ห้าทุ่ม ตากวนหยวน
แสงไฟสว่างจ้าส่องสว่างไปทั่วกองถ่ายจนขาวโพลน เสียงผู้คนเงียบสงัด ทุกคนต่างทั้งเหนื่อยทั้งง่วงจนแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว
"ดี ผ่าน!"
"เลิกกอง!"
สิ้นเสียงตะโกนของหลีผิง ทีมงานที่หนังตาหย่อนจนลืมไม่ขึ้นกับนักแสดงที่เพิ่งถ่ายทำเสร็จต่างก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที ถึงแม้ตอนนี้จะใกล้เที่ยงคืนแล้ว ถึงแม้อีกสี่ชั่วโมงจะต้องตื่นขึ้นมาทำงานต่อ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคให้พวกเขารวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายวิ่งกลับไปนอนชดเชยที่โรงแรม
เวลาแบบนี้ ต่อให้ได้นอนเพิ่มแค่สิบนาทีก็ถือเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว
จ้าวเวยกับหลินซินหรูเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ขึ้นรถตู้ เอนกายพิงกันโอนไปเอนมา จ้าวเวยดูมีเรี่ยวแรงมากกว่าหน่อย เธอกวาดตามองรอบหนึ่งแล้วถามขึ้น "อ้าว ปิงปิงล่ะ"
หลินซินหรูเอนซบไหล่เธอด้วยอาการงัวเงีย และตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนคนละเมอว่า "เธอบอกว่าวันนี้จะกลับไปนอนที่บ้าน"
"เมื่อวานเธอยังนอนอยู่กับพวกเราเลย วันนี้ทำไมจู่ๆ ถึงอยากกลับบ้านล่ะ" จ้าวเวยรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
ในกองถ่ายมีอยู่ไม่กี่คนที่มีบ้านอยู่ในเมืองหลวง แต่ปกติแล้วก็มักจะกินนอนอยู่ที่โรงแรมกับกองถ่าย ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากความสะดวก ทุกวันต้องเลิกกองตอนเที่ยงคืน เช้ามืดก็ต้องตื่นขึ้นมาอีก ถ้าต้องนั่งรถกลับบ้าน ไม่ต้องพูดถึงความเหนื่อยยาก แค่เรียกรถก็ยังเรียกไม่ได้เลย
"ดึกดื่นป่านนี้เธอจะกลับยังไงเนี่ย" จ้าวเวยยังคงบ่นพึมพำ ขณะที่หลินซินหรูเงียบไปแล้ว แถมยังส่งเสียงกรนเบาๆ ออกมา
หวังเยี่ยนก็มีบ้านอยู่ในเมืองหลวงเหมือนกัน แต่ทุกวันที่เลิกกอง เธอจะกลับไปนอนที่บ้าน พอเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นก็รีบเดินทางจากบ้านมาที่กองถ่าย ถึงจะดูเร่งรีบแต่เธอก็ไม่เคยมาสายเลยสักครั้ง
"ไปเถอะ"
หวังเยี่ยนนั่งอยู่ในรถ ยืดเส้นยืดสายบิดขี้เกียจ หาวหวอดหนึ่ง แล้วบอกคนขับรถที่มารับเธอ
สตาร์ทรถกำลังจะออกตัว ก็เห็นคนผู้หนึ่งพุ่งออกมาจากสวน วิ่งมาที่รถแล้วตบหน้าต่างรถดัง 'ป้าบๆ'
"ปิงปิง เป็นอะไรไป"
หวังเยี่ยนลดกระจกรถลง เห็นเธอหอบหายใจน้อยๆ เพราะวิ่งมาเร็วเกินไปก็อดประหลาดใจไม่ได้
