เมิ่งผอนั่งประจำการอยู่บนสะพานไน่เหอ ทอดสายตามองลึกเข้าไปในแดนหยิน พลางคิดในใจว่า "เป่ยอิน ตงเยว่ ชางอู๋ สามยักษ์ใหญ่แห่งแดนหยินปรากฏตัวกันหมดแล้ว ยังมีตัวตนในวัฏสงสารผู้นั้นอีก ถึงจะตายไปแล้วแต่ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย นับเป็นสี่ยักษ์ใหญ่ หากหญิงชราอย่างข้าไปร่วมวงด้วย ก็คงเป็นห้ายักษ์ใหญ่มากันพร้อมหน้า!"
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ไปร่วมวงด้วย
"ในมหันตภัยครั้งก่อน ที่ข้ารักษาชีวิตรอดมาได้ ก็เพราะข้าไม่ไปร่วมวงนี่แหละ เฒ่ากบฏทั้งสี่นั่นจะก่อกบฏ พวกเขามันพวกไม่มีอะไรจะเสีย หญิงชราอย่างข้ามีเหตุผลอะไรที่จะต้องทิ้งตำแหน่งเจ้าแม่น้ำไน่เหอ แล้วไปหนีหัวซุกหัวซุนกับพวกเขากัน?"
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
ณ สถานที่แห่งวัฏสงสารในแดนหยิน จู่ๆ พลังเทพอันมหาศาลก็ขยายตัวราวกับระเบิด ก่อเกิดเป็นลวดลายอันวิจิตรงดงามตระการตาในแดนหยิน วิถีสวรรค์ของภูตผีเทพเจ้าได้ก่อตัวเป็นลานฝึกเต๋าแห่งวิถีสวรรค์ดั้งเดิมขึ้นมาทีละแห่ง!
พลังเทพดั้งเดิมปะทะกับพลังเทพของเทพราชาแห่งโลกแห่งวิถีสวรรค์ เป็นการปะทะที่แสนสั้น ทว่ารุนแรงอย่างยิ่ง
วินาทีนี้ พลังเทพที่ทะลักทลายออกมาจากร่างของพวกเขา ถึงขั้นเหนือล้ำกว่าพลังเทพที่ควบแน่นจากกลิ่นธูปบูชาของสรรพสัตว์นับไม่ถ้วนในสรรพจักรวาลตลอดหมื่นปีที่ผ่านมาเสียอีก!
สามมหาเทพดั้งเดิม บวกรวมกับสามเทพราชาแห่งสวรรค์ คลื่นพลังจากการต่อสู้ของพวกเขาในแดนหยิน ถึงกับแทรกแซงไปถึงโลกปัจจุบัน ก่อให้เกิดนิมิตประหลาดนานัปการในแดนหยาง!
อาทิเช่น ผืนดินแยกออก ภูเขาผุดขึ้นจากที่ราบ ภูเขาถล่มสึนามิซัด แสงรุ้งพวยพุ่งจากพื้นดิน ฝนดาวตกจากฟากฟ้า และนิมิตอันน่าสะพรึงกลัวอื่นๆ อีกมากมาย!
ทว่า นิมิตประหลาดเหล่านี้ดำเนินไปได้ไม่นานก็หยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
เพราะรู้ผลแพ้ชนะแล้ว
ในหอเหม่อมองบ้านเกิด เจตจำนงหนึ่งที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง "การต่อสู้จบลงเร็วขนาดนี้เลยหรือ? ตาเฒ่าพวกนั้นที่ถูกพวกเรากำจัดไป ความน่าเกรงขามไม่ลดน้อยลงไปจากเมื่อก่อนเลยนะ!"
ในโลกไท่สือ ก็มีเจตจำนงโบราณอันเก่าแก่สั่นสะเทือนไม่หยุดหย่อนเช่นกัน "หกหมื่นกว่าปีที่ไร้กลิ่นธูปบูชา พวกเขาก็ยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ รากฐานของพวกตาเฒ่ายังคงลึกล้ำนัก..."
