ช่วงนี้ฉู่ชิงกลุ้มใจมาก เขากำลังขัดแย้งในตัวเองอีกแล้ว
อาการย้อนแย้งของบางคนคือการงัดกับตัวเอง อาการย้อนแย้งของบางคนคือการงัดกับคนอื่น ฉู่ชิงไม่เคยไปงัดกับใคร เขาเอาแต่เล่นเกมต่อสู้อันยิ่งใหญ่สไตล์สี่หยางหยางกับหุยไท่หลางกับตัวเองมาตลอด
สรุปสั้นๆ สองคำ 'ปวดตับ'
เขาเข้าเรียนมาได้สิบวันครึ่งเดือนแล้ว จากความรู้สึกแปลกใหม่ในตอนแรก กลายมาเป็นความสงสัยในตัวเองในตอนนี้
เรียนการแสดงยังเรียนจนเกิดปัญหาขั้นสูงอย่างความสงสัยในตัวเองได้ ไม่เรียกว่าปวดตับแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?
เพื่อนร่วมชั้นยี่สิบกว่าคน พอผ่านไปสักพักก็เริ่มสนิทสนมกัน ผู้หญิงสองสามคนมีแนวโน้มว่าจะพัฒนาไปเป็นเพื่อนซี้ ส่วนผู้ชายสองสามคนก็ไปดื่มเหล้าอาบน้ำด้วยกันเป็นบางครั้งบางคราว
ฉู่ชิงในชั้นเรียนค่อนข้างโดดเด่นไม่เหมือนใคร ไม่ใช่ว่าเขาแกล้งทำตัวสูงส่งไม่สนใจพวกนั้นหรอก แต่เป็นเพราะทรงผมของเขา... หรือจะเรียกว่าหัวโล้นก็ได้
เมื่อหลายวันก่อน ช่วงบ่ายของวันเกิดแฟนสาว
ฉู่ชิงสวมหมวกที่แฟนสาวซื้อให้ นั่งทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่หลังสุดของกลุ่มเพื่อน อาจารย์เหลือบมองเขาก็เห็นทันที แล้วพูดขึ้น "นักศึกษาคนนั้น กรุณาถอดหมวกออกด้วยครับ"
อาจารย์คนนี้ชื่อเห่าหรง อายุเพิ่งจะยี่สิบเจ็ดปี ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้รับมอบหมายให้คุมชั้นเรียนด้วยตัวเอง เนื่องจากอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน นอกจากตอนสอนที่จะจริงจังหน่อย เวลาปกติเขาก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเหล่านักศึกษา
ฉู่ชิงจึงจำใจถอดหมวกออก เผยให้เห็นหนังศีรษะที่ออกสีเขียวจางๆ
ในสถาบันศิลปะ สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้แปลว่ามันเป็นนักเลงหัวไม้ที่เพิ่งถูกปล่อยตัวออกมาแน่นอน เห่าหรงประหลาดใจเล็กน้อย ถามว่า "คุณถ่ายละครอยู่หรือเปล่า?"
"ครับ"
ฉู่ชิงยังคงติดนิสัยสมัยมัธยม พออาจารย์ถามก็ต้องยืนขึ้นตอบ ก้นเพิ่งจะละจากเก้าอี้ เห่าหรงก็โบกมือ "ไม่ต้องลุกหรอก"
เขาถามขึ้นมาลอยๆ อีกประโยค "ถ่ายเรื่องอะไรล่ะ?"
"องค์หญิงหวนจู... ภาคสองครับ"
เห่าหรงเคยได้ยินมาว่าทางฝั่งสถาบันคู่แข่งร่วมเมืองมีเด็กสาวคนหนึ่ง ช่วงก่อนหน้านี้หอบจดหมายกลับหอพักเป็นกระสอบๆ แถมยังเป็นจดหมายที่ส่งมาจากต่างประเทศทั้งนั้น
ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะละครโทรทัศน์ที่ชื่อเก๋อเก๋ออะไรสักอย่างนี่แหละ
เขาเริ่มสนใจขึ้นมานิดหน่อย พลิกดูรายชื่อนักศึกษาแล้วพูดว่า "คุณชื่อฉู่ชิงใช่ไหม?"
