราะว่าจำนวนแต้มผลงานมันมากพอก็เท่านั้น ถ้าแพ้ก็ไม่ได้สูญเสียอะไร แต่ถ้าชนะก็จะได้กอบโกยเงินก้อนโต ไอ้หมอนี่ถึงได้ตอบตกลงอย่างง่ายดาย!
เฉินฉี่พบว่า ตนเองพอจะจับความรู้สึกนึกคิดของซูอวี่ได้บ้างแล้ว
มันก็แค่คนจนที่โลภมากจนถึงขีดสุดคนหนึ่งเท่านั้นแหละ!
ความบ้าพนันสูงส่ง!
มัวแต่ฝันหวานอยู่นั่นแหละ!
“ตกลง!”
เฉินฉี่แทบจะกัดฟันกรอด และฝืนตอบตกลงออกมาในที่สุด!
แพ้งั้นเหรอ... ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก!
ขั้นเชียนจวินระดับเจ็ด อยู่ในขั้นบ่มเพาะจิต เขาเตรียมตัวที่จะพุ่งทะยานเข้าสู่ทำเนียบร้อยอันดับด้วยซ้ำ ถ้าหลินเย่ามาประมือกับเขา เขาก็ยังสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย นับประสาอะไรกับซูอวี่
ซูอวี่ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเดินเลี่ยงตัวชายหนุ่มแล้วจากไป
ขั้นเชียนจวินระดับเจ็ด ในขั้นบ่มเพาะจิต... แข็งแกร่งมาก!
แต่ว่า ผมเองก็ไม่ได้กระจอกเหมือนกัน!
ถ้าหากกลืนโลหิตแก่นแท้ขั้นว่านสือลงไป ก็จะสามารถระเบิดพลังระดับว่านสือออกมาได้โดยตรง หากระเบิดพลังออกมากะทันหัน เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีโอกาส!
เฉินฉี่ ไอ้หมอนี่ตามรังควานไม่เลิก ถ้าไม่จัดการกับหมอนี่ซะ เขาคงต้องเจอกับความวุ่นวายอีกแน่
ก่อนหน้านี้อู๋หลานยังเคยบอกเลยว่า หมอนี่ยังเคยไปหานาง เพื่ออยากให้นางมาลอบกัดเขาด้วย
“ก่อนหน้านี้ยังไม่กล้าระเบิดพลังระดับว่านสือออกมา แต่อาจารย์บอกไว้แล้วว่า ให้บอกไปว่าเป็นโลหิตแก่นแท้ที่เขาให้มา... มีอาจารย์คอยรับหน้าให้ แล้วผมยังต้องกลัวอะไรอีก!”
“หลิวหง หูเหวินเซิง ล้วนเป็นคนในภาควิชาเดียวกันทั้งนั้น ล้วนเป็นพวกคนรวยทั้งนั้น ถ้าไม่หลอกฟันพวกคุณแล้วจะให้ไปหลอกใครล่ะ!”
“แต่ละคนนี่นะ พอพูดว่าจะเอาแต้มผลงาน 1,000 แต้มออกมา ก็เอาออกมาได้จริงๆ ซะด้วย...”
ซูอวี่ยังแทบไม่อยากจะเชื่อเลย อาจารย์ของตัวเองเป็นถึงขั้นทะยานเวหาระดับเจ็ด เป็นตัวตนที่สามารถเอาชนะขั้นทะยานเวหาระดับเก้าได้เชียวนะ ก็ยังไม่เห็นจะรวยขนาดนี้เลย พวกขั้นไคหยวน ขั้นเชียนจวินพวกนี้ ทำไมถึงรู้สึกว่ารวยกว่าไป๋เฟิงเสียอีก?
