จากเนื้อหาในหนังสือ มนุษย์แบ่งกลไกอัศจรรย์ของโลกนี้ออกเป็นสี่ระดับ
กลไกอัศจรรย์ระดับต่ำสุดเรียกว่ากลไกอัศจรรย์ประดิษฐ์ ตราบใดที่มีพิมพ์เขียวและวัตถุดิบ มันก็สามารถถูกผลิตขึ้นมาเป็นจำนวนมากได้ นำมาใช้ประโยชน์ตามความต้องการใช้งานของมนุษย์ อย่างเช่นรถไฟไอน้ำคันที่อยู่ตรงหน้านี้
นี่ก็คือจุดที่เฉาหยางไม่ค่อยเข้าใจมาตลอด ในฐานะเครื่องจักรพลังงานไอน้ำ รูปทรงของหัวรถจักรมันช่างเล็กกะทัดรัดและประณีตเสียเหลือเกิน การหยุดและออกตัวก็มีความคล่องตัวสูงมาก ขับเน้นให้เห็นถึงระดับเทคโนโลยีที่ดูขัดแย้งกับเครื่องจักรไอน้ำ ตอนนี้เขาพอจะเข้าใจแล้วว่า เจ้านี่เป็นเพียงกลไกอัศจรรย์ที่ดูเหมือนรถไฟไอน้ำเท่านั้น
หากระดับสูงขึ้นไปกว่านี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นมาได้แล้ว
ยกตัวอย่างเช่นกลไกอัศจรรย์ระดับสาม หรือที่ถูกผู้คนเรียกว่าสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ จำนวนมีตั้งแต่หลายสิบไปจนถึงหลายพันชิ้น มนุษย์สามารถนำมาใช้งานได้ แต่ตัวต้นแบบกลับไม่สามารถคัดลอกได้
กลไกอัศจรรย์ระดับสองยังคงไม่หลุดไปจากกรอบนี้ นอกเหนือจากความหายากที่มากขึ้นแล้ว จุดแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดคือกลไกอัศจรรย์ระดับสองได้ครอบครอง "สติปัญญา" ในระดับหนึ่งแล้ว แน่นอนว่าในหนังสือไม่ได้เขียนไว้อย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้ ผู้บันทึกได้อธิบายว่ามันคือจิตสำนึกอิสระบางอย่าง บางอันสามารถสื่อสารให้มนุษย์เข้าใจได้ แต่บางอันก็ไม่สามารถสื่อสารได้เลยแม้แต่น้อย
หากเป็นตอนที่เฉาหยางยังไม่เคยเห็นเครื่องจักรหมื่นตรรกะมาก่อน เขาคงรู้สึกว่านี่มันเรื่องไร้สาระแน่ๆ ทว่าตอนนี้เขากลับไม่กล้าปฏิเสธอย่างง่ายดายอีกแล้ว
ส่วนกลไกอัศจรรย์ระดับหนึ่ง คือการมีอยู่แบบที่มีเพียงหนึ่งเดียวไม่เหมือนใคร
ยกตัวอย่างเช่นเครื่องจักรหมื่นตรรกะของสถาบันเก๋อไหลเค่อ
กลไกอัศจรรย์ระดับหนึ่งแต่ละชิ้น ล้วนถูกตั้งชื่อเรียกเฉพาะตัว เรียกได้ว่าเป็นการมีอยู่ระดับตำนานอย่างแท้จริง ผู้ที่ครอบครองพวกมันหากไม่ใช่บริษัทขนาดยักษ์ ก็ต้องเป็นเชื้อพระวงศ์หรือขุนนาง และกลไกอัศจรรย์ส่วนใหญ่ก็หลงเหลือไว้เพียงชื่อเสียงเรียงนามเท่านั้น ส่วนความสามารถและรูปร่างหน้าตาล้วนเป็นข้อมูลลับขั้นสุดยอด
จากระดับของเครื่องจักรหมื่นตรรกะ เฉาหยางก็พอจะอนุมานได้ว่า บรรดากลไกอัศจรรย์ระดับหนึ่งเหล่านี้เกรงว่าคงไม่มีชิ้นไหนที่รับมือได้ง่าย พวกมันดูคล้ายกับสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังมากกว่า และบทบาทของมันอาจส่งผลกระทบไปถึงสถานการณ์โลกได้เลยทีเดียว
ส่วนเรื่องที่ว่ากลไกอัศจรรย์เหล่านี้มีที่มาอย่างไรนั้น ในหนังสือไม่ได้ให้คำตอบเอาไว้
แต่อย่างน้อยก็มีสิ่งหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ กลไกอัศจรรย์ในทวีปเก่าได้ถูกขุดค้นจนแทบจะหมดสิ้นแล้ว หากต้องการค้นหากลไกอัศจรรย์ใหม่ๆ การบุกเบิกทวีปใหม่คือทางเลือกเพียงหนึ่งเดียว
