ประมุขพันธมิตรของพันธมิตรห้าธาตุควบคุมความลับสูงสุดของแดนวิญญาณอยู่ หัวหน้าขององค์กรชั่วร้ายก็เช่นเดียวกันงั้นหรือ?
จางหยวนชิงไม่ได้ลืมตาขึ้นในทันที เขายังคงยืนนิ่งค้างเพื่อครุ่นคิดถึงข้อมูลที่ได้จากความทรงจำของเซี่ยโหวเทียนหยวน
จู่ๆ เขาก็นึกถึงเนื้อหาการสนทนาระหว่างจอมมารและสมาชิกสมาคมเทพธิดาแห่งความงาม ผู้หญิงคนนั้นล่อลวงให้จอมมารไปพบกับประธานสมาคมเทพธิดาแห่งความงาม โดยใช้ความลับสูงสุดของแดนวิญญาณเป็นข้อต่อรอง
(หากประมุขพันธมิตรควบคุมสิ่งที่เรียกว่าความลับขั้นสุดยอด นั่นหมายความว่าการวิจัยแดนวิญญาณของทางการนั้นทะลุปรุโปร่งมาก เพียงแต่บุคลากรระดับล่างและระดับกลางไม่มีสิทธิ์รับรู้ แค่ไม่รู้ว่าผู้ท่องแดนวิญญาณระดับผู้อาวุโสจะรู้เรื่องนี้หรือเปล่า อืม เซี่ยโหวซินยังพอรู้บ้าง ผู้อาวุโสก็ต้องรู้แน่ๆ แต่คงไม่ได้เป็นผู้ควบคุม...)
(กุหลาบรัตติกาลมีแผนการใหญ่จริงๆ หัวหน้าขององค์กรนี้ต่อให้ยังไม่ถึงระดับประมุขพันธมิตรก็คงห่างกันไม่มากนัก) จางหยวนชิงลืมตาขึ้น สบเข้ากับดวงตาที่ลึกล้ำราวกับสระน้ำ
"เป็นยังไงบ้าง?" ฟู่ชิงหยางเอ่ยถาม
"ได้อะไรมาบ้างครับ" จางหยวนชิงบอกผลการสอบถามวิญญาณให้เขาฟัง
ฟู่ชิงหยางขมวดคิ้วเงียบงัน ใบหน้าหล่อเหลามีมิติของหัวหน้ากองยิ่งดูราวกับรูปสลัก ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้าช้าๆ "เซี่ยโหวฉือไม่ได้โดดเด่นที่สุดในบรรดาทายาทของบรรพชนตระกูลเซี่ยโหว แต่ความทะเยอทะยานของเขากลับไม่เล็กเลย"
จางหยวนชิงฟังไม่เข้าใจในทันที ไม่กี่วินาทีต่อมาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฟู่ชิงหยางกำลังวิเคราะห์สาเหตุที่เซี่ยโหวฉือไปสวามิภักดิ์ต่อกุหลาบรัตติกาล
(ดูเหมือนเขาจะเริ่มมองฉันเป็นคนฉลาด 'ระดับเดียวกัน' แล้ว คิดว่าพูดสั้นๆ ฉันก็จะเข้าใจงั้นเหรอ? นี่ก็เป็นเรื่องดีนะ แต่ทำแบบนี้จะเหนื่อยมากเลย) จางหยวนชิงพูดว่า
"เซี่ยโหวเทียนหยวนรู้เรื่องกุหลาบรัตติกาลจำกัดมาก เขาคงเป็นแค่สมาชิกระดับนอก"
จางหยวนชิงหาโอกาสเอาคืน อีกความหมายหนึ่งของประโยคนี้ก็คือ: ควรไปจัดการเซี่ยโหวซินได้แล้ว
ฟู่ชิงหยางพยักหน้า "ฉันรวบรวมคนไว้แล้ว ออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลย ไปจับกุมเซี่ยโหวซิน"
ทั้งสองเดินลงบันไดกลับไปที่ชั้นหนึ่ง
ตรงหัวบันได หลิงจวินในชุดกางเกงสี่ส่วน รองเท้าแตะหูคีบ เสื้อยืดแขนสั้นตัวโคร่ง กำลังพิงราวบันไดด้วยท่วงท่าเย้ายวน พลางพูดด้วยรอยยิ้มว่า
"รีดคั้นข้อมูลอะไรจากเซี่ยโหวเทียนหยวนมาได้บ้างล่ะ?"
ฟู่ชิงหยางตอบเรียบๆ
"เขาเข้าไม่ถึงข้อมูลลับสุดยอด ถ้าอยากหาตัวสมาชิกกุหลาบรัตติกาลบางส่วนที่แฝงตัวอยู่ในสาขา ต้องเริ่มจากเซี่ยโหวซิน"
อ้าว จางหยวนชิงตกใจ ในใจคิดว่าข้อมูลลับขนาดนี้ ทำไมถึงบอกตาหยีจากสำนักไท่อีคนนี้ได้ล่ะ?
