ฟู่เจียววาน
หมู่บ้านวิลล่าในทำเลทองของเขตคังหยาง ในซงไห่ วิลล่าแถบชานเมืองมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเก้าหมื่นถึงหนึ่งแสนสองหมื่นหยวน ส่วนวิลล่าในตัวเมือง... จางหยวนชิงไม่เคยศึกษามาก่อน
แต่เขาอาศัยอยู่ในเขตคังหยาง จึงพอได้ยินชื่อเสียงอันโด่งดังของฟู่เจียววานมาบ้าง เมื่อหลายปีก่อน วิลล่าที่แพงที่สุดที่นี่มีราคาสูงถึงสามร้อยห้าสิบล้าน
หมู่บ้านหรูระดับนี้ รถแท็กซี่ไม่สามารถขับเข้าไปได้ จางหยวนชิงลงรถที่หน้าประตูหมู่บ้าน ยืนรอเงียบๆ อยู่ไม่กี่นาที จนกระทั่งหญิงสาวสวยสไตล์พี่สาวสวมเสื้อโค้ทกันลมเดินบิดเอวอ้อนแอ้นเข้ามาหา
"เทพบรรพกาลใช่ไหม?"
พี่สาวคนสวยยิ้มอย่างอ่อนโยน
"ผมเองครับ" จางหยวนชิงพยักหน้า
"ผู้กองร้อยฟู่ให้ฉันมารับคุณค่ะ" เธอยิ้ม
พี่สาวคนนี้รูปร่างสูงโปร่ง เรียวขาขาวสวมถุงเท้าตาข่ายสีดำ แต่งหน้าประณีตเรียบหรู ดูเป็นคนสวยโดดเด่น
จางหยวนชิงเดินตามหลังเธอไปตามถนนกว้างขวางในหมู่บ้านราวสิบกว่านาที พวกเขาก็มาหยุดอยู่หน้าวิลล่าหรูหลังใหญ่
หลังประตูเหล็กดัดลวดลายงดงามคือลานกว้างที่เรียกได้ว่าเป็นสวนหย่อม มีการจัดแต่งต้นไม้ใบหญ้า ภูเขาจำลอง และสระน้ำ ผสมผสานกับการสร้างอาคารและจัดวางทางเดิน ทำให้สภาพแวดล้อมของลานบ้านดูงดงามและมีระดับ
วิลล่าสามชั้นสูงตระหง่านตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของ "สวนหย่อม" ที่โอบล้อม
จุ๊ๆ สมกับเป็นคุณชายของนายทุนผู้ชั่วร้าย... จางหยวนชิงรำพึงด้วยความอิจฉา เมื่อเทียบกันแล้ว คนท้องถิ่นซงไห่ที่มีฐานะมั่นคงอย่างเขากลายเป็นคนยากจนข้นแค้น มีแต่บ้านเปล่าๆ ไปเลย
พี่สาวหยิบคีย์การ์ดออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ท แตะเปิดประตูเหล็กดัด แล้วพาจางหยวนชิงเข้าไปด้านใน
เดินผ่านทางเดินปูหินกรวด ผ่านสวนดอกไม้ที่แข่งกันชูช่อ จางหยวนชิงก็เข้ามาถึงห้องโถงของวิลล่าอย่างราบรื่น
ภายในห้องโถงปูด้วยกระเบื้องหินอ่อนมันวาวจนสะท้อนเงาได้ สไตล์การตกแต่งหรูหราแต่แฝงความสง่างาม ตรงข้ามประตูคือบันไดเวียนคู่ มีสาวบันนี่เกิร์ลสามคนกำลังทำความสะอาดห้องนั่งเล่น
หืม? สาวบันนี่เกิร์ลเหรอ? จางหยวนชิงชะงักไป
ทำไมถึงมีสาวบันนี่เกิร์ลอยู่ที่นี่ได้?