และมุมมองนี้ เฉาหยางก็ได้รับการยืนยันจากในหนังสือ "ประวัติศาสตร์ป้อมรุ่งโรจน์" แล้ว
ในความเป็นจริง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของป้อมรุ่งโรจน์ห่างออกไปไม่ถึงสามกิโลเมตร มีเหมืองแร่ขนาดยักษ์แห่งหนึ่งตั้งอยู่ แร่พิเศษที่ผลิตจากที่นั่นก็คือหนึ่งในวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้สำหรับกลไกอัศจรรย์ประดิษฐ์
ขณะเดียวกัน ผู้ครอบครองเหมืองแร่แห่งนี้ก็คือบริษัทเหมืองแร่ฟ้าสูง และยังเป็นผู้สนับสนุนหลักของกรมตำรวจเขตเหนืออีกด้วย
สำหรับเฉาหยางแล้ว โลกที่เดิมทียังคงคลุมเครือ ราวกับจู่ๆ ก็เปิดเผยชัดเจนขึ้นมาก
แม้ว่าในนี้จะยังมีจุดที่ไม่แน่ชัดอีกมากมาย ทว่าเส้นสายความเชื่อมโยงที่สมบูรณ์เส้นหนึ่งก็ได้ผูกมัดเมืองที่เขาเห็นเข้ากับโลกที่ยังไม่รู้จักใบนี้อย่างแน่นแฟ้นแล้ว
การมาเยือนหอสมุดในครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวเลยจริงๆ
เมื่อกลับมาถึงที่พักลับบนถนนเฝ่ยชุ่ย เฉาหยางก็สังเกตเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งถูกสอดเข้ามาใต้ช่องประตู
พอเปิดออกดู ด้านบนมีรอยหมึกเขียนไว้เพียงบรรทัดเดียว
"เรื่องที่คุณฝากฝังไว้ ฉันพอจะได้เบาะแสแล้ว โปรดมาพูดคุยกันที่สถานที่เดิม"
...
เฉาหยางเปลี่ยนกลับไปอยู่ในคราบนักสืบอีกครั้ง หลังจากยืนยันว่าไม่มีใครสะกดรอยตามอยู่รอบๆ เขาจึงผลักบานประตูของบ้านเลขที่ 375 บนถนนเซี่ยงซู่เข้าไป
เมื่อเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น นอกเหนือจากจูตี๋และตันเอินแล้ว เขายังบังเอิญได้เห็นคนคุ้นหน้าอีกคนหนึ่งด้วย
คุณเจินนีแห่งวิหารเยนี่
เธอยังคงอยู่ในชุดแม่ชีแบบเดิม บนพวงแก้มแดงระเรื่อยังสามารถมองเห็นเม็ดเหงื่อผุดพราย ดูท่าทางคงจะปลีกตัวมาจากความวุ่นวาย
ทว่าเจินนีไม่รู้จักเขา เพราะตอนนั้นเขาเป็นเพียงแค่ร่างเงา มีเพียงผู้เข้าร่วมเกมดินแดนหรรษาเท่านั้นที่จะสามารถมองเห็นเขาได้
"คุณคือคุณเฉา นักสืบที่ไขคดีฆาตกรรมต่อเนื่องใช่ไหมคะ?" เจินนีรีบลุกขึ้นยืนเป็นคนแรก และโค้งคำนับให้เขาอย่างนอบน้อม
เฉาหยางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองอีกสองคน
"ฉันเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้คุณเจินนีฟังแล้วค่ะ โปรดวางใจเถอะ เธอจะไม่มีทางแพร่งพรายเรื่องของเราให้คนนอกรู้เด็ดขาด" จูตี๋รีบอธิบาย "ในเมื่อของที่คุณฝากฝังมาไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ฉันคิดไปคิดมาแล้ว ในบรรดาคนที่รู้จัก มีแค่เธอเท่านั้นที่น่าจะช่วยเหลือคุณได้มากที่สุด"
"คุณจูตี๋มีพระคุณต่อวิหารเยนี่ ฉันซาบซึ้งใจยังไม่ทัน แล้วจะเอาเรื่องของพวกคุณไปแจ้งจับได้อย่างไรล่ะคะ" เจินนีพูดด้วยสีหน้าจริงจัง "เพียงแต่ฉันคิดไม่ถึงว่า คนหลายคนที่บุกเข้าไปในวิหารวันนั้นจะเกี่ยวข้องกับพวกคุณ ฉันยังนึกว่าพวกเขาเป็นทหารรับจ้างที่มาเพราะต้องการชื่อเสียงเสียอีก"