"ใช่ครับ"
"คุณเคยแสดงเรื่องอะไรมาบ้าง?"
"《เสี่ยวอู่》ครับ"
คราวนี้เห่าหรงมองเขาอย่างจริงจังขึ้นมาหน่อย เขาเองก็เคยได้ยินชื่อภาพยนตร์ที่ถูกแบนเรื่องนี้มาบ้าง
ละครไอดอลอย่างหวนจูในสายตาของพวกเขานั้น ไม่ควรค่าแก่การพูดถึงเลยด้วยซ้ำ แต่《เสี่ยวอู่》นั้นต่างออกไป ยังไม่ต้องพูดถึงว่าหนังดีหรือไม่ดี อย่างน้อยรูปแบบศิลปะแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาชื่นชม
แต่ก็แค่มองด้วยความสนใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คนดังที่จบจากสถาบันการแสดงกลางมีเยอะแยะไป เห่าหรงไม่ถึงกับต้องตื่นเต้นอะไรมากมายกับชายหนุ่มคนนี้
บทสนทนาสั้นๆ นี้ ไม่ได้สร้างความประทับใจอะไรลึกซึ้งในใจของทั้งสองฝ่าย แต่ในหมู่เพื่อนร่วมชั้นกลับทำให้เกิดความฮือฮาขึ้นมาไม่น้อย
คนพวกนี้ เมื่อก่อนมีทั้งคนที่เรียนเต้นรำ เรียนงิ้ว มีคนที่เคยรับบทตัวประกอบมาสองสามเรื่องแล้วเก็บเงินมาเรียนเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาตัวเอง สรุปคือไม่มีใครเป็นตัวเด่น ไม่มีใครมีชื่อเสียง ล้วนแต่ระหกระเหินในวงการนักแสดงมาอย่างน่าเวทนา
พอได้ยินว่าไอ้หมอนี่ที่หน้าตาธรรมดาๆ อย่างฉู่ชิงกำลังถ่ายละครอยู่ แถมดูท่าทางแล้วคงไม่ใช่แค่ไปโผล่หน้าวิเดียวประเภทเอารูปไปตั้งหน้างานศพแล้วรับเงินได้ แต่เป็นบทสมทบที่มีน้ำหนักพอสมควรเลยทีเดียว เรื่องนี้ก็ทำให้อดไม่ได้ที่เพื่อนร่วมชั้นแต่ละคนจะคิดกันไปต่างๆ นานา
เห็นเห่าหรงนั่งอยู่ข้างหน้า พูดกับลูกศิษย์ที่นั่งล้อมวงกันว่า "วันนี้ผมจะสอนเรื่องระบบการแสดง"
วิชาที่เขาสอนคือทฤษฎี แต่เขาไม่อยากก๊อปปี้วางคำนิยามและความแตกต่างของสายเทคนิค สายประสบการณ์ และสายเมธอด แห้งๆ แบบนั้นใครจะไปอยากฟัง
ดังนั้นเขาจึงพูดว่า "ผมต้องการนักศึกษาหนึ่งคนมาช่วยผมหน่อย... อ้อ ฉู่ชิง!"
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เขาดันจำตัวเอกได้อยู่คนเดียวล่ะ
ฉู่ชิงเหล่ตามอง เดินขึ้นไปเป็นลูกคู่ให้ด้วยความไม่เต็มใจอย่างยิ่ง เขาแบกหัวโล้นๆ สีเขียวจางๆ ไปยืนเด่นอยู่ตรงลานว่างเล็กๆ ตรงกลาง
เห่าหรงยิ้มพูด "ผมจะทำสีหน้าหนึ่ง แล้วคุณทำตามผมนะ"
พูดพลางเอามือปาดหน้า ราวกับกำลังแสดงเปลี่ยนหน้ากาก พริบตาเดียวก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าเศร้าสร้อย: หัวคิ้วขมวดเล็กน้อย สองตาหรี่ลง ริมฝีปากล่างเม้มแน่น
ฉู่ชิงรู้บทบาทของตัวเองดี เขาไม่แย่งซีนเลยสักนิด อีกฝ่ายทำยังไงเขาก็ทำตามแบบนั้น แถมยังเลียนแบบได้ค่อนข้างเหมือนอีกด้วย
ทั้งสองคนคงสีหน้านี้ไว้ประมาณห้าวินาที จึงค่อยกลับมาเป็นปกติ
เห่าหรงเรียกเพื่อนนักศึกษาคนหนึ่ง ถามว่า "เมื่อกี้ดูแล้วมีความคิดเห็นยังไงบ้าง?"