ตอนนั้นเอง พี่สาวที่พาเขาเข้ามาในวิลล่าก็ถอดเสื้อโค้ทออก เผยให้เห็นชุดสาวบันนี่เกิร์ลสีดำสุดเซ็กซี่ พร้อมกับสวมที่คาดผมหูกระต่ายสีขาวไว้บนหัว แล้วยิ้มพูดว่า
"ผู้กองร้อยรอคุณอยู่ชั้นบนค่ะ ตามฉันมา"
เพียงชั่วพริบตา เธอก็เปลี่ยนจากพี่สาวผู้อ่อนช้อย กลายเป็นสาวในเครื่องแบบที่มีส่วนเว้าส่วนโค้ง เอวคอด ขาเรียวยาว
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง สาวบันนี่เกิร์ลพาเขามาที่หน้าประตูห้องหนังสือ แล้วพูดเสียงนุ่มว่า
"ผู้กองร้อยรอคุณอยู่ข้างในค่ะ"
พูดจบเธอก็ถอยออกไป
จางหยวนชิงยกมือขึ้นเคาะประตูบานคู่ของห้องหนังสือ
"เข้ามา" เสียงของฟู่ชิงหยางดังมาจากข้างใน
ประตูไม้บานคู่ไม่ได้ล็อค จางหยวนชิงผลักเข้าไปเบาๆ ภาพภายในห้องหนังสือปรากฏแก่สายตา จะเรียกว่าห้องหนังสือก็คงไม่ถูกนัก น่าจะเรียกว่าห้องรับแขกมากกว่า
พรมสีแดงปูเต็มห้องหนังสืออันกว้างขวาง มีโซฟาไม้ราคาแพง ชั้นวางของโบราณ ชั้นหนังสือ บนผนังแขวนภาพสีน้ำมัน ชุดเกราะ ดาบเหล็กแบบตะวันตก กระบี่โบราณแบบจีน และอื่นๆ
ฟู่ชิงหยางนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือที่หันหน้าตรงกับประตู ด้านหลังไม่ใช่ชั้นหนังสือ แต่เป็นภาพเหมือนของเขาเอง
กวนหย่าพูดไม่ผิด หมอนี่มันขี้เก๊กจริงๆ... จางหยวนชิงเดินผ่านพรมผืนยาวไปที่หน้าโต๊ะหนังสือ แล้วพูดว่า
"ผู้กองร้อย"
"อืม!" ฟู่ชิงหยางพยักหน้าด้วยสีหน้าเย็นชา
บางคนภายนอกดูเย็นชาไร้อารมณ์ แต่ลับหลังกลับเลี้ยงสาวบันนี่เกิร์ลไว้... จางหยวนชิงมองเขาแวบหนึ่งแล้วแอบนินทาในใจ
ฟู่ชิงหยางกล่าว "เซี่ยโหวเทียนหยวนถูกขังอยู่ในห้องใต้ดิน เดี๋ยวฉันจะพาคุณไป"
"ฆ่าเขาแบบนี้ จะไม่มีปัญหาจริงๆ เหรอครับ?" จางหยวนชิงถาม
ฟู่ชิงหยางพูดเสียงเรียบ "ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาก่อ แค่สมรู้ร่วมคิดกับองค์กรลับ ก็พอให้ฆ่าเขาได้เป็นร้อยรอบแล้ว รอคุณสอบถามวิญญาณเสร็จ ฉันจะจับกุมเซี่ยโหวซินมาประหารชีวิตตามกฎหมาย จากนั้นก็เซี่ยโหวฉือ แต่เขาถูกขังอยู่ในสวนสัตว์ของผู้อาวุโสสุนัข ต้องยื่นเรื่องขออนุญาตก่อน"
ต้องยอมรับเลยว่า ผู้กองร้อยแห่งกองกำลังพยัคฆ์ขาวคนนี้ช่างเด็ดขาดจริงๆ จางหยวนชิงรำพึงในใจ แล้วเสริมเงียบๆ ว่า น่าเสียดายที่เป็นไอ้หื่น
วินาทีที่เห็นสาวบันนี่เกิร์ลพวกนี้ จางหยวนชิงก็จินตนาการเนื้อเรื่องไปถึง 100GB จน DNA แทบจะขยับ
ตอนนั้นเอง ฟู่ชิงหยางขมวดคิ้ว "คุณมีปัญหาอะไรกับฉันหรือเปล่า?"
