ในฐานะที่เป็นหลานชายที่ดื้อดึงของตระกูลสี่รุ่นต่อกัน เจ้าหนูที่ “สู้ไม่ถอย” อย่างสวี่ไห่หยวนน่ะเหรอ จะยอมก้มหัวขอโทษใครง่าย ๆ ล่ะก็ ไม่มีทาง!
ต่อให้แม่แท้ ๆ ถือไม้กวาดมาชี้หน้าว่า เขาก็ไม่มีวันยอมศิโรราบหรอก!
“ใครใช้ให้พวกนั้นรังแกน้องสาวผมล่ะ? ใครรังแกน้องสาวผม ผมก็จะต่อยคนนั้น!”
ในโลกของสวี่ไห่หยวนไม่มีคำว่า “ถูกหรือผิด” เขามีแค่ประโยคเดียวที่ฝังแน่นในหัวว่า
“พ่อเคยบอกไว้ว่าต้องปกป้องน้องสาว ต้องรักน้อง ใครจะมารังแกน้องสาวไม่ได้เด็ดขาด!”
ซูอันอิงฟังแล้วถึงกับอึ้ง พาลหันไปจ้องสามีเขม็ง
“สรุปคือแม่พูดอะไรก็เปล่าประโยชน์ใช่มั้ย? พ่อพูดอะไรก็ฟังหมดเลยใช่มั้ย? ได้! งั้นให้พ่อแกไปพูดเอง วันนี้ถ้าไม่จัดการให้ชัดเจน ลูกกับพ่อของลูก ไม่ต้องเข้าบ้าน ไม่ต้องกินข้าว!”
พูดจบก็ปาลงไม้กวาดลงพื้นอย่างแรง ก่อนจะเดินหนีเข้าบ้านไป
สวี่ซื่อเยี่ยนได้แต่นั่งยิ้มแห้ง ๆ ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะโดนลูกชายวัยห้าขวบ “หักหลัง” จนตัวเองซวยไปด้วย
“มานี่ลูก พ่อขอคุยด้วยหน่อย” สวี่ซื่อเยี่ยนดึงมือลูกชาย พ่อกับลูกนั่งลงบนม้านั่งไม้เตี้ย ๆ ด้วยกัน
ส่วนสวี่จิ่นผิงก็ชะเง้อมองแม่ในบ้าน พอคิดครู่หนึ่ง ก็ตามพ่อกับพี่ชายออกไปนั่งด้วย
“วันนี้ทะเลาะกับเพื่อนสนุกมั้ย?”
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้ดุลูกชายเลย กลับถามด้วยน้ำเสียงใจเย็น พร้อมกับเอื้อมมือไปปัดเศษฝุ่นบนหน้าเขา
“ไม่สนุก” สวี่ไห่หยวนส่ายหน้า ปากยู่ลงนิด ๆ
“เขาเอาหัวกระแทกผมตรงนี้ เจ็บมากเลย” เขาชี้ที่อกตัวเอง
แม้เจ้าตัวยังแค่สี่ขวบสามเดือน แต่ก็สูงกว่าเด็กวัยเดียวกัน อีกทั้งที่บ้านกินอยู่ดี ตัวก็เลยดูแข็งแรง ราวกับเด็กหกขวบกว่า ๆ
แค่เด็กตัวเท่านี้ก็กล้าทะเลาะกับพวกที่โตกว่า แถมยังไม่ยอมเสียเปรียบพูดเลยว่าเจ้าลูกคนนี้ดื้อจริงจัง แต่ก็เป็นพวก “แข็งนอก อ่อนใน”
ตอนแม่เรียก ดื้อหัวชนฝา แต่พอพ่อพูดดี ๆ ก็เริ่มเปรยออกมาทีละนิด
“ไหน ให้พ่อดูหน่อยสิ”
สวี่ซื่อเยี่ยนแหวกเสื้อลูกชายดู ไม่เห็นบาดแผลอะไร เด็กที่ทะเลาะด้วยก็คงแรงไม่มากพอจะทำอันตรายจริง ๆ
แต่เขาก็แกล้งทำเป็นจริงจัง ลูบ ๆ ถู ๆ ตรงหน้าอกให้ลูกเหมือนจะช่วยบรรเทาเจ็บ
“เห็นมั้ย การต่อยตีมันไม่ได้สนุกเลยจริงมั้ย?”
“ต่อให้เราชนะ แต่ตัวเองก็เจ็บอยู่ดี ไม่สบายตัวใช่มั้ย?”
