วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันสัมภาษณ์ เซี่ยเข่อเข่อใส่ใจมากกว่าเฉียวอวี้เสียอีก
เธอวิ่งลงมาตั้งแต่เช้าตรู่เหมือนเช่นเคย ไม่เพียงแต่เอาอาหารเช้ามาให้เฉียวอวี้เท่านั้น แต่ยังมาช่วยเฉียวซีกลุ้มใจว่าวันนี้เฉียวอวี้ควรใส่เสื้อผ้าชุดไหนดี
เรื่องนี้ทำให้เฉียวอวี้รู้สึกหงุดหงิดอยู่พักหนึ่ง
"ฉันว่านะ วันนี้เธอไม่ต้องไปฝึกทหารจริงๆ เหรอ โรงเรียนมัธยมฉางจวินเข้มงวดเรื่องฝึกทหารแค่นี้เองเหรอ"
"แม่ฉันช่วยลางานให้วันนึง วันนี้เลยไม่ต้องไป เรื่องของผู้หญิงนายน่ะไม่เข้าใจหรอก! เอ๊ะ ฉันว่าเสื้อยืดสีขาวตัวนี้มันใหญ่ไปหน่อยหรือเปล่า ใส่แล้วดูหลวมโพรกเพรก ดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวา แล้วก็ไม่ค่อยเป็นทางการเท่าไหร่ด้วย"
"อืม ใช่ ให้เฉียวอวี้ลองเสื้อเชิ้ตตัวนี้ดูสิ ฉันว่าจับคู่กับกางเกงสแล็คสักตัวก็ไม่เลว ติดก็แค่เฉียวอวี้เหมือนจะไม่มีรองเท้าหนัง"
"รองเท้าหนังเอาไว้คราวหน้าค่อยไปซื้อให้เขาก็ได้ แต่เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตแบบนี้มันแปลกๆ นะ ในเน็ตเขาบอกกันว่ามีแต่โปรแกรมเมอร์เท่านั้นแหละที่ใส่กัน"
"อย่างนั้นเหรอ ตัวนี้เฉียวอวี้เขาเลือกเองน่ะ ดูท่าคราวหน้าคงปล่อยให้เขาเลือกเสื้อผ้าเองไม่ได้แล้ว ไม่มีรสนิยมเลย"
"หน้าร้อนพวกเด็กผู้ชายก็ไม่มีเสื้อผ้าให้มิกซ์แอนด์แมตช์เยอะหรอก พี่คะ หรือว่าพี่จะลองเสื้อยืดผ้าฝ้ายตัวนี้ดู ฉันว่าจับคู่กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มตัวนั้นของพี่ก็ยังพอไหวนะ"
"อืม... เข่อเข่อ ฉันว่าชุดนี้มันยังดูลวกๆ ไปหน่อยหรือเปล่า"
"ก็จริง อีกอย่าง..."
...
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าติดกันสามชุด ในที่สุดเฉียวอวี้ก็ทนไม่ไหว ตบหน้าผากตัวเองแล้วพูดขึ้นว่า "อ๊ะ เกือบลืมไปเลย เมื่อวานครูใหญ่จางยังฝากฝังไว้ว่าวันนี้ยังไงผมก็ต้องใส่ชุดนักเรียนมา เขาบอกว่าจะได้ช่วยโปรโมทโรงเรียนไปด้วย"
"อ้อ จริงเหรอ" เซี่ยเข่อเข่อมองเฉียวอวี้อย่างเคลือบแคลงใจ "แล้วทำไมเมื่อกี้ถึงไม่บอกล่ะ"
เฉียวอวี้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่น "ก็บอกว่าลืมไง เมื่อวานตื่นเต้นเกินไปหน่อย ครูใหญ่โทรมาพูดได้สองประโยคก็วางสายไป ฉันจะไปจำได้ยังไง เมื่อกี้ลองเสื้อผ้าไปตั้งหลายชุดถึงเพิ่งนึกขึ้นได้"
เฉียวซีเหลือบมองเฉียวอวี้ด้วยรอยยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม แล้ววางเสื้อผ้าสองชิ้นในมือลงอย่างเด็ดขาด "อ้อ งั้นลูกก็ใส่ชุดนักเรียนเถอะ ก็ได้อยู่ ดูสะอาดสะอ้านดี ยังไงซะถ้าเขาไปฝึกทหาร ก็ต้องใส่ชุดนักเรียนอยู่ดี"
เซี่ยเข่อเข่อรู้สึกเสียดายเล็กน้อย โอกาสที่จะได้จับเฉียวอวี้มาแต่งตัวเป็นตุ๊กตาอย่างเปิดเผยแบบนี้หาได้ยากจริงๆ ผลสุดท้ายกลับถูกขัดจังหวะกลางคัน น่าเสียดายชะมัด
น่ารำคาญจริงๆ ครูใหญ่ก็จุ้นจ้านเกินไปแล้ว
เฉียวอวี้ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาขี้เกียจจะสิ้นเปลืองเวลากับเรื่องการแต่งตัวจริงๆ
เขาเป็นแค่เด็กมัธยมต้น จะแต่งตัวให้ฉูดฉาดไปทำไม
เมื่อเช้านี้เขาอุตส่าห์ใช้สบู่ล้างหน้าเป็นพิเศษ แค่นี้ก็ถือว่าพิถีพิถันมากพอแล้ว
เอาเถอะ นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เฉียวซีสงสัยมาตลอดว่าฮอร์โมนของลูกชายตัวเองหยุดหลั่งไปแล้วก็ได้
เด็กหนุ่มวัยสิบห้าบ้านไหนบ้างที่ไม่รักสวยรักงาม
...
โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งซิงเฉิง
จางเถี่ยจวินยืนตากแดดเปรี้ยงอยู่หน้าประตูโรงเรียนมาได้ประมาณสิบนาทีแล้ว
จนทำให้คุณลุงรปภ.วัยห้าสิบกว่าปีที่หน้าประตูคุยด้วยจนรู้สึกทำตัวไม่ถูก ท้ายที่สุดแล้วในวันที่อากาศร้อนจัดแบบนี้ คุณลุงรปภ.ก็อยากจะหมกตัวตากแอร์อยู่ในป้อมรปภ.เหมือนกัน
โชคดีที่ในที่สุดร่างของเฉียวอวี้ก็ปรากฏขึ้นในสายตา
เด็กหนุ่มดูมีชีวิตชีวามาก โดยเฉพาะตราสัญลักษณ์โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งที่พิมพ์อยู่บนเสื้อยืดลายขวางสีฟ้าขาวตัวนั้น ทำให้มุมปากของครูใหญ่จางยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
หายากนะเนี่ยที่หมอนี่จะใส่ใจ
เมื่อวานเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องการแต่งตัวเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าเฉียวอวี้จะเลือกใส่ชุดนักเรียนมาด้วยเหตุผลอะไร จางเถี่ยจวินก็รู้สึกยินดีมาก การให้อาจารย์หลานคอยประกบเด็กคนนี้ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าถูกต้องแล้ว ทางเลือกนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ปุถุชนขึ้นมาบ้าง
"สวัสดีครับครูใหญ่จาง ขอโทษด้วยนะครับที่ปล่อยให้คุณต้องรอนาน"
"ไม่หรอก ไม่หรอก ฉันก็เพิ่งมาเหมือนกัน ไปเถอะ เฉียวอวี้ เข้าไปข้างในกับฉันดีกว่า"
ก่อนจะพาเฉียวอวี้เดินเข้าไปในโรงเรียน จางเถี่ยจวินก็ไม่ลืมที่จะทักทายคุณลุงรปภ.ที่หน้าประตู "เหล่าหลู ลำบากหน่อยนะ อ้อ เดี๋ยวถ้ามีนักข่าวจางที่อ้างว่ามาจากเฉินเป้ามาถึง ก็ให้เขาเข้ามาได้เลยนะ เขาเคยมาแล้ว รู้จักห้องพักฉัน"
"ได้ครับ ครูใหญ่จาง ลาก่อนครับ" คุณลุงรปภ.มองเด็กหนุ่มที่เดินตามหลังครูใหญ่ด้วยความสงสัย พลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมออกมาบนหน้าผาก
เกิดมาเพิ่งเคยเจอ
ถึงจะไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นครูใหญ่ยืนตากแดดร้อนจัดรอคนอยู่หน้าประตูโรงเรียน แต่การมายืนรอเด็กนักเรียนคนหนึ่งเนี่ย เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลย
ลูกหลานผู้หลักผู้ใหญ่หรือเปล่าเนี่ย
ก็ไม่น่าจะใช่นี่นา!
ลูกหลานผู้หลักผู้ใหญ่ที่ไหนจะมาเรียนที่โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งกันล่ะ
แปลกพิลึก!
แต่ไม่นานก็มีคนมาคลายความสงสัยให้กับคุณลุงรปภ.
คล้อยหลังครูใหญ่จางพาเฉียวอวี้เดินเข้าโรงเรียนไปได้ไม่ทันไร หัวหน้าสำนักงานโรงเรียนก็เพิ่งจะเดินนำคนสองคนจากข้างนอกมาถึงหน้าประตูโรงเรียน
ไม่นานนัก ป้ายผ้าสีแดงผืนยาวก็ถูกแขวนไว้เหนือประตูกั้นที่หน้าประตูใหญ่ของโรงเรียน
ดีที่ประตูใหญ่ของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งยังถือว่าโอ่อ่ากว้างขวางอยู่บ้าง ถ้าเปลี่ยนเป็นโรงเรียนอื่นที่ประตูแคบเกินไป ป้ายผ้ายาวขนาดนี้ก็ใช่ว่าจะแขวนได้
"ขอแสดงความยินดีกับเฉียวอวี้ นักเรียนมัธยมปลายปีหนึ่งของโรงเรียนเรา ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับนานาชาติเสี่ยวหลี่ปาปา กลุ่มพีชคณิตและทฤษฎีจำนวน!"
หลังจากแขวนเสร็จ หัวหน้าฝานก็ยังยืนหัวเราะร่วนอยู่หน้าประตูโรงเรียน หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปติดต่อกันหลายรูป
คุณลุงรปภ.อดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปถามว่า "หัวหน้าฝาน รางวัลนี้เกรงว่าจะสุดยอดมากเลยใช่ไหมครับ"
"หึๆ เหล่าหลูเอ๊ย จะสุดยอดหรือไม่เราพักไว้ก่อน แต่ตั้งแต่เริ่มจัดการแข่งขันนี้มา อย่าว่าแต่โรงเรียนมัธยมในเมืองดาราเลย ต่อให้นับมหาวิทยาลัยในเมืองดาราทั้งหมดรวมกัน เหรียญทองนี้ก็มีแค่รางวัลเดียว คุณว่ามันคุ้มค่าที่จะฉลองให้ยิ่งใหญ่หรือเปล่าล่ะ"
"โอ้โห ถ้างั้นก็สมควรฉลองจริงๆ นั่นแหละ โรงเรียนมัธยมเรามีนักเรียนเก่งกาจขนาดนี้โผล่มาด้วยเหรอ"
"ฮ่าๆ เหล่าหลู เพราะงั้นถึงได้บอกไงว่าฮวงจุ้ยมันหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันได้ ขอแค่ตั้งใจจัดการศึกษา ก็มักจะมีเรื่องประหลาดใจโผล่มาเสมอ เอาล่ะ ฉันต้องกลับไปรายงานก่อนแล้ว อ้อ เดี๋ยวจะมีนักข่าวมาอีกนะ..."
