ท็อปสตาร์เมาแล้วเพี้ยน ป่วนจนวงการบันเทิงฮาลั่น! · khram
ตอนที่ 67
บทที่ 67 ชาวเน็ตหัวเราะลั่นทั้งเน็ต! เจิ้งเจี่ยเมาแล้วสติหลุด?
ลวี่หมิงไม่พูดอะไร เพียงยืนมองพิธีกรหญิงตรงหน้ากำลังแสดงคนเดียวนิ่งๆ
ส่วนเจิ้งเจี่ยที่นั่งอยู่ใต้เวทีตอนนี้ก็มองอีอีที่พูดไม่ยั้งด้วยสีหน้าตะลึงไม่อยากเชื่อ ในใจแอบยกย่องความกล้าของสาวสวยคนนี้ ไม่คิดว่านอกจากตัวเองแล้วยังมีมือดีอยู่ด้วย
ตั้งแต่เห็นอาจารย์ฮวาถูกหามออกไป เธอก็ไม่รู้ว่าเพราะอารมณ์ขึ้นหรือลึกๆ รู้สึกสับสนยังไงกันแน่ สรุปคือ ดีใจก็ต้องดื่ม เศร้าก็ต้องดื่ม พอดีทีมรายการที่มีเจียงเสี่ยวไป๋เป็นสปอนเซอร์ วางขวดเหล้าไว้สองขวดบนโต๊ะตรงหน้าของเมนเทอร์ทั้งสามเพื่อโชว์ในกล้อง เจิ้งเจี่ยก็เลยแอบจิบมาได้สักพักแล้ว แก้มแดงระเรื่อเชียว
เพราะทุกความสนใจไปอยู่ที่ลวี่หมิง อีกทั้งช่วงนี้เธอแทบไม่ค่อยออกเสียง ห้องไลฟ์สดก็แทบไม่ตัดภาพมาหา เลยไม่มีใครสังเกตเห็น
อีอีไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น เธอยิ้มจอมปลอมมองมา คำพูดหวานเจือยาพิษว่า “คุณลวี่หมิง คุณคงไม่โกรธใช่ไหมคะ?”
“โกรธสิครับ ผมโกรธแล้ว!” ลวี่หมิงตอบหน้าตาเคร่งจริงจัง
อีอี: “???”
คำตอบที่คาดไม่ถึงตัดบทพูดที่เธอเตรียมไว้ยาวเหยียดขาดผึง สีหน้าว่างเปล่าไปชั่วครู่ ความกระอักกระอ่วนเขียนเต็มหน้า
ก็เพราะสองปีที่เป็นพิธีกรมายังไม่เคยเจอผู้เข้าแข่งขันที่เล่นนอกตำราได้ขนาดนี้มาก่อนจริงๆ
จางเส่ากังเห็นท่าแล้วก็ยืนไว้อาลัยให้เพื่อนสาวในใจเรียบร้อย
ดูเอาเถอะ ไม่รู้จักอยู่นิ่งๆ ไปแหย่ท่านเทพทำไม!
เขาเองก็อยากได้ทราฟฟิก อยากได้ภาพออกกล้อง แต่ก็ไม่กล้าชนกับดาราตกกระแสโต้งๆ หรอก ยิ่งเมื่อกี้เพิ่งเห็นสภาพอาจารย์ฮวากับตาตอนอยู่หลังเวที ยิ่งต้องขออาศัยเกาะกระแสเป็นหลัก นี่พี่สาวคนนี้ดีเหลือเกิน ทั้งอ่อนทั้งชอบเล่น เดิมทีจะกะให้ดาราตกกระแสขายหน้าซะหน่อย สุดท้ายกลับโดนอีกฝ่ายสวนคำเดียวจนไปไม่เป็น…
“ฮ่าๆ ผู้เข้าแข่งขันลวี่หมิงนี่อารมณ์ขันจริงๆ งั้นก็……” จางเส่ากังกำลังจะกู้สถานการณ์ แต่พออ้าปากก็โดนลวี่หมิงขัดทันทีว่า “คุณว่ามันตลกเหรอ?”
