พอเห็นว่าเป็นสวี่ซื่อเยี่ยน เด็กๆ ทั้งสี่ก็รีบปล่อยมือจากกันอย่างรู้สึกผิด ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้อย่างประหม่า
“พ่อ”
เสียงของสวี่จิ่นผิงเรียกพ่อออกมา พร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรากทันที ไม่รู้ว่าเพราะตกใจหรือรู้สึกเสียใจ
“หยวนหยวน เกิดอะไรขึ้น?”
“เล่นกันอยู่ดีๆ ทำไมถึงได้ตีกัน?”
สวี่ซื่อเยี่ยนขมวดคิ้ว ถามลูกชายด้วยน้ำเสียงเข้ม
“เขา เขาตั้งใจสาดโคลนใส่กระโปรงน้อง แล้วก็ดึงเปียของน้องด้วย!”
สวี่ไห่หยวนชี้ไปที่เด็กชายสองคนตรงหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ
สวี่ซื่อเยี่ยนเหลือบตามองเด็กสองคนนั้น เขาจำได้ลางๆ ว่าเด็กพวกนี้เป็นลูกของพนักงานคลังข้าว อยู่บ้านพักข้าราชการฝั่งตะวันตกของสุสานวีรชน ใกล้กับโรงเรียนประถม
ในสมัยนี้ การได้ทำงานที่คลังข้าวถือเป็นงานที่ดีมาก
ลูกหลานของพนักงานเหล่านี้ก็มักจะไม่เล่นกับลูกหลานชาวนา
แต่วันนี้ไม่รู้ว่าทำไมถึงมารวมตัวเล่นกับเด็กฝั่งตะวันออกของสุสาน แล้วเรื่องก็ลงเอยด้วยการตีกัน
“ลุงสวี่ ไม่ใช่ความผิดของหยวนหยวนนะครับ!”
หวงซู่ชิง ลูกชายของหวงเซิ่งลี่ รีบอธิบายด้วยความกลัวว่าสวี่ซื่อเยี่ยนจะดุลูกชายเพราะเข้าใจผิด
“ใช่ครับ ไม่ใช่ความผิดของหยวนหยวน พวกนั้นเริ่มก่อน!”
ซุนอวี้ พี่ชายคนโตของบ้านซุนก็รีบพูดเสริม
บ้านซุนอยู่ติดบ้านสวี่ ส่วนบ้านหวงก็อยู่ถัดไปไม่ไกล
ผู้ใหญ่ในบ้านต่างก็สนิทกัน เด็กๆ จึงเล่นด้วยกันประจำ
หวงซู่ชิงอายุมากกว่าเล็กน้อย เจ็ดขวบ ส่วนซุนอวี้หกขวบ
ทั้งสองทำตัวเป็นพี่ชายที่ดี คอยดูแลสองพี่น้องสวี่ไห่หยวนและสวี่จิ่นผิงเสมอ
โดยเฉพาะสวี่จิ่นผิงที่หน้าตาน่ารัก แต่งตัวก็น่ารัก ทำให้พวกเด็กชายเอ็นดูเป็นพิเศษ
วันนี้กลุ่มเด็กจากบ้านคลังข้าวเข้ามาก่อเรื่อง เล่นโคลนเลอะกระโปรงของสวี่จิ่นผิง
ยังไม่พอ ยังดึงเปียเธออีก
หวงซู่ชิงกับพวกทนไม่ไหวจึงเข้าไปต่อว่า
ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายไม่เพียงไม่ขอโทษ ยังปากดีแล้วขว้างก้อนหินและดินใส่พวกเขาอีก
แม้สวี่ไห่หยวนจะยังเล็ก แต่นิสัยกลับไม่อ่อนโยนเลย
เขาวิ่งเข้าไปต่อยอีกฝ่ายทันที
หวงซู่ชิงกับซุนหนิงก็ไม่ยอมแพ้ รีบตามเข้าไป
แม้แต่สวี่จิ่นผิงก็ไม่ยอมแพ้ เธอดึงเด็กที่สาดโคลนใส่กระโปรงแล้วใช้เล็บข่วนเขา
เมื่อฟังจนจบ สวี่ซื่อเยี่ยนก็พูดไม่ออก
ลูกเขาสองคนไปรับนิสัยดุร้ายแบบนี้มาจากใครนะ?