"ครูใหญ่จางกำชับไว้แล้วครับ วันนี้เขามายืนรออยู่หน้าประตูตั้งนานสองนานด้วยตัวเอง ก็เพื่อรับนักเรียนคนนี้แหละ" คุณลุงรปภ.มองชื่อบนป้ายผ้าด้วยความอิจฉา ท่ามกลางความยินดีที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากหัวหน้าฝานก็ยังมีความรู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง
ถ้าชื่อบนป้ายผ้านั่นเป็นชื่อหลานชายของเขา แล้วครูใหญ่ก็มายืนรอเขาที่หน้าประตูโรงเรียนด้วยตัวเอง มันคงจะสมบูรณ์แบบมาก
น่าเสียดาย หลานชายของเขาเพิ่งจะเข้าอนุบาล แต่ก็คงต้องเริ่มเคี่ยวเข็ญเรื่องการเรียนแล้วล่ะ
ต้องบอกให้ลูกชายรีบไปหาซื้อหนังสือเตรียมความพร้อมด้านคณิตศาสตร์มาให้หลานสักสองสามเล่ม คุณลุงรปภ.ครุ่นคิดในใจ
...
"เฉียวอวี้ เมื่อวานโรงเรียนเราคึกคักกันใหญ่เลย สื่อที่อยากสัมภาษณ์เธอมีเยอะมาก พวกเขามุ่งหน้ามาที่โรงเรียนก่อนเลย เธอมีความคิดเห็นยังไงบ้าง"
ระหว่างทางเดินกลับไปที่ห้องทำงาน จางเถี่ยจวินก็ใช้จังหวะนี้ลอบถามความคิดของเฉียวอวี้
เด็กที่ฉลาดเกินวัยมักจะมีความคิดเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะในวัยสิบห้าปี การตัดสินใจโดยอ้างว่าทำเพื่อความหวังดี ไม่ว่าจะตรงใจเด็กหรือไม่ ก็ล้วนแต่ก่อให้เกิดความขุ่นเคือง สู้สอบถามความเห็นก่อนแล้วค่อยตะล่อมชี้แนะไปตามความเหมาะสมจะดีกว่า
นี่แหละคือความสำคัญของการมีความสามารถในการทำงานสูง
แต่ก่อนจางเถี่ยจวินก็มีภูมิหลังมาจากการเป็นครู ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงทีละก้าว เลื่อนขั้นจากรองหัวหน้า หัวหน้าบรรณาธิการ รองครูใหญ่ไปตามลำดับ จนค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งครูใหญ่ เพียงแต่การเลื่อนขั้นก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งก็เท่านั้น
แต่การได้คลุกคลีกับนักเรียนมานานปี ย่อมทำให้มีความเข้าใจสภาพจิตใจของนักเรียนได้แม่นยำกว่าพวกครูใหญ่ประเภทที่ถูกโยกย้ายมาจากหัวหน้าแผนกในหน่วยงานเบื้องบน
อันที่จริงในสถานการณ์ปกติ จะมองไม่เห็นความแตกต่างของครูใหญ่ทั้งสองประเภทนี้ในช่วงเวลาสั้นๆ
ท้ายที่สุดแล้ว งานของครูใหญ่ก็คือมีความเข้าใจทิศทางหลัก น้อยนักที่จะได้คลุกคลีกับนักเรียนคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่เมื่อต้องลงมือปฏิบัติงานในรายละเอียดจริงๆ ความแตกต่างก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น ความเข้าใจในทิศทางหลักของการศึกษา ความต้องการที่เฉพาะเจาะจงที่มีต่อครู เป็นต้น
โรงเรียนอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจปลุกปั้นมาอย่างเห็นได้ชัด แต่นักเรียนหัวกะทิที่เรียนจบไปแล้วกลับมาคอยสับโรงเรียนเละเทะก็มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งหลายครั้งก็เป็นเพราะว่าครูใหญ่ไม่มีความสามารถในสายงานการศึกษาที่แข็งแกร่งพอนั่นเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องรับมือกับนักเรียนพิเศษอย่างเฉียวอวี้ ครูใหญ่ที่มีประสบการณ์ด้านการศึกษาอย่างโชกโชนแบบจางเถี่ยจวิน ย่อมสามารถจัดการได้อย่างราบรื่นไร้ปัญหาอยู่แล้ว
เฉียวอวี้ที่กำลังเดินอยู่ข้างกายจางเถี่ยจวินกำลังมองไปทางสนามหญ้าฝั่งโน้น นักเรียนใหม่ชั้นมัธยมต้นปีหนึ่งและมัธยมปลายปีหนึ่งแต่ละห้องกำลังยืนเรียงแถวเป็นรูปขบวนสี่เหลี่ยมอยู่ภายใต้แสงแดดอันร้อนระอุ เดิมทีเขาเองก็ควรจะได้เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