“เอ่อ… ไม…ไม่ตลกเหรอ?” จางเส่ากังยิ้มค้าง
ลวี่หมิงทำหน้าเคร่ง ดวงตาไม่มีพิธีรีตอง มีแต่แรงจู่โจมล้วนๆ “ตลกไหม?”
จางเส่ากัง: “……”
เขาไม่สงสัยเลยว่าถ้ายังกล้าแทรกอีกสักคำ ดาราตกกระแสคนนี้จะซัดเขาจนเละเทะเหมือนที่ทำกับอาจารย์ฮวาทันที ไหนๆ พูดถึงเรื่องด่างพร้อย ถ้าเทียบกันแล้วตัวเขาน่ะมีมากกว่าอาจารย์ฮวาตั้งเยอะ ด้วยความรู้สึกผิดติดตัว จางเส่ากังเลยรีบปิดไมค์ ยืนตัวแข็งอยู่ข้างๆ ทำตาแล่นมองจมูก มองใจ ไม่กล้าหลุดปากแม้แต่คำเดียว
ลวี่หมิงหันมามองอีอี สีหน้าเคร่งขรึม:
“คุณมีสิทธิ์อะไรมาให้คะแนนผม? คุณเข้าใจดนตรีไหม? คุณเป็นเมนเทอร์เหรอ? หรือว่าเพลงออริจินัลของคุณมีเยอะนัก? หรือจริงๆ แล้วคุณรับเงินสกปรกใครมาเลยตั้งใจเล็งเล่นงานผมที่นี่? แล้วให้ 0.5 คะแนนนี่มีตรรกะอะไร อธิบายให้ผม และให้ทุกคนฟังเหตุผลที่ฟังขึ้นหน่อย!”
อีอีไปไม่เป็น เรื่องราวมันไม่เป็นไปตามที่เธอวางแผนไว้เลย
เพราะน้อยใจมากๆ เธอจึงน้ำตาคลอทันที เสียงสะอื้น “คุณลวี่หมิง ทำไมต้องกดดันฉันผู้หญิงคนหนึ่งขนาดนี้ล่ะคะ ฉันแค่อยากทำบรรยากาศให้คึกคักเอง ไม่คิดว่าคุณจะใจแคบขนาดนี้…”
“ทำบรรยากาศให้คึกคัก แบบนี้น่ะเหรอ?” ลวี่หมิงตะคอกต่ำ “ร้องไห้? ร้องทำไม!”
เสียงตวาดหนักแน่นฉับพลันทำเอาอีอีที่กำลังจะใช้มุกกดดันทางศีลธรรมสะดุ้งโหยง บางทีอาจจะตกใจจริง หรือไม่ก็เพราะอารมณ์มันบิ้วท์มาสักพักแล้ว ผู้หญิงคนนั้นเลยร้อง “ว้า!” ออกมา น้ำตาเม็ดเล็กไหลพรากต่อหน้ากล้อง
“หน้าตาก็ดูดีอยู่หรอก แต่เล่ห์เหลี่ยมนี่ลึกนัก เห็นว่ากดดันทางศีลธรรมไม่สำเร็จ ตอนนี้จะเล่นบทคนไม่มีเหตุผลหนีคำถามใช่ไหม? เอาตรงๆ เถอะ คุณนี่กลยุทธ์เต็มหัวจริงๆ เรื่องคำนวณเล่ห์เหลี่ยมผมให้เต็มร้อย เพราะทั้งตัวคุณมีแต่ลูกไม้!”
“หรือว่าคุณตั้งแต่เด็กก็เป็นพวกชอบนินทาเพื่อนลับหลัง ปั่นให้รูมเมตแตกคอกันแบบชาเขียวหน้าใสใช่ไหม?”