ฟู่ชิงหยางในฐานะหน่วยสอดแนม สังเกตเห็นความประหลาดใจของลูกน้อง จึงอธิบายว่า
"ไม่เป็นไร เขาเป็นสมาชิก 'กองพิทักษ์พยัคฆ์ขาว' ที่ฉันก่อตั้งขึ้น เป็นพรรคพวกที่ไว้ใจได้"
กองพิทักษ์พยัคฆ์ขาว? จางหยวนชิงแสดงความสงสัยผ่านสายตา
หลิงจวินยังคงท่าทางพิงบันไดอย่างมีจริต พลางหัวเราะ
"นายรู้ไหมว่าทำไมผู้ท่องแดนวิญญาณเถื่อนถึงต้องตั้งองค์กรภาคประชาชนขึ้นมานอกจากองค์กรทางการด้วย?"
(ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเหรอ? ไม่น่าใช่ วิถีเอาชีวิตรอดที่ถูกต้องของผู้ท่องแดนวิญญาณคือการซุ่มซ่อนตัวต่างหาก เพราะถ้าไม่มีค่าชื่อเสียง ผู้ท่องแดนวิญญาณฝ่ายเดียวกันฆ่ากันเองก็ไม่ถูกหักค่าศีลธรรมอยู่ดี) จางหยวนชิงครุ่นคิดแล้วตอบ
"แบ่งปันคู่มือเหรอครับ?"
ถ้าต้องมีเหตุผลสักข้อ ก็คงเป็นเรื่องนี้นี่แหละ
หลิงจวินพยักหน้า "ถูกครึ่งเดียว แต่สิ่งที่ช่วยลบล้างความหวาดระแวงและระวังตัวระหว่างผู้ท่องแดนวิญญาณได้ ไม่ใช่คู่มือ แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า ตราสัญลักษณ์สำนัก"
"ตราสัญลักษณ์สำนัก?" ในฐานะเกมเมอร์ จางหยวนชิงได้ยินชื่อที่คุ้นเคย
"ตราสัญลักษณ์สำนักเป็นไอเทมชนิดหนึ่ง ประโยชน์ของมันคือช่วยให้ผู้ท่องแดนวิญญาณสร้างขุมกำลังของตัวเองได้ นายเป็นวัยรุ่น น่าจะเข้าใจคอนเซปต์นี้ดีนะ"
หลิงจวินอธิบายเป็นวิทยาทาน
"ตราสัญลักษณ์สำนักมีข้อดีมากมาย อย่างเช่นในแดนวิญญาณ สเตตัสของผู้ท่องแดนวิญญาณจะได้รับบัฟเพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง ตอนสรุปผลภารกิจ จะได้รางวัลค่าประสบการณ์พิเศษ มีดันเจี้ยนเฉพาะของสำนัก มีภารกิจเฉพาะของสำนัก สามารถดึงสมาชิกในสำนักมาตั้งปาร์ตี้ลุยดันเจี้ยนด้วยกันได้ แต่ต้องเป็นสมาชิกระดับเดียวกันเท่านั้น ข้อดีมีเยอะแยะไปหมด"
"นายก็น่าจะรู้ พันธมิตรห้าธาตุคือการรวมตัวกันของห้าองค์กรใหญ่ ซึ่งตอนแรกเริ่มทั้งห้าองค์กรก็เริ่มจากสำนักเล็กๆ ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาจนกลายเป็นห้าขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแดนวิญญาณ"
พูดมาถึงตรงนี้ หลิงจวินก็มองไปทางฟู่ชิงหยางแล้วเบ้ปาก "ในฐานะหัวหน้าสำนัก จะได้บัฟสเตตัสมากที่สุด"
(มิน่าล่ะพันธมิตรห้าธาตุถึงมีกลุ่มก้อนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเต็มไปหมด มิน่าล่ะตอนนั้นกวนหย่าถึงบอกฉันว่า ฉันเป็นคนของกองกำลังพยัคฆ์ขาว ในอนาคตถ้าระดับฉันสูงขึ้น ส่วนใหญ่ก็ต้องเข้าสำนัก และหัวหน้าสำนักก็คือจอมพลหญิงคนนั้น ที่แท้ก็มีไอเทมอย่างตราสัญลักษณ์สำนักนี่เอง ถ้าฉันได้ตราสัญลักษณ์สำนักมาละก็ ฉันก็สร้างขุมกำลังของตัวเองได้ รับเฉพาะสายข่าว อย่างเช่นเจ้าวังหยุดสังหาร อาจารย์อู๋เหิน) จางหยวนชิงถามด้วยความสนใจอย่างยิ่ง
"แล้วจะหาตราสัญลักษณ์สำนักได้ยังไงครับ?"