คุณหนูฟ่านเกาะขอบหน้าต่างพูดว่า "พี่เยี่ยน ให้ฉันติดรถไปด้วยคนได้ไหม ฉันลงที่ห้างสรรพสินค้าฉางอันก็พอ"
หวังเยี่ยนชะงักไป ปกติแล้วเธอไม่ค่อยสนิทกับอีกฝ่าย ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กัน แต่เป็นเรื่องเล็กน้อยที่พอจะช่วยได้ก็ต้องช่วย จึงยิ้มตอบ "ไม่มีปัญหา ขึ้นมาเลย"
ทั้งสองคนนั่งอยู่เบาะหลัง รถแล่นออกจากกองถ่าย ขับไปบนถนนใหญ่ที่มีรถและผู้คนบางตา
"นี่เธอจะกลับบ้านเหรอ" หวังเยี่ยนเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อน
คุณหนูฟ่านพยักหน้า ตอบว่า "อืม กลับบ้านน่ะ"
"เธอเป็นคนเมืองหลวงเหรอ"
"ฉันเป็นคนเจียวตงน่ะ เช่าบ้านอยู่ที่นี่"
หวังเยี่ยนรู้สึกแปลกใจที่เธอจะต้องดั้นด้นกลับไปในเวลาแบบนี้ แต่เพราะไม่ได้สนิทชิดเชื้อกัน จึงไม่สะดวกจะซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ ปกติเห็นเด็กสาวคนนี้ในกองถ่ายออกจะร่าเริงสดใส แต่ตอนนี้กลับดูเงียบขรึมเอามากๆ
คุณหนูฟ่านเหมือนมีเรื่องในใจ เธอหันไปมองนอกหน้าต่าง มองดูแสงไฟนีออนที่กะพริบผ่านไป กลายเป็นเส้นด้ายหลากสีสันที่สาดส่องไปทั่วความมืดมิดยามค่ำคืน
ขับมาได้สักพัก หวังเยี่ยนก็ดูเหมือนจะทนไม่ไหว เธอเอนหลังพิงเบาะ หลับตาพักผ่อน ภายในพื้นที่อันคับแคบจึงเหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มเบาๆ
เธอเหนื่อย เธอเหนื่อยมากจริงๆ
วันนี้เธอถ่ายทำไปตั้งเจ็ดฉาก ออกกล้องประปราย แต่ในฐานะนักแสดงสมทบหลัก เธอไม่สามารถทำหน้านิ่งไร้ความรู้สึกเหมือนนักแสดงประกอบฉากทั่วไปได้ ตัวเอกจะพูดอะไรหรือทำท่าทางอย่างไร เธอก็ต้องแสดงปฏิกิริยาตอบสนองให้ทันท่วงที ต่อให้บางครั้งกล้องจะไม่ได้จับภาพมาที่เธอก็ตาม เธอก็จะละเลยไม่ได้ นั่นคือจรรยาบรรณวิชาชีพขั้นพื้นฐานที่สุด
ผ่านไปหนึ่งวัน กระดูกแทบจะหลุดเป็นชิ้นๆ เหมือนตุ๊กตาขาดด้ายที่พร้อมจะล้มตัวลงนอนได้ทุกเมื่อ แต่เธอยังพักไม่ได้ ไม่สามารถกลับไปนอนหลับให้สบายบนเตียงใหญ่ที่โรงแรมพร้อมกับเพื่อนๆ ได้
วินาทีนี้ กระจกรถถูกเลื่อนลงมาครึ่งหนึ่ง สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านเส้นผมและพวงแก้มของเธอ คุณหนูฟ่านถึงกับรู้สึกอ้างว้างเหมือนกำลังระหกระเหินอยู่ในยุทธภพขึ้นมานิดๆ
"หึ..."
จู่ๆ เธอก็หัวเราะเบาๆ ออกมา แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองออกจะโง่ไปสักหน่อย
ก็แค่วันเกิดไม่ใช่เหรอ
ไม่ได้บอกเขาสักหน่อย แล้วยังจะหวังให้เขาจำได้อีก ทิ้งเตียงใหญ่ๆ ที่โรงแรมไม่ยอมนอน ดิ้นรนขอติดรถเขากลับมาจนได้
ไม่เรียกว่าโง่ แล้วจะให้เรียกว่าอะไร
สมน้ำหน้า!