อีอีหน้าซีดลนลาน ร้องไห้โวยวายว่า “ฉันไม่ได้ทำ คุณเป็นผู้ชายตัวโตๆ จะมาป้ายสีผู้หญิงอย่างฉันทำไมคะ หัวใจคุณนี่มันมืดมนจัง!”
ถ้าเป็นคนทั่วไปเจอกลยุทธ์ย่อยๆ ชุดนี้อาจแพ้ราบคาบ หลังจากนั้นอีอีเอาไปทำตัวน่าสงสารในเน็ตอีกสองสามที ก็กวาดทราฟฟิกจนพุงกาง แต่โชคร้ายที่วันนี้เธอมาเจอลวี่หมิง
“ยังจะทำเป็นน่าสงสารอีกเหรอ? อยู่ๆ โดนพิธีกรคนหนึ่งด้อยค่า กดหัว แบบนี้คนที่ควรน่าสงสารไม่ใช่ผมหรือไง? โธ่เอ๊ย เพื่อนสาว ยุคมันเปลี่ยนไปนานแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ยุคที่ใครร้องไห้คนนั้นถูกเสมอไปอีกต่อไป เจิ้งเจี่ยก่อนหน้านี้วันหนึ่งร้องสามรอบ เอะอะก็จะผูกคอตาย เดี๋ยวๆ ก็ของขึ้นพุ่งมางับผมหนึ่งที คุณเห็นว่าเธอเคยทำให้ดำกลายเป็นขาวได้สักครั้งไหม?”
ลวี่หมิงยกตัวอย่างเสียงเรียบๆ
เจิ้งเจี่ย: “??!”
ไอ้ดาราตกกระแส CNM แกคิดว่าแม่กินข้าวบ้านแกเรอะ!
เอ่อ… เหมือนจะกินจริงๆ ด้วย…
“ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด ฉันแนะนำนะ เลิกเล่นมุกปลุกปั่นอารมณ์พวกนี้ซะ แล้วอธิบายให้ทุกคนฟังอย่างซื่อๆ ดีกว่าว่าเหตุผลการให้คะแนนของคุณคืออะไร”
“ไหนบอกอยากเรียกความสนใจ อยากได้ทราฟฟิก แล้วสภาพจิตใจเปราะบางขนาดนี้จะไหวเหรอ?”
อีอีทำหน้าแตกตื่น คิ้วตาเต็มไปด้วยความมึนงง
เธอคิดว่าดาราตกกระแสก็แค่เพี้ยนๆ โดยเฉพาะเมื่อคืนเห็นโหยวฮั่นกับเหล่าดาวดังในวงการบันเทิงจีนพากันรุมแย่งกระแสแง่ลบของดาราตกกระแส แต่ละคนเรียกว่ากินกันมันส์เลอะปาก เธอเลยคิดว่าตัวเองก็อาศัยจังหวะฟ้าฝนเป็นใจได้ วันนี้อาศัยสถานะพิธีกรจะได้ขูดรีดจากดาราตกกระแสสักชั้น ตั้งธงไว้ชัดว่าพอได้กระแสก็จะคว้าทรัพยากร ขยับสถานะตัวเอง เธอเลยลุยไม่ลังเล
ไม่คิดเลยว่าคนๆ นี้ตรรกะจะชัดเจนขนาดนี้ แค่สองสามประโยคก็ถีบเธอตกจากหอคอยศีลธรรมลงเหว
ศิลปินทั่วไปเจอแบบนี้ ปกติก็ปล่อยให้เธอปั้นเกมได้ทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?
หลี่ชางเฟิงเห็นพิธีกรที่ช่วยพูดแทนตัวเองโดนลวี่หมิงตอกจนเงียบงัน ตอนนี้ทำหน้าชวนสงสาร เช็ดน้ำตาไม่หยุด เขาก็อินจัดจนพูดออกมาทันทีว่า “ไอ้ดาราตกกระแส นายเป็นผู้ชายทั้งคนทำไมไม่ใจกว้างบ้างล่ะ? เขาก็แค่พูดความในใจสองประโยค นายก็เดือดแล้ว ใจคอจะแคบไปถึงไหน!”