"พวกคุณรู้จักกันได้ยังไง พอจะเล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ?" เฉาหยางยังคงมีสีหน้างุนงง
"แหะๆ ความจริงก็ง่ายนิดเดียวค่ะ ฉันเคยช่วยเธอทำข่าวเรื่องยุ่งยากอยู่หลายครั้ง" จูตี๋พูดด้วยท่าทีขัดเขินเล็กน้อย
"ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ก็คงไม่ได้มีแค่หนังสือพิมพ์พี่น้องเจี๋ยตี้ที่ยอมตีพิมพ์หรอกค่ะ" เจินนีส่ายหน้า แล้วหันไปทางเฉาหยาง "เมื่อก่อนงบประมาณของวิหารมีจำกัดมาก แต่จำนวนคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำงานแล้วถูกบริษัททอดทิ้งกลับเพิ่มขึ้นทุกปี พวกเราใกล้จะถึงจุดที่ไปต่อไม่ไหวแล้ว โชคดีที่คุณจูตี๋ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้พวกเรา นำเสนอข่าวเรื่องที่บริษัททอดทิ้งผู้บาดเจ็บหลายต่อหลายครั้ง จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่มวลชนอย่างกว้างขวาง ท้ายที่สุดท่านเอิร์ลจึงต้องออกหน้า บังคับให้บริษัทเซ็นสัญญาการรักษาผู้บาดเจ็บร่วมกับวิหารเยนี่ พอได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบริษัท สถานการณ์ของพวกเราถึงค่อยๆ ดีขึ้นค่ะ"
"นี่เป็นสิ่งที่ฉันสมควรทำอยู่แล้วค่ะ" จูตี๋ถูมือไปมา "เมื่อเทียบกับคุณตันเอินแล้ว ฉันก็ทำได้แค่รายงานข่าวสารทุกข์สุกดิบของชาวบ้านที่เข้าถึงได้ง่ายๆ เท่านั้น"
"แต่รายงานข่าวของคุณก็ช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้มากมายนะคะ" เจินนีเปลี่ยนเรื่องสนทนา เข้าสู่ประเด็นหลักโดยตรง "เรื่องของที่คุณเฉาต้องการ ฉันได้รับรู้แล้วค่ะ พูดตามตรง หากคุณจูตี๋ไม่ได้มาหาฉัน ฉันคงไม่มีทางตกลงเรื่องนี้แน่ๆ เพราะถึงอย่างไร... การสะสมศพมันก็ดูเหมือน... เหมือนกับ..."
"เหมือนกับสิ่งที่พวกคนของลัทธินอกรีตเขาทำกันใช่ไหมล่ะครับ?" เฉาหยางยิ้มอย่างจนใจ เขาคุ้นชินกับความเข้าใจผิดแบบนี้เสียแล้ว
"แน่นอนว่าฉันรู้ว่าคุณไม่ได้เป็นคนแบบนั้นค่ะ!" เจินนีรีบพูดขึ้นมา "มิฉะนั้นคุณก็คงไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือคุณจูตี๋ และช่วยคุณตันเอินออกมาจากสถานการณ์ที่อันตรายขนาดนั้นหรอก วิหารเยนี่มีกำลังพอที่จะจัดเตรียมศพที่ยังใหม่ให้ได้จริงๆ แต่การทำเช่นนั้นจะนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อพวกเราพอสมควร ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือกระแสสังคม หากมีคนมาพบเข้า ฉันคงหนีไม่พ้นความผิด และชื่อเสียงของบรรดาพี่น้องในวิหารก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย"
เฉาหยางฟังออกแล้วว่า การพบปะในครั้งนี้คือการเจรจาต่อรอง
"ผมเข้าใจแล้ว คุณต้องการอะไรล่ะครับ? ถ้าเป็นเรื่องเงินทุนละก็ ผมสามารถจ่ายเงินแลกกับร่างแต่ละร่างได้..."