ฟู่ชิงหยางตอบ "เคลียร์ดันเจี้ยนต่อสู้แบบผู้เล่นหลายคนให้สำเร็จ และนำทีมคว้าชัยชนะในฐานะผู้นำ ก็จะมีโอกาสได้รับรางวัลเป็นตราสัญลักษณ์สำนัก"
หลิงจวินแค่นเสียงฮึดฮัด "ตอนที่ฟู่ชิงหยางอยู่ขั้นเหนือมนุษย์ หมอนี่ดันฟลุคสุดๆ ได้ตราสัญลักษณ์สำนักระดับ 2 มาชิ้นนึง"
"เข้าสำนักซ้ำซ้อนได้ด้วยเหรอครับ?" จางหยวนชิงพลันนึกขึ้นได้ ถ้าพันธมิตรห้าธาตุมีจุดเริ่มต้นมาจากห้าสำนักใหญ่ งั้นด้วยสถานะของฟู่ชิงหยาง เขาก็ต้องเข้าร่วมกองกำลังพยัคฆ์ขาวไปตั้งนานแล้วสิ
"แน่นอน มันไม่ได้ขัดแย้งกัน" หลิงจวินหรี่ตา หัวเราะร่วน
"อย่างฉันเนี่ย ฉันเป็นคนของสำนักไท่อี แล้วก็เป็นคนของสมาคมร้อยบุปผา แถมยังเป็นคนของกองพิทักษ์พยัคฆ์ขาวที่ฟู่ชิงหยางตั้งขึ้นด้วย แบบนี้เวลาลงดันเจี้ยน ขอแค่สุ่มเจอคนจากขุมกำลังทั้งสามนี้คนใดคนหนึ่ง ฉันก็จะได้บัฟ แต่ถ้าสุ่มเจอผู้ท่องแดนวิญญาณจากทั้งสามสำนักพร้อมกัน ก็ต้องเลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง"
(ให้ตายเถอะ ที่แท้แกก็เป็นทาสรับใช้สามนาย!) จางหยวนชิงปรายตามองเขา
การได้เป็นสมาชิกของ 'กองพิทักษ์พยัคฆ์ขาว' แสดงว่าฟู่ชิงหยางไว้ใจเขามาก
ตอนนั้นเอง ฟู่ชิงหยางก็มองไปทางห้องโถง พลางเอ่ยเสียงเรียบ
"เรื่องคุยเล่นเอาไว้ทีหลังเถอะ ได้เวลาออกเดินทางแล้ว"
คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในห้องโถงพอดี พวกเขาคือมังกรขาว เถาวัลย์เขียว กวนหย่า เจียงจิงเว่ย และผู้กองเถิงหยวน
แม้คนจะไม่มาก แต่ล้วนเป็นระดับหัวกะทิ
เจียงจิงเว่ยเท้าสะเอวสองข้าง เดินอาดๆ ท่าทางไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมมาแต่ไกล หัวเราะร่ามาแต่ไกล
"นายหน้าตาย ไอ้ตาหยี เจอกันอีกแล้วนะ"
ผมยาวสีแดงเพลิงสะบัดไปมา แม่หนูน้อยเดินเข้ามาตบไหล่จางหยวนชิงดังป้าบ "นายก็อยู่ด้วยเหรอ"
ส่วนสูงของเธออยู่แค่ระดับหน้าอกของจางหยวนชิง ต้องเขย่งเท้าถึงจะตบถึง
(ซี๊ด ยัยเด็กนี่มือหนักชะมัด...) จางหยวนชิงลอบกัดฟัน
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ จิงเว่ย!" หลิงจวินเดินเข้าไปขยี้หัวเด็กสาวอย่างมันเขี้ยว "พี่สวีสบายดีไหม"
"ห้ามลูบหัวฉันนะ" เจียงจิงเว่ยโกรธจัด พุ่งหัวชนเข้าใส่
หลิงจวินหลบได้อย่างว่องไว
จางหยวนชิงรีบคว้ามือเล็กๆ นุ่มนิ่มของเด็กสาวไว้ ช่วยให้เธอรอดพ้นจากชะตากรรมหน้าทิ่มดินโคลน
ฟู่ชิงหยางเอ่ย "ออกเดินทาง!"
