เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ ถึงทำความเคารพชุดใหญ่ล่ะ
แถมตันเอินกับจูตี๋ที่อยู่ข้างๆ ยังนิ่งเฉย ราวกับมองว่าการกระทำแบบนี้ไม่ได้แปลกประหลาดอะไรเลย
เฉาหยางปรายตามองจูตี๋ ฝ่ายหลังหลบสายตาไปเล็กน้อย
เธอจะมาทำตัวมีพิรุธทำไมเนี่ย!
เดี๋ยวก่อน จู่ๆ เฉาหยางก็นึกอะไรขึ้นได้ เขาเปิดเนตรจิตสัมผัสเงียบๆ แล้วมองไปที่เจินนีอีกครั้ง
แสงสีขาวสะดุดตาสายหนึ่งกำลังค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเจินนี!
นี่คือ... การอธิษฐาน!
แต่พอมองดูให้ละเอียด กลับแตกต่างจากพลังปรารถนาไร้เจ้าของที่เขาเคยเจอมาก่อนหน้านี้... แสงพลังปรารถนาพวกนั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นสีเทาขาวจางๆ ทว่าแสงสีขาวในครั้งนี้กลับค่อนไปทางสีขาวน้ำนม เข้มข้นและแจ่มชัด ปลายทางของมันไม่ได้แตกฉานซ่านเซ็นราวกับหมอกควันอีกต่อไป แต่มีขอบเขตแบ่งแยกชัดเจน ซึ่งหมายความว่าการอธิษฐานครั้งนี้ไม่ใช่การสวดภาวนาแบบไร้จุดหมายปลายทางอีกแล้ว...
มันเป็นพลังปรารถนาที่มีเจ้าของ!
เจินนีกำลังอธิษฐานต่อตัวเขา!
เฉาหยางที่ได้ข้อสรุปนี้ถึงกับยืนอึ้งอยู่กับที่ ในสายตาคนนอก เขาเป็นแค่นักสืบวัยกลางคนไร้ชื่อเสียงคนหนึ่ง ถึงจะพอมีความสามารถอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เหนือไปกว่าระดับของคนปกติทั่วไป ไม่น่าจะถึงขั้นทำให้คนเกิดความเชื่อใจได้ขนาดนี้สิ
แน่นอนว่าเรื่องประหลาดที่ได้เจอหลังจากมายังโลกนี้ก็ไม่ได้มีแค่เรื่องสองเรื่อง ยกตัวอย่างเช่นภายใต้การแสดงผลของเนตรจิตสัมผัส เส้นพลังปรารถนาเส้นเล็กๆ สองเส้นบนหัวของตันเอินและจูตี๋ก็ยังคงมอบพลังปรารถนาให้เขาอย่างขาดๆ หายๆ วันหนึ่งน่าจะได้สักสามถึงสี่แต้ม ทั้งที่ระหว่างพวกเขาสองคนไม่มีพันธสัญญาต่อกันเลยแท้ๆ
ช่างเถอะ ในเมื่อมีพลังปรารถนาให้เก็บเกี่ยว เขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฏิเสธ ถึงแม้พลังปรารถนาที่เจินนีแสดงออกมาจะมีไม่มากนัก ทว่าเมื่อพิจารณาจากรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของมันแล้ว เฉาหยางก็ตัดสินใจว่าคงต้อง 'ลำบาก' จางจื้อหย่วนสักหน่อยแล้ว
"คนที่คุณพูดถึง เขาไม่อยู่แล้วล่ะ"
เจินนีชะงักไป "ไม่อยู่หมายความว่า..."
"ก็อย่างที่คุณคิดนั่นแหละ" เฉาหยางแกล้งถอนหายใจด้วยความเศร้าโศก และไม่รอให้อีกฝ่ายได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง เขาก็พูดต่อ "แต่จางจื้อหย่วนยังมีพี่น้องอีกคนหนึ่ง ชื่อจางเฉียง เขาก็เคยได้รับการถ่ายทอดวิชาการแพทย์จากเพื่อนคนนั้นเหมือนกัน"
"เฉียง... เฉียง?"
