กล่าวกันตามตรง วาจาชุดนี้ของซินจั๋วไร้เหตุผลพอๆ กับถ้อยคำของฮุ่ยหรูหลาน
แต่เขาได้เปรียบตรงชิงปลูกฝังความคิดก่อน แอบสับเปลี่ยนแนวคิด แล้วยังเถียงข้างๆ คูๆ อย่างแพรวพราว กระทั่งยกบทพูดที่บัณฑิตลวี่ใช้เถียงจีอู๋หมิงจนตายมาใช้ด้วย
หากเป็นชาติก่อน ฝีมือฝีปากบนโลกออนไลน์ระดับนี้นับว่าธรรมดา อีกฝ่ายเพียงสวนว่า "อ่านหนังสือให้มากหน่อย" หรือ "เลือกใช้คำได้แย่เหลือเกิน เรียนไม่จบมัธยมต้นกระมัง" เขาก็พ่ายไม่เป็นท่า โมโหจนเขี้ยวคัน ก่อนจะพรั่งพรูถ้อยคำงดงามแล้วสาดคำด่าสามพยางค์ใส่กันไม่ยั้ง
ทว่าฮุ่ยหรูหลานจะเคยพบเห็นศึกเช่นนี้ได้อย่างไร ปกตินางพบเจอเพียงเหล่าบัณฑิตผู้สุภาพอ่อนโยน รู้หนังสือและมารยาท หรือไม่ก็สตรีกับเด็กที่เลื่อมใสในพุทธเทพแต่ไม่รู้หนังสือ ใครกันเคยกล่าววาจาลึกล้ำเช่นนี้กับนาง
แม้แต่ภิกษุณีเฒ่าผู้แตกฉานในพุทธธรรมแห่งอาราม เวลาสอนธรรมก็กล่าวเพียงเรื่องเล่าชักจูงผู้คนให้ทำความดี หรืออธิบายความหมายของพระสูตรภาษาสันสกฤต
ถึงนางจะรู้สึกว่าอีกฝ่ายอาจกำลังบิดเบือนเหตุผล แต่ก็ไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไร
ด้วยเหตุนี้ นางจึงยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไร
"โลกนี้ยากแยกแยะดีชั่ว สิ่งที่ประสกน้อยกล่าวมาช่างมีเหตุผลยิ่งนัก!"
ฮุ่ยซินซึ่งยืนอยู่ด้านหลังพลันบรรลุแจ้ง อกอวบอิ่มของนางกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด นางรู้สึกจากใจจริงว่าสิ่งที่ซินจั๋วกล่าวมีเหตุผลอย่างยิ่ง
ไม่มีผู้ใดตอบรับ
ลมสารทพัดวังเวง ใบไม้ร่วงหล่นดังเดิม
หานชีเหนียง หวงต้ากุ้ย และพวกที่หลบอยู่ในกระท่อมหลังหนึ่งภายในค่ายต่างกำหมัดแน่น
ประมุขใหญ่ช่างเปี่ยมความรู้ กล่าวได้ยอดเยี่ยมเหลือเกิน
แต่ก่อนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าภิกษุณีแห่งอารามจันทราวารี พวกเขามีแต่ต้องยอมจำนน วันนี้ในที่สุดก็เอาคืนได้หนึ่งยก
"อ่านหนังสือยังมีประโยชน์จริงๆ ไม่สิ! ประมุขใหญ่ต่างหากที่เก่งกาจ!"
หานจิ่วหลางกล่าวอย่างหนักแน่น ดวงตาเต็มเปี่ยมด้วยความเลื่อมใสและชื่นชมประมุขใหญ่ของตน อย่าว่าแต่ให้กล่าววาจาชุดนั้นออกมาเลย ต่อให้ท่องจำทั้งเป็น ตลอดหนึ่งเดือนเขาก็ใช่ว่าจะทำได้
ขณะนั้นซินจั๋วมองฮุ่ยหรูหลานที่ยังคงเงียบงัน ก่อนประสานหมัดคำนับ "ถึงกระนั้น ข้าก็ยังต้องขอบคุณท่านแม่ชีน้อย ท่านแม่ชีน้อยผู้ธรรมดาแต่ยิ่งใหญ่ ผู้ทำให้ดวงวิญญาณของข้าราวกับได้รับการชำระล้างจากพระพุทธองค์ ต่อให้จักรวาลดับสูญ ข้าก็ไม่มีวันลืมคำชี้แนะที่ท่านมอบให้ข้าในวันนี้ หากไม่มีท่าน ข้าคงถูกปิดหูปิดตาไปตลอดชีวิต!"