นักศึกษาคนนั้นตอบอย่างลังเล "แอบตลกนิดหน่อยครับ"
เห่าหรงยิ้มถาม "ทำไมถึงคิดว่าแอบตลกนิดหน่อยล่ะ?"
นักศึกษาคนนั้นเห็นว่าเขาไม่ได้โกรธ จึงกล้าพูดขึ้น "ถึงแม้สีหน้าของพวกอาจารย์จะเศร้ามาก แต่ผมรู้ว่าพวกอาจารย์ไม่ได้เศร้าเลยสักนิด ก็เลยรู้สึกว่ามันตลกครับ"
"ถูกต้อง!" เห่าหรงปรบมือ พูดว่า "การแยกตัวเองกับตัวละครออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เป็นเพียงการก็อปปี้สีหน้าและท่าทางที่เก็บไว้ในหัวออกมาอย่างเป็นเครื่องจักร สิ่งนี้เรียกว่าสายเทคนิค!"
รอให้พวกนักศึกษาทำความเข้าใจสักพัก เขาก็หันไปพูดกับฉู่ชิงอีกครั้ง "คุณลองแสดงสีหน้าเศร้าด้วยตัวเองอีกทีสิ"
ฉู่ชิงไม่ได้แสดงในทันที แต่กลับบอกว่า "อาจารย์ช่วยกำหนดสถานการณ์ให้ผมหน่อยครับ"
เห่าหรงเอียงคอมองเขาสองวินาที ก่อนจะบอกว่า "ตอนที่เห็นสุนัขแสนรักของตัวเองตาย"
ฉู่ชิงเกาหัว บิลด์อารมณ์เงียบๆ อยู่ในใจพักหนึ่ง แต่กลับไม่รู้สึกอะไรเลย จึงได้แต่ยักไหล่ ตอบว่า "ผมแสดงไม่ออกครับ"
…………
การถ่ายละครของฉู่ชิง หลังจากได้รับบทแล้วและก่อนจะเริ่มถ่ายทำจริง เขาจำเป็นต้องใช้เวลานานในการบิลด์อารมณ์และทำความเข้าใจ เพื่อที่จะสามารถผสานอารมณ์ของตัวเองเข้ากับตัวละครได้ และเมื่อถึงเวลาถ่ายทำจริงถึงจะสามารถระเบิดมันออกมาได้ในรวดเดียว
เขาไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องสุนัขแสนรักตายมาก่อน ไม่ใช่ว่าเขาแสดงไม่ได้ แต่เขาต้องใช้เวลาในการสัมผัสประสบการณ์และทำความเข้าใจอารมณ์แบบนั้น เวลาเพียงไม่กี่นาทีในชั้นเรียนมันไม่พออย่างเห็นได้ชัด
ตอนนั้นเห่าหรงก็ถามเขาประโยคหนึ่ง "แล้วทำไมคุณถึงใช้อารมณ์อื่นมาแทนไม่ได้ล่ะ?"
ตอนนั้นฉู่ชิงก็สวนกลับอย่างซื่อบื้อว่า "แบบนั้นมันไม่หลอกลวงคนอื่นเหรอครับ?"