รถแล่นมาตลอดทางจนถึงปากซอย คุณหนูฟ่านได้สติกลับมา จึงพูดขึ้น "พี่ชาย จอดข้างหน้านี้ก็พอแล้ว"
หวังเยี่ยนสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วย ถามอย่างงัวเงียว่า "หืม ถึงแล้วเหรอ" จากนั้นก็ตั้งสติได้ "ปิงปิงเธอพักอยู่ที่ไหน เดี๋ยวฉันไปส่ง"
คุณหนูฟ่านรีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่เป็นไรหรอก เดินไปสุดทางนี้ก็ถึงบ้านฉันแล้ว"
หวังเยี่ยนชะโงกหน้ามองซอยเปลี่ยวๆ ที่มืดตึดตื๋อจนดูน่ากลัวแล้วพูดว่า "อ๊าย ไม่ได้สิ เด็กสาวตัวคนเดียวแบบเธอไม่กลัวจะเกิดเรื่องหรือไง นี่ พี่เลี้ยวเข้าไปส่งเธอที่ใต้ตึกเลย"
คนขับรับคำแล้วเลี้ยวเข้าไปในซอย ประตูเหล็กบานใหญ่ขึ้นสนิมเขรอะของหมู่บ้านถูกล็อกไว้แล้ว เหลือเพียงประตูเล็กๆ ด้านข้างที่ยังเปิดอยู่
"ขอบคุณนะพี่เยี่ยน!"
คุณหนูฟ่านลงจากรถ เอ่ยขอบคุณจากใจจริง
หวังเยี่ยนชะโงกหน้าออกมา ยิ้มพลางพูดว่า "ไม่เป็นไร ดูแลตัวเองด้วยนะ ฉันไปล่ะ"
คุณหนูฟ่านมองดูไฟท้ายรถที่ห่างออกไป หันกลับไปมองกลุ่มตึกที่มืดมิดแล้วถอนหายใจออกมา
ดึกป่านนี้เขาคงนอนหลับไปแล้ว
งั้นฉันก็ควรจะไปนอนได้แล้ว หึ ลำบากแทบตายก็แค่เพื่อกลับมานอนที่บ้าน...
เธอเดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอย่างเลื่อนลอย กำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในประตูเล็ก ก็แทบจะเดินชนกับคนผู้หนึ่งเข้า
"อ้าว"
ทั้งสองคนมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ฉู่ชิงไม่รอให้เธอเอ่ยปากก็ชิงถามขึ้นก่อน "ทำไมกลับมาเร็วจังล่ะ ฉันยังว่าจะไปรับเธออยู่เลย"
ความรู้สึกอ่อนไหวที่ปรุงแต่งขึ้นมาเมื่อครู่นี้ของคุณหนูฟ่านปลิวหายไปในพริบตา เธอตอบอย่างอึ้งๆ ว่า "อืม ตอนบ่ายถ่ายทำราบรื่นดี ก็เลยเลิกกองเร็วน่ะ"
ฉู่ชิงจูงมือเธอพากันเดินเข้าไปข้างใน แล้วถามต่อ "แล้วเธอไปเรียกรถที่ไหนล่ะ"
"เปล่า พี่เยี่ยนมีรถน่ะ เขาเลยมาส่งฉัน"
"อ้อ ฉันนึกว่าเธอต้องอีกเป็นชั่วโมงกว่าจะเลิกกอง ยังเพิ่งส่งเพจเจอร์ไปหาเธออยู่เลย"
"หือ"
คุณหนูฟ่านรีบควานหาเพจเจอร์ออกมาดู แล้วก็พบว่ามีข้อความเข้ามาจริงๆ เกือบทำให้เขาต้องไปเสียเที่ยวซะแล้ว เธอจึงรู้สึกผิดขึ้นมาทันที "ตอนนั้นฉันอาจจะกำลังเข้าฉากอยู่เลยไม่ได้ยินน่ะ"