ผู้กองเถิงหยวนพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองจางหยวนชิง "ออกปฏิบัติงานหนึ่งครั้ง เบี้ยเลี้ยงหนึ่งพันหยวน"
"ขอบคุณครับผู้กอง!" จางหยวนชิงพูดเสียงดัง
รถตู้โดยสารสี่คันแล่นเข้าสู่โรงแรมจวินลี่ คนทั้งหมดขึ้นลิฟต์ตรงไปยังชั้น 39 ซึ่งเป็นที่พักของเซี่ยโหวซินและบอดี้การ์ดของเขา
ห้องพักทั้งชั้นนี้ถูกตระกูลเซี่ยโหวเหมาไว้หมด โถงทางเดินเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง
ฟู่ชิงหยางนำทีมมาถึงห้องเพรสซิเดนเชียลสวีทสุดทางเดิน เขาไม่ได้กดกริ่ง แต่เอียงหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วขมวดคิ้วพูดว่า
"ในห้องไม่มีคน กวนหย่า ไปดูซิว่าคนอื่นๆ ของตระกูลเซี่ยโหวอยู่ไหม"
กวนหย่ารีบไปเคาะประตูห้องที่อยู่ติดกับห้องเพรสซิเดนเชียลสวีท คนที่เปิดประตูคือชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำ รูปร่างผอมสูง ใบหน้าเย็นชา
"พวกคุณมาหาใคร?"
ชายวัยกลางคนชุดสูทดำจ้องมองกลุ่มคนด้วยสายตาคมกริบ
กวนหย่าจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่านี่คือผู้ท่องแดนวิญญาณ จึงเอ่ยเสียงเย็น
"พวกเราคือผู้ท่องแดนวิญญาณทางการเขตคังหยาง มีเรื่องจะสอบถามเซี่ยโหวซิน เขาอยู่ที่ไหน?"
คนของทางการ? ชายวัยกลางคนชุดสูทดำขมวดคิ้ว "คุณเซี่ยโหวซินพักผ่อนอยู่ในห้องครับ"
กวนหย่าส่ายหน้า "เขาไม่ได้อยู่ในห้อง"
ชายวัยกลางคนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างใจเย็น "ผมจะโทรศัพท์ติดต่อไป"
เขาล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า แล้วกดโทรหาเซี่ยโหวซิน
ผ่านไปสักพัก บอดี้การ์ดร่างผอมก็วางสาย พลางพูดอย่างจนใจว่า
"คุณเซี่ยโหวซินไม่ได้ออกไปไหนในวันนี้ อย่างน้อยผมก็ไม่ได้รับคำสั่งให้ออกไปข้างนอก พวกคุณจะรออยู่ที่นี่ หรือจะกลับไปก่อนก็ได้ ถ้าเขากลับมาแล้ว ผมจะแจ้งให้เขาทราบ"
กวนหย่าหันไปมองฟู่ชิงหยาง
ฟู่ชิงหยางพูดด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ "เรียกผู้จัดการโรงแรมมาเปิดประตู"
"พวกคุณจะถือวิสาสะเข้าไปในห้องของคุณเซี่ยโหวซินไม่ได้นะครับ" บอดี้การ์ดวัยกลางคนเอ่ยเสียงขรึม
"ข้องใจเหรอ ตัวต่อตัวปะล่ะ?" เจียงจิงเว่ยเท้าสะเอว อารมณ์ร้อนฉ่า
ผู้กองเถิงหยวนขยับแว่นตาบนสันจมูก พูดด้วยแววตาเลื่อนลอยว่า "ฉันจะเบิกค่ารักษาพยาบาลบาดเจ็บจากการทำงานให้เธอเอง"
"ฉันเก่งจะตาย ฉันไม่บาดเจ็บหรอก" เจียงจิงเว่ยไม่ยอมแพ้ ผู้กองเถิงหยวนตอบเรียบๆ "ฉันแค่แจ้งสวัสดิการพนักงานให้เธอรู้"
"หัวหน้าประเสริฐสุด!" จางหยวนชิงยกนิ้วโป้งให้ "หัวหน้าครับ ผมรู้สึกว่าอากาศร้อนไปหน่อย ขอเบิกค่าชดเชยอากาศร้อนได้ไหมครับ"
ผู้กองเถิงหยวนพยักหน้า "เดี๋ยวเขียนใบคำร้องมาให้ฉันละกัน"
ฟู่ชิงหยางมองภาพนี้เงียบๆ พลางใคร่ครวญว่าจะยุบหน่วยสองแล้วจัดตั้งใหม่ดีไหม หรือจะเรียกตัวหลี่ตงเจ๋อกลับมาก่อนกำหนดดี รออยู่ไม่กี่นาที กวนหย่าในนามของเจ้าหน้าที่รักษาความสงบก็พาพนักงานโรงแรมคนหนึ่งกลับมา
ทุกคนหลีกทางให้พนักงาน เธอหยิบบัตรพนักงานออกมาแตะเปิดประตูห้องเพรสซิเดนเชียลสวีท
"แกร๊ก!"