"จางเฉียง" เฉาหยางแก้สำเนียงของแม่ชี "ถ้าจางจื้อหย่วนสามารถช่วยพวกคุณได้ ผมก็เชื่อว่าจางเฉียงก็ช่วยได้เหมือนกัน"
"ได้โปรดให้ฉันพบเขาด้วยเถอะค่ะ!" เจินนีพูดอย่างไม่ลังเล
"อืม ผมจะไปติดต่อเขาให้ แต่ก่อนหน้านั้น เราต้องทำพันธสัญญากันสักฉบับก่อน"
หลังจากที่เฉาหยางร่างเนื้อหาของพันธสัญญาในหัวเสร็จ เขาก็เสกมันให้กลายเป็นม้วนกระดาษโดยตรง แล้วคลี่ออกตรงหน้าแม่ชี
ขอเพียงแค่เจินนีได้พบกับ 'จางเฉียง' และได้รับการถ่ายทอดสัจธรรมทางการแพทย์จนจบ ก็จะถือว่าพันธสัญญานี้ลุล่วง
"ไม่มีปัญหาค่ะ"
เธออ่านพันธสัญญาอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ก่อนจะประทับรอยนิ้วมือของตัวเองลงไป
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พันธสัญญาก็ถือเป็นอันเสร็จสมบูรณ์" เฉาหยางเองก็ไม่อยากชักช้า เพราะยิ่งได้ร่างกายสดใหม่มาเร็วเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งสามารถขยายสเกลเกมดินแดนหรรษาได้เร็วขึ้นเท่านั้น เขาลุกขึ้นยืนและเอ่ยลาทั้งสามคน "รอจนถึงรอบหน้า... ไม่สิ รอให้ผมติดต่อคนได้แล้ว พวกเราค่อยมาเจอกันที่นี่อีกครั้งก็แล้วกัน"
...
หลังจากเฉาหยางจากไป จูตี๋ก็ตบไหล่แม่ชีเบาๆ "วางใจเถอะ ท่านเฉาไม่มีทางทำให้เธอผิดหวังแน่ ขอเพียงเป็นสิ่งที่เขารับปาก ท้ายที่สุดแล้วเขาจะต้องจัดการได้แน่นอน"
"ถึงเขาจะเต็มใจช่วย แต่สุดท้ายก็ต้องดูว่าเพื่อนของคนคนนั้นยอมปริปากพูดหรือเปล่าอยู่ดี" เจินนีส่ายหน้า "พวกคุณไม่รู้หรอกว่าความเร้นลับทางการแพทย์พวกนี้สำคัญมากแค่ไหน... ฉันไม่เคยได้ยินวิธียับยั้งคำสาปด้วยการต้มน้ำเดือดจากที่อื่นมาก่อนเลย นั่นแสดงว่ามันไม่ใช่ความรู้ที่แพร่หลายอะไร"
"บางทีมันอาจจะเอาไปแลกเงินได้มากมาย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดินแดนหรรษาต้องการ ฉันเชื่อว่าคนที่เต็มใจติดตามท่านเฉา จะต้องมาเพื่อดินแดนหรรษาในใจของพวกเขาอย่างแน่นอน"
"เธอ... เชื่อใจเขาขนาดนั้นเลยเหรอ?"
จูตี๋พยักหน้า "เพราะพวกเราเคยเห็นมากับตาตัวเองน่ะสิ"
เธอเคยเห็นกับตาว่ากลุ่มคนกลุ่มหนึ่งยอมต่อสู้กับกรมตำรวจเขตเหนือซึ่งหน้าเพียงเพื่อช่วยเหลือคนแปลกหน้า แม้จะต้องสู้แบบหนึ่งต่อสิบหรือติดอยู่ในกองเพลิงก็ไม่ยอมถอย เธอเคยเห็นกับตาว่าพวกเขายอมบุกคฤหาสน์ชมวารีเพื่อความยุติธรรมในใจ แม้ว่าที่นั่นจะถูกรายล้อมไปด้วยบอดี้การ์ดของขุยฉีอย่างแน่นหนาก็ตาม
พวกเขาไม่ได้มีแค่ความกล้าหาญ แต่ยังมีวิธีการที่ทรงพลังเพียงพอด้วย
หากมีกลุ่มคนเช่นนี้อยู่ ไม่ช้าก็เร็วแสงสว่างแห่งเจ้านครดินแดนหรรษาจะต้องสาดส่องเข้าไปในใจของทุกคนแน่นอน
"ถ้าอย่างนั้นฉันก็ตั้งตารอเลยค่ะ"
"เธอเองก็อย่าลืมสัญญาของพวกเราล่ะ" จูตี๋พูดพลางหัวเราะ
"อืม... ถ้าเขาสามารถทำให้ความปรารถนาที่แท้จริงในใจพวกเราเป็นจริงได้เหมือนอย่างที่เธอพูด ฉันก็ยินดีที่จะศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าของเขาเหมือนกัน" เจินนีกล่าว
...
