'หรือว่าอารามจันทราวารีจะเป็นแหล่งซ่องสุมสิ่งโสมม ยิ่งกว่าที่บรรยายไว้ในนิยายเสียอีก?'
'ซ่อนเร้นได้ลึกล้ำนัก! ช่าง... เปิดหูเปิดตาเสียจริง'
ดวงตางดงามของฮุ่ยหรูหลานโค้งขึ้นเล็กน้อย “ผินหนีเห็นว่าหนังสือเล่มนี้หน้ากระดาษขาดรุ่งริ่ง มีร่องรอยการลูบคลำ คาดว่าประสกคงหยิบมาอ่านบ่อยๆ ไม่ทราบว่าประสกอ่านแล้วรู้สึกเช่นไรบ้างเจ้าคะ?”
'ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ ข้าก็ไม่ง่วงแล้ว'
ซินจั๋วเกิดความกระตือรือร้นขึ้นมาทันที เขายืดหลังตรง “คำกล่าวของแม่ชีน้อย ข้ามิกล้าเห็นพ้อง ข้ามีข้อคิดเห็นที่ต่างออกไป”
“โอ้? ยินดีรับฟังเจ้าค่ะ!”
“ประการแรก แม่ชีน้อยบอกว่าสำนวนการเขียนพอใช้ได้ ข้าเห็นด้วย แต่ที่ท่านบอกว่าเนื้อเรื่องยังบกพร่อง ข้ากลับรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ต้องรู้ก่อนว่าหนังสือเล่มนี้ ตัวมันเองมิใช่ตำราอักษรศาสตร์อันใด จุดประสงค์หลักก็เพื่อเน้นย้ำเรื่องราวระหว่างบุรุษและสตรี
“ดังนั้น การที่เน้นย้ำพรรณนาในด้านนี้ ข้าเห็นว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผล มิเช่นนั้นจะเอาสิ่งใดมาดึงดูดผู้อ่านเล่า? หนังสือเล่มหนึ่งจะขายดีได้หรือไม่ ประการแรกต้องดูว่ามันสอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีกลุ่มเป้าหมายกว้างขวางหรือไม่ กลเม็ดเคล็ดลับในเรื่องนี้ ผู้ทรงศีลเช่นพวกท่านคงยากจะเข้าใจ
“นอกจากนี้ยังท่วงท่าของบุรุษและสตรี หากผู้แต่งเขียนอิงความเป็นจริงมากเกินไป หรือนำเหล้าเก่ามาใส่ขวดใหม่ กลับจะกลายเป็นความซ้ำซากจำเจ ช่างน่าเบื่อนัก! ผู้คนอ่านหนังสือล้วนต้องการความแปลกใหม่ ต้องการอ่านแนวคิดและนวัตกรรม
“ผู้น้อยไร้ความสามารถ แต่อ่านหนังสือมานับไม่ถ้วน จึงรู้ซึ้งเป็นอย่างดี แม้ผู้แต่งจะมีข้อครหาว่ากล่าวเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่สูญเสียความแยบยล ผู้อ่านไม่เพียงยอมรับได้ แต่ยังอินไปกับมัน หากจะให้ข้าพูด ทางที่ดีที่สุดคือยามที่บัณฑิตผู้นั้นเอ่ยปากสั่งการ สาวงามทั้งสามพันนางก็มารวมตัวกันพร้อมหน้านั่นแหละถึงจะดี...”
ยิ่งซินจั๋วพูด ดวงตาก็ยิ่งเป็นประกาย ยิ่งพูดยิ่งเกิดแรงบันดาลใจ จนอดไม่ได้ที่จะตบต้นขาตนเองอย่างแรง 'บ้าเอ๊ย รู้อย่างนี้ชาติก่อนไปเขียนนิยายลงเว็บไซต์ฉีเตี่ยนก็ดี ตำแหน่งสิบสองราชันย์ นักเขียนระดับแพลตตินัม หรือระดับเทพล้วนไม่ใช่ปัญหา'
ฉับพลันเขาก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ 'ก่อนที่ชาติก่อนจะจมน้ำตาย ข้าได้ฟอร์แมตโทรศัพท์มือถือหรือยังนะ?'