วินาทีที่พนักงานบิดลูกบิดประตู ทุกคนในที่นั้นก็สัมผัสได้พร้อมกันถึง 'ม่านพลัง' ที่มองไม่เห็นแตกสลาย กลายเป็นสายลมแผ่วเบาพัดผ่านโถงทางเดิน
ฟู่ชิงหยางหรี่ตา แล้วก้าวเข้าห้องสวีทเป็นคนแรก
พวกจางหยวนชิงตามหลังเขาเข้าไป ในห้องนั่งเล่นว่างเปล่าไม่มีใคร ฟู่ชิงหยางในฐานะผู้บังคับบัญชายืนอยู่ในห้องโถง เถิงหยวนที่มีท่าทีเฉื่อยชาขาดไฟในการใช้ชีวิตก็ไม่ขยับ ส่วนคนอื่นๆ ต่างแยกย้ายกันไปตรวจดูห้องน้ำ ห้องหนังสือ ห้องนอน ฯลฯ
เจียงจิงเว่ยบิดเปิดประตูห้องนอน มองเข้าไปแวบหนึ่ง ก่อนจะหันขวับกลับมาตะโกนว่า
"เขาอยู่นี่!"
ทุกคนรีบมารวมตัวกันทันที ผ้าม่านในห้องนอนปิดสนิท แสงสลัว ร่างหนึ่งนอนนิ่งอยู่บนเตียง
หลิงจวินเปิดไฟดัง "แป๊ก"
คนที่นอนอยู่บนเตียงคือเซี่ยโหวซิน ร่างกายของเขาแข็งทื่อ ไม่ไหวติง
กัปตันเถาวัลย์เขียวสวมรองเท้าส้นสูงเดินมาที่เตียง ตรวจดูครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเสียงขรึม
"เขาตายแล้ว ตัดสินจากความแข็งของศพ น่าจะตายมาเกินห้าชั่วโมงแล้ว"
(เซี่ยโหวซินตายแล้ว? มาตายเอาช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้เนี่ยนะ?!) จางหยวนชิงไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือหนักใจดี
เซี่ยโหวซินตายได้จังหวะพอดีเกินไป
บอดี้การ์ดที่ตามพวกเขาเข้ามา มองดูศพของเซี่ยโหวซิน ตอนแรกก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่พอได้ยินคำพูดของกัปตันเถาวัลย์เขียวก็ตกใจกลัวขึ้นมาทันที
"ไม่จริง ตอนเก้าโมงครึ่ง คุณเซี่ยโหวซินยังสั่งอาหารเช้าอยู่เลย"
และเวลาในตอนนี้คือ สิบเอ็ดโมงตรง
ฟู่ชิงหยางสีหน้าไม่เปลี่ยน "มังกรขาว เถาวัลย์เขียว เจียงจิงเว่ย เถิงหยวน พวกนายออกไปข้างนอกก่อน"
รอจนคนเหล่านั้นออกไป ฟู่ชิงหยางก็ปิดประตูห้องนอน เขาหันไปมองจางหยวนชิงแล้วพูดว่า
"ความแข็งของศพไม่อาจบ่งบอกเวลาตายที่แท้จริงได้เสมอไป ยังจำได้ไหมว่าเฮิงสิงอู๋จี้ตายยังไง"
จางหยวนชิงกระจ่างแจ้งในทันที "คนที่ฆ่าเซี่ยโหวซินคือเทพท่องราตรีงั้นเหรอครับ?"
ฟู่ชิงหยางพยักหน้าเล็กน้อย "ระดับสูงของกุหลาบรัตติกาล ก็คือเทพท่องราตรี"
กวนหย่าขมวดคิ้วแน่น "งั้นก็แปลว่าเซี่ยโหวซินถูกกุหลาบรัตติกาลฆ่าปิดปากเหรอ?"
จางหยวนชิงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองสาวนักซิ่งรุ่นใหญ่ ข้อมูลพวกนี้ ผู้ท่องแดนวิญญาณของทางการทั่วไปไม่มีสิทธิ์รู้ ดูเหมือนว่ากวนหย่าจะได้รับข้อมูลสำคัญมากมายจากฟู่ชิงหยางเป็นการส่วนตัว
(ก็แน่ล่ะ เป็นลูกพี่ลูกน้องกันนี่นา)
"พวกเราเพิ่งฆ่าเซี่ยโหวเทียนหยวน เซี่ยโหวซินก็ถูกฆ่าปิดปากแล้ว? เป็นไปได้ยังไง ต่อให้ข้อมูลรั่วไหลก็ไม่น่าจะเร็วขนาดนี้..." จางหยวนชิงพอจะชำนาญการสืบสวนอยู่บ้าง รู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ตอนนั้นเอง หลิงจวินก็พิงกำแพง หรี่ตาพูดว่า
"ถ้าคนที่ลงมือคือเทพท่องราตรีระดับสูง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลเสมอไป"
(หมายความว่าไง?) จางหยวนชิงฟังไม่เข้าใจ ส่วนฟู่ชิงหยางก็ตอบ "อืม" แล้วบอกว่า
"หยวนสื่อ ไปดูซิว่าวิญญาณของเซี่ยโหวซินยังอยู่ไหม"
(ทำไมเทพท่องราตรีถึงไม่ต้องใช้ข้อมูลล่ะ? ฉันเกลียดวิธีพูดของพวกนายจัง) จางหยวนชิงเดินไปที่เตียง นัยน์ตาดำขลับวูบไหว พยายามสื่อสารกับวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ในศพ
ไม่กี่วินาทีต่อมา ความดำมืดในดวงตาของเขาก็จางหายไป เขาหันไปส่ายหน้ากับทั้งสามคน
"วิญญาณไม่อยู่แล้วครับ"
ฟู่ชิงหยางคาดเดาไว้แล้ว เมื่อได้ยินจึงไม่แปลกใจ เขามองจางหยวนชิงแล้วพูดว่า "เทพท่องราตรีระดับสูงมีความสามารถในการมองเห็นชะตากรรม ถ้าเซี่ยโหวซินบังเอิญพบกับฆาตกรคนนั้นพอดี ก็จะถูกมองเห็นทิศทางของชะตากรรม"
(เทพท่องราตรียังมีพลังแบบนี้ด้วยเหรอ? มองเห็นทิศทางของชะตากรรม อืม การที่เรามาคราวนี้ก็เพื่อจะจับกุมเซี่ยโหวซิน ฆ่าทิ้งแล้วสอบถามวิญญาณ...) จางหยวนชิงใจหายวาบ
ควบคุมพลังของไท่อินและไท่หยางได้ แถมยังมองเห็นชะตากรรมได้อีก เทพท่องราตรีระดับสูงจะน่ากลัวขนาดไหนกัน?
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที "งั้นเซี่ยโหวฉือก็ตกอยู่ในอันตรายด้วยใช่ไหมครับ?"
หากอีกฝ่ายเป็นถึงระดับสูงของกุหลาบรัตติกาล เมื่อเห็นชะตากรรมของเซี่ยโหวซิน และตระหนักว่าสายของเซี่ยโหวฉือถูกเปิดโปงแล้ว เขาจะต้องฆ่าปิดปากต่อไปแน่
"ไม่ต้องห่วง!" หลิงจวินยิ้ม
"เซี่ยโหวฉือถูกขังอยู่ในสวนสัตว์ของผู้อาวุโสสุนัข คิดจะฆ่าเขาปิดปากไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก"
"นายด่าผู้อาวุโสได้ยังไงน่ะ?" จางหยวนชิงสะดุ้งโหยง
หลิงจวินชะงัก "ฉันไม่ได้ด่าผู้อาวุโสนะ"
"ไอ้หมาหลิงจวิน!"
"ทำไมนายถึงด่าคนอื่นล่ะ"
"ใช่ไง แล้วทำไมนายถึงด่าผู้อาวุโสล่ะ"
สายตาเย็นชาของฟู่ชิงหยางขัดจังหวะบทสนทนาของทั้งสอง เขาพบว่าหยวนสื่อมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือกระตือรือร้นเกินไป
คุยเล่นกับใครก็ได้ หยอกล้อด่าทอกับใครก็ได้
ในรถตู้โดยสารขากลับ ฟู่ชิงหยางกดโทรศัพท์หาผู้อาวุโสไท่ตี๋
"ผู้อาวุโสครับ เซี่ยโหวซินถูกฆ่าปิดปากแล้ว"
"รู้แล้ว"
ฟู่ชิงหยางเอ่ยเสียงขรึม "กุหลาบรัตติกาลกำลังแข่งกับเวลาของเรา การตรวจสุขภาพครั้งใหญ่ถูกเลื่อนออกไป เบาะแสของตระกูลเซี่ยโหวก็มาขาดสะบั้นลงตรงนี้ การไล่ล่าตัวยมทูตดำของพวกเราต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่
นอกจากนี้ ตอนนี้แหวกหญ้าให้งูตื่นแล้ว กุหลาบรัตติกาลจะต้องรีบติดต่อกับยมทูตดำแน่ ผู้อาวุโสครับ เวลาของเราเหลือไม่มากแล้ว ทางออกเดียวในตอนนี้คือเซี่ยโหวฉือ"
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า
"เซี่ยโหวฉืออยู่ขั้นนักบุญจุดสูงสุด ก้าวไปอีกขั้นก็คือระดับผู้บงการ ถ้าจะฆ่าเขา ต้องเรียกผู้อาวุโสอีกสี่คนมาปรึกษาหารือกัน แถมยังต้องสื่อสารกับตระกูลเซี่ยโหวอีก เรื่องนี้ต้องใช้เวลา พับเรื่องกุหลาบรัตติกาลสายนี้ไว้ก่อนเถอะ"