อีอีตาเป็นประกาย ใจพลันคิดว่า เฟิงเฟิงนี่แหละคนซื่อ!
“เฟิงเฟิง ฉันก็แค่อยากทำบรรยากาศให้คึกคักเองนะ”
“ทำให้คึกคักแบบนี้เนี่ยนะ?!” หลี่ชางเฟิงถลึงตา “แล้วใครอนุญาตให้เธอเรียกฉันด้วยสรรพนามน่าหงุดหงิดแบบนั้น!”
ลวี่หมิงชี้ไปที่อีอี “งั้นคุณต้องไปถามเธอสิ”
อีอี: “……”
เอ้า บูมเมอแรงย้อนกลับมาอีกแล้ว…
เห็นว่าปล่อยให้ค้างคาไปแบบนี้ก็ไม่ได้ อีอีเลยจำใจหยิบคำอธิบายที่เตรียมไว้ออกมาใช้:
“ฉันให้คุณ 0.5 คะแนน ก็เพราะถูกถุงเท้าคู่นี้ของคุณดึงดูดจริงๆ เพราะมันขี้เหร่เกินไป แล้วดูสิ อาจารย์เฟิงเฟิงทั้งร้องทั้งเต้น เพลงเดียวเสื้อผ้าก็เปียกเหงื่อไปหมด ส่วนคุณทั้งเพลงมีแค่ท่าแกว่งข้อมือท่าเดียว ความต่างมันชัดขนาดนี้ คุณก็ต้องได้ 0.5 คะแนนสิคะ ถ้าคะแนนของฉันมันต่ำเกินไปจนทำให้อาจารย์ลวี่หมิงอับอายจนของขึ้น งั้นฉันขอโทษ!”
ว่าแล้ว เธอไม่รอให้ทุกคนตั้งสติ เช็ดน้ำตาปาดเดียว แล้วโค้งให้ลวี่หมิงหนึ่งที จากนั้นก็ยืนอยู่หน้ากล้องอย่างอ่อนแอไร้ที่พึ่ง หน้าตาแสนช้ำใจ
[ตาฉันเสียหรือหูฉันเพี้ยนกันแน่?]
[เธอทำได้ไง พูดเรื่องเหลือเชื่อขนาดนี้ด้วยน้ำเสียงจริงจังขนาดนั้น?]
ฟังเหตุผลอิหยังวะระดับระเบิด แบบนี้แม้แต่คอมเมนต์กระสุนก็ขึ้นเป็นพืดด้วยจุดไข่ปลา เวลาไร้คำจะพูดจริงๆ คนเราขี้เกียจด่าไปเลย
หลี่ชางเฟิงก้มมองถุงเท้าบนรองเท้าของลวี่หมิง “ถุงเท้านายน่าเกลียดจริงๆ นั่นแหละ!”
[…]
[ยังมีตัวเทพอีก!]
หลี่ชางเฟิงที่ตั้งแง่กับดาราตกกระแสเต็มที่ ไม่เห็นว่าคำอธิบายนี้มีอะไรผิด เขาเห็นลวี่หมิงเหมือนสำลักคำพูด ก็ยิ่งดีใจทันที ส่งสายตาให้กับอีอีรัวๆ นี่เป็นคนเดียวที่เขาไม่ได้จ่ายเงิน แต่ยอมช่วยพูดให้เอง หลี่ชางเฟิงตัดสินใจเลยว่า ถ้าวันนี้เล่นงานดาราตกกระแสจนล้มได้ เย็นนี้จะต้องแอดเพื่อนพิธีกรคนนี้ไปจีบให้ได้!
ถึงหน้าตาจะดูกะโหลกหน่อย แต่เขาไม่เลือกหรอก!
ลวี่หมิงเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะชี้ลงไปข้างเวทีด้วยสีหน้าเอือมระอา เขาคิดว่าไม่คุ้มจะไปเอาชนะคะคานกับคนไอคิวแบบนี้: “ลงไปได้ไหม?”
