“แถวนั้นไม่ใช่ว่าลุงหานไปเดินตรวจดูทั่วแล้วเหรอ? ทำไมยังมีเจ้าหมีดำอยู่ได้อีกล่ะ?”
สวี่ซื่อเยี่ยนรู้สึกแปลกใจ ในเมื่อฝีมือลุงหานขนาดนั้น ยังปล่อยให้มีหมีดำอยู่ใกล้ๆ ศูนย์เพาะโสมอีกหรือ?
“พ่อฉันบอกว่า มันน่าจะเป็น ‘หมีหลังโค้ง’ ที่หลุดมา ช่วงปีใหม่คงลงจากเขา แล้วเข้าไปจำศีลในถ้ำใกล้ๆ นั่นล่ะ
แต่ตัวมันเองก็หลับไม่สนิท พอโดนสองคนนั้นเดินไปเจอเข้า ก็ตกใจตื่น เลยกระโจนออกมาทำร้ายคน”
หานลี่หมิงส่ายหน้า ตามคำอธิบายของพ่อ น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ
สวี่ซื่อเยี่ยนพยักหน้า ขึ้นเขาล่าสัตว์ บางทีก็ต้องเจอเรื่องแบบนี้ มันก็แค่ดวงซวยเท่านั้น
“หมาสี่ตัวที่บ้านฉัน ปีที่แล้วไม่ได้ออกล่าสัตว์ ฉันว่าตอนนี้มันคงมีลูกกันหมดแล้ว ถ้าพาขึ้นเขาก็คงไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่หรอก”
หมาล่าสัตว์ยิ่งได้ออกล่าบ่อยก็ยิ่งเก่ง ถ้านานๆ ไม่ได้ออกล่า ความสามารถก็จะเริ่มฝืด
ปีที่แล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนอยู่ที่เมืองหลวง พ่อสวี่เฉิงโฮ่วก็ไม่ได้ล่าสัตว์ หมาทั้งหมดเลยต้องถูกล่ามไว้ในคอก กลัวว่าตอนนี้ฝีมือจะหายหมดแล้ว
“ไม่เป็นไร หมาที่บ้านฉันก็มีอยู่ เดี๋ยวเอามันนำทางหน่อย หมาที่บ้านนายก็คงฟื้นทักษะได้เร็ว” หานลี่หมิงโบกมือ
สวี่ซื่อเยี่ยนคิดตามก็พยักหน้า หมาบ้านลุงหานน่ะเก่งจริง ถ้ามีตัวนำดีๆ หมาที่บ้านตนก็น่าจะจำวิธีได้ไม่ยาก
“งั้นเอาเลย พรุ่งนี้ขึ้นเขา!”
จริงๆ แล้ว นักล่าสัตว์ก็เหมือนติดนิสัย พอพูดถึงการล่าก็อดตื่นเต้นไม่ได้ สำหรับสวี่ซื่อเยี่ยน เขานับว่าใจเย็นสุดแล้วเพราะมีงานบ้านเยอะแยะต้องดูแล
แต่พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เขาก็เริ่มคึกตามเหมือนกัน
รุ่งเช้าของวันถัดมา สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้ขี่จักรยาน แต่จูงหมาสี่ตัวออกมา พร้อมแบกปืนหนึ่งกระบอก
ปืนนั่นเป็นของที่ซื้อมาใช้หลังตั้งฟาร์มได้แล้ว ซื้อมา 2 กระบอก เป็นแบบกึ่งอัตโนมัติ ใช้สำหรับป้องกันฟาร์มเป็นหลัก
เมื่อวานหลังเลิกงาน เขาแวะไปเลือกกระบอกที่ถนัดมือที่สุดกลับมาบ้าน เช้านี้ก็สะพายมันติดตัวออกมาเลย
มาถึงบริเวณคลังน้ำมันของศูนย์เพาะโสม คนงานที่รอรถอยู่ก็ทยอยมาที่นี่
ตอนนี้คนส่วนใหญ่ในศูนย์เพาะโสมก็รู้จักสวี่ซื่อเยี่ยนแล้ว ก็เลยพากันเข้ามาทักทาย
“โห คุณหัวหน้าสวี่ วันนี้พาหมามาด้วย แถมแบกปืน จะขึ้นเขาไปล่าสัตว์หรือไงเนี่ย?”
“ใช่ เมื่อวานสองคนที่ไปเฝ้าไร่โสมโดนหมีดำเล่นงานเข้าแล้วไม่ใช่เหรอ?
ลุงหานก็เลยบอกให้ฉันพาหมากับปืนไปด้วย วันนี้จะขึ้นเขาพร้อมกัน ตามล่าหมีตัวนั้นให้เจอ ถ้าไม่จัดการมัน ต่อไปใครจะกล้าขึ้นเขาไปทำงานล่ะ?”