หารู้ไม่ว่า คนพวกนี้ล้วนเป็นอัจฉริยะของตระกูล เพื่อที่จะให้พวกเขาสร้างรากฐานที่ดีที่สุด ทางตระกูลก็ไม่ลังเลที่จะต้องยอมจ่ายในราคาที่สูงลิบลิ่ว
ภายในตระกูลล้วนมีตัวตนระดับหลิงอวิ๋นอยู่ แต้มผลงานนับพันแต้มนั้นถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว แต่สำหรับยอดฝีมือขั้นหลิงอวิ๋นแล้ว การสั่งสมมานานหลายปี คงไม่ถึงขั้นที่เอาแต้มผลงานนับพันแต้มออกมาไม่ได้หรอก
ถ้าไม่ใช่เพราะไป๋เฟิงทุ่มเทเรี่ยวแรงไปกับการวิจัยมากจนเกินไป การที่มีอาจารย์เป็นยอดฝีมือขั้นซานไห่ และตัวเขาเองก็แข็งแกร่ง การจะหาแต้มผลงานสักพันแต้มก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
“เฉินฉี่เตรียมจะหักหลังหลินเย่า เขาคิดว่าผมจะต้องแพ้อย่างแน่นอน...”
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ ซูอวี่ก็ยิ้มออกมา!
วินาทีต่อมา เขาก็หยิบเครื่องมือสื่อสารออกมา แล้วต่อสายโทรออกไป...
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ภายในป่าเล็กๆ ของสถาบัน เซี่ยหู่โหยวเมื่อเห็นซูอวี่ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ซูอวี่ ดึกดื่นป่านนี้มาหาฉันทำไมเนี่ย?”
“จะเอาข้อมูลมาขายให้นาย!”
“อะไรนะ?”
“100 แต้มผลงาน!”
“ข้อมูลอะไรล่ะ?”
เซี่ยหู่โหยวพูดอย่างตื่นเต้น “ข้อมูลการวิจัยของศูนย์วิจัยงั้นเหรอ?”
“ไสหัวไปเลย!”
ซูอวี่โมโห หมอนี่มัวแต่คิดฝันเฟื่องอะไรอยู่เนี่ย!
“มีคนคิดจะปองร้ายหลินเย่า...”
“หา?”
เซี่ยหู่โหยวตกตะลึง “ถ้านายพูดถึงตัวนายเอง งั้นก็ช่างมันเถอะ เดิมทีนายก็หลอกฟันเขาอยู่แล้วนี่...”
“ไม่ใช่ฉันเว้ย!”
ซูอวี่เริ่มหัวเสีย พูดจาภาษาอะไรเนี่ย ฉันไปหลอกทำร้ายใครตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
“จะซื้อหรือไม่ซื้อ ถ้านายเอาไปขายให้หลินเย่า นอกจากจะได้น้ำใจจากเขาแล้ว ยังได้กำไรอีกนิดหน่อยด้วย หมอนั่นมีเงิน 100 แต้มผลงานน่ะเอาออกมาได้แน่นอนอยู่แล้ว...”
“งั้นก็ต้องดูว่าคนที่คิดจะทำร้ายเขาเป็นใครล่ะนะ...” เซี่ยหู่โหยวพูดไม่ออก “ถ้านายหมายถึงลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ หรือไม่ก็อาจารย์ของนาย ถ้างั้นก็ไม่ต้องพูดหรอก พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นคนที่เขานึกไม่ถึง และต้องเป็นเรื่องจริงด้วยนะ ไม่อย่างนั้น... ข้อมูลนี้ก็ไม่มีค่าอะไรหรอก!”
“เขานึกไม่ถึงอย่างแน่นอน!”
เฉินฉี่กับก็นับว่าเป็นพวกเดียวกัน หลินเย่าจะไปเชื่อได้ยังไงว่าเฉินฉี่จะคิดปองร้ายตน?
ซูอวี่ไม่รู้หรอก!