“ผู้เข้าแข่งขันลวี่หมิง ต่อให้นายจะฮอต ต่อให้นายเป็นซุปตาร์ แต่มันแปลว่าซุปตาร์จะรังแกคนต่อหน้าต่อตาได้เหรอ? ฉันถึงจะเป็นแค่พิธีกรตัวเล็กๆ แต่ฉันก็มีศักดิ์ศรีนะ!” แววตาอีอีวาบความเจ้าเล่ห์ พลิกจากท่าทีตาแดงช้ำเมื่อครู่ กลายเป็นแข็งกร้าวสุดๆ
เธอคิดว่าลวี่หมิงจนตรอกจนเถียงไม่ออก ไม่รู้จะใช้อะไรโต้ เลยหลุดปากเพราะหัวร้อน
หลี่ชางเฟิง: “นั่นแหละ! คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? เป็นคนสาธารณะแล้วอีโก้จัดถึงขั้นสบถใส่กลางรายการ นายยังพอมี ”
ลวี่หมิงควักพริกปีศาจสีแดงสดกำหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ฉวยจังหวะตอนหลี่ชางเฟิงอ้าปากพูด ยัดเข้าปากอีกฝ่ายไปสองเม็ดรวด: “เสียงดังเกิน!”
หลี่ชางเฟิงรู้สึกเหมือนปากถูกยัดอะไรบางอย่างเข้าไป โดยสัญชาตญาณก็กัดเคี้ยวไปสองที ถัดมาเพียงเสี้ยววินาที กลิ่นเผ็ดร้อนระดับนรกทะลุปากจมูก วูบเดียว เลือดสูบฉีดขึ้นสมอง ขาเหยียดตึง ตาถึงกับเหลือก!
จางเส่ากัง: “??!”
อาจารย์หยาง: “?!!”
เจิ้งเจี่ย: “!!!”
ทุกคนในที่เกิดเหตุเบิกตาโพลงกันถ้วนหน้า
หลี่ชางเฟิงโดนความเผ็ดสำลักจนร้องไห้ออกมาทันที ทรุดนั่งไอแห้งๆ อย่างหนัก: “อะไรเนี่ย อะไรเนี่ย เผ็ดชิบ… แหวะ คอฉันไหม้เป็นควันแล้ว!”
“น้ำ เอาน้ำมาให้ฉัน!”
“เดิมกะว่าจะเอาไว้ผัดให้กินตอนชวนไปเลี้ยงเย็นนี้ แต่นี่ถือว่าฟลุกรับของดีไปก่อน!” ลวี่หมิงฮึดฮัดใส่เสียง: “ฉันสั่งพริกปีศาจล็อตนี้บินตรงมาจากอาซาน อย่างน้อยก็ให้ลิ้มรสของดีหน่อย!”
“ไอ้ดาราตกกระแส กูจะฆ่าให้เรียบ!” หลี่ชางเฟิงด่ากราด พลางพุ่งเข้ามาคว้าคอลวี่หมิง แต่ยังไม่ทันให้ลวี่หมิงตอบโต้ เขาก็ปล่อยมือเอง ตาแดงก่ำแล้ววิ่งวุ่นหา: “น้ำ! น้ำ! เอาน้ำให้ฉัน!”
[เชี่ย!]
[6666!]
[ทำไมดาราตกกระแสพกวัตถุดิบติดตัววะ? พี่ชาย ไอดอลคนอื่นล้วงกระเป๋ามาเป็นถุงยาง แต่นายล้วงมาทีเป็นกำพริกปีศาจ แบบนี้มันสมเหตุสมผลเหรอ?]
[โคตรนามธรรม!]
[ในอีกมุมหนึ่ง ก็เหมือนเป็นการแคร์เฟิงเฟิงแบบหนึ่งเลยนะ!]