ฉู่ชิงชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกว่ายัยหนูดูแปลกๆ ไป ท่าทางเหม่อลอย พูดจาก็ไม่ดูมีชีวิตชีวาเหมือนปกติ จึงอดถามไม่ได้ "เธอเป็นอะไรไป"
เธอเองก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ตอบว่า "ไม่ได้เป็นอะไรนี่"
ฉู่ชิงไม่ถามอะไรอีก กระชับมือที่จับเธอไว้ให้แน่นขึ้น ทั้งสองเดินเข้าไปในโถงบันได หลอดไฟที่พังแล้วในโถงทางเดินยังคงไม่ได้รับการเปลี่ยนเป็นแบบควบคุมด้วยเสียง มันหลับตานิ่งสนิทราวกับจงใจกวนประสาท
อาจจะเพราะเหนื่อยจากการถ่ายทำจนขาอ่อนแรง คุณหนูฟ่านก้าวขึ้นบันไดขั้นแรกก็เซถลา ฉู่ชิงรีบประคองไว้แล้วถามว่า "ไม่เป็นไรใช่ไหม"
"อืม แค่หน้ามืดไปนิดหน่อยน่ะ"
"มา ฉันขี่หลังให้"
"ไม่เป็นไร"
ฉู่ชิงไม่สนใจเธอ เขานั่งยองๆ ลงตรงหน้าแล้วบอก "ขึ้นมาสิ"
คุณหนูฟ่านวางแขนทั้งสองข้างลงบนไหล่ของเขา เรี่ยวแรงเหมือนจะหมดลงตรงวินาทีนี้พอดี ร่างกายทั้งร่างอ่อนปวกเปียก แนบชิดไปกับแผ่นหลังของเขา ขยับโยกเยกไปตามจังหวะก้าวเดิน
"นี่" เธอเรียกเบาๆ
"หืม"
"นายรู้ได้ไงว่าวันนี้ฉันจะกลับมา"
"เธอไม่กลับมาแล้วจะให้ไปไหนล่ะ"
"เผื่อฉันไปนอนที่โรงแรมไง"
"หึ..."
ฉู่ชิงหัวเราะเบาๆ เหมือนกับวันที่เธอเมา เขาแบกเธอขึ้นบันไดทีละขั้นอย่างระมัดระวังจนถึงชั้นห้า
เข้ามาในห้อง เปิดไฟ ฉู่ชิงหันไปมองนาฬิกาก่อนเลย 23:40 น.
"เธอพักผ่อนก่อนนะ"
เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องครัว จากนั้นก็มีเสียงดังฉ่าๆ ของการผัดทอดทำอาหารดังออกมา
ไม่นาน ฉู่ชิงก็ยกจานชามหลายใบออกมาวางเรียงบนโต๊ะ แล้วก็วิ่งเข้าไปในห้องนอนหยิบกล่องเค้กออกมา แกะกล่อง ปักเทียนเล่มเล็กๆ ลงไปสองเล่ม
"ฉันคิดว่าปักสิบเจ็ดเล่มคงไม่พอ ก็เลยซื้อมาแค่สองเล่มน่ะ"
เขายุ่งจนเหงื่อซึมเต็มหน้าผาก ไม่มีเวลาแม้แต่จะเช็ด เลื่อนจานไปข้างหน้า ยิ้มแล้วพูดว่า "นี่คือเปาะเปี๊ยะเนื้อ สูตรเด็ดของฉันเอง แต่เอามาอุ่นอีกรอบรสชาติก็เลยเพี้ยนไปหน่อย"
"นี่คือเมิ่นจื่อ ฉันไม่เคยทำมาก่อน ไม่รู้ว่าจะเทียบกับของที่บ้านเธอได้ไหม"
"แล้วก็กุ้งนี่ด้วย ฉันเดินหาตั้งสองชั่วโมงกว่าจะได้ตัวใหญ่ๆ มาไม่กี่ตัว..."