"ครับ!" น้ำเสียงของฟู่ชิงหยางราบเรียบ ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
เมื่อวางสาย เขาก็พิงพนักเก้าอี้ หลับตาเงียบๆ
ในรถอีกคันหนึ่ง จางหยวนชิงขมวดคิ้ว
(เซี่ยโหวฉือยังแตะต้องไม่ได้ในตอนนี้ แผนการสาวไส้กุหลาบรัตติกาลเพื่อตามล่ายมทูตดำก็เป็นอันล้มเหลว เอาเถอะ กลับไปนับหนึ่งใหม่)
(งมเข็มในมหาสมุทรตามหาผู้ใช้วิชาคุณไสยกันต่อไป)
(เฮ้อ ถ้าขืนยืดเยื้อต่อไป ทาสรับใช้ของตุลาการเนตรมารก็ทยอยอาละวาด หัวหน้ากุหลาบรัตติกาลก็ติดต่อกับยมทูตดำสำเร็จ ทางการก็เสียหน้าแย่ แถมยมทูตดำที่แก้ปัญหาได้สำเร็จ ก็จะเป็นภัยคุกคามใหญ่อีก)
แม้จะฉลาดอย่างเขา แต่ชั่วขณะหนึ่งก็ยังคิดหาวิธีที่ดีกว่านี้ไม่ออก
จางหยวนชิงอยากหาเพื่อนร่วมทีมมาปรึกษา เขามองเจียงจิงเว่ยทางซ้ายที แล้วมองผู้กองเถิงหยวนที่มีท่าทีเฉื่อยชาที ส่วนสาวนักซิ่งรุ่นใหญ่ก็นั่งรถไปกับลูกพี่ลูกน้องของเธอแล้ว
(ฉันคิดเองดีกว่า) เขาถอนหายใจ
"หมอนั่นตายได้ไงเนี่ย? น่าเบื่อชะมัด นึกว่าจะได้สู้กันซะอีก" น้ำเสียงของเจียงจิงเว่ยใสกังวาน เธอยังไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงทำหน้าเสียดาย
"ได้ยินกวนหย่าบอกว่า เธอไม่เรียนหนังสือแล้วเหรอ?" จางหยวนชิงถาม
"เรียนสิ ฉันแค่ไม่ได้ไปโรงเรียนแล้ว" เจียงจิงเว่ยนั่งยองๆ บนเบาะกว้าง พลางตอบ "พ่อฉันบอกว่าครูที่โรงเรียนสอนไม่เป็น
เขาเลยจ้างครูสอนพิเศษมาให้ จ้างมาคนนึง ฉันก็อัดไปคนนึง"
เมื่อเด็กสาวพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มก็เผยแววภาคภูมิใจ
"แล้วตอนนี้ก็ไม่มีครูสอนพิเศษแล้ว?"
ใบหน้าเล็กๆ ของเจียงจิงเว่ยสลดลง "ต่อมาเขาไปหาผู้ใช้ไฟขั้นนักบุญมาเป็นครูสอนพิเศษ ครูสอนพิเศษคนนั้นเจอฉันทีไรก็อัดฉันทุกที"
(นี่สินะตำนานที่ว่า ใช้เวทมนตร์เอาชนะเวทมนตร์ ใช้ผู้ใช้ไฟเอาชนะผู้ใช้ไฟ?) ในหัวของจางหยวนชิงเต็มไปด้วยคำตบมุก
กลางดึก
เขตคังหยาง อุโมงค์ใต้สะพานริมแม่น้ำ
ค่ำคืนในซงไห่ไร้แสงจันทร์ แสงจากไฟถนนสาดส่องไปไม่ถึงมุมมืดมิดแห่งนี้
ร่างหนึ่งสวมเสื้อโค้ตกันลม สวมหมวกแก๊ปและหน้ากากอนามัย เดินออกมาจากความมืดมิดยามค่ำคืน หยุดยืนอยู่หน้าอุโมงค์ใต้สะพาน เขามองเข้าไปในอุโมงค์ที่มืดสนิท พลางเอ่ยเสียงต่ำ
"นายยอมตอบรับการติดต่อของฉันสักทีนะ สวรรค์ไม่ยุติธรรม"
มีเสียงแค่นหัวเราะเย็นชาดังมาจากในอุโมงค์
"เฮิงสิงอู๋จี้ตายแล้ว ลูกพี่ไม่พอใจพวกนายมาก ความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีอยู่น้อยนิดก็กำลังหมดลงไปตามกัน"
ร่างสวมหมวกแก๊ปเอ่ยเสียงขรึม
"การตายของเฮิงสิงอู๋จี้เป็นอุบัติเหตุ ใครจะไปคิดว่าเทพบรรพกาลคนนั้นจะมีไพ่ตายอยู่ แถมเพราะเรื่องนี้ กุหลาบรัตติกาลของพวกเราก็เลยถูกทางการจับตาไปด้วย
"ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ตระกูลเซี่ยโหวก็ถูกเปิดโปงแล้ว โชคดีที่มหาธรรมรักษ์ไหวตัวทัน ฆ่าเซี่ยโหวซินไปก่อน ไม่งั้นแม้แต่ฉันเองก็อาจจะตกอยู่ในอันตรายจากการถูกเปิดโปงได้"
คนในอุโมงค์พูดว่า
"นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันตอบรับนาย ทางการกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้พวกเราเรื่อยๆ ขืนปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปก็ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้น ลูกพี่ต้องการเห็นความจริงใจของพวกนาย"
ร่างสวมหมวกแก๊ปพูดว่า "ยมทูตดำอยากให้พวกเราทำอะไร"
คนในอุโมงค์พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ฆ่าเทพบรรพกาล แก้แค้นให้เฮิงสิงอู๋จี้"
ร่างสวมหมวกแก๊ปเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ
"ได้!"
