วันที่สองของปีใหม่ เป็นวันที่พี่น้องบ้านสกุลสวี่กลับมารวมตัวกันพร้อมหน้า
ยังไม่ถึงเก้าโมงเช้า สวี่ซื่ออันกับภรรยาก็พาลูกชายกลับมาถึงก่อน ไม่นาน สวี่ซื่อเซียน สวี่ซื่อเต๋อ และสวี่ซื่อเสียง ก็มาถึงพร้อมกันสามครอบครัว
เดิมทีสวี่ซื่อเต๋อพาภรรยาและลูกมาถึงตัวอำเภอตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ไปพักที่บ้านสวี่ซื่อเซียน แล้วเช้านี้ค่อยนั่งรถมาพร้อมกัน
รถที่พวกเขานั่งผ่านมาเส้นทางของชุมชนซิงหลง พอดีสวี่ซื่อเสียงกับภรรยาอุ้มลูกสาวขึ้นรถที่นั่น สามครอบครัวก็นั่งรถมาด้วยกันจนถึงซงเจียงเหอ แล้วต่อไปยังตงกัง
“พ่อ แม่ พวกเรากลับมาแล้วครับ
โอ๊ย ช่วงก่อนปีใหม่งานยุ่งจริงๆ หัวหน้าที่ทำงานเรียกประชุมทุกวัน แถมงานเขียนเอกสารอะไรต่างๆ ก็มาลงที่ผมหมด
วันนั้นพอรับโทรศัพท์จากบ้าน ผมก็อยากจะขอลากลับมาเลย แต่หัวหน้าไม่ให้ลา ไม่มีทางจริงๆ” สวี่ซื่อเซียนรีบอธิบายทันทีที่ก้าวเข้าบ้าน
“ใช่เลยครับ ช่วงใกล้ปีใหม่ ทางอำเภอมีการบูรณาการรักษาความปลอดภัย เราชุมชนเองก็ยุ่งจนหัวหมุน ประชุมทุกวันเลย” สวี่ซื่อเสียงซึ่งตอนนี้ถูกยืมตัวจากฝ่ายกิจการพลเรือนไปช่วยงานตำรวจ และแต่งชุดเครื่องแบบเต็มยศ ดูทะมัดทะแมงไม่น้อย กล่าวขึ้นบ้าง
“ใช่ๆ ทางเราก็เหมือนกันครับ สรุปงานประจำปี คิดบัญชีรายรับรายจ่าย วุ่นวายทุกวัน
ถึงว่ากันว่ากินข้าวของใครก็ต้องยอมให้เขาควบคุม ไม่ผิดเลยจริงๆ
ทำงานรับเงินเดือน เหมือนเอาตัวไปผูกไว้กับงาน อยากทำอะไรนิดหน่อยก็ลำบาก ลางานยังต้องรอให้หัวหน้าอนุมัติอีก” สวี่ซื่อเต๋อที่ตอนนี้ย้ายจากงานสอนหนังสือไปเป็นบัญชีที่ชุมชนต้าอิ๋ง ก็ส่ายหน้าพูดอย่างหมดหนทาง
พอพี่น้องสามคนก้าวเข้าบ้าน ยังไม่ทันได้พูดจาเรื่องอื่น ก็รีบอธิบายก่อนเลยว่าทำไมก่อนหน้านี้ถึงกลับบ้านไม่ได้
สวี่เฉิงโฮ่วได้ยินก็แค่ “ฮึ่ม” ออกมา ไม่ได้พูดอะไรต่อ
โจวกุ้ยหลานเห็นดังนั้น ก็รู้ว่าสามีของตนไม่พอใจ รีบกระแอมเบาๆ แล้วดึงชายเสื้อของเขาไว้
ยังไงก็เถอะ วันนี้เป็นวันดีวันรวมญาติ ลูกๆ ก็กลับมากันแล้ว อย่าเพิ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียดเลย
“รู้ว่าพวกแกยุ่งกันทุกคน มีงานก็ต้องทำแบบนี้แหละ ไม่มีอิสระหรอก ไม่เป็นไรหรอก มานั่งเร็วเถอะ” เธอเอ่ยปากอย่างอ่อนโยน
สวี่เฉิงโฮ่วยังเงียบไม่พูดอะไร โจวกุ้ยหลานเลยต้องรับหน้าพูดกับลูกๆ ลูกสะใภ้แทน
“เอ๊ะ แล้วเจ้าสามกับเจ้าหกล่ะ? ไปไหนกันหมด? ไม่เห็นอยู่ที่นี่เลย?”
ทุกคนพอมานั่งเรียบร้อย ก็ค่อยรู้สึกแปลกใจ สวี่ซื่อเยี่ยนกับภรรยา รวมถึงสวี่ซื่อฉินไม่ได้อยู่บ้าน
ปีก่อนๆ พอกลับมาถึงช่วงนี้ ภรรยาเจ้าสามก็มักจะอยู่ในครัวยุ่งกับอาหารอยู่แล้ว ปีนี้ทำไมไม่เห็นเลย?