"หากไม่ใช่เพราะพวกเราถูกสงครามเมื่อสี่หมื่นกว่าปีก่อนเล่นงานจนบอบช้ำ เทพยุคใหม่จะเหยียบย่ำพวกเราขึ้นมาเป็นใหญ่ได้อย่างไร? เทพราชาของเทพยุคใหม่ในครั้งนี้ พอต้องเผชิญหน้ากับพวกตาเฒ่าเหล่านี้คงต้องเสียเปรียบครั้งใหญ่แน่!"
บนท้องฟ้าของแดนหยิน จู่ๆ ก็มีรอยแยกขนาดมหึมาปรากฏขึ้น ทอดยาวทะลุผืนฟ้า จากนั้นชางเทียนก็ปริออก เผยให้เห็นดวงตาขนาดยักษ์ดวงหนึ่ง มันกลอกกลิ้งไปมา ก่อนจะเพ่งมองไปยังสถานที่แห่งวัฏสงสาร
เบื้องล่าง ตงเยว่ เป่ยอิน และชางอู๋เงยหน้าขึ้นทันที สายตาดุจสายฟ้าฟาดกวาดมองไปยังดวงตายักษ์ดวงนั้น
พอดวงตายักษ์แห่งห้วงลึกดวงนั้นมองเห็นสถานการณ์ในสถานที่แห่งวัฏสงสารอย่างชัดเจน ก็หลับตาลงทันที ห้วงลึกอันตรธานหายไป ราวกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน
"ตาเฒ่าพวกนี้ เริ่มเป็นฝ่ายยั่วยุแดนเซียนก่อนแล้ว รนหาที่ตายชัดๆ!"
เสียงหัวเราะดังมาจากในห้วงลึก "แต่นี่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแย่เสมอไป หากใต้หล้าไม่เปลี่ยนแปลง พวกเราจะมีโอกาสผงาดขึ้นมาอีกครั้งได้อย่างไร?"
ณ เขาคุนหลุน ซีหวังหมู่ทอดสายตาลึกล้ำ มองไปยังส่วนลึกของยมโลก
"จักรพรรดินีในวัฏสงสารยังไม่ฟื้นคืนชีพ แดนเซียนยังพอมีพื้นที่ให้ขยับตัวได้ ย่อมไม่นิ่งดูดายแน่ เซียนบนแดนเซียนจะยังนั่งติดอยู่อีกหรือ? สิ่งที่ควรมา ท้ายที่สุดก็ต้องมา!"
ซีหวังหมู่ถอนหายใจ กล่าวเสียงแผ่ว "สี่ยักษ์ใหญ่ที่ปกครองแดนหยิน ไม่ค่อยจะลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไร นึกไม่ถึงว่าพอตายไปหนหนึ่ง กลับเริ่มจับมือกันเสียแล้ว ข้าเดิมทีตั้งใจจะฉวยโอกาสนี้ทำให้พวกเขายอมจำนน คิดไม่ถึงว่าจะถูกคุณชายสวี่ตัดหน้าไปก่อน"
เทพธิดาผู้นี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปยังสระเหยาฉือของตน
ที่นั่นเดิมทีควรจะมีวารีสระหยกที่สะสมมาตลอดสี่หมื่นกว่าปี ถึงจะน้อยไปสักหน่อย แต่ก็เพียงพอที่จะชุบชีวิตสี่มหาเทพ
ทว่า วารีสระหยกนี้กลับถูกคนกวาดต้อนไปกว่าครึ่ง ทำให้แผนการปราบสี่มหาเทพของนางต้องล้มเหลว
"ทวยเทพดั้งเดิมอย่างพวกเรา จะมัวมาสู้รบกันเองไม่ได้อีกแล้ว ถึงเวลาที่ต้องร่วมมือกันเสียที"
สถานที่แห่งวัฏสงสาร รอบด้านเละเทะยับเยิน เทพสวรรค์ที่ประจำการอยู่ที่นี่ตายบ้างหนีบ้าง ยังมีซากศพขนาดมหึมาหมอบราบอยู่บนพื้น บ้างถูกฉีกกระชากทั้งเป็น บ้างกลายเป็นกองเถ้าถ่าน ราวกับกระดาษเงินกระดาษทองที่ถูกเผาจนมอดไหม้ สภาพศพประหลาดพิสดาร
ส่วนลึกของวัฏสงสาร มีพลังเทพพลุ่งพล่าน ร่างหนึ่งกำลังเดินออกมาจากส่วนลึกของวัฏสงสาร