"แล้วเรื่องที่ฉันให้นายไปถามล่ะ ได้คำตอบหรือยัง"
คนในอุโมงค์ตอบ
"ตุลาการเนตรมารตายด้วยน้ำมือของจอมมารจริงๆ ในบรรดาคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น นอกจากลูกพี่แล้ว ก็ยังมีอีกคนหนึ่ง แดนวิญญาณของเขาชื่อว่าราชันย์ทหารหนุ่ม"
"ราชันย์ทหารหนุ่ม..." ชายสวมหมวกแก๊ปพึมพำเสียงแผ่ว ไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็ถามว่า "เขาคือใคร? มีข้อมูลของเขาในโลกความจริงไหม"
"มี! ลูกพี่รู้ข้อมูลของเขา"
น้ำเสียงของชายสวมหมวกแก๊ปร้อนรนขึ้นมาทันที "ฉันต้องการข้อมูลทั้งหมดของเขา"
"ได้ อีกสามวัน ถ้าฉันได้รับข่าวว่าเทพบรรพกาลถูกฆ่าแล้ว ก็มาที่เดิมนี่แหละ ฉันจะเอาข้อมูลของราชันย์ทหารหนุ่มมาให้นาย" คนในอุโมงค์พูดจบ ก็ถามต่อว่า
"พวกนายตามหาเขาทำไม?"
ชายสวมหมวกแก๊ปตอบเรียบๆ "นายไม่จำเป็นต้องรู้"
"ซี่ ซี่..." จางหยวนชิงที่กำลังหลับตื้นๆ อยู่ ถูกเสียงกระแสไฟฟ้าจากลำโพงเอลวิสปลุกให้ตื่น
(ไอ้ของพรรค์นี้ชอบเล่นเสียงขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอยู่เรื่อย...) เขาเลิกผ้าห่ม เดินไปที่โต๊ะหนังสือ ดึงลิ้นชักออก แล้วหยิบลำโพงเอลวิสออกมา
ที่น่าพูดถึงก็คือ ในลิ้นชักยังมีบราลูกไม้สีขาวของน้าเล็กอยู่ จางหยวนชิงตั้งใจจะแอบเอาบราไปไว้ใต้เตียงของน้าเล็ก แต่กลับมาดึกไปหน่อย เลยตัดสินใจว่าพรุ่งนี้รอน้าเล็กไปทำงานก่อนค่อยว่ากัน เพื่อป้องกันไม่ให้เสียงจอมมารกับผู้หญิงเล่นไพ่กันปลุกคนในบ้าน จางหยวนชิงจึงประคองลำโพงเอลวิสไว้ เตรียมพร้อมเข้าสู่โหมดท่องราตรีได้ทุกเมื่อ
เสียงกระแสไฟฟ้า "ซี่ ซี่" ดังต่อเนื่องอยู่ไม่กี่วินาที เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
"นายมาหาฉันทำไม? ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะไม่เจอกันอีก"
(เสียงของพี่ปิงนี่) จางหยวนชิงเบิกตากว้าง
ตามมาด้วยเสียงของจอมมาร
"ฉันกำลังจะสัมผัสถึงขอบเขตนั้นแล้ว แต่ก่อนหน้านั้น ฉันอยากจะฆ่าตุลาการเนตรมารก่อน ราชันย์ทหารหนุ่ม ฉันต้องการให้นายช่วย นายไม่อยากหลุดพ้นจากการควบคุมของตุลาการเนตรมารหรือไง"