หา? จางหยวนชิงชะงัก รีบส่ายหน้า "เปล่าครับเปล่า ผู้กองร้อยปราดเปรื่องเก่งกาจ"
"คุณมี"
"ไม่มีครับ"
"คุณมี ปิดบังไปก็เปล่าประโยชน์"
นี่มัน... จางหยวนชิงเห็นดังนั้นจึงเลิกเสแสร้ง แล้วพูดว่า
"ลูกน้องแค่ไม่คิดว่าผู้กองร้อยฟู่จะซุกซ่อนสาวงามไว้ สมกับเป็นผู้กองร้อย รสนิยมโดดเด่นจริงๆ ไม่เหมือนผมที่ชอบแค่เรียวขายาวๆ ใส่ถุงน่องสีดำ รสนิยมตื้นเขิน"
...หางตาฟู่ชิงหยางกระตุก เขานิ่งเงียบไปไม่กี่วินาทีก่อนจะอธิบายว่า
"พวกเธอเป็นคนรับใช้ในวิลล่า มีหน้าที่แค่ทำงานบ้านและทำอาหาร"
หา? มีหน้าที่แค่ทำงานบ้านและทำอาหาร? สาวบันนี่เกิร์ลเขาเอาไว้ใช้งานแบบนี้เหรอ... จางหยวนชิงปวดใจอย่างหนัก
เดินลงบันไดไป จางหยวนชิงเดินตามหลังฟู่ชิงหยางมาจนถึงชั้นใต้ดินชั้นที่สอง
รูปแบบของชั้นใต้ดินชั้นที่สองคล้ายกับโรงแรม สองข้างทางเดินที่ปูพรมแดงคือห้องขังแต่ละห้อง
ทำไมเขาถึงต้องสร้างคุกใต้ดินไว้ในบ้าน? เป็นความชอบส่วนตัว หรือเป็นรสนิยมของกองกำลังพยัคฆ์ขาว? จางหยวนชิงมองซ้ายมองขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ระบบระบายอากาศที่ทำงานได้ดีทำให้ห้องใต้ดินมีอากาศถ่ายเทสะดวก ฟู่ชิงหยางมาถึงหน้าประตูเหล็กบานหนึ่ง จุดไม้ขีดไฟเพื่อสูบบุหรี่ แล้วมองเข้าไปในห้องขังผ่านลูกกรง
จางหยวนชิงมองเข้าไปในห้องตามสายตาของเขา
เซี่ยโหวเทียนหยวนสวมตรวนเหล็ก ที่คอใส่ขื่อไม้ นั่งอยู่ริมเตียงเดี่ยว สีหน้าเขาดูไม่เลวนัก คงไม่ได้อดอยากขาดแคลนอะไรตอนอยู่ที่นี่
ตรวนและขื่อไม้น่าจะเป็นไอเทมทั้งหมด ไม่อย่างนั้นคงขังผู้ใช้แดนวิญญาณระดับ 3 ไว้ไม่ได้ จางหยวนชิงพิจารณาเซี่ยโหวเทียนหยวน
เขาที่ได้ยินเสียงฝีเท้ามาแต่ไกล ถลึงตาจ้องมองศัตรูทั้งสอง
ที่หน้าประตูอย่างมาดร้าย สุดท้ายสายตาก็มาหยุดที่จางหยวนชิง แล้วแค่นหัวเราะเย็นชา
"โย่ว มาเยี่ยมพ่อแกเหรอ ข้าอยู่สบายดี รอออกไปได้เมื่อไหร่ ข้าจะถลกหนังเลาะกระดูกลูกอกตัญญูอย่างแกเสีย"
จากนั้นเขาก็หันไปมองฟู่ชิงหยาง แล้วแค่นเสียง "ฟู่ชิงหยาง แกจะขังข้าได้นานแค่ไหน? ข้าเป็นสายตรงตระกูลเซี่ยโหว หลักฐานที่แกรวบรวมมา อย่างมากก็ขังข้าได้