นางราวกับดำรงอยู่ในสรรพจักรวาล เดินผ่านโลกแต่ละใบมุ่งหน้ามาทางนี้ บางครั้งก็กลายร่างเป็นบุรุษ บางครั้งก็กลายร่างเป็นสตรี เดี๋ยวแก่ เดี๋ยวเด็ก เดี๋ยวหนุ่มสาว
ยามที่นางเดินมา ก็จะกลายร่างเป็นมังกรเทพ เป็นพยัคฆ์ร้าย เป็นหงสา เป็นเทพเจ้าอีกด้วย
นางเข้าใกล้พื้นผิวของวัฏสงสารมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็กลายร่างเป็นสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามไร้ที่ติลอยตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ แล้วเยื้องย่างเข้ามาหากระจกแห่งวัฏสงสาร
รัศมีแสงแห่งวัฏสงสารลอยขึ้นมาจากใต้ดินอย่างช้าๆ ราวกับกระจกเงาบานหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดิน
เทพธิดาที่เดินออกมาจากในกระจก ก็คือเทพเจ้าผู้ควบคุมวัฏสงสาร
"เสวียนหนวี่ ปีนั้นพวกเทพจอมปลอมแห่งวิถีสวรรค์กับเหล่าเซียนได้สังหารและสะกดพวกเราไว้ เวลาผ่านไปหกหมื่นปี พวกเราฟื้นคืนชีพ เจ้าเองก็หลุดพ้นจากการจองจำในที่สุด ไม่ว่าปีนั้นระหว่างพวกเราจะมีความบาดหมางอันใด วันนี้ก็ไม่สมควรเอ่ยถึงอีก"
ตงเยว่กล่าวกับจิตวิญญาณของเทพธิดาแห่งวัฏสงสารผู้นั้น "เจ้ายังไม่ฟื้นคืนชีพ วารีสระหยกสามารถชุบชีวิตเจ้าได้ ซีหวังหมู่ครอบครองวารีสระหยก หากไปขอร้องนาง นางย่อมต้องขูดรีดอย่างหนัก บังคับให้พวกเรายอมจำนน นางอยากจะเป็นผู้ปกครองเหล่าทวยเทพ แต่โชคดีที่ยังมีอีกคนครอบครองวารีสระหยก"
มหาจักรพรรดิเป่ยอินหันหลังเดินจากไป พลางกล่าวว่า "เสวียนหนวี่ พวกเราผูกวาสนาที่ดีต่อเจ้า วาสนาที่ดีเจ้าย่อมเข้าใจดี ความแค้นในอดีตก็อย่าได้เอ่ยถึงอีก เจ้าไปหาคุณชายสวี่ด้วยตัวเองเถิด เขาครอบครองวารีสระหยก จะช่วยให้เจ้าฟื้นคืนชีพได้ ที่นี่ไม่ควรอยู่นาน ข้าขอตัวก่อน"
ชางอู๋ก้าวเดินเข้าไปในความมืด กล่าวว่า "คุณชายสวี่ความอยากอาหารเยอะนัก ทางที่ดีเจ้าควรจะมีลูกสาวสักคนนะ"
เทพธิดาในกระจกแห่งวัฏสงสารบานนั้นยังเดินออกจากกระจกไม่เต็มตัว ทั้งสามคนก็จากไปเสียแล้ว
ผ่านไปครู่หนึ่ง แสงกระจกในวัฏสงสารสาดส่อง เรียวขายาวของสตรีผู้หนึ่งก้าวออกมาจากผิวกระจก นางเดินออกมาจากในกระจก อาภรณ์ขาวสะอาดดุจหิมะ
"ตาเฒ่าทั้งสาม ปีนั้นก็เพราะพวกเจ้าสู้รบกันเอง ถึงได้ทำให้ข้าถูกแดนเซียนจับกุมเป็นคนแรก มาตอนนี้กลับมาพูดจาเรื่องวาสนาที่ดีอะไรกัน"
สตรีผู้นี้เดินไปข้างหน้าตามแสงในกระจก เห็นเพียงแสงจากกระจกแห่งวัฏสงสารเบื้องหลังสาดส่องอยู่เบื้องหน้าของนางเสมอ ค่อยๆ ลอยสูงขึ้น ราวกับจันทรากระจ่างดวงหนึ่งแขวนอยู่บนม่านฟ้า
จันทรากระจ่างลอยตามนางไป สาดส่องขุนเขาและแม่น้ำ
"คุณชายสวี่? ใช่คุณชายสวี่คนนั้นหรือเปล่า? เขาเคยมาที่สถานที่แห่งวัฏสงสารเพื่อสตรีผู้หนึ่ง..."