เขายกมือลูบหัวลูกชายอย่างอ่อนโยน
“พ่อเคยบอกให้ลูกปกป้องน้องสาว ใช่ ถูกต้องแล้ว”
“น้องโดนรังแก ลูกไปตอบโต้กลับมา พ่อไม่ว่า แต่มันก็ไม่ใช่หนทางเดียวเสมอไปนี่นา”
“ก่อนจะลงไม้ลงมือ ก็ควรคิดก่อนว่า ตัวเองจะเสียเปรียบมั้ย? ถ้าดูแล้วน่าจะโดนหนักกว่าอีกฝ่าย เราจะหาวิธีอื่นแทนได้มั้ยล่ะ?”
สวี่ซื่อเยี่ยนรู้ดี ว่าการสอนลูกเนี่ย มันไม่มีสูตรสำเร็จอะไรทั้งนั้น
เหมือนเรื่องทะเลาะวันนี้ จะว่ายังไงดี?
ลูกออกไปนอกบ้านโดนรังแก ไม่ให้สู้กลับเหรอ?
ตอบโต้กลับทันที มันก็สะใจ แต่ก็เสี่ยงจะลุกลามใหญ่โต
โชคดีที่วันนี้มีหวงซู่ชิงกับซุนอวี่อยู่ด้วย ไม่งั้นเจ้าสองแสบของเขาคงโดนยำกลับมาเละ
แต่ถ้าเราสอนให้ลูกยอมทุกครั้งล่ะ? จะกลายเป็นเด็กที่ใครรังแกก็ไม่กล้าสู้เหรอ? อย่างนั้นก็ไม่ไหว
แบบนี้แหละ ถึงได้คิดไม่ตก
สวี่ไห่หยวนเอียงคอ เหมือนกำลังครุ่นคิดตามที่พ่อพูด
“งั้นครั้งหน้า ผมควรกลับมาบอกแม่ ให้แม่ไปหาผู้ใหญ่ที่บ้านเขาเหรอ?”
พูดจบ เจ้าตัวเล็กก็เบะปาก ขมวดคิ้ว
“แต่มันยุ่งยากนี่นา แค่เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องให้แม่ออกหน้า ต่อยไปหมัดเดียวก็จบแล้ว”
ในมุมมองของเด็กตัวเล็ก ๆ แบบเขา ทางลัดที่เร็วและได้ผลที่สุด ก็คือ “ลงมือก่อน” แค่นั้นเอง!
เฮ้อ...พูดตั้งนาน สรุปก็เท่ากับว่าเสียแรงเปล่า
สวี่ซื่อเยี่ยนเงยหน้ามองฟ้าอย่างหมดคำจะพูด ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกชายถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
ถ้าจะบอกว่าได้รับอิทธิพลมาจากปู่? ก็ไม่น่าจะใช่นะ ปู่ของเด็กก็อยู่บนเขาแทบทั้งปี ปีหนึ่งกลับบ้านแค่ไม่กี่วันเอง
อีกอย่าง เดี๋ยวนี้นิสัยของพ่อเฒ่าที่บ้านก็ดีขึ้นเยอะแล้ว ไม่ค่อยโกรธใครด้วย ยิ้มแย้มทั้งวัน พูดกับสวี่ซื่อเยี่ยนเองยังไม่เคยขึ้นเสียงเลย จะไปมีอิทธิพลอะไรกับเด็กได้ยังไง?
งั้นก็ต้องเป็นเรื่องกรรมพันธุ์แต่กำเนิดละมั้ง? ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก็จบเห่... ต่อไปนี้คงได้ตามล้างตามเช็ดกับเรื่องที่เด็กคนนี้ไปก่อไว้ไม่รู้จบ
“เด็กดื้อแบบนี้ ไม่รู้ได้เชื้อใครมา?” สวี่ซื่อเยี่ยน โมโหจนยื่นมือไปจิ้มหน้าผากลูกชายเบา ๆ ทีหนึ่ง
“เข้าใจล่ะ ถ้าปล่อยให้เธออยู่บ้านวิ่งเล่นซนแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ”
“พอถึงฤดูใบไม้ร่วง โรงเรียนเปิดเทอมเมื่อไหร่ พ่อจะให้เธอไปเรียน ไปเข้าเรียนชั้นยู่หงเดี๋ยวพ่อจะไปคุยกับครูฉีให้”
ห้องยู่หง เป็นคำเรียกในยุคนั้น จริง ๆ ก็คือห้องเตรียมอนุบาลแบบที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน
ในยุคนั้นยังไม่มีคำว่า "โรงเรียนอนุบาล" สถานที่สำหรับเลี้ยงดูเด็กเล็กจะเรียกว่า "ศูนย์เด็กเล็ก" ส่วนสถานที่สำหรับสอนเด็กก่อนวัยเรียน จะเรียกว่า "ยู่หง"
หลังจากถูกปลูกฝังแนวคิด "เรียนหนังสือไม่เห็นสำคัญ" มาหลายปี แม้จะกลับมามีระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้งแล้วหลายปี แต่ความคิดของคนจำนวนไม่น้อยก็ยังไม่เปลี่ยน