[เขาเคยบอกว่าจะชวนเฟิงเฟิงไปกินข้าว คิดไม่ถึงว่าไม่ได้พูดเล่น ถึงขั้นพกวัตถุดิบมาพร้อม!]
[กูจะขำตายเพราะพวกอัจฉริยะพวกนี้นี่แหละ!]
เจิ้งเจี่ยได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของหลี่ชางเฟิงบนเวที พอเธอกำลังกรึ่มๆ อยู่ก็เหลือบเห็นบนโต๊ะตรงหน้ามีขวดเจียงเสี่ยวไป๋อีกขวดยังไม่ได้เปิด เลยคว้าขึ้นมา วิ่งเหยาะๆ ขึ้นเวที บิดฝาแล้วยื่นให้หลี่ชางเฟิง: “น้ำนี่มาแล้ว!”
หลี่ชางเฟิงรับมาตามน้ำ กระดกสองอึกใหญ่
ถัดมา หนุ่มเจ้าก็ดีดขาเหยียดตึงเหมือนชักกระตุก ขวดในมือหล่นกระแทกพื้นทันที น้ำตาไหลพราก: “อ๊าาาาาา!”
คงเพราะพริกปีศาจบวกเหล้าขาวกระแทกประสาทรับรสแรงเกินไป หลี่ชางเฟิงหน้าบิดเบี้ยว ฟุบลงกับพื้น เอาหัวโขกพื้นดังตึงๆ ตึงๆ
“หา? นี่ไม่ใช่น้ำเหรอ?” เจิ้งเจี่ยตาพร่ามัว: “อุ๊ย ผิดขวด ดันเป็นเหล้าขาว!”
ว่าแล้ว เจิ้งเจี่ยก็ก้มไปหยิบขวดที่เฟิงเฟิงทำตกขึ้นมา ชูใส่กล้องแล้วเค้นเสียงพรีเซนต์: “ใครคือราชานักร้อง ขอเชิญคุณลิ้มลองเจียงเสี่ยวไป๋! เหล้าขาวที่แม้แต่เฟิงเฟิงดื่มแล้วยังต้องกรีดร้อง… เรื่องราวระหว่างคุณกับเฟิงเฟิง จะค่อยๆ บ่มในตรอกเดียวกัน!”
[???]
[ป้าด!]
[กูมึนแล้ว นี่มันแม่ทัพฝ่ายใต้ของใครอีกวะ?!]
[เจิ้งเจี่ยก็เริ่มเล่นสายเหนือจริงแล้วเหรอเนี่ย?]
[สภาพจิตใจเธอตอนนี้ เห็นชัดว่าเริ่มเมานิดๆ แล้วนะ]
[เธอดื่มเหล้าตอนไหน ทำไมฉันไม่ทันเห็นเลย?]
[ขำตายห่า เจิ้งเจี่ยนี่ก็ไปเรียนเคล็ดวิชาเมาแล้วบ้าจากดาราตกกระแสมาใช่ไหมเนี่ย?]
[@เจียงเสี่ยวไป๋: จ่ายตังค์!]
“นังอิสตรีใจยักษ์! แกตั้งใจ แกตั้งใจแน่นอน พวกแกจับมือกันจะฆ่ากูให้ตาย กูจะฆ่าพวกคู่รักคู่นี้ให้เกลี้ยงในสักวัน!”
“อ๊าวววว… ช่วยด้วยยยย…”
“รีบเอาน้ำมาให้กูเดี๋ยวนี้!”
หลี่ชางเฟิงเผ็ดจนตาน้ำไหลพราก เพ้อเจ้อไม่เป็นศัพท์ กลิ้งเกลือกไปทั่วพื้นพร้อมกรีดร้องโหยหวนระลอกแล้วระลอกเล่า
เจิ้งเจี่ย: “…”
ลวี่หมิง: “…”
ทั้งสองหันมามองกัน ต่างฝ่ายต่างพูดไม่ออก
ชาวเน็ตพากันหัวเราะกับคอมโบสองต่อสองของคู่นี้จนหน้าบิดเบี้ยว แม้แต่บนอัฒจันทร์ผู้ชมซึ่งแน่นขนัดก็ยังกลั้นขำกันไม่อยู่ ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเป็นพักๆ
[เฟิงเฟิงจะเผ็ดตายห่ากันอยู่แล้ว ไอ้พวกเวรนี่ดันมายืนสะใจ ถ้าเกอเกอของเราเป็นอะไรขึ้นมา ฉันจะให้ดาราตกกระแสฝังไปด้วย!]