เอาล่ะ ประโยคนี้นี่แหละ ที่เป็นสาเหตุความย้อนแย้งของเขา เขาอุตส่าห์มุดเข้าไปในเขาควายได้สำเร็จอีกครั้ง
การแสดง ก็คือการแสดงละครให้คนอื่นดู แต่ฉู่ชิงกลับเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมา
เขาก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงจากกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่ง เริ่มต้นก็มาเจอตัวพ่อสายสมจริงอย่างเหล่าเจี่ย จากนั้นก็มาเจอตัวพ่อสายโรแมนติกอย่างโหลวเย่ และตามมาด้วยตัวแม่ที่โรแมนติกยิ่งกว่าอย่างคุณชายโจว ทำให้เขาทั้งในจอและนอกจอดูจะฟุ้งซ่านใจลอยไปบ้าง
สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เขาเข้าใจผิด เข้าใจผิดไปว่าการแสดง เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสมจริงเรื่องหนึ่ง
แน่นอนว่า เขาไม่ได้โง่ถึงขนาดคิดว่ารูปแบบของการแสดงนั้นเป็นเรื่องจริง สิ่งที่เขาเข้าใจ คือความสมจริงทางอารมณ์ของนักแสดงต่างหาก
และนี่ก็เป็นจุดที่เขารับไม่ได้เมื่อได้ยินเห่าหรงพูดถึงสายเมธอด เพราะว่าตอนนี้เขากำลังเดินตามเส้นทางของสายประสบการณ์อยู่
สายประสบการณ์เน้นที่ สมมติว่าสุนัขของคุณตาย คุณก็ต้องเป็นเหมือนคนสุนัขตายจริงๆ ถึงแม้คุณจะไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจอารมณ์นั้นให้ได้มากที่สุด
ส่วนสายเมธอดจะยืดหยุ่นกว่านั้นหน่อย คุณสามารถใช้อารมณ์ตอนที่ไปทำงานสายแล้วโดนหักเงินเดือน หรืออารมณ์ตอนที่ถูกแฟนทิ้งมาแทนที่ได้ การแสดงแบบนี้ อาจจะดูมีชีวิตชีวาและดึงดูดใจได้มากกว่าด้วยซ้ำ
แต่ฉู่ชิงกลับรู้สึกว่าแบบนี้มันไม่สมจริง ไม่เพียงแต่หลอกตัวเอง แต่ยังหลอกผู้ชมด้วย
ที่จริงแล้วสิ่งที่เรียกว่าสายประสบการณ์กับสายเมธอดนั้น ทั้งสองอย่างไม่ได้มีความแตกต่างกันที่แก่นแท้ ต่างก็เป็นพวกถ้าไม่บ้าก็เอาดีไม่ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าอย่างแรกนั้นลึกซึ้งและบริสุทธิ์กว่า ส่วนอย่างหลังนั้นยืดหยุ่นและนำไปใช้งานได้จริงมากกว่า
ความดื้อรั้นและความเข้าใจต่อการแสดงของฉู่ชิงในตอนนี้ ค่อนข้างจะเหมือนกับซุนหงเหลยในช่วงแรกๆ
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเล่นละครเวที เนื้อเรื่องคร่าวๆ คือครอบครัวชาวอเมริกาธรรมดาๆ ครอบครัวหนึ่ง จู่ๆ พวกเขาก็รวยขึ้นมา ภายหลังสามีเพิ่งมารู้ว่านี่คือเงินที่ภรรยาเอาตัวเข้าแลกมา ซุนหงเหลยใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ในการทำความเข้าใจอารมณ์นี้ พอซ้อมมาถึงฉากนี้ เขาก็เกือบจะเป็นลม พอส่งโรงพยาบาลตรวจดูก็พบว่า ไอ้นั่นดันเป็นโรคหัวใจจริงๆ
ภายหลังก็ถึงได้บรรลุ พอมาถึงเรื่อง 《แฝงตัว》 เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลงานก่อนหน้านี้ของเขา มันก็คือความแตกต่างระหว่างหมัดอรหันต์กับไทเก็ก จากที่เต็มไปด้วยความดุเดือดรุนแรง กลายมาเป็นความเรียบง่ายสบายๆ
ไอ้พวกที่ไม่ทรมานตัวเองจนตายก็ไม่ยอมเลิกราแบบนี้ มีคำเรียกขานที่เหมือนกันว่า: คนบ้าละคร
ฉู่ชิงเริ่มต้นจาก 《เสี่ยวอู่》 พัฒนาขึ้นใน 《ซูโจวเหอ》 จนกระทั่งถึงตอนนี้ เขาถึงได้เผชิญหน้ากับช่วงเวลาแห่งการทะลวงผ่านและก้าวกระโดดอย่างแท้จริง
นักแสดงที่ประสบความสำเร็จทุกคน แทบทั้งหมดล้วนเปลี่ยนผ่านจากสายประสบการณ์มาเป็นสายเมธอด แต่หลังจากสายเมธอดคืออะไรล่ะ?