เมืองเจียงเฉิง โรงแรมเยวี่ยไป่
พร้อมกับเสียงดังติ๊งเบาๆ ลิฟต์ก็หยุดลงที่ชั้น 22
จางจื้อหย่วนเพิ่งจะเดินออกจากลิฟต์ ก็ได้ยินเสียงไวโอลินบรรเลงแว่วมาอย่างไพเราะ เขาเดินตามเสียงเพลงไปตามโถงทางเดิน จนมาถึงหน้าภัตตาคารแห่งหนึ่งที่ตกแต่งอย่างหรูหรามีระดับ พนักงานต้อนรับที่ประตูเอื้อมมือมาขวางเขาไว้ และเอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ขออภัยครับคุณผู้ชาย ที่นี่เป็นคลับส่วนตัว ต้องมีบัตรเชิญถึงจะเข้าไปได้ครับ"
"ฉันเป็นเพื่อนของโจวจือ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดรำคาญใจ
พนักงานต้อนรับรีบเปิดสมุดรายชื่อดู "ที่แท้ก็เป็นเพื่อนของคุณโจวนี่เอง เชิญครับ" พูดจบเขาก็ผลักประตูกระจกออก แล้วทำท่าผายมือเชิญ
จางจื้อหย่วนไม่ได้แม้แต่จะชายตามองอีกฝ่าย เขาเดินก้าวยาวๆ เข้าไปในภัตตาคาร เขารู้ว่าคนที่สามารถมาที่นี่ได้ล้วนเป็นคนมีหน้ามีตาในเมืองเจียงเฉิง การใช้บริการก็ต้องจองล่วงหน้าเป็นการส่วนตัว ดังนั้นขอเพียงแค่เขาสามารถบอกชื่อลูกค้าประจำได้สักสองสามชื่อ โดยพื้นฐานแล้วก็จะไม่ถูกขัดขวางแต่อย่างใด
ภายในห้องโถงมีคนไม่มากนัก ติดกับห้องโถงเป็นฉากกั้นแบบกึ่งเปิดที่คล้ายกับห้องส่วนตัว และจางจื้อหย่วนก็พบเป้าหมายของการมาเยือนในครั้งนี้ในฉากกั้นแห่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ด้านในมีคนรวมตัวกันอยู่ประมาณเจ็ดแปดคน กว่าครึ่งในนั้นเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย บนโต๊ะมีขวดเหล้าที่เปิดแล้ววางอยู่มากมาย ทุกคนต่างพากันส่งเสียงเอะอะโวยวายพร้อมกับดื่มเหล้า บรรยากาศดูคึกคักเป็นอย่างมาก
จางจื้อหย่วนเดินตรงเข้าไปในฉากกั้น แล้วปรบมือสองสามทีที่หน้าโต๊ะ
การบุกรุกเข้ามาอย่างกะทันหันของเขา ทำให้ทุกคนถึงกับชะงักอึ้งไป
ในเวลานี้การแต่งกายของจางจื้อหย่วนดูขัดกับกลุ่มคนหนุ่มสาวในห้องอย่างสิ้นเชิง เขาอยู่ในชุดสูทสีแดงเบอร์กันดี สวมรองเท้าบูทหนังหัวแหลม บนจมูกยังสวมแว่นกันแดดสีดำอันใหญ่ ดูราวกับพวกนักเลงทวงหนี้นอกระบบไม่มีผิด
ส่วนโจวจือที่เป็นเจ้าภาพของงานปาร์ตี้นี้ก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน "เฮ้ย มึงเป็นใครวะเนี่ย?"
เมื่อเห็นว่าโจวจือไม่รู้จักคนคนนี้ ผู้ชายอีกสองคนก็เริ่มมีปฏิกิริยา คนหนึ่งกระโดดลุกจากโซฟามาขวางหน้าจางจื้อหย่วน ส่วนอีกคนก็แสดงสีหน้าดุดัน และตะคอกเสียงดังลั่น "หูหนวกหรือไง เขาถามมึงอยู่น่ะ!"