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าดวงตางดงามคู่ของฮุ่ยหรูหลานกำลังมองเขาด้วยรอยยิ้มที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม แฝงไว้ด้วยความหยอกเย้าและขบขัน
'ติดกับแล้วหรือ?'
'แม่ชีคนนี้คิดอะไรอยู่กันแน่?'
“นี่คือจุดที่ข้ากับประสกแตกต่างกันเจ้าค่ะ สิ่งที่ท่านกับข้าคิดนั้นไม่เหมือนกัน หากในใจมีสิ่งโสมม สิ่งที่มองเห็นย่อมมีแต่ความโสมม หากในใจมีความงดงาม สิ่งที่มองเห็นก็จะมีแต่ความงดงามมากกว่า!”
ฮุ่ยหรูหลานปอกเปลือกมันฝรั่ง เผยอริมฝีปากแดงเรื่อขบกัดเบาๆ ท่วงท่าการกินยังคงงดงามเจริญหูเจริญตาเช่นเดิม
“คนประเภทเดียวกันทั้งนั้น อย่ามาทำตัวสูงส่งเลย ข้าไม่อยากถกเถียงแล้ว เบื่อแล้ว!”
ซินจั๋วถอดรองเท้า ขึ้นไปนั่งบนเตียง เอามือทั้งสองข้างท้าวคาง
“แต่คำพูดของท่านเมื่อช่วงเช้า กลับช่วยเตือนสติข้าได้!”
ฮุ่ยหรูหลานกินมันฝรั่งจนหมดลูก นางหยิบผ้าเช็ดหน้าไหมออกมาเช็ดมือ แล้วกล่าวว่า “ข้ามีความคิดมาตลอดว่าความดีก็คือความดี ความชั่วก็คือความชั่ว ไม่อาจนำมารวมเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างเด็ดขาด
“แต่เมื่อได้ฟังท่านพูด ข้ากลับรู้สึกว่าหากร่วมทางกับความชั่วร้าย ก็อาจสร้างมหากุศลได้เช่นกัน!”
“ท่านต้องการจะพูดอะไรกันแน่? วันๆ เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับความดีความชั่ว น่าเบื่อเกินไปแล้วหรือไม่?” ซินจั๋วขมวดคิ้ว
ฮุ่ยหรูหลานพลันทำท่าทางแปลกประหลาด นางถอดหมวกแม่ชีออก ภายใต้หมวกใบนั้นคือเส้นผมสีดำขลับเต็มศีรษะ
เส้นผมยาวสลวยถึงเอว มีรอยหยิกงอเล็กน้อยจากการถูกหมวกแม่ชีกดทับ ทว่าเมื่อสยายลงประบ่าทั้งสองข้าง ประกอบกับรูปโฉมของนางที่งดงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งดูงามล่มบ้านล่มเมือง เต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจ
ซินจั๋วตกตะลึง “ที่แท้ท่านก็บวชชีโดยไม่ปลงผมหรือนี่?”
ฮุ่ยหรูหลานส่ายหน้า นิ้วมือเรียวงามดุจหยกท้าวคาง ท่าทีของนางดูเกียจคร้านขึ้นหลายส่วน “ข้าเกิดในตระกูลผู้มีอำนาจบารมี ตอนอายุสิบสองปีได้หมั้นหมายกับบุตรชายตระกูลสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง แต่คุณชายผู้นั้นมีความประพฤติเลวทราม ทำชั่วมาสารพัด ในใจข้าจึงรู้สึกรังเกียจ
“ตอนที่ท่านแม่ของข้ายังมีชีวิตอยู่ ท่านเคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนาและมีจิตใจเมตตา ข้าซึมซับเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก จึงมีใจใฝ่ธรรมเช่นกัน เมื่อสามปีก่อนอันเป็นวันแต่งงาน ข้าจึงหนีออกจากบ้าน และละทิ้งทางโลกเพื่อออกบวช
“ทว่าตระกูลของคุณชายผู้นั้นมีอิทธิพลล้นฟ้า อารามจันทราวารีจึงไม่กล้าปลงผมให้แก่ข้า”
พูดถึงตรงนี้ นางก็ถอนหายใจแผ่วเบา “เมื่อได้ฟังคำพูดของท่านในวันนี้ ข้ากลับรู้สึกว่าตัวเองยึดติดในรูปลักษณ์เกินไปเสียแล้ว บางทีการกลับไป ก็อาจจะได้ช่วยเหลือผู้คนหล้าทำความดีได้เช่นกัน”
“อ้อ เช่นนั้นหรือ?”