ยังไม่มีใครรู้
บางทีอาจจะเป็นอย่างที่ลุงหมิงพูดไว้: ไร้คำบรรยาย
…………
ขนาดโรงเรียนของสถาบันการแสดงกลางนั้นโด่งดังกว่าตัวสถาบันเองเสียอีก ยังมีเส้นรอบวงอันน่าสงสารของลู่วิ่งในสนามนั่น ที่มักจะถูกสถาบันคู่แข่งร่วมเมืองเยาะเย้ยอยู่เสมอ จนกระทั่งต่อมาสถาบันการแสดงกลางต้องหนีไปสร้างวิทยาเขตใหม่ที่ใหญ่โตแถบชานเมืองปักกิ่ง
สำหรับฉู่ชิงแล้ว สิ่งที่ทรมานที่สุดไม่ใช่การเข้าเรียน แต่เป็นเวลาพักกลางวัน
กินข้าวเสร็จ โดยพื้นฐานแล้วเขาก็ตกอยู่ในสภาพไม่มีอะไรทำและไม่มีที่ไป ไม่สามารถกลับไปนอนงีบที่หอพักได้เหมือนพวกนักศึกษาปริญญาตรี ทำได้แค่เดินเตร็ดเตร่ไปมาในวิทยาเขต หรือไม่ก็หาที่นั่งแช่ไปจนกว่าจะถึงเวลาเรียนตอนบ่าย
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเบื่อจนทนไม่ไหว ถึงขนาดทำตัวไม่ได้เรื่องแอบไปร้านเน็ตเพื่อเล่นเกมเซียนเจี้ยนภาคโรแมนติกอยู่ตลอดช่วงพักเที่ยง...
ข้างสนามหญ้าคือสนามบาสเกตบอล ใช้ลวดตาข่ายแถวหนึ่งล้อมพื้นที่ตรงนั้นเอาไว้ อย่าว่าแต่เล่นเต็มสนามเลย แค่คุณชู้ตลูกบาสจากนอกเส้นสามคะแนนในครึ่งสนาม ก็เสี่ยงที่จะร่วงลงไปบนลู่วิ่งได้ง่ายๆ แล้ว
ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง วัยรุ่นร่างกายกำยำกลุ่มหนึ่งก็จะมาเล่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ฉู่ชิงนั่งยองๆ ดูความคึกคักอยู่ข้างๆ หลังตรงเอวตั้ง สองเท้าแยกออกกว้างเท่าช่วงไหล่ พอนั่งยองๆ แล้วก็กลายเป็นรูปทรงน้ำเต้าพอดี
เขารู้สึกว่าท่าทางของตัวเองตอนนี้ยอดเยี่ยมมาก ถ้าได้ประคองชามใบใหญ่เบ้อเริ่มที่ใหญ่กว่าหัว เติมพริกแห้งเส้นยาวลงไปหน่อย แล้วซู้ดกินเสียงดังซวบซาบสักมื้อคงจะสมบูรณ์แบบสุดๆ
เขาไม่สนใจบาสเกตบอลอะไรทั้งนั้น อย่างมากเขาก็ทำได้แค่ไม่เดาะลูกบาสใส่หลังเท้าตัวเอง ดังนั้นภายนอกเขาดูเหมือนกำลังดูคนเล่นบาส แต่ความจริงแล้วกำลังเหม่อลอยอยู่ต่างหาก
ตอนนี้ทุกวิชาอย่างน้อยก็เรียนมาแล้วหนึ่งครั้ง อาจารย์แต่ละคนก็ได้เห็นหน้าค่าตากันหมดแล้ว
ตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่าการเรียนการแสดงไม่ใช่แค่ให้คุณขึ้นไปเป็นลูกคู่บนนั้นก็พอ แต่ยังต้องเรียนบทพูด ดนตรี สรีระ การฝึกสมาธิ บลาๆๆๆ อีกชุดใหญ่ แน่นอนว่าสิ่งที่ชวนปวดใจที่สุดก็คือการจำลองสิ่งของและการจำลองสัตว์นั่นแหละ
"ต่อไปให้จินตนาการว่าพวกเราคือโต๊ะตัวหนึ่ง"
"ต่อไปให้จินตนาการว่าพวกเราคือต้นหญ้ากอหนึ่ง"
"ต่อไปให้จินตนาการว่าพวกเราคือสุนัขตัวหนึ่ง..."