ยังไงเสียข่าวนี้ก็มีค่าพอสมควรแหละน่า
“นายลองพูดมาดูก่อนสิว่าเป็นใคร วางใจเถอะ ฉันค้าขายซื่อสัตย์สุจริตไม่หลอกลวงใครอยู่แล้ว ถ้าหากข่าวมันมีค่าจริงๆ ฉันต้องยอมจ่ายให้อยู่แล้วล่ะ แต่ถ้ามันไม่มีค่า ฉันก็จะปิดเป็นความลับให้ จะไม่มีทางแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด!”
“เฉินฉี่!”
“...”
เซี่ยหู่โหยวรู้สึกเหมือนตัวเองหูแว่วไป “ใครนะ?”
“เฉินฉี่ไง!”
“บ้าไปแล้ว พวกเดียวกันหลอกฟันพวกเดียวกันเองเนี่ยนะ?”
เซี่ยหู่โหยวตกตะลึง วินาทีต่อมาเขาก็ถามอย่างประหลาดใจ “เพื่อโลหิตแก่นแท้งั้นเหรอ?”
“ใช่!”
“พระเจ้าช่วย เขากล้าทำถึงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย เฉินฉี่ใจกล้าเกินไปแล้ว ไม่กลัวเลยเหรอ... ใช่สิ เหมือนจะไม่ต้องกลัวอะไรนี่นา ก็ไม่ได้ฆ่าให้ตายสักหน่อย โลหิตแก่นแท้นั่นมันก็เป็นของเขาอยู่แล้วนี่นา ถ้าเขาเอามันไปได้จริงๆ หลิวหงก็คงพูดอะไรไม่ออก...”
พูดไปพูดมา เขาก็อดไม่ได้ที่จะมองไปทางซูอวี่ แล้วเดาะลิ้นพูดอย่างอัศจรรย์ใจว่า “ซูอวี่ จิตใจนายมันดำมืดจริงๆ! กินฝั่งนู้นแล้วก็มากินฝั่งนี้ ตอนนี้แม้แต่พ่อค้าคนกลางอย่างฉันนายก็ยังจะกินรวบอีก ความอยากอาหารของนายนี่มัน... ไม่กลัวว่าตัวเองจะจุกตายเอาหรือไง? นายไปตกลงข้อตกลงอะไรกับเฉินฉี่มาใช่ไหม?”
ซูอวี่พูดเสียงเรียบ “นายเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าเมื่อเข้าสถาบันมาแล้วก็ต้องทำตัวให้โหดเหี้ยมเข้าไว้ พวกเขาเป็นฝ่ายมาหาเรื่องฉันก่อน ทำไมฉันจะโต้กลับไม่ได้ล่ะ?”
“นายแน่มาก!”
เซี่ยหู่โหยวชูนิ้วโป้งให้ นับถือเลย!
หมอนี่โหดเหี้ยมเกินไปจริงๆ ฝั่งนี้ก็ไปหาเรื่องหลินเย่า ส่วนฝั่งนู้นก็ไปตีสนิทกับเฉินฉี่ แล้วก็หันกลับมาขายความลับของเฉินฉี่ซะงั้น!
ถึงแม้สุดท้ายแล้วเขาจะต้องล่วงเกินผู้คนไปทั่ว แต่เขาจะกลัวไหมล่ะ?
เดิมทีก็ล่วงเกินกันไปแล้ว แถมแต่เดิมก็ไม่ได้อยู่ภาควิชาเดียวกันเสียด้วยซ้ำ
แต่ศัตรูทั้งสองคนของเขานี่สิ นับจากนี้ไป คงหนีไม่พ้นที่จะต้องผิดใจและกลายมาเป็นศัตรูกันแน่!
นี่มันพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินชัดๆ!
สุดยอด!
เซี่ยหู่โหยวเดาะลิ้นเสียงดัง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างรวดเร็ว “ก็ได้ 100 แต้มก็ 100 แต้ม ฉันจะไปเอามาจากหลินเย่าเอง ถึงจะไม่ได้กำไรอะไร แต่ก็ได้น้ำใจจากหลินเย่ามาสักหน่อย ถึงยังไงเขาก็เป็นนักเรียนระดับสูงสุด คุ้มค่าอยู่แล้ว!”