"นี่คือบะหมี่อายุยืน เส้นอืดหมดแล้ว กินสักเส้นพอเป็นพิธีก็แล้วกัน..."
ฉู่ชิงเอาแต่พูดพร่ำโอ้อวดฝีมือทำอาหารของตัวเอง คุณหนูฟ่านจ้องมองเขาโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เธอรู้สึกว่าตัวเองโชคร้ายจริงๆ ทำไมถึงต้องมาเจอคนแบบนี้! แล้วก็รู้สึกว่าคนคนนี้ช่างร้ายกาจเสียจริง ชอบทำให้เธออยากร้องไห้อยู่เรื่อย
ฉู่ชิงพูดอยู่นาน พอเห็นเธอไม่มีปฏิกิริยาอะไร ก็เลยบีบแก้มเธอเบาๆ แล้วหัวเราะ "เป็นอะไรไปยังไม่เที่ยงคืนเลยนะ"
ครู่ใหญ่เธอถึงปัดมือเขาออก พลิกฝ่ามือกลับไปกุมมือเขาไว้ เอ่ยเสียงเบาว่า "ใครบอกนายว่าวันนี้วันเกิดฉัน"
"ในบัตรประชาชนเธอก็มีบอกไว้นี่"
ฉู่ชิงก็รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย จึงยิ้มถาม "วันเกิดเธอทำไมไม่บอกฉันล่ะ"
ยัยหนูเบ้ปาก ตอบว่า "เรื่องแบบนี้ใครเขาพูดเองกันเล่า เสียฟอร์มแย่!"
ความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของลูกผู้หญิง ทั้งดื้อรั้นและน่ารัก หากเจอคนที่ชอบเธอเข้า ก็คงจะหลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้น แต่ถ้าเจอคนที่ไม่ชอบเธอ ก็คงคิดว่ายัยนี่มันเป็นบ้าแน่ๆ
ฉู่ชิงพอเห็นท่าทางเบ้ปากของเธอ ก็รู้ได้ทันทีว่าเธอกลับมาเป็นปกติแล้ว จึงจุดเทียนพร้อมรอยยิ้ม "เอาล่ะ เป่าเทียนสิ"
"ปิดไฟด้วยสิ!"
ฉู่ชิงกดสวิตช์ปิดไฟ แสงเทียนริบหรี่ส่องสว่างบนใบหน้าของเธอ เผยให้เห็นความละเอียดอ่อนนุ่มนวลราวกับเม็ดทรายที่ไหลผ่านร่องนิ้ว
ยัยหนูทำท่าอธิษฐาน หลับตานิ่งไปไม่กี่วินาที แล้วก็ลืมตาขึ้นมา เป่าเทียนดับไปพร้อมกับเขา
"มากินเค้กกัน"
ฉู่ชิงเปิดไฟ หั่นเค้กออกมาสองชิ้น มีครีมเลี่ยนๆ หนาเตอะติดอยู่ เค้กยุคสมัยนี้หน้าตาดูไม่จืดจริงๆ เหมือนกับแพนเค้กทาครีมไม่มีผิด
คุณหนูฟ่านเห็นเขาสงบนิ่งแบบนั้น กลับรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา ราวกับว่าความรู้สึกอ่อนไหวที่พรั่งพรูมาทั้งคืนของเธอต้องสูญเปล่า จึงอดไม่ได้ที่จะหาเรื่อง "ทำไมไม่ถามล่ะว่าฉันอธิษฐานอะไร"
ฉู่ชิงกรอกตา มองบน "ฉันไม่ได้โง่นะ เรื่องแบบนี้ถามสุ่มสี่สุ่มห้าได้ที่ไหน"
"น่าเบื่อชะมัด! ลองถามดูสิ!"
"แล้วเธออธิษฐานอะไรล่ะ"
ยัยหนูกรอกตากลับไปให้เขาบ้าง พูดอย่างผู้ชนะว่า "นายโง่หรือเปล่า เรื่องแบบนี้ถามสุ่มสี่สุ่มห้าได้ที่ไหน"
"..."