แต่ก็ช่วยไม่ได้ วันนี้มีภารกิจให้สัมภาษณ์ ครูใหญ่เป็นคนพูดกับเขาทางโทรศัพท์ด้วยตัวเองว่าเขาไม่ต้องฝึกทหาร ถือเป็นการถูกบังคับให้อู้งานไปโดยปริยาย
เมื่อได้ยินคำพูดของครูใหญ่จาง เฉียวอวี้ก็ดึงสายตากลับมา แล้วตอบไปว่า "เอาเป็นว่าโรงเรียนช่วยกรองให้ผมหน่อยได้ไหมครับ การสัมภาษณ์จุกจิกมันเยอะเกินไป ผมรู้สึกว่ามันค่อนข้างสิ้นเปลืองเวลา"
ถ้าหากเปลี่ยนเป็นก่อนหน้าที่เซวียซงจะโทรหาเขาเมื่อวานนี้ เฉียวอวี้คงไม่ได้รู้สึกจริงๆ หรอกว่าการให้สัมภาษณ์แค่ไม่กี่รายการจะสิ้นเปลืองเวลาไปสักแค่ไหน
ทว่าตอนนี้ความคิดของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยแล้ว
การมีชื่อเสียงไปก่อนแม้จะไม่ใช่เรื่องแย่ แต่เรื่องการมีชื่อเสียงบนอินเทอร์เน็ตมันเป็นไสยศาสตร์อย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแค่กระแสชั่วครู่ชั่วยาม
หลังจากนี้เขายังมีภารกิจสำคัญอีกสองอย่าง ไม่มีความจำเป็นต้องคอยเรียกร้องความสนใจอยู่ตลอดเวลา
จางเถี่ยจวินเออออตามทันที "ใช่ ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ถึงแม้ในมุมมองของโรงเรียน การโปรโมทขนานใหญ่ย่อมส่งผลดีกว่าแน่นอน แต่เธอยังเป็นนักเรียน การตกเป็นเป้าสายตามากเกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับเธอเสมอไป
โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้บนโลกอินเทอร์เน็ตมีทั้งคนดีคนเลวปะปนกันไปหมด อย่าเอาแต่ทุ่มเทความสนใจไปกับเรื่องพวกนี้เลย เป็นที่รู้จักในระดับที่พอดีก็พอแล้ว อนาคตของเธอยังอีกยาวไกล ผลการเรียนในตอนนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น อย่าปล่อยให้ข้อมูลข่าวสารจากภายนอกเข้ามารบกวนสภาพจิตใจมากจนเกินไป"
"แล้วแต่คุณเลยครับ ครูใหญ่" เฉียวอวี้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
"อ้อ เมื่อเช้านี้นักข่าวจากเฉินเป้าบอกกับฉันว่า แผนกสื่อใหม่ของสำนักพิมพ์เฉินเป้าก็ได้รับมอบหมายให้มาสัมภาษณ์เหมือนกัน เพราะงั้นคราวนี้ถึงได้มีช่างภาพตามมาด้วย แต่เดี๋ยวเธอไม่ต้องเกร็งไปนะ ไม่ใช่การถ่ายทอดสด เป็นแค่การถ่ายฟุตเทจบางส่วนไปให้แผนกสื่อใหม่ใช้งานก็เท่านั้น
ทางโน้นจะนำฟุตเทจไปตัดต่อให้เสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วถึงจะนำไปลงตามแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นบนอินเทอร์เน็ต เขาส่งคำถามบางส่วนที่เตรียมไว้สำหรับวันนี้มาให้ฉันแล้ว เดี๋ยวพอไปถึงห้องทำงานแล้วเธอค่อยลองอ่านดูก่อน ลองคิดดูว่าจะตอบยังไงดี" จางเถี่ยจวินโยนข่าวที่เฉียวอวี้คาดไม่ถึงออกมาอีกเรื่อง
"เอ๋ งั้นผมก็ต้องออกกล้องน่ะสิครับ ผมยังนึกว่าจะแค่ถ่ายรูปสักสองใบซะอีก" ข่าวนี้เล่นเอาตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้าง
"ฮ่าๆ เธอจะกลัวอะไร เป็นพ่อหนุ่มรูปหล่อ ก็ควรจะออกกล้องเยอะๆ สิ เมื่อกี้ฉันดูแล้ว คำถามที่นักข่าวส่งมาก็อยู่ในกรอบกฎเกณฑ์ทั้งนั้น เวลาตอบเธอก็พูดไปตามความเป็นจริงตามที่ตัวเองคิดก็พอ ไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวาย ยังไงก็มีฉันคอยหนุนหลังให้อยู่แล้ว!" จางเถี่ยจวินหัวเราะลั่นพลางยกมือขึ้นตบไหล่เฉียวอวี้
...