ซินจั๋วยิ้มๆ 'พล็อตเรื่องที่เต็มไปด้วยประสบการณ์การขบถของนางเอกนิยายแบบนี้มันเก่าเกินไปแล้ว ช่างน่าเบื่อเสียนี่กระไร'
ฮุ่ยหรูหลานไม่พูดอะไรอีก นางเอียงคอ เหม่อมองดวงจันทร์กลมโตนอกหน้าต่างอย่างใจลอย
ซินจั๋วจำต้องเปลี่ยนท่าทาง แล้วนั่งเป็นเพื่อนไปเงียบๆ
เสียงจิ้งหรีดร้องดังแว่วมาจากที่ใดสักแห่งด้านนอก ภายในห้องเงียบสงัด เสี่ยวหวงที่กำลังเล่นรองเท้าอยู่มองดูซินจั๋วสลับกับฮุ่ยหรูหลาน ก่อนจะวิ่งไปปัสสาวะรดไว้ไม่ไกลจากตัวนางนัก แล้วมุดกลับเข้าไปใต้เตียงด้วยความตื่นเต้น
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด จู่ๆ ฮุ่ยหรูหลานที่นั่งนิ่งสงบก็พลิ้วกายราวกับหงส์เหิน พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางชุดแม่ชีสีขาวที่ปลิวไสว ฝ่ามือเรียวงามดุจหยกก็ซัดเข้าใส่ใบหน้าของซินจั๋วโดยตรง
ฉากนี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไป ซินจั๋วตกใจมาก จู่ๆ ก็ลงมือ แม่ชีคนนี้ผีเข้าหรืออย่างไร ตอนนี้ดาบไม่อยู่ในมือ ในความตื่นตระหนกเขาจึงทำได้เพียงดีดตัวลุกขึ้น และซัดฝ่ามือสวนกลับไป
“ปัง!”
ฝ่ามือทั้งสองปะทะกัน
ฮุ่ยหรูหลานไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ซินจั๋วถอยหลังไปสามก้าวรวด จนก้นจ้ำเบ้าลงบนเตียง เขารู้สึกเพียงว่ามีพลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่ง แทรกซึมผ่านฝ่ามือเข้ามาในแขนอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ในวินาทีนั้นเอง ภายในร่างกายของเขาก็มีพลังอีกสายหนึ่งปรากฏขึ้น พุ่งสวนขึ้นไปปะทะ และสลายพลังนั้นไปอย่างไร้ร่องรอยในเวลาอันรวดเร็ว
จากนั้นเขาก็นึกถึงการคว้าดาบขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
ใครจะคิดว่าฮุ่ยหรูหลานเข้ามาประชิดตัวเขาแล้ว นิ้วเรียวงามเชยคางเขาขึ้นมา นางยิ้มอย่างขบขัน ลมหายใจหอมกรุ่นขณะกล่าวว่า “ที่แท้ท่านก็มีวรยุทธ์ เป็นเคล็ดวิชาที่สามารถซ่อนเร้นลมปราณได้เสียด้วย แค่ระดับแปดขั้นรอง ลมปราณกลับกล้าแข็งถึงเพียงนี้ ท่านมีความลับซุกซ่อนอยู่นะ!”
เมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นที่อยู่ใกล้แค่คืบ บนใบหน้างดงามหมดจด แฝงไว้ด้วยความชื่นชมและหยอกล้อ ฟันที่เรียงตัวสวยดุจเปลือกหอย ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสด...