ไม่กี่ปี รอข้าเลื่อนระดับเป็นขั้นนักบุญ ตระกูลเซี่ยโหวต้องช่วยข้าออกไปแน่"
แม้จะถูกจองจำ เขาก็ยังคงไม่เกรงกลัว
เซี่ยโหวเทียนหยวนยอมจำนนแล้ว แต่แล้วยังไงล่ะ? อย่างมากก็ถูกขังไม่กี่ปี และถ้าเขาได้เลื่อนเป็นขั้นนักบุญในดันเจี้ยนสังหารขนาดใหญ่ช่วงกลางปีหรือปลายปี ตระกูลก็ต้องทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อประกันตัวเขาออกมาแน่นอน
แม้ตระกูลสายอื่นจะเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ แต่เมื่อกลายเป็นนักบุญแล้ว สภาผู้อาวุโสของตระกูลก็ต้องปกป้องเขาแน่
ฟู่ชิงหยางพูดเสียงเรียบ "ตระกูลเซี่ยโหวของพวกนายอุตส่าห์เดินทางไกลมาถึงซงไห่ เพียงเพื่อแก้แค้นให้เซี่ยโหวเทียนเวิ่นแค่นั้นหรือ?"
เซี่ยโหวเทียนหยวนแค่นหัวเราะเย็นชาโดยไม่พูดอะไร
จางหยวนชิงรับบทเป็นลูกคู่ กล่าวว่า "ผมคิดว่ามีแผนการอื่นแอบแฝง"
...
ฟู่ชิงหยางมองเขาแวบหนึ่ง แววตาเรียบเฉย "โอ้? ว่ามาสิ"
จางหยวนชิงกล่าว "ผมคิดว่า เจ้าวังหยุดสังหารมีความเป็นไปได้สูงที่จะได้ความลับบางอย่างมาจากเซี่ยโหวเทียนเวิ่น เซี่ยโหวฉือถึงได้พาขุมกำลังสายตรงมาที่ซงไห่ เพื่อฆ่าปิดปาก"
ฟู่ชิงหยาง "ตระหนักรู้" ขึ้นมาทันที "แล้วคุณคิดว่ามันเป็นความลับแบบไหนล่ะ?"
จางหยวนชิง "อย่างเช่น สายของเซี่ยโหวฉือแอบสมรู้ร่วมคิดกับกุหลาบรัตติกาล"
เมื่อเซี่ยโหวเทียนหยวนได้ยินดังนั้น ม่านตาก็หดเกร็งอย่างรุนแรง ความเย่อหยิ่งจองหองบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงและงงงัน
ไม่ เป็นไปไม่ได้ พวกเขาจะรู้ได้ยังไง... ในใจของเซี่ยโหวเทียนหยวนเกิดคลื่นลมปั่นป่วน
"ข้าไม่รู้ว่าพวกแกพูดเรื่องอะไร" เซี่ยโหวเทียนหยวนรีบควบคุมอารมณ์ กลับมาทำท่าทีเย่อหยิ่งอีกครั้ง "ทำไม อยากจะยัดข้อหาให้ข้าเหรอ? แม้ตระกูลเซี่ยโหวของข้าจะสู้ตระกูลฟู่ไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมให้แกมาใส่ร้ายป้ายสีตามอำเภอใจแบบนี้หรอกนะฟู่ชิงหยาง"
ฟู่ชิงหยางจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจองหองของอีกฝ่าย ล้วงคีย์การ์ดออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้จางหยวนชิง
"ติ๊ด ติ๊ด!"