จางเถี่ยจวินนัดหมายกับนักข่าวเฉินเป้าไว้ตอนเก้าโมงครึ่ง แต่ครั้งนี้นักข่าวจางผู้รับหน้าที่สัมภาษณ์เฉียวอวี้และช่างภาพก็มาถึงห้องผู้อำนวยการของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งก่อนเวลาสิบห้านาที
ทั้งสองฝ่ายต่างแนะนำตัวกันพอสังเขป
นักข่าวที่รับหน้าที่สัมภาษณ์เฉียวอวี้และจางเถี่ยจวินในครั้งนี้ก็แซ่จาง ชื่อว่าจางเจิน ตามคำบอกเล่าของครูใหญ่จาง เขาคือผู้สื่อข่าวอาวุโสแห่งซิงเฉิงเฉินเป้า นักข่าวท่านนี้รับผิดชอบหมวดข่าวการเมืองและสังคมเป็นหลักของสำนักพิมพ์
ส่วนช่างภาพนั้นแซ่กู้ เห็นได้ชัดว่าเป็นคนเก่งด้านเทคโนโลยี ไม่ค่อยพูดค่อยจา
ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังทักทายปราศรัยกัน ช่างภาพก็เริ่มปรับแต่งอุปกรณ์ในห้องทำงาน
นักข่าวจางจึงอาศัยจังหวะนี้ไปนั่งลงบนโซฟาสำหรับรับแขกในห้องทำงานพร้อมกับจางเถี่ยจวินและเฉียวอวี้ แล้วดึงตัวเฉียวอวี้มาชวนคุยสัพเพเหระ
นี่คือสูตรสำเร็จของการสัมภาษณ์พิเศษหน้ากล้อง
ผู้สัมภาษณ์จะต้องชวนผู้ถูกสัมภาษณ์คุยเรื่องสัพเพเหระก่อน สื่อสารเกี่ยวกับคำถามที่จะถามในอีกสักครู่ เพื่อให้ผู้ถูกสัมภาษณ์รู้สึกผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ของฟุตเทจที่ถ่ายทำออกมาก็จะยิ่งดีขึ้นโดยธรรมชาติ
ถ้าเป็นแค่การเขียนบทสัมภาษณ์ก็คงไม่เป็นไร ยังไงซะการถ่ายทอดเรื่องราวก็ขึ้นอยู่กับปลายปากกาอยู่ดี แต่ถ้าเป็นการถ่ายทำฟุตเทจวิดีโอ แล้วผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบคำถามด้วยท่าทีเกร็งๆ เหมือนกำลังท่องจำสคริปต์ มันก็จะหมดสนุกไปเลย
จากจุดนี้ทำให้เห็นได้ว่าในยุคสมัยนี้ ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสื่อสิ่งพิมพ์ยังถูกเรียกร้องให้ต้องมีความรู้ครอบคลุมในทุกสายงาน ถึงแม้ว่าจะเป็นภารกิจที่เพิ่มเข้ามาอย่างกะทันหัน แต่จางเจินก็สามารถรับมือกับมันได้อย่างคล่องแคล่ว
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาทำการสัมภาษณ์พิเศษหน้ากล้อง
เฉียวอวี้เองก็แสดงออกได้อย่างไร้ที่ติ ต่อให้ถูกกล้องวิดีโอจ่ออยู่ เขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกประหม่าแต่อย่างใด
ทั้งสามคนนั่งคุยเล่นกันไปแบบนี้ประมาณห้านาที ช่างภาพที่อยู่ตรงข้ามก็ทำท่าทางเป็นรูปตัวโอเคออกมา
"เฉียวอวี้ ตอนนี้เราจะเริ่มกันอย่างเป็นทางการแล้วนะ"
"ได้ครับ"
จางเจินขยับตัวนั่งตัวตรง แล้วเอ่ยปากขึ้นว่า "ขอแสดงความยินดีกับคุณด้วยนะ นักเรียนเฉียวอวี้ ที่ได้รับผลการเรียนชั้นเยี่ยมด้วยรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันคณิตศาสตร์รอบชิงชนะเลิศเสี่ยวหลี่ปาปา กลุ่มพีชคณิตและทฤษฎีจำนวน คุณค้นพบว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ"
"อันที่จริงเรื่องนี้ผมไม่ได้ค้นพบด้วยตัวเองหรอกครับ ผมต้องขอขอบคุณอาจารย์หลานเจี๋ยของโรงเรียนเรา เดิมทีผมไม่ค่อยมีความสนใจในวิชาคณิตศาสตร์แล้ว แต่เพราะโอกาสอันบังเอิญครั้งหนึ่ง อาจารย์หลานได้ค้นพบว่าผมมีพรสวรรค์ในการทำโจทย์โอลิมปิกวิชาการด้านนี้มาก ก็เลยเริ่มติวให้ผมอย่างเอาใจใส่
อ้อ เขายังมอบหนังสือเฉพาะทางด้านคณิตศาสตร์ให้ผมอีกสองเล่มด้วย มันสร้างแรงบันดาลใจให้ผมอย่างมาก ทำให้ผมเกิดความสนใจในวิชาคณิตศาสตร์ หรือถ้าจะระบุให้ชัดเจนก็คือทฤษฎีจำนวนเชิงพีชคณิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาในด้านกฎการกระจายตัวของจำนวนเฉพาะ..."
เฉียวอวี้พูดเจื้อยแจ้วออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ
คำถามที่นักข่าวจะถาม เมื่อกี้ครูใหญ่จางก็ให้เขาดูมาหมดแล้ว และยังปล่อยให้เขาแสดงฝีปากได้ตามสบาย
โอกาสแบบนี้ แน่นอนว่าเฉียวอวี้ไม่รังเกียจที่จะช่วยพูดโอ้อวดคนดีๆ อย่างอาจารย์หลานเสียหน่อย
"เพราะงั้นนี่ก็คือครั้งแรกที่คุณเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์ของเสี่ยวหลี่ปาปาใช่ไหมครับ"
"ใช่ครับ"
"เพิ่งเข้าร่วมการแข่งขันประเภทนี้เป็นครั้งแรก ก็คว้าเหรียญทองมาได้เลย อีกทั้งพวกเรายังได้รับการยืนยันมาแล้วว่า ผู้ที่ได้รับรางวัลเหรียญเงินทั้งสองคนในสายพีชคณิตและทฤษฎีจำนวน คนหนึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ส่วนอีกคนก็เป็นนักศึกษาปริญญาตรีของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ส่วนผู้ได้รับรางวัลคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เพราะฉะนั้นคุณรู้สึกประหลาดใจกับอันดับนี้บ้างไหมครับ"
"ก็ประหลาดใจอยู่บ้างเหมือนกันครับ จะพูดยังไงดีล่ะ ตอนที่ผมตอบคำถาม ผมรู้สึกว่าโจทย์รอบชิงชนะเลิศปีนี้จริงๆ แล้วมันค่อนข้างง่ายเลยล่ะ ตอนที่ทำข้อสอบอยู่ ผมยังคิดเลยว่าปีนี้ทุกคนจะได้คะแนนเต็มแล้วคว้าเหรียญทองกันหมดหรือเปล่า กลัวว่าเงินรางวัลที่กลุ่มเสี่ยวหลี่ปาปาสัญญาไว้จะแบ่งให้ไม่พอน่ะครับ ผลออกมาก็ไม่นึกเลยว่าจะมีแค่ผมคนเดียวที่ได้เหรียญทอง"
คำถามที่ไม่ต้องผ่านสมองแบบนี้ เฉียวอวี้พูดออกมาได้อย่างคล่องแคล่วจริงๆ เพราะตอนนั้นเขาคิดแบบนี้จริงๆ
อีกทั้งเมื่อครู่ครูใหญ่จางก็บอกเอาไว้แล้วว่าให้เขาพูดความจริง ก็เลยยิ่งไม่ต้องมีอะไรให้ต้องพะวงอีกต่อไป
คำตอบนี้ทำให้จางเจินซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวอาวุโสอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
คราวนี้เพื่อนร่วมงานในแผนกสื่อใหม่ต้องดีใจมากแน่ๆ คำตอบที่ซื่อตรงขนาดนี้รับรองว่าดึงยอดทราฟฟิกได้ชัวร์! KPI ทะลุเป้าแน่นอน!