“อ๋อ เจ้าหกไปหาอาจารย์ของเขาที่ในเมืองน่ะ
เมื่อวานไปไหว้ปีใหม่บ้านสามี เลยอยู่ทานข้าวที่นั่น ยังไม่ได้ไปหาอาจารย์ วันนี้เช้าเลยไปไหว้ปีใหม่ที่บ้านอาจารย์ก่อน คงอีกเดี๋ยวถึงจะกลับ”
“เจ้าสามกับภรรยาเขาก็คงจะมาแหละค่ะ พวกเขาต้องดูแลลูกตั้งสี่คน คงกำลังเก็บกวาดบ้านอยู่ตอนนี้”
โจวกุ้ยหลานเห็นสามีไม่ยอมเปิดปาก จึงจำใจต้องพูดต่อเอง
ถึงตอนนี้ บรรดาพี่น้องก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติขึ้นมาบ้างแล้ว
วันดีอย่างวันนี้ พวกเขากลับมา พ่อกลับไม่ยิ้มสักครั้ง แม่ก็ไม่เข้าครัวทำอาหารเหมือนเคย น้องสาวกับน้องชายก็หายไปหมด
มันดูไม่ปกติเอาเสียเลย…
“พ่อ แม่… เอ่อ... มีอะไรหรือเปล่าครับ?” สวี่ซื่อเซียนลังเลเล็กน้อย แล้วก็ถามออกไปแบบหยั่งเชิง
สวี่เฉิงโฮ่วยกเปลือกตาขึ้น มองลูกชายหนึ่งแวบ แล้วหยิบกล้องยาสูบขึ้นมา เคาะกับขอบเตียงเสียงดังสองที
“อืม มีเรื่องจะคุยกับพวกแกน่ะ”
พูดก็พูดเถอะ เขาน่ะจงใจให้ลูกสาวออกไปตั้งแต่เช้า แล้วยังให้จ้าวเจี้ยนเซ่อกับเพื่อนๆ ไปกันที่บ้านเจ้าสาม เพื่อไม่ให้เจ้าสามกับภรรยาออกจากบ้านได้ ก็เพื่อจะได้คุยกับพวกลูกชายพวกนี้ให้รู้เรื่องเสียที
“คือแบบนี้นะ เจ้าหกไปเมืองหลวงเพื่อรักษาตัว ค่ารักษา ค่าผ่าตัด ค่ายา ค่าโน่นนี่รวมๆ กันก็ราวๆ 3,500 3,600 หยวน
ไม่กี่วันก่อน ศูนย์งานเขาให้เงินช่วยมานิดหน่อย ประมาณเจ็ดแปดร้อยหยวน
ส่วนที่เหลือ พวกแกช่วยดูกันหน่อยว่าจะจัดการยังไงดี?”
สวี่เฉิงโฮ่วยังไม่สนว่าจะทำให้ใครลำบากใจ สูบยาสองคำ แล้วเงยหน้ามองลูกชายทั้งสี่คน
เดิมทีนะ เขากับภรรยาก็เคยคุยกันแล้วว่าจะออกเงินรักษาลูกสาวเอง ไม่ต้องให้ลูกชายทั้งหลายต้องลำบาก
ลูกชายแต่ละคนก็มีครอบครัว มีภาระของตัวเอง ต้องเลี้ยงลูก ส่งเงินกลับมาให้พ่อแม่ทุกเดือน ก็ไม่ง่ายเลย
ส่วนเขากับภรรยา ตอนนี้ยังสุขภาพดี ไม่ได้มีรายจ่ายอะไรมากมาย เขาเองก็ยังทำงานได้ ไม่อยากเพิ่มภาระให้ลูกๆ
ทั้งคู่คิดแทนลูกเสมอมา แต่ผลเป็นไงล่ะ?