เมื่อชนะแล้วก็สมานไมตรีเสีย ป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายอับอายจนกลายเป็นโทสะ แล้วรวบรวมภิกษุณีนักสู้แห่งอารามจันทราวารีมารุมโจมตี
ให้ตายเถิด ความรู้สึกไม่ปลอดภัยนี่มันช่างน่ารำคาญ!
ฮุ่ยหรูหลานเผยอริมฝีปาก ในใจสับสนว่างเปล่า เดี๋ยวอีกฝ่ายหยาบกระด้าง เดี๋ยวกลับนอบน้อม วาจาชุดนี้หมายความว่าอย่างไรกัน
โชคดีที่ซินจั๋วไขข้อสงสัยให้นางทันที "ในเมื่อท่านกับข้าไม่ได้แตกต่างกัน บัดนี้ข้าขอบคุณท่านแล้ว ท่านไม่มีสิ่งใดอยากกล่าวกับข้าบ้างหรือ"
'นี่…ยังสามารถแลกเปลี่ยนมารยาทกันเช่นนี้ได้ด้วยหรือ'
"อ้อ พวกเราย่อมต้องขอบคุณประสกน้อยที่ช่วยไขข้อข้องใจ หากไม่มีประสกน้อย พวกเราก็คงถูกปิดหูปิดตาไปชั่วชีวิตเช่นกัน พวกเราล้วนได้รับการชำระล้างจากแสงอันศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธองค์ ต่อให้…จักรวาลดับสูญ พวกเราก็ไม่มีวันลืมคำชี้แนะที่ท่านมอบให้ในวันนี้"
ฮุ่ยหรูหลานยังคงไม่ตอบ ทว่าดวงตาของฮุ่ยซินที่อยู่ด้านหลังทอประกายแห่งปัญญา นางเข้าใจสถานการณ์ดีจึงกล่าววาจาตามมารยาทตอบแทน
"กล่าวได้ดี กลับไปเถิด คราวหน้าอย่ามาอีก!"
ซินจั๋วหันกายเดินกลับเข้าค่าย เสื้อป่านบนร่างพลิ้วไหวตามสายลม ดูมีสง่าราศีแปลกตาอยู่หลายส่วน
หานชีเหนียงและพวกรีบออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าตื่นเต้น "ประมุขใหญ่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! พวกเราชนะแล้ว!"
"เรื่องเล็กน้อย ลองดูว่าพวกนางไปหรือยัง"
ซินจั๋วไม่หันกลับไป เพียงส่งสายตาให้เหล่าโจร
หานชีเหนียงกับพวกมองออกไปนอกค่าย แล้วสีหน้าก็พลันตะลึงงัน
ซินจั๋วเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี เมื่อหันกลับไปก็เห็นว่าฮุ่ยซินกลับไปแล้วจริงๆ แต่ฮุ่ยหรูหลานกลับเดินตรงเข้ามาในค่าย
"ท่านแม่ชีน้อยยังคิดจะทำสิ่งใดอีก" หานชีเหนียงเดินออกไปขวาง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์
ฮุ่ยหรูหลานยิ้มละไม ทั้งที่เป็นนักบวชแต่กลับเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน นางมองข้ามหานชีเหนียงไปยังซินจั๋ว "สิ่งที่ประสกน้อยกล่าวมีเหตุผลยิ่งนัก ความเข้าใจในพุทธธรรมของผินหนีดูเหมือนจะก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น ดังนั้น คืนนี้ผินหนีจะไม่ไปไหน และยินดีจับเข่าพูดคุยกับประสกน้อย"
ซินจั๋ว "…"
หานชีเหนียงและพวกมองหน้ากัน เครื่องหมายคำถามแทบผุดเต็มหน้าผาก หวงต้ากุ้ยหัวเราะลั่น "ยัยแม่ชีตัวน้อย เจ้าไม่ดูเสียบ้างว่าที่นี่คือสถานที่ใด ไม่กลัวพวกเราจับเจ้ากินหรือ"
"กายเนื้อหนังนี้ หากมอบให้ทุกท่านกินจนอิ่มท้องได้ ก็นับเป็นกุศลอย่างหนึ่ง!"