ว่าแล้วเชียว! ว่าแล้วเชียว!
พอเห็นเขาหงุดหงิด ยัยหนูก็ยิ่งอารมณ์ดี ยื่นตะเกียบไปคีบเปาะเปี๊ยะเนื้อเข้าปาก
"อืมๆ อร่อย!" เธอเบิกตากว้าง ปากเคี้ยวตุ้ยๆ ถามว่า "ทำยังไงเนี่ย"
"ก็ใช้ไข่มาทำเป็นแผ่นแป้ง แล้วม้วนไส้เนื้อลงไปทอดน่ะ"
"อร่อยจัง!"
เธอหิวมากจริงๆ ยิ่งอาหารสี่อย่างนี้ฉู่ชิงไม่เคยทำมาก่อน เธอจึงกวาดเรียบเป็นพายุบุเต็ง สวาปามอย่างตะกละตะกลาม
ฉู่ชิงทนดูไม่ได้ ต้องปราม "นี่ กินช้าๆ หน่อย เดี๋ยวก็ติดคอหรอก"
คุณหนูฟ่านกลืนเปาะเปี๊ยะเนื้อลงไปอีกชิ้น จู่ๆ ก็ชะงักตะเกียบ แล้วโพล่งขึ้นมา "จริงสิ นายยังไม่ได้ร้องเพลงเลยนะ"
"หา"
"เพลงวันเกิดไง!" คุณหนูฟ่านตื่นเต้นขึ้นมา ไม่สนใจจะกินต่อแล้ว "ร้องเร็ว ร้องเร็วเข้า!"
ฉู่ชิงเหงื่อตก "ดึกป่านนี้จะมาร้องเพลงอะไรล่ะ"
"ฉันไม่สน! รีบร้องเร็วเข้า! ร้องเร็วสิ!" ยัยหนูเริ่มงัดท่าไม้ตายลูกอ้อนไร้เทียมทานออกมาใช้อีกแล้ว
เขาโดนรบเร้าจนหมดหนทาง คิดเสียว่าปีหนึ่งมีแค่หนเดียว ร้องก็ร้อง
"สุขสันต์วัน..."
"อ๊าย นายต้องปรบมือด้วยสิ ในทีวีเขาก็ทำกันแบบนี้นะ!"
ฉู่ชิงหน้าเขียวปัด ในใจกระตุกยิกๆ ช่างเถอะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอาไงเอากัน
ดังนั้น เขาจึงปรบมือไปพร้อมกับโยกหัวไปมา เผยรอยยิ้มที่สดใสเจิดจ้าดั่งแสงตะวัน แล้วร้องเพลง "สุขสันต์วันเกิด สุขสันต์วันเกิด..."