เดิมทีทางฝั่งสื่อใหม่ก็ไม่อยากให้เขาส่งคำถามที่จะใช้สัมภาษณ์ทั้งหมดไปให้ครูใหญ่จางดูก่อน เพราะกลัวว่าทางโรงเรียนจะสอนเฉียวอวี้ตอบคำถามแบบกะทันหัน สุดท้ายถ้าได้ฟุตเทจที่ดูเป็นทางการจนเกินไปกลับไปก็คงไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่จางเจินก็ปฏิเสธไปตรงๆ
การสัมภาษณ์พิเศษในครั้งนี้อาศัยเส้นสายของเขา หากทำการจู่โจมแบบกะทันหันเช่นนี้ ถึงจะได้ฟุตเทจดีๆ ไป แผนกสื่อใหม่ก็คงจะแฮปปี้ไป แล้วตัวเขาล่ะคืออะไร ภารกิจของเขาคือการเผยแพร่บทสัมภาษณ์พิเศษ ไม่ว่าเฉียวอวี้จะพูดอะไรออกมา สุดท้ายก็ต้องอาศัยปลายปากกาของเขามาช่วยขัดเกลาอยู่ดี กลุ่มเป้าหมายก็ไม่ใช่คนทั่วไปที่ไถดูวิดีโอสั้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้คำตอบที่เรียกร้องความสนใจพวกนั้นเลย
ใครจะไปคิดว่าทางโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งซิงเฉิงจะไม่เดินตามรอยคนทั่วไปเลยจริงๆ นี่มันเห็นได้ชัดเลยว่าไม่ได้บังคับให้เฉียวอวี้ต้องตอบคำถามยังไงเลยสักนิด
บางทีเฉียวอวี้อาจจะเพิ่งตระหนักได้ว่าการเอาแต่พูดความจริงล้วนๆ เมื่อแพร่ออกไปแล้วจะไปทำร้ายจิตใจคนอื่นเข้า ก็เลยพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยคว่า "แน่นอนว่าเพราะตอนแข่งรอบชิงชนะเลิศผมได้รับเชิญให้ไปเข้าร่วมที่มหาวิทยาลัยเซียวหู ภายใต้สภาพแวดล้อมแบบนั้นจึงทำให้สามารถสงบจิตใจเพื่อตอบคำถามได้ง่ายขึ้น
ถ้าอยู่ที่บ้าน หากต้องตอบคำถามติดต่อกันแปดชั่วโมงตามเงื่อนไขกติกาของการแข่งขัน ก็อาจจะถูกรบกวนจนทำให้การทำข้อสอบต้องล่าช้าไปด้วยเหตุผลนั้นเหตุผลนี้ไปแล้ว เพราะงั้นถึงทำให้ผมบังเอิญได้ที่หนึ่งมาล่ะมั้งครับ"
แก้ต่างได้ไม่เลวเลย ทว่าจางเจินกลับรู้สึกว่าเวลาที่เพื่อนร่วมงานในแผนกสื่อใหม่ปล่อยวิดีโอออกไปข้างนอก พวกเขาจะต้องตัดต่อเอาคำพูดเสริมประโยคนี้ของเฉียวอวี้ทิ้งไปก่อนอย่างแน่นอน
ช่วยไม่ได้นี่นะ ในสำนักพิมพ์ทั้งหมด ฝ่ายที่เน้นย้ำเรื่อง KPI มากที่สุดก็คงจะเป็นแผนกสื่อใหม่นี่แหละ แถมเรื่องยอดทราฟฟิกอะไรนี่ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว ก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน
การที่จู่ๆ ก็ถ่อมตัวขึ้นมาแบบนี้ก็จะไม่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่ายๆ
ขณะที่ในใจของจางเจินยังคงครุ่นคิดถึงปัญหาเกี่ยวกับการตัดต่อ เฉียวอวี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วจู่ๆ ก็พูดเสริมขึ้นมาอีกว่า "แต่ว่าคนจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์สองคนที่ตามหลังผมมา อืม จะพูดยังไงดีล่ะ ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นภาพสะท้อนที่แท้จริงของระดับคณิตศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ล่ะมั้งครับ การคว้าเหรียญเงินมาได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้วล่ะครับสำหรับพวกเขา"
ประโยคนี้เป็นอีกเรื่องที่จางเจินนึกไม่ถึงอย่างเด็ดขาด นี่คือการดิสสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ทางอ้อมใช่ไหมเนี่ย
เพื่อนร่วมงานในแผนกสื่อใหม่คงจะกลุ้มใจอีกแน่ๆ ตกลงว่าจะตัดต่อดี หรือไม่ตัดต่อดีล่ะ