“ขอบใจมาก แต่อย่าบอกนะว่าฉันเป็นคนบอก ไม่อย่างนั้นหลินเย่าคงไม่เชื่อแน่!”
“แน่นอนอยู่แล้ว ฉันไม่โง่หรอก!”
เซี่ยหู่โหยวหัวเราะ “วางใจเถอะ ต่อให้เป็นเฉินฉี่ก็คิดไม่ถึงหรอกว่าเป็นนายบอก เว้นเสียแต่ว่านายจะไปหลอกฟันเขาสักทีนึง ลองพูดมาสิ นายไปหลอกฟันเขายังไงล่ะ?”
“พูดไม่ได้หรอก รอถึงเดือนหน้าเดี๋ยวก็รู้เองแหละ!”
ตอนนี้ยังบอกข่าวนี้ไม่ได้ เฉินฉี่เองก็คงไม่พูดแน่ ถ้าพูดไปแล้ว คนโง่ก็ยังรู้เลยว่าต้องมีเงื่อนงำอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ!
ขืนพูดไป ทางฝั่งหลินเย่าอาจจะล้มเลิกก็เป็นได้
“เดือนหน้า...”
เซี่ยหู่โหยวไม่ได้ถามอะไรอีก แต่ในใจกลับกำลังครุ่นคิดว่า เดือนหน้าเดี๋ยวก็รู้แล้ว
เฉินฉี่คิดจะหลอกฟันหลินเย่า... หรือว่าเขาอยากให้หลินเย่าแพ้ซูอวี่กันแน่?
แล้วเขาจะได้อะไรกลับมาล่ะ?
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อโลหิตแก่นแท้... ไอ้หมอนี่ซูอวี่ คงจะไม่ได้ใช้วิธีจัดการแบบเดียวกับหลินเย่า แล้วไปท้าพนันกับเฉินฉี่เข้าให้แล้วใช่ไหมเนี่ย?
พระเจ้าช่วย หมอนี่ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงคิดว่าจะจัดการกับคนขั้นเชียนจวินระดับเจ็ดได้?
วินาทีนี้ เซี่ยหู่โหยวรู้สึกว่าตัวเองจะต้องไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับซูอวี่ให้ลึกซึ้งกว่านี้เสียแล้ว หมอนี่เหมือนจะมีไพ่ตายซ่อนอยู่นะ มีความมั่นใจสูงมาก ไม่ได้เห็นหลินเย่าอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่เอาข่าวมาขายหรอก!
...
ซูอวี่ไม่ได้สนใจเลยว่าเขาจะคิดยังไง ระหว่างทางกลับก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
300 แต้ม, 1,000 แต้ม, 100 แต้ม...
แม่งเอ๊ย คนรวยในสถาบันนี่มันจะเยอะเกินไปแล้ว!
ตั้ง 1,400 แต้มผลงานเชียวนะ นี่ได้มาอยู่ในมือแล้วเหรอเนี่ย?
บ้าไปแล้ว!
อาจารย์ยังไม่มีเงินเยอะเท่าตัวเองเลย!
ก่อนหน้านี้อาจารย์ยังบอกให้ตัวเองออกไปยืมเงินอยู่เลย แต่นี่ได้แต้มผลงานมาตั้ง 1,400 แต้ม... หรือว่าผมจะให้ยืมอาจารย์ยืมสักหน่อยดีไหมนะ?
“หรือว่าผมจะให้ยืมสักหน่อยดี แล้วบอกว่าเป็นเงินที่ไปกู้ยืมมา แล้วเก็บดอกเบี้ย... ถึงยังไงพันกว่าแต้มนี้ผมก็คงใช้ไม่หมดในเวลาอันสั้นหรอกมั้ง...”
ซูอวี่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด และกำลังวางแผนว่าจะใช้แต้มผลงาน 1,400 แต้มนี้อย่างไรดี