โดยเฉพาะพวกชาวชนบท ยังมีไม่น้อยที่คิดว่า แค่ให้ลูกเรียนหนังสือพอเขียนได้ อ่านออก คิดเลขได้นิดหน่อยก็พอ
จะให้ส่งลูกไปเข้าชั้นยู่หงเนี่ย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย มองว่าเปลืองเงินเปล่า ๆ ใครจะเอาเงินไปจ้างคนเลี้ยงลูก? บ้านไหนลูก ๆ ก็วิ่งซนอยู่ข้างนอก พอถึงวัยก็เข้า ป.1 ได้เอง ไม่เห็นต้องเตรียมอะไร
ชั้นยู่หงของโรงเรียนประถมตงกัง ส่วนใหญ่จะมีแต่ลูกคนงานบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจที่พ่อแม่ต้องไปทำงานทั้งวัน ไม่มีใครดูแล ก็เลยส่งลูกมาเรียน อย่างน้อยก็มีคนดูให้
โรงเรียนประถมตงกังกำหนดว่า เด็กต้องอายุครบเจ็ดขวบถึงจะเรียนชั้น ป.1 ได้
ส่วนชั้นยู่หงนั้น เป็นห้องเตรียมความพร้อมก่อนขึ้น ป.1 ครูจะสอนพวกพยัญชนะตัวอักษรและตัวเลขเป็นหลัก เงื่อนไขคือ เด็กต้องอายุครบหกขวบขึ้นไปถึงจะเข้าเรียนได้
ตามปกติแล้ว สวี่ไห่หยวน ยังไม่ถึงวัยเรียน แต่ว่าเจ้าหนูคนนี้ฉลาดเกินวัยเกินเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่แล้ว น่าจะเรียนชั้นยู่หงได้ไม่ยาก
ยังไงพ่อก็รู้จักคน เดี๋ยวก็ฝากเข้าให้ได้ ไม่ใช่เรื่องยาก
สำหรับเด็ก ๆ แล้ว คำพูดของพ่อแม่อาจไม่ฟังเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นครูล่ะก็ จะต้องเชื่อฟังแน่นอน
แน่นอนว่าการอบรมลูกไม่ควรพึ่งแต่โรงเรียนหรือครูเพียงอย่างเดียว แต่การให้ลูกได้เรียนรู้จากครูที่โรงเรียนก็ไม่มีทางผิดแน่นอน
สำหรับสวี่ไห่หยวนแล้ว ถ้าปล่อยให้อยู่บ้านวิ่งซนทุกวัน ออกไปเล่นจนสะบักสะบอม ก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ
เริ่มต้นเรียนเร็วหน่อย ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
“ไปเรียนหนังสือเหรอ? ตกลง แต่ถ้าผมไม่อยู่บ้าน แล้วใครจะอยู่กับน้องล่ะ?”
สวี่ไห่หยวน ไม่ได้มีท่าทีต่อต้านการเรียนหนังสือ เขาแค่ห่วงน้องสาวมากกว่า กลัวว่าน้องจะไม่มีใครเล่นด้วยถ้าเขาไปเรียน
“พ่อ หนูก็อยากไปเรียนด้วย!”
จริงดังว่า... ทางฝั่งสวี่จิ่นผิงก็ทำหน้างอ ไม่พอใจ เธอเองก็อยากเรียนหนังสือ เพราะเธอเองก็ตั้งใจว่าจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้
“ผิงผิง ลูกยังเด็กอยู่เลยนะ รออีกสองปีก่อน แล้วพ่อจะส่งลูกเข้าชั้นยู่หงด้วย ดีไหม?”
สวี่ซื่อเยี่ยน ปวดหัวจะแตกกับลูกสองคนนี้ ลูกชายก็ดื้อปากร้าย ทำตัวเหมือนฉลาดกว่าใคร แต่เอาเข้าจริงก็รู้จักดูแลคนอื่นดี
ดูจากที่เขาเป็นห่วง หยางฮ่าวอวี่ก็พอจะรู้ ถ้าเป็นคนที่เขาเอ็นดู เขาก็พร้อมจะปกป้อง
ส่วนลูกสาวน่ะเหรอ? ดูเหมือนจะเป็นเด็กเรียบร้อยเชื่อฟัง แต่ความจริงแล้วจอมแก่นสุด ๆ ดื้อแบบไม่ธรรมดาเลย
ดูอย่างวันนี้สิ เล่นข่วนเด็กผู้ชายจนเป็นรอย ยังไม่พอ ยังไปกัดเขาอีก ไม่รู้ว่าถ้าพ่อแม่ของเด็กคนนั้นมาเห็นเข้าจะว่ายังไง