จางหยวนชิงรับคีย์การ์ดมาแตะเปิดประตู
ขณะที่ก้าวเข้าไปในห้องขัง เขาก็ยื่นมือออกไปคว้ากลางอากาศ ดึงมีดหลิวเริ่นยาว 40 เซนติเมตรที่ส่องประกายเย็นเยียบออกมา
สีหน้าของเซี่ยโหวเทียนหยวนเปลี่ยนไป สายตาวนเวียนอยู่ระหว่างมีดหลิวเริ่นกับใบหน้าของจางหยวนชิง ตะโกนด้วยความตกใจปนโกรธว่า
"แก แกจะทำอะไร?!"
จางหยวนชิงแสยะยิ้ม "ฆ่าแก แล้วสอบถามวิญญาณไง!"
สีหน้าของเซี่ยโหวเทียนหยวนชะงักงัน จากนั้นก็เริ่มคลุ้มคลั่งราวกับแมวที่ขนลุกซู่ คำรามลั่นว่า
"แกกล้าฆ่าข้าเหรอ? เทพบรรพกาล แกกล้าฆ่าข้าเหรอ?"
"ข้าเป็นสายตรงของตระกูลเซี่ยโหว พ่อข้าเป็นทายาทของบรรพบุรุษ ถ้าแกฆ่าข้า ตระกูลเซี่ยโหวไม่ปล่อยแกไว้แน่"
"แกเป็นตัวอะไร เป็นแค่ผู้ใช้แดนวิญญาณต่ำต้อย กล้าดียังไงมาฆ่าข้า!"
จางหยวนชิงเดินเข้ามาทีละก้าว สีหน้าของเซี่ยโหวเทียนหยวนเปลี่ยนจากโกรธเกรี้ยวเป็นหวาดกลัว
รีบพูดว่า
"เทพบรรพกาล แกอย่าไปยอมให้ฟู่ชิงหยางหลอกใช้ เขากำลังหลอกใช้
แกอยู่นะ ความขัดแย้งของพวกเราไม่ใช่ว่าจะตกลงกันไม่ได้ แกอย่าโดนหลอกใช้สิ..."
...
"ผมคิดว่า คนที่มีจิตใจชั่วร้ายอย่างแก ตายไปซะยังจะดีกว่า" จางหยวนชิงเดินไปด้านหลังเขา มือข้างหนึ่งเชิดหน้าเขาขึ้นเพื่อเผยให้เห็นลำคอ ส่วนมืออีกข้างถือมีดหลิวเริ่น ปาดเบาๆ ที่เส้นเลือดใหญ่ที่คอ
เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ ย้อมผนังและพื้นให้กลายเป็นสีแดงฉานอันน่าสยดสยอง
คุณสมบัติทำให้เลือดไหลของดาบกระหายเลือดช่วยเร่งผลลัพธ์นี้ให้เร็วขึ้น
เซี่ยโหวเทียนหยวนล้มหน้าคะมำลงกับพื้น ดิ้นรนเฮือกสุดท้ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ นิ่งสนิทไป ก่อนตาย สายตาอาฆาตมาดร้ายยังคงจ้องเขม็งไปที่จางหยวนชิง
จางหยวนชิงเก็บมีดหลิวเริ่น รีบเชื่อมต่อกับวิญญาณที่กำลังสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ความมืดมิดเอ่อล้นอยู่ลึกสุดในดวงตา
ไม่นาน วิญญาณที่แตกซ่านก็ถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน ก่อตัวเป็นร่างเงาเลือนลางเหนือศพ แววตาเหม่อลอย แต่สีหน้าดุร้าย
สีหน้าอาจควบคุมได้ แต่วิญญาณจะสะท้อนนิสัยที่แท้จริงของคนคนนั้นออกมา
เซี่ยโหวเทียนหยวนเป็นคนที่มีสันดานดุร้ายเช่นนี้แหละ
จางหยวนชิงอ้าปากสูดลมหายใจ กลืนกินดวงวิญญาณนี้เข้าไป ในชั่วพริบตา ความทรงจำอันสับสนปนเปก็หลั่งไหลเข้าสู่ห้วงความรู้