โลกแห่งวิถีสวรรค์ จู่ๆ แสงเซียนสามสายที่สาดส่องมาจากโลกเบื้องล่างก็ทำให้โลกใบนี้สว่างไสว ภายในแสงเซียน สามมหาเทพราชาค่อยๆ ลอยตัวขึ้นมา
เสวียนอวี้ เสวียนซิง และเสวียนเฉินทั้งสามต่างได้รับบาดเจ็บสาหัส ในวินาทีที่พวกเขาเผชิญหน้ากับสามยักษ์ใหญ่แห่งแดนหยิน ก็รู้ทันทีว่าท่าไม่ดี ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายจึงเรียกใช้ยันต์เซียนลงสู่โลกมนุษย์ ต่างพากันกลับคืนสู่โลกแห่งวิถีสวรรค์
ทว่า เพียงชั่วพริบตาสั้นๆ พวกเขาก็บาดเจ็บสาหัสแทบปางตาย เกือบจะหนีรอดกลับมายังโลกแห่งวิถีสวรรค์แบบมีชีวิตไม่ได้เสียแล้ว!
เสวียนซิงยังคงหวาดผวาไม่หาย "มิน่าเล่าเทพราชาเสวียนฮ่าวถึงได้บาดเจ็บหนักขนาดนั้น ตาเฒ่าสามคนนี้ร้ายกาจเกินไปจริงๆ!"
เสวียนเฉินใบหน้าซีดเผือด กล่าวว่า "เทพเก่าแก่พวกนั้นในปีนั้นไม่ได้คุยโวเลย ภูตผีเทพเจ้าดั้งเดิมร้ายกาจจริงๆ! การที่เทพเก่าแก่สามารถเอาชนะพวกเขาได้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัว!"
เทพราชาเสวียนอวี้สะกดอาการบาดเจ็บ กล่าวว่า "โชคดีที่พวกเราหนีมาได้เร็ว น่าเสียดายก็แต่เทพสวรรค์ที่สะกดวัฏสงสารพวกนั้น หากไม่ใช่เพราะพวกเขากล้าหาญเสียสละ พวกเราก็คงไม่มีทางรอดกลับมาได้!"
เขารู้สึกปวดใจกับการตายของเทพสวรรค์เหล่านี้เป็นอย่างมาก ขณะกำลังจะหลั่งน้ำตาไว้อาลัย ก็พลันพบศพของเทพราชาเสวียนฮ่าวเข้าพอดี กำลังมีสัตว์ร้ายยุคบรรพกาลขนาดยักษ์หลายตัวหมอบแทะเล็มอยู่บนศพของเทพราชาเสวียนฮ่าว กินเทพราชาองค์นี้ไปเกือบครึ่งตัวแล้ว
"ศิษย์พี่เสวียนฮ่าว!"
สามเทพราชาทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น รีบไล่สัตว์ร้ายขนาดยักษ์เหล่านี้ไปอย่างรวดเร็ว
"คนที่ผ่านด่านเคราะห์ผู้นั้น ไม่เพียงแต่ผ่านภัยพิบัติสวรรค์ไปได้ ทว่ายังทะยานขึ้นสู่โลกเบื้องบน สังหารเทพราชาเสวียนฮ่าวอีกด้วย!"
สามเทพราชาตรวจสอบศพของเสวียนฮ่าว สีหน้าเคร่งเครียด เรื่องราวในครั้งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกพ่ายแพ้เป็นอย่างมาก เสวียนฮ่าวถูกฆ่า วัฏสงสารหลุดพ้นจากการจองจำ แถมยังปล่อยให้ผู้ผ่านด่านเคราะห์คนหนึ่งทะยานขึ้นไป ลักลอบเข้าสู่แดนเซียน นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อนนับตั้งแต่กุมอำนาจในโลกแห่งวิถีสวรรค์
เทพราชาเสวียนอวี้เงยหน้ามองไปยังแดนเซียน กล่าวว่า "ความแข็งแกร่งของผู้ที่ทะยานขึ้นไปผู้นี้ทรงพลังอย่างยิ่ง ต่อให้เสวียนฮ่าวไม่ได้รับบาดเจ็บ ก็เกรงว่าจะไม่ใช่คู่มือของเขา โลกมนุษย์... เหตุใดถึงมีสัตว์ประหลาดเช่นนี้ได้?"
ในดวงตาของเขาฉายแวววิตกกังวล
สี่มหาเทพแห่งแดนหยินยังพอทำเนา เดิมทีก็มีความแข็งแกร่งทรงพลังอยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นเทพเจ้าวิถีสวรรค์ดั้งเดิม มีกลิ่นธูปบูชาลึกล้ำ
แต่ผู้ที่ทะยานขึ้นไปกลับมีตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่เหนือกว่าเทพราชา นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
โลกมนุษย์ ไม่ใช่แดนเซียน จะถือกำเนิดสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังเช่นนี้ได้อย่างไร?
เสวียนเฉินเอ่ยถาม "ผู้ที่ทะยานขึ้นไปผู้นั้น ทะยานขึ้นสู่แดนเซียนได้อย่างไร? หากไม่มีการชักนำจากเทพราชา เขาย่อมไม่มีทางทะยานขึ้นไปได้!"
เสวียนอวี้วิเคราะห์ว่า "ในมือของเทพสวรรค์ที่ลงสู่โลกมนุษย์ มียันต์เซียนลงสู่โลกมนุษย์ เขาจะต้องฆ่าเทพสวรรค์องค์หนึ่ง แล้วแย่งชิงยันต์เซียนไปแน่ ตอนนี้คนผู้นี้คงลักลอบเข้าไปในแดนเซียนแล้ว"
เสวียนซิงและเสวียนเฉินสีหน้าเคร่งเครียด การลักลอบเข้าแดนเซียน มีโทษถึงตาย!
ผู้ลักลอบย่อมต้องตายอย่างแน่นอน แต่เทพสวรรค์ที่ปกครองโลกแห่งวิถีสวรรค์อย่างพวกเขา ก็เกรงว่าจะต้องรับเคราะห์ไปด้วย!
เสวียนอวี้เดินไปเดินมา จู่ๆ ก็หยุดฝีเท้า กล่าวว่า "ทุกท่าน เสวียนฮ่าวถูกฆ่า สี่มหาเทพแห่งแดนหยินสามองค์ฟื้นคืนชีพ อีกหนึ่งองค์หลุดพ้นจากการจองจำ ยังมีคนโฉดที่หลุดการควบคุมอีก เรื่องเหล่านี้ปิดบังไว้ไม่อยู่แล้ว ต้องรายงานขึ้นไปเบื้องบน!"
เสวียนซิงและเสวียนเฉินพยักหน้าเงียบๆ
เสวียนซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "แต่หากเบื้องบนเอาผิดลงมา นั่นคือโทษประหารเลยนะ ใครจะเป็นแพะรับบาปเล่า?"