สวี่ซื่อฉินกลับมาจากเมืองหลวงก็ยี่สิบวันเข้าไปแล้ว นอกจากวันแรกที่สวี่ซื่ออันกับภรรยามาเยี่ยม วันอื่นๆ นอกจากนั้น พวกลูกชายอีกสามคนยังไม่โผล่หน้ามาเลย…
น้องสาวแท้ๆ ของพวกเขาออกไปผ่าตัดรักษาตัว พอกลับมาก็ยังโทรมาบอกพวกเขาอย่างดี แต่สุดท้ายไม่มีใครกลับมาดูสักคนเดียว
สวี่เฉิงโฮ่วโกรธมานานแล้ว แต่ก็เก็บไว้ในใจไม่แสดงออก
ใกล้ปีใหม่แล้ว ถ้าเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาก็ไม่ดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าลูกชายคนที่สามและสะใภ้สาม ซึ่งปฏิบัติต่อครอบครัวอย่างไม่มีอะไรให้ติ เขายิ่งไม่อยากพูดอะไรให้พวกเขารู้สึกไม่ดี
ช่วงเทศกาลแบบนี้ เขาไม่อยากทำให้ลูกชายคนที่สามรู้สึกคับข้องใจ เลยอดทนมาตลอด
จนถึงตอนนี้ เขาก็ทนไม่ไหวจริงๆ แล้ว
พวกลูกชายพวกนี้ ไม่มีใครดีเลย ล้วนแต่เป็นลูกอกตัญญูทั้งนั้น
"เงินสามพันกว่าหยวนนี้ มีของน้องสาวคนเล็กเก็บเองอยู่พันหนึ่ง ที่เหลือเป็นเงินที่พ่อกับแม่ต้องไปหยิบยืมคนนอกมา
เงินที่รัฐจ่ายคืนค่ารักษาพยาบาลมาบ้าง ก็เอาไปใช้หนี้ไปแล้วบางส่วน
ส่วนที่เหลือ ก็ให้พวกแกสี่คนช่วยกันคิดดูว่าจะจัดการยังไง พ่อจะได้เอาเงินไปใช้หนี้”
สวี่เฉิงโฮ่ว เจ้าเล่ห์พอสมควร ไม่พูดออกไปว่าเงินนั้นจริงๆ แล้วเขากับลูกชายคนที่สามช่วยกันออก
ถ้าพูดไปแบบนั้น พวกลูกชายคนอื่นก็จะมีข้ออ้างทันที
เขาเลยบอกแค่ว่าเป็นเงินที่ไปยืมมาจากคนนอก ให้พวกลูกๆ ลองแสดงออกดูว่าจะทำยังไง
“ส่วนเจ้าสามน่ะ เขาไปอยู่กับน้องสาวที่เมืองหลวง คอยดูแลไม่ขาดตกบกพร่อง ติดกันสองสามเดือน ไม่ได้ทำงานเลย
เขาก็ลำบากเหมือนกัน ไม่มีงานประจำ ทำงานรับจ้างก้มหน้าก้มตาหากิน ได้เงินก็แค่พอกิน เดือนสองเดือนนี้ไม่ได้รายได้เลยก็ลำบากพอตัว
เพราะงั้น เงินก้อนนี้จะไม่ให้เขาออก
พวกแกสี่คน พ่อไม่เรียกมากหรอก ช่วยกันรวมให้ครบหนึ่งพันหกร้อยหยวน พ่อจะได้ไปคืนหนี้คนนอก”
เขาไม่ผลักภาระให้ลูกชายทั้งหมด อย่างไรเขากับแม่พวกมันก็ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ
สวี่เฉิงโฮ่วพูดจนแทบไร้ช่องโหว่ ทำเอาลูกชายทั้งสี่คนหน้าเหวอไปหมด
โดยเฉพาะ สวี่ซื่อเซียน สวี่ซื่ออัน และ สวี่ซื่อเสียง สามคนนี้เขาคุยกันล่วงหน้าแล้วว่าจะไม่กลับมาก่อนปีใหม่ ไว้ค่อยกลับมาหลังปีใหม่
พวกเขาคิดว่า พอถึงเทศกาลแบบนี้ บ้านคงจะอบอุ่นและคงไม่มีใครพูดถึงเรื่องเงิน
ใครจะไปคิดว่า พอพวกเขากลับมา ก็เจอฉากแบบนี้ทันที
“พ่อ น้องสาวไปผ่าตัด เราเป็นพี่ชายก็ควรช่วยอยู่แล้ว” สวี่ซื่อเซียนพูดขึ้นมาได้ไม่ทันขาดคำ ก็รู้สึกเจ็บตรงเอวด้านข้าง
ไม่ต้องสงสัยเลย ภรรยาเขาคงแอบหยิกเอวเขาตอนคนอื่นไม่เห็นแน่ๆ
“แฮ่ม... คือตอนนั้นผมยุ่งจริงๆ หาเวลาว่างไม่ได้
เรื่องแบบนี้ก็ต้องเป็นคนที่ไม่มีงานประจำอย่างน้องสาม เขามีเวลามากกว่า
ยังไงก็ต้องขอบคุณน้องสามจริงๆ เขาคนเดียวจัดการทุกอย่างหมดเลย”
สวี่ซื่อเซียนแกล้งไอสองที แล้วเปลี่ยนเรื่องทันที ไม่กล้าพูดถึงเรื่องแบ่งเงินอีก
“น้องห้า นายพูดหน่อยสิ” สวี่ซื่อเซียนไม่รู้จะพูดยังไงแล้วเลยหันไปหาน้องชายคนเล็ก
“พ่อ แม่ เรื่องที่น้องสาวไปรักษาตัวถือเป็นเรื่องสำคัญ
แต่ว่าผมเพิ่งซื้อบ้านไป มือมันตึงจริงๆ ครับ”
สวี่ซื่อเสียง พอเห็นพี่ชายโยนบอลมาให้ตัวเอง ก็จำเป็นต้องพูดอะไรสักอย่าง คิดไปคิดมาแล้วก็พูดออกมาแบบนี้