จางเจินเหลือบมองจางเถี่ยจวินที่อยู่ด้านข้างตามสัญชาตญาณ สิ่งที่ทำให้เขานึกไม่ถึงก็คือ ครูใหญ่ท่านนี้นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นได้อย่างเยือกเย็นราวกับสุนัขแก่ที่ผ่านโลกมาโชกโชน
ให้ตายเถอะ โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งไม่เดินตามรอยคนทั่วไปเลยจริงๆ
"เอ่อ นักเรียนเฉียวอวี้ คุณมีความคิดหรือมุมมองที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับระดับคณิตศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์เหรอครับ ท้ายที่สุดแล้วในทางทฤษฎีสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์คือสถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับโลก แม้จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มไอวี่ลีก แต่ก็มีมาตรฐานและชื่อเสียงเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยในกลุ่มไอวี่ลีกเลยนะ"
"เอ๋ นึ่ไม่ใช่คำถามที่เตรียมไว้ล่วงหน้านี่ครับ" เฉียวอวี้ถามด้วยความแปลกใจ
"ไม่ต้องเป็นห่วงไปครับ การนำเสนอในท้ายที่สุดของการสัมภาษณ์ของเราจะเป็นรูปแบบตัวอักษร ส่วนฟุตเทจที่บันทึกไว้ ล้วนต้องผ่านการตัดต่อ ถ้าคุณไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรครับ" จางเจินตอบกลับทันควัน
"อ้อ ไม่เป็นไรครับ ผมก็แค่ถามไปอย่างนั้นแหละ ความจริงเป็นเพราะผมมักจะดูตำราเรียนและวิดีโอการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตอยู่บ่อยๆ น่ะครับ แล้วเวลาสรุปก็จะนำมาเปรียบเทียบกัน
สาขาวิชาอื่นผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่าด้านคณิตศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์สู้ฮาร์วาร์ดไม่ได้อย่างแน่นอน แล้วก็สู้พรินซ์ตันไม่ได้ด้วย เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยเยียนเป่ย มหาวิทยาลัยหัวชิงของหัวเซี่ยเราแล้วก็ยังมีช่องว่างความห่างชั้นอยู่ไม่น้อยเลยล่ะครับ"
เฉียวอวี้พูดเป็นคุ้งเป็นแคว
แม้ในตอนนี้จะยังทำอะไรผู้ชายคนนั้นไม่ได้ แต่การเอ่ยปากสาดโคลนใส่มหาวิทยาลัยเก่าของผู้ชายคนนั้นไปสักสองประโยคก็ไม่ได้ทำให้เฉียวอวี้รู้สึกหนักใจเลยสักนิด
ยังไงซะก็ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเก่าของเขาสักหน่อย นี่ถือเป็นการพาลเกลียดกาไปจนถึงหลังคาบ้านแล้ว
"แล้วคุณรู้จักจางหยวนหยางไหม เขาเคยเป็นด็อกเตอร์ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หลังจากกลับประเทศก็ก่อตั้งหู่วัง ถือเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจอินเทอร์เน็ตของหัวเซี่ย"
การสัมภาษณ์ของจางเจินหลุดกรอบจากแผนที่วางไว้ไปไกลอย่างไม่รู้ตัว
"แน่นอนว่าเคยได้ยินครับ ผมถึงได้บอกไงว่าการเลือกโรงเรียนผิดส่งผลกระทบต่อชีวิตคนเรามากจริงๆ คุณดูสิ พอคนอื่นเขาได้เป็นผู้นำทางธุรกิจอินเทอร์เน็ตแล้วก็มีแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่หู่วังตลอดหลายปีมานี้กลับย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดเลย
ถ้าตอนนั้นเขาเรียนปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ด หรือมหาวิทยาลัยเซินเฉิง หรือไม่ก็มหาวิทยาลัยเจียง ไม่แน่ว่าหู่วังในตอนนี้อาจจะเก่งกาจกว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตอย่างกลุ่มบริษัทฉีเอ๋อร์ บริษัทต้าหมี่ก็ได้นะครับ!"