สายตาของเสวียนอวี้และเสวียนเฉิน ตวัดไปตกอยู่ที่ศพของเทพราชาเสวียนฮ่าวอย่างพร้อมเพรียง
เสวียนซิงเข้าใจความหมายของพวกเขา ถอนหายใจกล่าว "คงต้องให้สหายเต๋าเสวียนฮ่าวรับเคราะห์ไปแล้วล่ะ โชคดีที่สหายเต๋าตายไปแล้ว มิเช่นนั้นพวกเราคงต้องเกลี้ยกล่อมด้วยคำพูดดีๆ เกรงว่าจะต้องเปลืองแรงกันสักหน่อย"
"แดนเซียนยื่นมือเข้ามาแทรกแซงโลกมนุษย์ ท้องฟ้านี้ เกรงว่าคงจะต้องเปลี่ยนสีเสียแล้ว" เทพราชาเสวียนเฉินกล่าว
เทพราชาเสวียนอวี้กล่าว "แดนเซียนก็ใช่ว่าจะไม่เคยแทรกแซงโลกมนุษย์มาก่อนเสียเมื่อไหร่ ปีนั้นเพื่อจับกุมสวี่อิงผู้นั้น ก็มีเซียนลงมายังโลกเบื้องล่างไม่ใช่หรือ? เสวียนฮ่าวกับเซียนวางแผนการ ถึงได้จับกุมเขาไว้ได้"
เสวียนเฉินคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้น "ครั้งที่เยี่ยนเป่าเอ๋อร์กลับชาติมาเกิดนั่นน่ะหรือ?"
เทพราชาเสวียนอวี้พยักหน้า "เซียนผู้นั้น ไม่รู้ว่ากลับคืนสู่แดนเซียนไปแล้วหรือยัง"
"ยัง"
เทพราชาเสวียนเฉินกล่าว "ข้าจำได้ว่าหลังจากที่ศิษย์พี่เสวียนฮ่าวกลับมา เคยบอกกับข้าว่า เซียนผู้นั้นอยากกลับคืนสู่แดนเซียน แต่เขาอยู่ในสถานะถูกลดขั้นให้ลงมา ต่อให้สร้างความดีความชอบ ก็ถือเป็นการทำความดีไถ่โทษ ไม่สามารถกลับสู่แดนเซียนได้ เสวียนฮ่าวบอกว่าเซียนผู้นั้นต่อมาได้ไปยังโลกหยวนโซ่ว ตั้งใจจะตามหาภูเขาเซียนที่ดูเหมือนจะชื่อว่าเผิงไหล"
เขารู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องราวในปีนั้นอยู่บ้าง
ปีนั้นเรื่องราวของสวี่อิงกับเยี่ยนเป่าเอ๋อร์บานปลายใหญ่โต จนถึงขั้นทำให้แดนเซียนต้องส่งเซียนตกสวรรค์ลงมาปราบกบฏในโลกเบื้องล่าง หลังจากที่เซียนตกสวรรค์ผู้นั้นปราบกบฏเสร็จสิ้น ความดีความชอบก็ถูกผู้ยิ่งใหญ่ในแดนเซียนฮุบไป
เสวียนอวี้หัวเราะ "ที่เซียนตกสวรรค์กลายเป็นเซียนตกสวรรค์ ก็เป็นเพราะเบื้องบนไม่โปรดปราน ถึงได้ให้เขาลงมายังโลกเบื้องล่าง จะได้พ้นหูพ้นตา คนผู้นี้คิดจะอาศัยการสร้างความดีความชอบเพื่อกลับสู่แดนเซียน มันเป็นไปไม่ได้เลย"
โลกหยวนโซ่ว สวี่อิงก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังเทพที่ผิดปกตินี้เช่นกัน เพียงแต่คลื่นพลังนี้มาเร็วไปเร็ว เขาจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
เขาบอกลาเจ้าโง่อาฝู แล้วมุ่งหน้าไปยังหอเผิงไหล
หอเผิงไหลตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลตงไห่ ห่างจากเขาจิ่วอี๋มาก โชคดีที่หยวนชีมีร่างกายใหญ่โต สวี่อิงกับฉู่เซียงเซียงจึงนั่งอยู่บนหัวงูยักษ์ งูยักษ์บินมุ่งหน้าไปเผิงไหล สวี่อิงมีโฉมงามคอยเป็นเพื่อนร่วมทาง การเดินทางจึงไม่รู้สึกเงียบเหงา