งานของสวี่ซื่อเยี่ยนจริงๆ ก็ไม่ได้ตายตัวมาก เขามีอิสระสูง
เขาขึ้นเขาไปก็เพื่อจัดแจงงานต่างๆ จะลงมือเองหรือแค่ออกคำสั่งก็ได้ทั้งนั้น
เพราะงั้น วันนี้เขาตั้งใจจะขึ้นไปดูงาน แล้วก็ล่าหมีไปพร้อมกับหานเหวินจง
พอพูดถึงเรื่องนี้ คนงานแถวนั้นก็มีประเด็นคุยกันต่อยาว
“ใช่เลย เมื่อวานฉันก็เห็นสองคนนั้นอยู่ สภาพโคตรน่าสงสารเลย
คนนึงโดนหมีขย้ำหน้าไปครึ่งหน้า อีกคนโดนหมีนั่งทับจนถ่ายไม่ออก ทั้งฉี่ทั้งอึราดเต็มไปหมด
พาไปที่คลินิกของศูนย์โสมก็รักษาไม่ไหว สุดท้ายต้องรีบส่งเข้าเมืองเลยไม่ใช่เหรอ?”
พอพูดถึงความอนาถของสองคนนั้น ทุกคนก็หน้าเหยเกทั้งตกใจทั้งสงสาร ถึงจะรอดชีวิต แต่แบบนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นคนพิการแล้ว แล้วต่อไปจะอยู่ยังไง?
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าหัวหน้าสวี่จะล่าสัตว์เป็นด้วย สุดยอดจริงๆ ทั้งบู๊ทั้งบุ๋น เก่งรอบด้านเลย” ก็มีคนชมขึ้นมา
ตอนนี้สวี่ซื่อเยี่ยนถือเป็นคนดังของศูนย์โสม ทุกคนรู้ว่าเขากำลังนำทีมพัฒนาโปรเจกต์เพิ่มรายได้ให้ศูนย์งาน
ถ้าโครงการสำเร็จ สิทธิประโยชน์ของคนงานก็จะดีขึ้นอีก ทุกคนก็เลยเอาใจช่วยอยู่ไม่น้อย
ระหว่างที่คุยกัน รถบัสของศูนย์โสมก็มาถึง เป็นรถใหญ่สองคัน
ไร่โสมที่เฉาจื่อเหอ อยู่ไกลพอสมควร ทางศูนย์โสมจึงจัดรถไว้คอยรับส่งคนงานขึ้นเขาทำงานเป็นประจำ
รถจอด คนงานก็รีบขึ้นรถกันเป็นแถว ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนก็พาหมาทั้งสี่ตัวขึ้นรถโดยมีหานลี่หมิงช่วยจัดการ
หมาล่าสัตว์มีมารยาทของมัน พอขึ้นรถก็ไม่เห่า ไม่ซน นอนหมอบเงียบเรียบร้อย
รถบัสใหญ่โคลงเคลงไปตามทาง ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่ไร่โสมที่เฉาจื่อเหอ ซึ่งเป็นไร่ที่เพิ่งปลูกโสมใหม่เมื่อปีที่แล้ว
ตอนนี้พวกคนงานกำลังทำโรงเรือนกันอยู่ พอลงจากรถก็ตรงเข้าไปในแปลงทันที
แปลงที่หานเหวินจงดูแลอยู่ อยู่ด้านนอก เป็นพื้นที่ที่ปลูกเอาไว้ตั้งแต่ปีก่อน เขาคำนวณเวลาไว้ล่วงหน้า ก็เลยจูงหมามารอที่นี่ก่อน
สวี่ซื่อเยี่ยนกับหานลี่หมิงลงจากรถ แล้วก็ปล่อยหมาลงมาด้วย จากนั้นก็ไปเจอกับหานเหวินจง
“ลุงครับ หมาพวกผมไม่ได้ออกล่ามาตั้งแต่ฤดูหนาวปีที่แล้ว อาจจะไม่คล่อง เดี๋ยววันนี้ให้ช่วยหมาบ้านลุงเป็นลูกมือก็แล้วกัน”
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดขึ้นทันทีที่เจอกัน
“ดีเลย พวกเราสองบ้านรวมแล้วเก้าตัว ยังไงก็ต้องจัดการไอ้เจ้าหมีดำได้แน่”
หานเหวินจงพยักหน้า เขามั่นใจในหมาของตัวเองมาก
ตลอดสองสามปีที่ผ่านมา ทุกหน้าหนาวสวี่ซื่อเยี่ยนกับหานเหวินจงจะออกล่าหมีด้วยกัน หมาของทั้งสองบ้านก็เลยคุ้นเคยกันดี ไม่กัดกันง่ายๆ การรวมทีมล่าก็เลยไม่ใช่ปัญหา