ถ้าเขาผูกผ้าพันคอแดงด้วย คงไม่ต่างอะไรกับเยาวชนปัญญาอ่อนที่มีการศึกษาและกำลังสร้างค่านิยมใหม่ดีๆ นี่เอง
ทั้งสองคนนั่งล้อมรอบโต๊ะกินข้าวตัวเล็ก เล่นเกมหยอกล้อกันอย่างปัญญาอ่อนสิ้นดี กลุ่มตึกในหมู่บ้านล้วนมืดสนิท เหลือเพียงห้องนี้ห้องเดียวที่ยังคงเปิดไฟสว่างไสว
แต่กลับไม่ได้ดูโดดเดี่ยวอ้างว้าง กลางดึก ไร้เมฆหมอก มีเพียงความหวานชื่นของคู่รัก
กินข้าวเสร็จ พลังงานของทั้งสองคนก็ดูเหมือนจะมาถึงจุดสิ้นสุด หลังความตื่นเต้นก็คือความเหนื่อยล้า
"พรุ่งนี้เธอจะไปกี่โมง"
"ตีสี่ก็ต้องถึงที่นู่นแล้ว"
ฉู่ชิงเองก็ง่วงแล้ว เขาหาวหวอด เตรียมจะเปลี่ยนรองเท้า "งั้นตีสามฉันมาหานะ ชามพวกนี้ทิ้งไว้ก่อนเดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันค่อยล้าง"
บางทีอาจจะเป็นเพราะราตรีที่ล้ำลึก ความรักที่ลึกซึ้ง หรือบางทีอาจจะเพราะเธอเหนื่อยจนพูดจาเลอะเลือน จู่ๆ เธอก็พูดออกมาราวกับผีผลักว่า "นายไม่ต้องกลับไปหรอก เสียเวลาเปล่าๆ"
ฉู่ชิงกำลังจะเปิดประตูออกไปแล้ว แต่ก็ชะงักฝีเท้า หันกลับมามอง ความประหลาดใจและความเร่าร้อนในดวงตาของเขาแทบจะหลอมละลายเธอได้
ยัยหนูไม่กล้าสบตาเขา หลุบตาลงต่ำ แววตาสั่นไหวคล้ายมีเส้นด้ายอ่อนนุ่มนับหมื่นเส้นพันธนาการอยู่ระหว่างคนทั้งสอง เธอเอ่ยเสียงแผ่ว "นายอย่าคิดลึกสิ ฉันไม่ได้ ไม่ได้จะให้นายมารังแกฉันสักหน่อย"
กลางดึก ชายหญิงอยู่กันตามลำพัง กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนเตียง พวกเขาจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นไหม หรือจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นไหม หรือจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นไหม
หากตัดเรื่องอุปสรรคทางสรีรวิทยาออกไป มองแค่เรื่องเวลา ทั้งสองคนอย่างน้อยตีสามก็ต้องตื่น แล้วตอนนี้ก็ตีหนึ่งครึ่งแล้ว นั่นหมายความว่ายังมีเวลาอีกชั่วโมงครึ่งให้กลิ้งไปกลิ้งมาทำอะไรสักอย่าง
แต่คุณต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพละกำลังกับความต้องการของทั้งคู่ด้วย ไหนจะเรื่องการหลอกล่อ ฉีกเสื้อผ้า ถูไถ เปียกชื้น เสียงกรีดร้อง หลอกล่อต่อ อ่อนปวกเปียกจนเข้าไปไม่ได้ และอีกสารพัดสถานการณ์
แบบนี้ เวลาที่เหลือให้ฉู่ชิงได้กินเต้าหู้เต็มที่ก็คงไม่เกินยี่สิบนาที
ยี่สิบนาที แกยังจะบ่นว่าน้อยอีกเหรอ
เอาเถอะ เรากลับมาพูดถึงเรื่องอุปสรรคทางสรีรวิทยาของเขากันดีกว่า...
ฉู่ชิงไม่กล้าแม้แต่จะถอดเสื้อผ้า ไม่กล้าแม้แต่จะพลิกตัว ทำตัวแข็งทื่อคอสเพลย์เป็นหมอนข้างใบใหญ่ให้แฟนสาวกอดเอาไว้
คุณหนูฟ่านหนุนแขนเขาไว้ ร่างกายครึ่งหนึ่งโอบกอดชายคนนี้เอาไว้ ทั้งสองคนนอนด้วยกันแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่มาทำแบบนี้ นี่เป็นครั้งแรก
หัวใจของเธอเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอและอบอุ่น เหมือนกับค่ำคืนที่แสนสงบและอบอุ่นคืนนี้ เธอควรจะเหนื่อยและง่วงมากแท้ๆ แต่กลับไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด
เมื่อมองฉู่ชิงที่นอนหลับสนิทอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ข้างกาย คุณหนูฟ่านก็ซุกหัวเข้าไปในอ้อมอกของเขาอีกนิด เหมือนสายลมที่กระซิบแผ่วเบาในยามราตรี
"นายรู้ไหมว่าฉันอธิษฐานอะไร"