ความทรงจำเหล่านี้แตกสลายและยุ่งเหยิง สว่างวาบขึ้นมาในหัวราวกับภาพลวงตา
จางหยวนชิงเห็นประสบการณ์ในอดีตบางส่วนของเซี่ยโหวเทียนหยวน คนคนนี้เรียกพรรคพวกมารวมตัวกันตั้งแต่สมัยมัธยมต้น รังแกนักเรียนที่อ่อนแอ ข่มขืนครูสอนภาษาอังกฤษ สุดท้ายก็ให้ตระกูลช่วยจัดการเรื่องให้
แต่เขาก็ยังไม่เลิกสันดานเดิม ลงมือทำร้ายเพื่อนนักเรียนหญิงอีกหลายคน พอขึ้นมัธยมปลายก็รู้จักใช้เงินเบิกทาง หลอกฟันทั้งครูและเพื่อนนักเรียนหญิง รังแกคนที่อ่อนแอกว่า
เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็ยิ่งสร้างความเดือดร้อนหนักกว่าเดิม ทั้งข่มขู่ผู้ประกอบการ สมคบคิดกับผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ เลี้ยงดูผู้ใช้แดนวิญญาณเถื่อนไว้เป็นอันธพาล...
ภาพความทรงจำผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดจางหยวนชิงก็เห็นความทรงจำที่ฝังใจที่สุดของเซี่ยโหวเทียนหยวนอยู่สองสามเหตุการณ์
ในห้องหนังสือที่ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด ไฟสว่างจ้า เซี่ยโหวซินนั่งอยู่ข้างโต๊ะหนังสือด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เขามองลูกชายที่อยู่หน้าโต๊ะหนังสือ แล้วพูดเสียงขรึมว่า
"กุหลาบรัตติกาลเป็นองค์กรที่น่ากลัวจนเกินจินตนาการ อำนาจของมันแผ่กระจายไปทั้งในภาครัฐและเอกชน สักวันหนึ่ง ผู้ใช้แดนวิญญาณทั้งหมดจะต้องคุกเข่าแทบเท้ามัน"
"พ่อครับ องค์กรแบบนี้สามารถแยกตัวเป็นเอกเทศ กลายเป็นองค์กรทางการแห่งใหม่ หรือองค์กรชั่วร้ายได้เลย ทำไมถึงต้องซ่อนตัวด้วยล่ะ?" เซี่ยโหวซินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า "แกรู้ไหมว่าทำไมพันธมิตรห้าธาตุและสำนักไท่อีถึงกลายเป็นองค์กรทางการได้?"
"เพราะฝ่ายรักษาความสงบมีผู้ใช้แดนวิญญาณมากที่สุดเหรอครับ?"
"ไม่ใช่ เพราะประมุขพันธมิตรทั้งห้ากุมความลับขั้นสูงสุดของแดนวิญญาณเอาไว้ รวมถึงผู้นำองค์กรชั่วร้ายที่เจริญรุ่งเรืองไม่เสื่อมคลายพวกนั้นด้วย เทียนหยวนเอ๊ย เบื้องหลังความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรักษาความสงบกับฝ่ายชั่วร้าย มันซับซ้อนกว่าที่แกคิดไว้เยอะ"
"สิ่งที่กุหลาบรัตติกาลต้องการจะทำ คือการเป็นนายเหนือหัวของแดนวิญญาณ" ภาพแตกสลาย จางหยวนชิงออกจากการสอบถามวิญญาณ...