สามคนจูงหมาเก้าตัว มุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุเมื่อวาน
ยังไม่ทันเดินไปถึงที่นั่น หมาเหลืองของบ้านสวี่ กับหมาตัวนำของบ้านหานที่ชื่อว่า “เอ้อร์ช่วนจื่อ” ก็ดูเหมือนจะจับกลิ่นได้ มันเห่าออกมาเสียงดัง
ไม่ต้องสงสัยเลย มันต้องได้กลิ่นของเจ้าหมีดำแล้วแน่ๆ
“ยังบอกว่าหมาเหลืองไม่คล่องอีก ดูสิ ยังจมูกดีอยู่เลย ไปเถอะ ไปดูกัน”
หานเหวินจงเห็นดังนั้นก็หัวเราะ หมานำดีๆ ต่อให้ไม่ได้ล่านานแค่ไหน จมูกมันก็ยังไวอยู่
หมาเหลืองกับเอ้อร์ช่วนจื่อ ทั้งตัวใหญ่ ทั้งแรง พอจับกลิ่นเหยื่อได้ก็พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างตื่นเต้น
พอหมานำเห่า ตัวอื่นก็ยิ่งตื่นเต้นตาม พากันกระชากเชือกจนคนจูงแทบเอาไม่อยู่
“ไม่เป็นไร ปล่อยมันไปก่อน เดี๋ยวพวกเราค่อยตามไป” หานเหวินจงพูดพร้อมกับปลดเชือก
สวี่ซื่อเยี่ยนก็ปล่อยหมาทั้งสี่ของเขาเหมือนกัน จากนั้นก็เห็นหมาเหลืองกับเอ้อร์ช่วนจื่อพุ่งออกไปทันที พร้อมกับเห่าอย่างกระตือรือร้น
หมาตัวอื่นก็วิ่งตามไปแบบไม่รั้งรอ
สวี่ซื่อเยี่ยนกับหานลี่หมิงยังหนุ่มยังแน่น ขาแข้งดี แบกปืนวิ่งตามไปอย่างคล่องตัว ส่วนหานเหวินจงแม้อายุเริ่มมากแล้ว ก็เดินตามช้าหน่อย
“อยู่ตรงหน้าตรงนั้น เห็นต้นหยางใหญ่ต้นแรกมั้ย?
พ่อฉันบอกว่า ตอนปลายฤดูหนาวปีที่แล้ว ก่อนจะลงจากเขา เขายังวนเวียนแถวนี้อยู่เลย ไม่เจออะไรผิดปกติ
เพราะงั้นเขาเลยบอกว่า เจ้าหมีตัวนี้มันน่าจะเข้ามาในโพรงไม้หลังปีใหม่แน่ๆ”
หานลี่หมิงชี้ไปทางเนินด้านล่าง ต้นหยางต้นใหญ่ที่ยืนเด่นอยู่นั่น
“อืม ก็อาจจะใช่ ไป ดูกันหน่อย”
สวี่ซื่อเยี่ยนพยักหน้า แล้วก็รีบเดินไปที่ต้นหยางต้นนั้น
ตอนนี้ หม้าห้าตัวของบ้านหานวิ่งหายลับตาไปแล้ว ส่วนหมาสี่ตัวของบ้านสวี่กลับยืนวนเวียนอยู่แถวต้นหยาง ไม่ยอมวิ่งต่อ
“ดูออกเลยนะ หมาบ้านนายสี่ตัวนี่ ไม่คล่องแล้วจริงๆ วิ่งนิดเดียวก็หยุดซะแล้ว”
หานลี่หมิงมองก็รู้ทันที ว่านี่เป็นเพราะไม่ได้ออกล่ามานาน
สวี่ซื่อเยี่ยนเดินเข้าไปลูบหัวหมาเหลืองเบาๆ “ไปเถอะ ไม่ต้องรอฉัน”
หมาเหลืองมองหน้าสวี่ซื่อเยี่ยนแล้วเห่าใส่ต้นหยางอีกหนึ่งเสียง ก่อนจะหันหลังพาอีกสามตัววิ่งออกไปต่อ
แต่สวี่ซื่อเยี่ยนกลับรู้สึกแปลกๆ เหมือนหมาเหลืองจะพยายามบอกอะไรเขาบางอย่าง
มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ?
“ไปเถอะ รีบตามไปเถอะ ไอ้หมีดำตัวนั้นมันไม่เล็กนะ ถึงจะบาดเจ็บ แต่ฉันว่าคงสู้สุดตัว”
หานลี่หมิงเห็นสวี่ซื่อเยี่ยนยืนเหม่ออยู่ เลยดึงเขาเบาๆ
“อืม ไปกันเถอะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนก็คิดไม่ออกเหมือนกัน จึงรีบตามหานลี่หมิงไป โดยไม่คิดอะไรมากอีก