จางจื้อหย่วนถอดแว่นกันแดดออกอย่างไม่รีบร้อน แล้วทำท่าเล็งปืนไปทางโจวจือ "นายน่าจะประทับพานท้ายปืนให้มันนิ่งกว่านี้นะ ไม่ใช่ยิงไปแค่สองนัดปลายกระบอกปืนก็เชิดขึ้นซะสูงปรี๊ดขนาดนั้น"
"มึงบ้าไปแล้วเหรอ พูดบ้าอะไรของมึงวะ?"
"ลากตัวมันออกไป..."
"หุบปากให้หมด!" โจวจือเบิกตากว้าง ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนพรวด "พี่... จาง?"
"ไหนบอกว่าถ้ามีเวลาว่างก็มาเจอกันหน่อยไง ฉันมาหานายที่เมืองเจียงเฉิงแล้วนะ" จางจื้อหย่วนพูดพลางหัวเราะ
"เชี่ย ไม่นึกเลยว่าพี่จะมาจริงๆ! ฮ่าๆๆๆ..." เขารีบแหวกฝูงชนเดินเข้าไปกอดคอจางจื้อหย่วนไว้ "ทุกคน ขอแนะนำให้รู้จัก นี่เพื่อนใหม่ของฉัน พี่จาง!"
ทุกคนพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่กไปชั่วขณะ
ทว่าโจวจือกลับคร้านจะสนใจปฏิกิริยาของทุกคน เขาดึงจางจื้อหย่วนกลับไปที่โซฟา "พี่ชาย วันนี้พี่อยากดื่มอะไรอยากเล่นอะไรก็สั่งมาได้เต็มที่เลยนะ เดี๋ยวผมเป็นเจ้ามือเอง!"
"งั้นเหรอ?" จางจื้อหย่วนฉีกยิ้มกว้างโดยไม่เกรงใจแม้แต่น้อย "ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่เกรงใจล่ะนะ"
...
สี่ชั่วโมงต่อมา
ทั้งสองคนกลับมาที่ห้องสวีทวีไอพีในสภาพเมามาย โจวจือทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาทันที แล้วเอ่ยด้วยความพึงพอใจว่า "พูดจริงๆ นะ ผมไม่ได้มีความสุขแบบนี้มาตั้งนานแล้ว"
"จริงเหรอ ฉันเห็นนายมีเพื่อนตั้งเยอะตั้งแยะ..." จางจื้อหย่วนสะบัดรองเท้าทิ้ง แล้วนั่งพิงขอบโซฟา "อย่างเมื่อกี้นี้ จะบอกว่ามีแต่คนคอยรุมล้อมเอาอกเอาใจประหนึ่งดาวล้อมเดือนก็คงไม่เกินจริงไปหรอก"
"เหอะ พวกนั้นช่างมันเถอะ พี่ก็รู้ว่าคนพวกนี้เข้าหาผมเพราะอะไร" โจวจือเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก "น่าเสียดายที่พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า บนโลกใบนี้ยังมีสถานที่อย่างดินแดนหรรษาดำรงอยู่ พี่ชายรู้ไหม... ตั้งแต่ผมกลับมา ผมก็อยากจะคุยเรื่องของดินแดนหรรษากับใครสักคนทุกวัน อยากจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้ปริปากพูดออกไปเลยแม้แต่คำเดียว พี่เดาออกไหมว่าทำไม"
"ถ้าไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง ก็ไม่มีใครเชื่อคำพูดของนายหรอก"
"ใช่ ไม่มีใครเชื่อผมหรอก!" จู่ๆ เขาก็ลุกพรวดขึ้นมาโน้มตัวมองจางจื้อหย่วน ในแววตาคล้ายกับมีอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกทอประกายอยู่ "ผมรู้ว่าพี่ต้องเข้าใจ เพราะพี่ก็เคยเห็นดินแดนหรรษามาแล้ว... พี่ชาย ผมมีความรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับว่าดินแดนหรรษาได้แบ่งแยกผู้คนออกเป็นสองประเภท คือคนที่เคยไปกับคนที่ไม่เคยไป คนแบบพวกเรา... กับพวกกบในกะลานั่น ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกันอีกต่อไปแล้ว!"