เมื่อมาถึงหอเผิงไหล ก็เป็นเวลาห้าวันให้หลังแล้ว หลินเทียนฮวาหรือเจ้าสำนักหลินทั้งประหลาดใจและดีใจกับการมาเยือนของพวกเขา รีบเชิญสวี่อิงและคนอื่นๆ นั่งลง
"พี่สวี่อาจจะไม่ทราบ หอเผิงไหลของข้าแม้จะมีคำว่าเผิงไหลสองคำ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ครอบครองภูเขาเซียนเผิงไหลหรอกนะ"
เจ้าสำนักหลินฟังจุดประสงค์การมาของสวี่อิงแล้วก็หัวเราะ "หอเผิงไหลของข้ายังเยาว์วัยนัก เพิ่งจะอายุสามหมื่นกว่าปี เมื่อเทียบกับสำนักอื่นๆ พวกเราเผิงไหลถือว่าเพิ่งเกิดได้ไม่นาน"
สวี่อิงไม่รู้ที่มาที่ไปของหอเผิงไหล พอฟังเขาพูดเช่นนี้ก็เกิดความสงสัยในใจ จึงถามขึ้น "ในเมื่อหอเผิงไหลเพิ่งจะอายุสามหมื่นกว่าปี แล้วเหตุใดถึงยังมีของวิเศษเซียนคอยคุ้มครองโชคชะตาอยู่เล่า? ปรมาจารย์ของหอเผิงไหลพวกท่านทะยานขึ้นเป็นเซียนได้อย่างไร?"
เจ้าสำนักหลินส่ายหน้ากล่าว "ปรมาจารย์ของหอเผิงไหลข้าไม่ได้ทะยานขึ้นสู่แดนเซียนหรอก ในโลกปัจจุบัน มีมหาภัยพิบัติสวรรค์ขวางทาง เส้นทางสวรรค์ก็ขาดสะบั้น ไม่มีทางที่จะทะยานขึ้นเป็นเซียนได้ ดังนั้นปรมาจารย์จึงหาหนทางอื่น ในเมื่อทะยานขึ้นสู่แดนเซียนไม่ได้ เช่นนั้นก็ทะยานเป็นเซียนบนโลกมนุษย์เสียเลย"
"ทะยานเป็นเซียนบนโลกมนุษย์?"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา สวี่อิงและคนอื่นๆ ต่างก็ประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง หยวนชีรีบกล่าวขึ้น "เจ้าสำนักหลิน พวกเราเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันนะ ท่านจะมาอมพะนำไม่ได้ การทะยานเป็นเซียนบนโลกมนุษย์นี่มันเรื่องอะไรกัน?"
เจ้าสำนักหลินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "การทะยานเป็นเซียนบนโลกมนุษย์ไม่ใช่การทะยานขึ้นไปจริงๆ แต่เป็นการทะยานขึ้นไปยังภูเขาเซียนเผิงไหล แล้วตั้งรกรากอยู่ในเผิงไหล ปีนั้น ปรมาจารย์บังเอิญไปพบภูเขาเซียนเผิงไหลเข้า จึงพบว่าภูเขาเซียนเผิงไหลถูกคนสร้างให้เป็นแดนเซียนน้อยบนโลกมนุษย์ ภายในมีกฎเกณฑ์วิถีสวรรค์ตั้งไว้ ขอเพียงผ่านด่านเคราะห์ของแดนเซียนน้อยไปได้ ก็จะสามารถทะยานเข้าสู่แดนเซียนน้อยได้ จากนั้นก็จะเป็นเซียนมนุษย์ ไม่อยู่ในความดูแลของสวรรค์ ไม่อยู่ในธาตุทั้งห้า มีชีวิตอิสระเสรี ไม่รู้ว่ามีความสุขสักเพียงใด"
ทุกคนเบิกตากว้าง
ฉู่เซียงเซียงติดตามฮ่องเต้ชางอู๋มา มีความรู้กว้างขวาง ก็ยังไม่รู้เลยว่าบนโลกใบนี้จะมีสถานที่อันมหัศจรรย์เช่นนี้อยู่ด้วย!