[ถ้าเจิ้งเจี่ยไม่เจตนา ฉันยอมแดก!]
[ดาราตกกระแสนี่มันยัดเงินให้เธอเท่าไหร่ ถึงยอมช่วยมันขนาดนี้วะ?!]
[ไอ้ดาราตกกระแสนี่มันสถุน สู้เฟิงเฟิงเราไม่ได้ก็เล่นไม่ซื่อ แบบนี้มันไม่มีกฎหมายแล้วเหรอ?!]
[พวกผึ้งเองก็ใช่ว่าจะไม่เคยหาเรื่องดาราตกกระแส พูดแล้วก็พูดเถอะ พริกปีศาจมันของกินชั้นยอดนะเว้ย ฉันเป็นสายเผ็ดยังน้ำลายไหลเลย พวกผึ้งอย่าอยู่ในกองบุญแล้วไม่รู้คุณค่า!]
[นั่นแหละ ดาราตกกระแสยังฮอตขนาดนี้แล้วยังนึกถึงเพื่อนเก่า รอบชิงชนะเลิศก่อนเริ่ม ยังอุตส่าห์สั่งพริกปีศาจบินตรงจากอาซานมาให้ แบบนี้ยังไม่พอใส่ใจเกอเกอของพวกเธออีกเหรอ?]
[ไม่มีใครคิดเหรอว่าเรื่องมันแรงมากนะ? เขาเล่นแกล้งต่อหน้าสาธารณะขนาดนี้ ไม่กลัวคดีฉาวดินถล่มวงการหรือไง?]
[เดาดูสิว่าทำไมเขาถึงถูกเรียกว่าดาราตกกระแส?]
อีอีจ้องมองพริกสีแดงสดที่ยังเหลืออยู่ไม่กี่เม็ดในมือของลวี่หมิงด้วยความไม่อยากเชื่อ แค่เห็นสีสันนั้นกับสภาพหลี่ชางเฟิงที่กำลังกลิ้งเกลือกอย่างน่าสมเพช ท้องเธอก็พลุ่งพล่านด้วยกรด
พอเห็นลวี่หมิงกำลังเดินตรงมาหา เธอหน้าตาตื่น ถึงจะมั่นใจว่าเขาไม่กล้าทำอะไรเธอต่อหน้าผู้ชมมากมาย แต่พอมองพริกในมือเขา เธอก็ถอยร่นไม่หยุด: “ฉันเตือนนะ อย่าเข้ามา ฉันเป็นพิธีกรของเจียงเจ๋อไถ อยู่นี่ผู้ชมก็มองอยู่!”
“ใช่สิ เธอก็รู้ว่าผู้ชมกำลังมองอยู่ เดิมทีฉันก็ไม่คิดจะเอาเรื่อง แต่ไม่นึกว่าเธอจะฉวยโอกาสทุกช่องจริงๆ”
“ขอถามหน่อยว่า รายการของเราเป็นแนวอะไร?”
อีอี: “วะ…วาไรตี้เพลง?”
“งั้นเกณฑ์ตัดสินของวาไรตี้เพลงมันเกี่ยวอะไรโดยตรงกับความยาวถุงเท้าหรือไง?”
“บางทีฉันก็สงสัยว่าสมองเธอมันงอกยังไงกันแน่ โง่ขนาดนี้แต่ยังคิดว่าตัวเองฉลาด เด็กประถมยังรู้ว่าหาข้ออ้างต้องมีตรรกะ แต่เธอไม่รู้ ยังคิดว่าตัวเองฉลาด?”