'ผู้หญิงคนนี้ไม่ปกติ ไม่ได้เห็นความงดงามในจิตใจอย่างที่นางพูดเลยสักนิด'
'นี่ข้ากำลังจะถูกคาเบะด้งหรือ?'
'จะใช้กำลังงั้นหรือ?'
ทว่าวินาทีต่อมา ฮุ่ยหรูหลานกลับปล่อยเขาไป นางยิ้มบางๆ “ข้าต้องไปแล้ว แม่ชีมีวรยุทธ์แห่งอารามจันทราวารี คงไม่ปล่อยท่านไปแน่ หากท่านไม่ตาย และสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้ภายในไม่กี่ปีนี้ ข้าจะให้ผลประโยชน์แก่ท่าน!”
พูดจบ ร่างกายของนางก็เบากลมกลืนดุจเส้นไหม เส้นผมยาวสลวยปลิวไสว เพียงพริบตาเดียวก็ไปถึงนอกประตู ก่อนจะวูบหายเข้าไปในป่าเมเปิล
'ตกลงว่า เป็นผลประโยชน์แบบไหนกันล่ะ?'
ซินจั๋วอึ้งไปครู่ใหญ่ กว่าจะพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง “แข็งแกร่งมาก! เป็นวิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
พวกโจรภูเขาหลายคนในลานบ้านต่างหลับสนิท เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่ กลับไม่มีใครรู้ตัวเลยสักคน
ซินจั๋วนั่งเหม่ออยู่พักใหญ่ จึงปิดประตูห้อง แล้วขึ้นเตียงพักผ่อน
ในหัวเอาแต่ดังก้องไปด้วยบทสนทนากับฮุ่ยหรูหลานเมื่อครู่ เขากลัดกลุ้มใจจนทนไม่ไหว 'มัวแต่ปล่อยมุกตลก จนลืมให้นางดื่มน้ำจากบ่อชมจันทร์ เพื่อลองเพาะเลี้ยงดูเสียได้'
เขาพลิกตัวไปมา ในที่สุดก็เผลอหลับไปอย่างสะลึมสะลือ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เขาก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตูรัวเร็ว เสียงของหานชีเหนียงตะโกนเรียก “ประมุขใหญ่ ท่านกับแม่ชีคนนั้นตื่นหรือยัง? เชิงเขามีเรื่องสนุกให้ดูด้วย เร็วเข้า!”
ซินจั๋วยันตัวลุกขึ้น ขยี้ตา เปิดประตูห้องออกไป ด้านนอกเป็นเวลาเช้าตรู่แล้ว “เรื่องสนุกอะไรหรือ?”
หานชีเหนียงมองไปด้านหลังเขาแวบหนึ่ง เมื่อไม่เห็นแม่ชีนางนั้น นางก็เกาหัวด้วยความงุนงง แต่แล้วก็ไม่สนใจอะไรอีก รีบดึงมือซินจั๋ววิ่งลงไปที่เชิงเขาทันที “ไปๆๆ ไปถึงเดี๋ยวท่านก็รู้เองแหละ พี่อิงเอ๋อร์กับพวกเขาก็ไปกันหมดแล้ว!”
เมื่อลงมาถึงเชิงเขา ก็สามารถมองเห็นสถานการณ์บนถนนหลวงเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน มีขบวนแถวยาวเหยียดที่ยืนกันแน่นขนัด
'ดูเรื่องสนุกงั้นหรือ? ไม่ใช่มากวาดล้างโจรหรือไง?'