ฉันแม่งถ่ายละครนะเว้ย ไม่ได้มาแสดงสารคดีสัตว์โลก เรียนไอ้พวกนี้ไปจะมีประโยชน์อะไรวะ?
คนที่มาจากสายเถื่อนอย่างฉู่ชิง ไม่สามารถทำความเข้าใจกับการฝึกฝนการแสดงอย่างเป็นระบบได้จริงๆ นักแสดงที่ไม่ได้จบสายตรงมา จะไม่ใส่ใจกับวิธีการแสดงที่เป็นวิทยาศาสตร์พวกนี้ สิ่งที่พวกเขาพึ่งพามีเพียงการสั่งสมประสบการณ์และพรสวรรค์ของตัวเองเท่านั้น
ก็เหมือนกับสัตว์เลี้ยงที่มีค่าสถานะเริ่มต้นกากมาก แต่มีพรสวรรค์ในการเติบโต ไม่มีใครรู้ว่าขีดจำกัดของมันอยู่ที่ตรงไหน
อย่างเช่นคุณชายโจว
แน่นอนว่าก็มีพวกที่โตมาแล้วเสียของเหมือนกัน อย่างเช่น... เราไม่พูดถึงดีกว่า
สิ่งที่อาจารย์สอนพวกนี้ สนุกมันก็สนุกอยู่หรอก แต่เขากลับรู้สึกว่ามันไม่มีประโยชน์ ถ้าทำตามวิธีการพวกนี้จริงๆ ฉู่ชิงก็ชักจะสงสัยแล้วว่าตัวเองจะยังแสดงละครเป็นอยู่หรือเปล่า
นอกจากจะปวดใจกับค่าเทอมแล้ว เหตุผลเดียวที่ทำให้เขาไม่โดดเรียน ก็คือการฝึกบทพูดนี่แหละ
เขารู้สึกว่าทักษะการพูดของตัวเองแย่มาก เวลาพูดมักจะมีสำเนียงปักกิ่งปนกับสำเนียงภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่บ้าง บางครั้งยังแฉลบไปเป็นสำเนียงเฟินหยางอีกต่างหาก ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องจังหวะจะโคน หรือการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก อย่างน้อยก็ต้องฝึกพูดภาษาจีนกลางให้ดีก่อนสิ!
สมุดปกน้ำเงินเล่มนั้นในที่สุดก็ได้นำมาใช้ประโยชน์ ฉู่ชิงตั้งใจเรียนมาก เพียงแต่รู้สึกขัดใจกับบทความสละสลวยแต่ละท่อนที่คัดสรรมาไว้ข้างในนั้น
ดัดจริตชะมัด!
ฉันพูดเป็นแต่คำว่า 'อะไรวะ' พูดคำว่า 'อะไรหรือ' ไม่เป็น พูดเป็นแต่ 'ไงล่ะ' พูด 'อย่างไร' ไม่เป็น...
จะกัดฉันรึไง!
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงเล็กน้อย ฉู่ชิงนั่งยองๆ มาตั้งนานแล้ว พวกที่เล่นบาสก็กำลังจะแยกย้ายกันไป
วัยรุ่นกลุ่มนั้นตอนเดินผ่านก็พากันกวาดตามองเขาอย่างแปลกประหลาด นึกว่าเป็นผู้ป่วยหนีออกมาจากที่ไหนสักแห่ง
คนที่เดินรั้งท้ายสุด ตัวสูงที่สุด ผิวคล้ำที่สุด ดูเหมือนจะอยากรู้อยากเห็นในตัวเขามาก จึงนั่งยองๆ ลงมาเช่นกัน พร้อมกับส่งเสียงถามด้วยสำเนียงปักกิ่งปนสำเนียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า "เฮ้ย! พี่ชาย เด็กใหม่เหรอ เมื่อก่อนไม่เคยเห็นหน้าเลยแฮะ?"