อีอี: “???”
“ถึงอย่างนั้นก็ตาม ฟีดแบ็กทางสายตาก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงนะ…” เธอทำหน้าขรึม พยายามเถียงเข้าข้างตัวเอง
แต่ชั่ววินาทีถัดมา เจิ้งเจี่ยที่กำลังเมาอยู่ก็พรวดเข้ามาคว้าพริกปีศาจในมือลวี่หมิงไป จากนั้นก็พุ่งเข้าใส่ทันที: “นังชาเขียว! ชอบเกาะกระแสเหรอ? แม่จะให้แกเกาะ!!”
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของลวี่หมิง เจิ้งเจี่ยหน้าแดงปลั่ง มือข้างหนึ่งง้างปากอีอี อีกมือยัดพริกปีศาจใส่ปากเธออย่างแรง แล้วหันกลับมาบอกลวี่หมิง: “ช่วยฉันกดเธอไว้!”
ลวี่หมิง: “…”
เอ่อ พี่สาว นี่พี่เป็นลมอะไรขึ้นมาอีกล่ะ?
ฉันบอกให้พี่เลิกสร้างเรื่อง เลิกทำตัวน่าสงสาร ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยืนทีมเดียวกับพี่ไประดมยิงใส่คนอื่นนะ?
“กระแสแฟนเก่าของฉันฉันยังเกาะไม่ได้ แต่นังตัวดีอย่างแกยังคิดเล่นกลอีกเหรอ? ให้แกเกาะ ให้แกเกาะ พริกเผ็ดไหม อีนี่พริกใหญ่ของแม่อร่อยไหม!”
“พูดสิ!!”
เจิ้งเจี่ยที่หน้าเคลิ้มเหมือนเมาได้ที่ กดอีอีลงกับเวทีอย่างหยาบคาย อีอีพยายามกัดปากแน่นไม่ยอมอ้าปาก แต่ถัดมาเพียงเสี้ยววินาที อากาศก็พลันดังแปะขึ้นมาคำหนึ่ง
ปรากฏว่าเจิ้งเจี่ยสะบัดมือตบกลับไปฉาดใหญ่ จนอีอีมึนงง!
วินาทีถัดมา ในปากเธอก็ถูกยัดพริกปีศาจสองเม็ด อีอีเผ็ดจนทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลพราก กรีดร้องทรมานสุดขีด “อ๊าาาาาา!”
“ช่วยด้วย!!”
ระหว่างยื้อยุดฉุดกระชาก เธออุตส่าห์ดันเจิ้งเจี่ยที่เมาแล้วคลุ้มคลั่งออกไปได้ แถมยังไม่มีเวลาจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ตอนนี้ไม่เล่นบทอ่อน ไม่ทำเป็นน่าสงสารอีกแล้ว เธอเผ่นหนีหัวซุกหัวซุน พลางด่าลั่น “ไอ้บ้า!”
แต่เพราะไม่มองทาง พลาดเหยียบพลาดตรงขอบเวที ร่วงผล็อยตกลงไปกระแทกพื้น ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บ
เจิ้งเจี่ยที่ปล่อยหลุดกรอบไปไกลแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อย เธอกรี๊ดลั่นบนเวที ก่อนพุ่งใส่เหมือนเสือหิวตามล่าลงมา ปากก็พึมพำด่า “นังสารเลว” ไม่หยุด
ท่ามกลางสายตาเหลือเชื่อของทุกคน คนหนึ่งร้องไห้คร่ำครวญหนีตายเข้าไปหลังเวที อีกคนตามพรวดเข้าไป แล้วก็ไม่โผล่ออกมาอีก มีเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมสลับกันไปมา…
อย่าว่าแต่ผู้ชมจะอึ้งเลย แม้แต่ลวี่หมิงยังทำหน้าเลื่อนลอยงงงวยออกมาเลย