พวกเขาเดินลัดเลาะลงมาตามทางเดินแคบๆ คดเคี้ยว วิ่งไปได้ระยะทางถึงสองลี้ เมื่อใกล้จะถึงถนนหลวงที่ตีนเขา จึงได้พบว่าชุยอิงเอ๋อร์และพรรคพวกกำลังซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้แห่งหนึ่ง และกำลังจ้องมองอย่างใจจดใจจ่อ
ซินจั๋วเดินตามหานชีเหนียงไปสมทบด้านหลังชุยอิงเอ๋อร์และพรรคพวก ก่อนจะมองลงไปเบื้องล่าง แล้วก็อดตกตะลึงไม่ได้
ภาพที่เห็นคือขบวนทัพที่ทอดยาวนั้น ที่แท้ก็คือกองทัพทหาร สวมหมวกเกราะและเสื้อเกราะสีทอง ขี่ม้าฝีเท้าดี ถือหอกยาว รังสีอำมหิตพวยพุ่งทะลุฟ้า เป็นกองกำลังชั้นยอดที่น่าเกรงขามจนน่าตกใจ
ในขบวน ยังมีขุนนางใหญ่หลายคนที่สวมชุดขุนนางสีน้ำตาลดำและสวมหมวกทรงสูงผ้ากวนอูซา มีสีหน้าเคร่งขรึมและดูมีอำนาจบารมีน่าเกรงขาม
ที่ตำแหน่งตรงกลางขบวน มีกลุ่มนางกำนัล ขันที และขุนพลร่างใหญ่ถือร่มเก้ามังกรด้ามงอ พัดสโล่งมังกรคู่ พัดหางนกยูง ธงไป๋เจ๋อ ธงจอดพักขบวน ฉัตรอาวุธ ธงมังกรใหญ่ ธงมังกรน้อย หอกหางเสือดาว และสิ่งของอื่นๆ
เบื้องหลังพวกเขานั้นคือรถม้าหรูหราเทียมด้วยม้าเก้าตัว ซึ่งถูกผู้คนห้อมล้อมให้เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
เป็นขบวนเสด็จที่โอ่อ่าสมเกียรติจนแทบหยุดหายใจ!
ซินจั๋วประเมินดูแล้ว หากกองทัพนี้มากวาดล้างค่ายพิชิตมังกร เขาคงมีแต่ต้องเชือดคอตัวเองตายเท่านั้น
พวกมือปราบที่ลาดตระเวนอยู่เชิงเขา เดิมทีซ่อนตัวอยู่ริมถนนเพื่อดูความคึกคัก แต่กลับถูกขันทีฟาดแส้ใส่ เสียงแหบแหลมสูงบาดหูตวาดลั่น “เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยบังอาจนัก! ขบวนเสด็จของพระชายารัชทายาท พวกเจ้าจะมาแอบดูส่งเดชได้อย่างไร คุกเข่าลง!”
พระชายารัชทายาทผู้ราวกับอยู่ในความฝัน มาปรากฏตัวในสถานที่ห่างไกลและทุรกันดาร ซึ่งห่างจากเมืองหลวงถึงสี่พันลี้เช่นนี้ จะเปรียบดั่งเทพเซียนก็คงไม่เกินไปนัก
บรรดามือปราบที่กำลังงุนงง ในที่สุดก็นึกถึงฐานะสูงต่ำขึ้นมาได้ จึงรีบคุกเข่าลงกับพื้นจนเต็มไปหมด แม้แต่ศีรษะก็มิกล้าเงยขึ้น
เวลานี้ หวงต้ากุ้ยกระซิบเสียงเบา “บัดซบเอ๊ย ในหมู่แม่ชีอารามจันทราวารีกลับมีเมียขององค์รัชทายาทซ่อนตัวอยู่ด้วย รู้อย่างนี้จับตัวนางขึ้นเขามาเป็นฮูหยินของประมุขใหญ่เสียก็ดี!”
น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่ค่อยมีความมั่นใจนัก
ซินจั๋วมองดูขบวนทัพนั้นอย่างเหม่อลอย สายตาจับจ้องส่งพวกเขาลับสายตาไป จนกระทั่งเลือนหายไปที่ปลายขอบฟ้าท่ามกลางแสงตะวันยามเช้า
ราวกับว่าอนาคตของตนเองก็เลือนหายตามไปด้วยเช่นกัน
'เกาะต้นขาทองคำไม่สำเร็จเสียแล้วสิเรา!'