"ฉันไม่ได้ต้องการเงินค่ะ ฉันแค่ต้องการพบคนๆ หนึ่ง" อีกฝ่ายพูดแทรกขึ้นมา
คนงั้นหรือ? ช่างเป็นคำขอที่แปลกประหลาดเสียจริง
เฉาหยางถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "ใครครับ?"
"เชียง... เชียงจือเยวียนค่ะ" เจินนีพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแปร่งหู
เขาต้องฟังอยู่หลายรอบ กว่าจะตระหนักได้ว่าคนที่อีกฝ่ายพูดถึงคือจางจื้อหย่วน
"เขาเป็นคนของคุณใช่ไหมคะ? คนที่มาตรวจสอบคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่วิหารเยนี่ในวันนั้น ล้วนแต่เป็นลูกน้องของคุณ"
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ตันเอินและจูตี๋ก็เผยสีหน้าสะเทือนใจออกมา
จริงสิ ในใจของพวกเขาทั้งสองคน จางจื้อหย่วนได้สละชีวิตท่ามกลางเปลวเพลิงอันลุกโชนในโรงละครไปแล้ว เฉาหยางพยักหน้าอย่างครุ่นคิด "เขาเป็นคนของผมจริงๆ ครับ ทว่าผมขอถามหน่อยว่า เหตุผลที่คุณอยากพบเขาคืออะไรงั้นหรือครับ?"
"เพื่อนของเชียงจือเยวียน... ได้กุมความลับทางการแพทย์เอาไว้! ฉันอยากจะสอบถามเขาให้มากกว่านี้! ไม่สิ... ต้องบอกว่าพี่น้องในวิหารทั้งหมดล้วนหวังที่จะเรียนรู้จากเขาต่างหากล่ะคะ!"
"หา?" คราวนี้เฉาหยางทำความเข้าใจไม่ได้แล้วจริงๆ
"คืออย่างนี้ค่ะ... เขาบอกกับฉันว่า การต้มน้ำให้เดือดสามารถรับมือกับคำสาปสีเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอนแรกฉันยังไม่เชื่อ แต่พอมีเวลาว่างก็เลยลองทดสอบดูนิดหน่อย แล้วก็พบว่าวิธีนี้มันได้ผลจริงๆ!" เจินนียิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น "หลังจากนั้นฉันก็นำวิธีนี้ไปเผยแพร่ในวิหาร ภายในเวลาสั้นๆ เพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยอาการหนักก็ลดลงไปถึงสามในสิบส่วนเลยล่ะค่ะ!"
ต้มน้ำเดือดงั้นหรือ? เฉาหยางพอนึกขึ้นมาได้ลางๆ ว่าเหมือนจะมีเรื่องแบบนั้นอยู่จริงๆ แต่เพราะว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง เขาจึงไม่ได้เก็บคำพูดคุยเรื่อยเปื่อยของจางจื้อหย่วนมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
เมื่อพูดถึงตรงนี้ จู่ๆ เจินนีก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง "ฉันรู้ค่ะว่าหลักการทางการแพทย์เหล่านี้ย่อมมีค่ามหาศาล ไม่อาจนำศพแค่ไม่กี่ร่างมาแลกเปลี่ยนได้เลย ทว่าฉันก็ยังหวังที่จะได้พบหน้าเขาสักครั้ง เพื่ออ้อนวอนขอให้เพื่อนของเขาถ่ายทอดความลับเหล่านั้นให้แก่พวกเรา การทำเช่นนี้สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้นับหมื่นนับพัน คำขอร้องนี้โปรดตอบรับด้วยเถอะนะคะ!"