เฉียวอวี้พูดโอ้อวดอย่างไม่รู้สึกประหม่าเลยสักนิด
จางเจินเหลือบมองจางเถี่ยจวินที่อยู่ด้านข้างตามสัญชาตญาณอีกครั้ง แล้วก็ค้นพบว่าครูใหญ่ท่านนี้ก็กำลังจ้องมองเฉียวอวี้ด้วยสีหน้าที่มีเครื่องหมายคำถามเต็มไปหมดเหมือนกัน
เอาล่ะ ในที่สุดก็ไม่นิ่งแล้วสิ
เมื่อครูใหญ่จางอดไม่ได้ที่จะหันมามองเขา ในที่สุดจางเจินก็กลับเข้าสู่จังหวะของตัวเอง "นอกเหนือจากสิ่งที่คุณพูดไปเมื่อครู่ คุณคิดว่าบนเส้นทางสายคณิตศาสตร์นี้ยังมีใครที่เคยช่วยเหลือคุณ หรือมีใครที่คุณอยากจะขอบคุณอีกไหมครับ"
"อืม มีครับ อย่างเช่นโรงเรียนของเรา แล้วก็ครูใหญ่จางที่ให้ความช่วยเหลือผมเป็นอย่างมาก ทางโรงเรียนช่วยแก้ปัญหาในชีวิตจริงให้ผมมากมาย ถึงทำให้ผมทุ่มเทแรงใจให้กับการเรียนได้เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ผมสอบตกวิชาชีววิทยาและภูมิศาสตร์ในการสอบเข้ามัธยมปลายตอนอยู่มัธยมต้นปีสอง ก็ยังไม่ยอมทอดทิ้งผม
นอกเหนือจากนี้ ผมยังอยากขอบคุณเว็บบอร์ดที่ชื่อว่ากระท่อมน้อยทฤษฎีจำนวนเชิงพีชคณิตด้วยครับ ชาวเน็ตในเว็บบอร์ดนี้ล้วนแต่เป็นคนดีมากๆ พวกเขาไม่เพียงแต่จะเก่งด้านคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมาก คำแนะนำที่ให้มาก็ล้วนแต่น่ารับฟังทั้งนั้น
โดยเฉพาะตอนที่ผมเจอโจทย์ยากๆ พวกเขาใช้สารพัดวิธีมาให้กำลังใจผม เป็นที่พึ่งพิงให้ผมสามารถแก้โจทย์ยากๆ ไปได้ทีละข้อๆ ทำให้ระดับพีชคณิตและทฤษฎีจำนวนของผมมีความก้าวหน้าขึ้นมาก
อ้อ หลังจากที่ผมคว้าเหรียญทองมาได้สำเร็จ พวกเขายังใช้วิธีการที่พิเศษมากๆ มาฉลองให้กับผม ทำให้ผมสัมผัสได้อย่างเต็มเปี่ยมว่าการเรียนคณิตศาสตร์นั้นเป็นเรื่องที่สนุกมากจริงๆ เพราะงั้นผมจึงอยากขอบคุณพวกเขามากๆ ด้วยครับ"
เฉียวอวี้พูดถึงกระท่อมน้อยทฤษฎีจำนวนเชิงพีชคณิตแต่กลับไม่พูดถึงเซวียซง สาเหตุหลักๆ ก็เป็นเพราะคำนึงถึงเรื่องที่เซวียซงเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญตรวจข้อสอบการแข่งขันคณิตศาสตร์เสี่ยวหลี่ปาปา กลุ่มพีชคณิตและทฤษฎีจำนวนในครั้งนี้นั่นเอง
เขาไม่ได้กลัวเลยสักนิดว่าจะถูกครหาว่าเขาใช้เส้นสาย
ท้ายที่สุดแล้ว ในตอนนั้นเขาวิ่งไปเข้าร่วมรอบชิงชนะเลิศที่สำนักงานใหญ่ของมหาวิทยาลัยเซียวหูเลยนะ ภายในห้องสอบที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้เป็นพิเศษนั้นไม่มีมุมอับของกล้องวงจรปิดเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งทุกคนยังทำข้อสอบแบบออนไลน์ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีร่องรอยให้ตรวจสอบได้ทั้งนั้น
แต่เฉียวอวี้ก็เข้าใจถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตบนอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างดี หลายคนไม่ได้ใส่ใจความจริงเลยแม้แต่น้อย เอาแต่จะเชื่อในสิ่งที่พวกเขาเชื่อเท่านั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เพิ่งพูดคำพูดเกินเลยไปตั้งมากมายเมื่อครู่นี้ เขาไม่อยากจะสร้างความเดือดร้อนอะไรให้อาจารย์เซวียผู้ทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาคนนั้นเลย
แต่เฉียวอวี้เชื่อว่าคำพูดที่เขาพูดออกไปพวกนั้น หากอาจารย์เซวียเผลอมาเห็นเข้า จะต้องเข้าใจความหมายได้อย่างแน่นอน
คำพูดบางคำ แค่ความรู้สึกส่งไปถึงก็พอแล้ว
"พูดถึงผลการเรียนการสอบเข้ามัธยมปลายของคุณ อืม นึ่ถือเป็นคำถามส่วนตัวที่ผมอยากรู้มากเลยล่ะครับ ผลการเรียนวิชาหลักของคุณล้วนแต่ดีมาก ถึงขั้นคว้าผลการเรียนชั้นเยี่ยมด้วยการสอบได้คะแนนเต็มถึงหกวิชา ทำไมผลการเรียนวิชาชีววิทยาและภูมิศาสตร์ทั้งสองวิชาของคุณถึงออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจล่ะครับ"
คำถามนี้เป็นสิ่งที่จางเจินอยากรู้จริงๆ
เมื่อวานหลังจากได้รับข้อมูลของเฉียวอวี้มาแล้ว คะแนนตรงส่วนนี้ก็ทำให้เขาถึงกับต้องเกาหัวเลยทีเดียว
"คงบอกได้แค่ว่าตอนผมอยู่มัธยมต้นปีสองผมยังไม่ค่อยรู้ประสีประสาเท่าไหร่มั้งครับ ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียน เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะขอขอบคุณทางโรงเรียนกับอาจารย์หลานเป็นพิเศษสำหรับความช่วยเหลือที่มีให้ผมครับ"
"อย่างนี้นี่เอง เอาล่ะ ถ้างั้นสุดท้ายนี้คุณยังมีอะไรอยากจะเสริมอีกไหมครับ"
"อืม อะไรก็ได้เหรอครับ"
"ใช่ครับ คุณอยากจะพูดอะไรก็ได้เลย"
"ก็คือเมื่อวานผมเห็นในโต่วอินมีคนตั้งมากมายเปลี่ยนชื่อเป็นเฉียวอวี้แห่งเมืองดารา ผมเลยอยากจะขอชี้แจงสักหน่อยครับว่าพวกนั้นไม่ใช่ตัวผมเลย ถึงผมจะมีแอคเคาท์โต่วอินอยู่เหมือนกัน แต่ชื่อก็คือคำว่าผู้ใช้งานตามด้วยตัวเลขอีกหนึ่งชุดครับ แล้วผมก็ไม่เคยถ่ายวิดีโอลงในโต่วอินเลยด้วย อืม ประโยคนี้ต้องช่วยผมออกอากาศออกไปให้ได้เลยนะครับ!"