"ภูเขาเซียนเผิงไหล สมควรเรียกว่าแดนเซียนเผิงไหลเสียมากกว่า"
เจ้าสำนักหลินหัวเราะ "ปรมาจารย์อยู่บนภูเขาเซียน ก็ไม่ต่างอะไรกับอยู่บนแดนเซียน แถมยังมีอิสระมากกว่า เมื่อสามพันปีก่อนตอนที่เคราะห์กรรมใกล้เข้ามา ปรมาจารย์เผิงไหลของข้าก็ได้ปกป้องศิษย์ไว้คนหนึ่งเช่นกัน ตอนที่คุนหลุนปรากฏขึ้น ปรมาจารย์ก็ส่งยันต์เซียนจินจ้วนลงมา เห็นได้ว่า แดนเซียนเผิงไหลแม้จะเป็นแดนเซียนน้อย แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับแดนเซียนจริงๆ เลย"
สวี่อิงเอ่ยถาม "แดนเซียนเผิงไหล มีเทพธิดาที่เชี่ยวชาญวิชาทำนายโชคชะตาอยู่ผู้หนึ่งหรือไม่?"
เจ้าสำนักหลินส่ายหน้า กล่าวว่า "ข้าไม่เคยไป ไม่รู้ว่าที่นั่นมีใครบ้าง ปรมาจารย์เป็นบุคคลในยุคต้าเซี่ย เมื่อสามหมื่นปีก่อนบังเอิญไปพบแดนเซียนเผิงไหลเข้า พอกลับมาก็ก่อตั้งหอเผิงไหลขึ้น หลังจากที่ปรมาจารย์ทะยานขึ้นสู่แดนเซียนเผิงไหล หอเผิงไหลของพวกเราก็มีเจ้าสำนักอีกหลายคนที่ทะยานขึ้นไปที่นั่น พวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ในเผิงไหล"
สวี่อิงฟังจนเคลิบเคลิ้ม โลกมนุษย์กลับมีแดนเซียนเช่นนี้อยู่ด้วย มิน่าเล่าปีนั้นจู่หลงถึงได้สั่งให้คนไปค้นหาภูเขาเซียนเผิงไหล อิ๋งโจว และฟางจ้าง บางทีจู่หลงก็คงจะเคยได้ยินชื่อเสียงของแดนเซียนเผิงไหลมาก่อนเช่นกัน
สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจยิ่งกว่าก็คือ เจ้าโง่อาฝูบอกว่า ภูเขาเซียนทั้งสามแห่งคือเผิงไหล อิ๋งโจว และฟางจ้าง ล้วนเป็นสวี่อิงที่นำลงมาจากแดนเซียนสู่โลกมนุษย์ ถ้าเช่นนั้นแดนเซียนเผิงไหลนี้จะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเขาหรือไม่?
"ถ้าเช่นนั้น จะไปแดนเซียนเผิงไหลได้อย่างไร?" สวี่อิงถาม
"แดนเซียนเผิงไหลไม่มีที่ตั้งแน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าแดนเซียนแห่งนี้ซ่อนอยู่ที่ใด แต่หอเผิงไหลมีเรือลำหนึ่งที่ปรมาจารย์ทิ้งไว้ เพียงนำไปลอยบนทะเล ก็สามารถเดินทางไปยังเผิงไหลได้"
เจ้าสำนักหลินหัวเราะหึๆ "ปีนั้นที่จู่หลงสั่งให้สวีฝูออกทะเล เรือที่ใช้ก็คือเรือที่เลียนแบบมาจากหอเผิงไหลของข้านี่แหละ"