เขากับภรรยาก็เป็นคนอารมณ์ดีแท้ๆ ทำไมลูกถึงได้หัวร้อนกันขนาดนี้?
ลูกสาวเขา... เขารู้ดีว่าแม้ชาติก่อนก็เป็นคนแกร่ง ไม่งั้นคงไม่สามารถดูแลบ้านใหญ่อย่างนั้นได้
แต่ลูกชาย... ดื้อรั้นขนาดนี้ ไปเอาจากไหนกัน? หรือจะข้ามรุ่นมาจากรุ่นปู่รุ่นตา?
ก็น่าจะมีความเป็นไปได้อยู่
สวี่ซื่อเยี่ยนหันไปมองเด็กกลุ่มตรงข้าม “พวกเธอมีใครเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
เด็กอีกฝั่งดูตัวใหญ่กว่าเล็กน้อย แต่ละคนก็ดูมอมแมมเต็มไปด้วยฝุ่นดิน
เด็กคนที่เคยดึงเปียของสวี่จิ่นผิงมีรอยข่วนแดงอยู่บนใบหน้า
ไม่ต้องถามก็รู้ว่าโดนข่วนเข้าให้
นอกจากเด็กที่อายุน้อยสุดแล้ว คนอื่นๆ ส่ายหัวกันหมด
เพราะเรื่องนี้พวกเขาผิดก่อน แถมยังโตกว่าอีกฝ่าย แต่กลับแพ้
พวกเขารู้สึกเสียหน้า ถึงจะเจ็บก็ไม่ยอมรับหรอก
“ร้องทำไม? แค่โดนเด็กผู้หญิงกัดเอง ยังจะมีหน้าร้องอีก?”
เด็กโตคนหนึ่งเห็นน้องชายคนเล็กยังร้องไห้ไม่หยุด ก็โมโห
เตะเข้าไปหนึ่งที แล้วจับคอเสื้ออีกฝ่ายลากกลับบ้าน
“ก็เพราะแกนั่นแหละ เอาแต่หาเรื่องคนอื่น กลับบ้าน!”
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นว่าพวกเด็กเดินไปแล้ว จึงหันกลับมามองลูกชายกับลูกสาว
“พวกเธอสองคน กลับบ้านกับพ่อเลย เดี๋ยวแม่เห็นสภาพแบบนี้ มีหวังโดนตีแน่ๆ”
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่กล้าตีลูกสาว จะทำยังไงได้ล่ะ? ก็ต้องเอาภรรยามาขู่แทนสิ
ว่าแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนก็เดินนำหน้า ส่วนสวี่ไห่หยวนกับน้องสาวก็จูงมือกันเดินตามหลัง
หวงซู่ชิงกับซุนอวี้เห็นดังนั้นก็รีบเดินตามมาเงียบๆ
พอมาถึงหน้าบ้านสวี่ หวงซู่ชิงกับซุนอวี้ก็รีบพูดขึ้นว่า “ลุงสวี่ พวกเรากลับบ้านก่อนนะครับ”
“อืม ปัดฝุ่นบนตัวให้หมดก่อนค่อยเข้าบ้านล่ะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้หันกลับไป แค่ฮึ่มเสียงหนึ่ง ถือเป็นการเตือนเด็กทั้งสอง
สมัยนี้ เด็กๆ ทะเลาะกันนอกบ้านเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะ พอกลับบ้านก็ไม่พูดอะไรทั้งนั้น
เพราะถ้าพูดเมื่อไหร่ โดนตีแน่ ไม่พูดยังมีโอกาสรอด
แน่นอนว่า ถ้าเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเลอะเทอะ ก็หนีไม้เรียวไม่พ้นเหมือนกัน
ผู้ใหญ่สมัยนี้งานยุ่ง ใครจะมีเวลามาซักผ้าให้เด็กทุกวัน?
อีกอย่าง สบู่ก็ใช่ว่าจะถูก เสื้อผ้าก็ทำจากผ้าฝ้าย ซักบ่อยๆ ผ้าก็บางจนขาด จะให้ตัดชุดใหม่ง่ายๆ ได้ยังไง?
ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ไม่ห่วงเด็กหรอก ห่วงเสื้อผ้ามากกว่า ตีกันแพ้ไม่เป็นไร แต่ถ้าเสื้อผ้าเลอะหรือขาดนี่ไม่ได้เลย
พอได้ยินดังนั้น หวงซู่ชิงกับซุนอวี้ก็รีบปัดฝุ่นออกจากตัว
ทั้งสองยังช่วยกันดูให้แน่ใจว่าไม่มีฝุ่นหลงเหลือ ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้าน
ส่วนว่ากลับไปแล้วจะโดนตีไหม อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน
“ภรรยาออกมาดูลูกหน่อย ออกไปตีกับคนอื่นมาดูซิจะจัดการยังไงดี”
พ่อบ้านไม่ควรตีลูกพร่ำเพรื่อ เพราะหนึ่ง มือหนักเผลอไปอาจทำให้เจ็บหนัก
สอง พ่อบ้านควรเป็นไม้ตายสุดท้าย ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่จริงๆ ไม่ควรออกมือ
ถ้าออกมือบ่อยๆ ลูกจะด้านชา ต่อไปจะยิ่งดื้อ
แม่ต่างหากที่เหมาะจะออกโรง เพราะรักลูก ต่อให้ตี ก็ไม่กล้าตีแรง เป็นเรื่องเล็กๆ ก็ให้แม่จัดการ
อีกอย่าง ลูกเกิดจากท้องแม่ เป็นธรรมดาที่แม่จะลำเอียง
ผู้หญิงหลายคนเป็นแบบนี้ ลูกฉัน ฉันตีได้ แต่ถ้าพ่อจะตี ฉันเอาตายเลยนะ!
สวี่ซื่อเยี่ยนรู้ดีเรื่องนี้ พอเข้าบ้านก็รีบเรียกภรรยาทันที
ซูอันอิงกำลังจับลูกคนเล็กฉี่อยู่ในบ้าน พอได้ยินเสียงข้างนอก ก็รีบห่อผ้าอ้อมให้ลูก แล้วเดินออกมา
“สวี่ไห่หยวน สวี่จิ่นผิง พวกเธอสองคนไปทำอะไรกันมา กล้าดียังไงไปมีเรื่องกับคนอื่น?
ดูสภาพสิ เลอะเทอะขนาดนี้ ไปกลิ้งในโคลนมาหรือไง?
สวี่จิ่นผิง กระโปรงนั่นเป็นของที่ป้าทำให้เพิ่งซักแค่ครั้งเดียวเอง
ดูสิ ทำซะเละอย่างนี้ จะซักออกไหมเนี่ย?”
ตามคาด ซูอันอิงสนใจเสื้อผ้าก่อนอย่างแรก
“แม่ หนูไม่กล้าแล้ว หนูไม่กล้าแล้ว ฮืออออ”
หนูน้อยถูกพ่อขู่มาก่อนหน้านี้ พอมาเจอแม่หน้าโหดอีกก็ตกใจจนร้องไห้โฮ
ลูกสาวร้องไห้ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ทนไม่ไหว รีบส่งสายตาให้ภรรยา
“แค่กๆ นั่น...เอ่อ...ว่าแต่ไปว่าลูกชายแทนเถอะ อย่าว่าลูกสาวเลย”
ซูอันอิงหันขวับ ส่งสายตาขาวใส่สามีหนึ่งทีอย่างโมโห
ตัวดีเลยก็สามีเนี่ยล่ะ ชอบทำตัวเป็นคนดีต่อหน้าลูก แล้วโยนบทตัวร้ายมาให้เธอตลอด
“สวี่ไห่หยวน นี่มันเรื่องอะไร? พาน้องสาวออกไปต่อยตีคนอื่นเหรอ?
ดูท่าทางแล้ว ลูกต้องโดนซักหน่อย วันนี้แม่ไม่ปล่อยเอาไว้แน่!”
ซูอันอิงพูดพลางคว้าไม้กวาดหลังประตู กำหัวไม้ไว้แน่น แล้วใช้ด้ามชี้ไปที่ลูกชาย