ยังคงเป็นถ้อยคำชุดเดิม แต่มีอานุภาพสังหารรุนแรง ฮุ่ยหรูหลานเดินตรงไปยังเรือนหลังหนึ่ง ซึ่งบังเอิญเป็นห้องของซินจั๋ว
ประตูห้องเปิดออก แล้วปิดลง
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าฮุ่ยหรูหลานเข้าไปทำสิ่งใด หรือเพียงเข้าไปนั่งสมาธิ เตรียมจับเข่าพูดคุยกันในยามค่ำคืน
"ประมุขใหญ่ จะทำอย่างไรดี"
หานชีเหนียงมองซินจั๋ว นางเป็นโจรภูเขามานาน แต่เมื่อพบภิกษุณีที่ไม่หวั่นทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งเช่นนี้ ก็จนปัญญาจริงๆ
ซินจั๋วเองก็จนปัญญา เขาเจอพวกหน้าด้านตื๊อไม่เลิกเข้าเสียแล้ว!
ดังนั้น อีกฝ่ายถูกคำพูดเหลวไหลของเขาดึงดูดจริงๆ หรือยังไม่ยอมแพ้ในใจ จึงเตรียมจะมาโต้เถียงกันอีกยก
"ภิกษุณีผู้นี้ไม่สำรวม!" ชุยอิงเอ๋อร์กล่าวเสียงเย็น "คำว่า 'จับเข่าพูดคุย' เป็นคำที่นักบวชสมควรใช้หรือ กลางค่ำกลางคืนยังจะไปจับเข่ากับบุรุษอีก"
เมื่อชุยอิงเอ๋อร์ชี้ประเด็น หานชีเหนียงและพวกก็หันขวับไปมองประมุขใหญ่ของตนพร้อมกัน หรือว่า…ข้อสันนิษฐานคราวก่อนจะเป็นความจริง
ซินจั๋วเพียงรู้สึกว่าการให้ภิกษุณีค้างคืนในเรือนดูแปลกพิกลอยู่บ้าง นอกนั้นก็ไม่ได้สนใจ ปล่อยให้นางทำตามใจเถิด
กลางวันไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น เนื่องจากต้องระวังการจู่โจมกะทันหันจากค่ายพยัคฆ์ดุร้ายและทางการ คนทั้งหกจึงผลัดกันออกตรวจตราตีนเขา
ซินจั๋วผู้ขาดความรู้สึกปลอดภัยพาเสี่ยวหวงวิ่งลงจากยอดเขา และอยู่ที่นั่นตลอดทั้งบ่าย
ใต้ภูเขามีเงาคนเคลื่อนไหวให้เห็นเป็นครั้งคราว แต่แยกไม่ออกว่าเป็นมือปราบหรือผู้สัญจร
…
ราตรีมาเยือน ทุกคนกินอาหารกันลวกๆ แล้วมายืนเรียงแถวอยู่หน้าประตูห้องของซินจั๋ว พลางมองเข้าไปข้างใน
ภายในห้องมืดสนิท ตลอดทั้งวันฮุ่ยหรูหลานไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย ผีเท่านั้นที่รู้ว่านางกำลังทำสิ่งใดอยู่ข้างใน
การยืนจ้องแห้งๆ เช่นนี้ช่างน่าเบื่อเหลือเกิน
ไม่นานหวงต้ากุ้ยกับไป๋เจียนซี่ก็กลับห้องไปนอนด้วยสีหน้าสะใจในคราวเคราะห์ของผู้อื่น ส่วนชุยอิงเอ๋อร์พาหานจิ่วหลางลงเขาไปตรวจตรา กลางดึกยังต้องผลัดเวรอีกครั้ง
มีเพียงหานชีเหนียงที่ไม่มีสิ่งใดทำ จึงอยู่เป็นเพื่อนประมุขใหญ่ ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า "เอ่อ…ประมุขใหญ่"
"ว่ามา!"
"หากนางดูออกว่าท่านมีวรยุทธ์ แล้วอยากได้ปราณทิพย์ ยามค่ำท่านจะป้อนน้ำลายให้นางกินหรือไม่"
"นี่…"
คำถามนี้เกินขอบเขตความเข้าใจของซินจั๋วไปเล็กน้อย เขามองแววตาของชีเหนียง ไม่รู้ว่านางคาดหวังคำยืนยันหรือปฏิเสธ ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจัง "ประการแรก นางไม่มีทางมาขอน้ำลายข้ากินแน่นอน ประการที่สอง นางเป็นนักบวช ข้าย่อมไม่ยอมรับ ข้าเป็นคนรักนวลสงวนตัว!"
"แล้วคืนนี้จะจับเข่ากันอย่างไร" หานชีเหนียงกะพริบตาปริบๆ
"หากนางยืนกรานจะทำเช่นนั้น อย่างมากก็แค่ต่างฝ่ายต่างให้ความอบอุ่นกัน นับว่ามีบรรยากาศงดงามไปอีกแบบ"
"ฮึ!" หานชีเหนียงกลอกตา ก่อนหันกายกลับห้อง
ภายในลานเงียบสงัด
ซินจั๋วยืนต่ออีกครู่ใหญ่ อันที่จริงเขาสามารถไปนอนขัดตาทัพในห้องหานจิ่วหลางได้ เพียงแต่ประการแรก เขานอนผิดที่ไม่หลับ ประการที่สอง เขาเกิดความคิดอย่างอื่นขึ้นมา
ภิกษุณีผู้นี้อ้างว่าตนเป็นภิกษุณีแห่งหอวรยุทธ์ของอารามจันทราวารี หากทำให้นางกลายเป็นวิญญาณสังเวย เขาจะได้รับผลตอบแทนไม่น้อยเลยกระมัง
หลังครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ไปหยิบมันฝรั่งต้มสุกสองหัวจากห้องครัว กลับมาหน้าประตูห้องแล้วเคาะเบาๆ
ไม่มีเสียงตอบรับ
'หลับไปแล้วหรือ'
เขาผลักประตูเปิด รอจนสายตาปรับเข้ากับความมืด จึงเห็นเลือนรางว่ามีเงาร่างหนึ่งนั่งอยู่ข้างโต๊ะหนังสือของตน ร่างนั้นไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่ากำลังทำสิ่งใด
เขายิ้มเล็กน้อย คลำทางไปยังตะเกียงน้ำมัน หยิบหินเหล็กไฟมาจุดตะเกียง ก่อนหันกลับมาด้วยรอยยิ้ม แล้วพลันยืนนิ่งงัน มันฝรั่งในมือแทบร่วงลงพื้น
ฮุ่ยหรูหลานกำลังถือหนังสือ "บัณฑิตพิสดารแห่งอารามเก่า" ของเขา อ่านอย่างจดจ่อเป็นพิเศษ
นี่…ภาพลักษณ์ผู้เปี่ยมความเที่ยงธรรมองอาจในวันนี้พังทลายสิ้นแล้ว
ดูเหมือนนางจะสัมผัสได้ถึงสายตาของเขา ฮุ่ยหรูหลานวางหนังสือลงแล้วยิ้มบางๆ "ข้าฝึกวิชาหยกพิสุทธิ์วารีคราม สายตาดียิ่งนัก สามารถอ่านหนังสือยามค่ำคืนได้!"
ซินจั๋ววางมันฝรั่งไว้ตรงหน้านาง ก่อนใคร่ครวญถ้อยคำ "ร้ายกาจ แต่ข้าสงสัยนัก หนังสือประเภทนี้ท่านก็อ่านด้วยหรือ"
"ในเมื่อประสกอ่านได้ เหตุใดผินหนีจะอ่านไม่ได้ อย่างไรเสีย โจรภูเขากับภิกษุณีก็ไม่ได้แตกต่างกัน!"
ฮุ่ยหรูหลานเรียนรู้แล้วนำมาใช้ได้ทันที คำตอบนี้ช่างเข้ากับสถานการณ์ยิ่งนัก
ซินจั๋วนั่งลงบนเตียงแล้วกล่าวหยอกเย้า "เอาเถิด เช่นนั้นขอถามท่านแม่ชีน้อย อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง"
ฮุ่ยหรูหลานเหยียดยืดเอวอย่างเกียจคร้าน รอยยิ้มงดงามจับใจ "สำนวนพอใช้ได้ แต่เนื้อเรื่องยังบกพร่อง เพื่อเน้นเรื่องกิจระหว่างชายหญิง จึงฝืนอธิบายและจงใจชะลอจังหวะของเรื่อง ดูแล้วค่อนข้างยัดเยียดอยู่บ้าง!
อีกทั้งท่วงท่าของชายหญิงในเรื่องล้วนเกิดจากจินตนาการ ไม่สอดคล้องกับสรีระมนุษย์ ผินหนีรู้มากกว่าผู้เขียนเสียอีก ยี่สิบแปดท่าของชาวบ้าน สามสิบหกเคล็ดแห่งวังหลวง ผินหนีล้วนเชี่ยวชาญทุกประการ!"
ซินจั๋วจ้องฮุ่ยหรูหลานผู้สง่างามและงดงามอย่างตะลึงงัน ชั่วขณะหนึ่งถึงกับยกย่องนางดุจเทพยดา นี่…คือพระอริยผู้บรรลุธรรมโดยแท้!







