"เธอคงไม่ได้เอาจริงหรอกนะ?"
ฉู่ชิงมองจนหนังตาเต้นกระตุก ยัยหนูคนนี้สวมหมวกไหมพรมไว้บนหัว ปล่อยผมปรกลงมาสองข้าง บนสันจมูกมีแว่นกันแดดอันใหญ่ตั้งอยู่ ในมือยังถือหน้ากากอนามัยกำลังจะสวมเข้าที่หู สรุปคือทั่วทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีเนื้อหนังส่วนไหนโผล่ออกมาให้เห็นเลย
"ตอนนี้ฉันไม่กล้าออกจากบ้านเลย คราวก่อนออกไปคนกลุ่มใหญ่แห่กรูกันเข้ามาเบียด ฉันตกใจแทบแย่" คุณหนูฟ่านรื้อเอาชุดแต่งกายแบบเดียวกันออกมาอีกชุดหนึ่ง แล้วพูดว่า "นี่ของนาย"
ถึงฉู่ชิงจะพูดแบบนั้น แต่ก็ยังรับแว่นกันแดดมาสวมอย่างรวดเร็ว หันไปบิดตัวส่องกระจก ทันใดนั้นก็หมดสภาพ ไม่มีมาดเก๊กหล่อเลยสักนิด ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือนคนตาบอด จึงต้องถอดออกแล้วพูดว่า "พอเถอะ ฉันใส่เจ้านี่ไม่ได้หรอก"
"นายก็ใส่หน่อยสิ!" ยัยหนูไม่พอใจ
"ก็ไม่มีใครมองฉันนี่ ฉันจะใส่ทำไม?" ฉู่ชิงยื่นมือออกไป ถอดแว่นกันแดดของเธอออกด้วย พูดว่า "เธอนี่นะ ใส่หน้ากากอนามัยก็ยังพอว่า หน้าหนาวแบบนี้ยังจะใส่แว่นกันแดดอีก เธออยากให้คนจำได้ หรือไม่อยากให้คนจำได้กันแน่?"
ยัยหนูคนนี้ยังโตไม่เต็มที่เลย เอาแว่นตากันแดดทรงกลมโตมาใส่ ดูไม่มีรัศมีแบบนั้นเลยสักนิด มองยังไงก็เหมือนนางแบบหน้าใหม่ที่มีรสนิยมแย่สุดๆ
โต้เถียงกันอยู่พักหนึ่ง คุณหนูฟ่านก็ขัดใจแฟนหนุ่มไม่ได้ จึงต้องยอมทิ้งความอยากที่จะปลอมตัวออกไปเดินเล่นเงียบๆ
ตอนนี้เป็นช่วงเช้า แสงแดดอบอุ่นอย่างหาได้ยาก อากาศก็ไม่ได้หนาวแห้งเหมือนช่วงก่อนหน้านี้
ฉู่ชิงจูงมือเธอเดินออกจากหมู่บ้าน ยัยหนูเดินตามอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ใบหน้าของเธอจำง่ายจริงๆ นั่นแหละ หวนจูออกอากาศในเมืองหลวงจบไปสองรอบแล้ว ขอแค่ที่บ้านมีโทรทัศน์ ก็คงไม่มีใครไม่รู้จักละครเรื่องนี้ และไม่มีใครไม่รู้จักจินสั่ว
แต่ฉู่ชิงกลับไม่รู้สึกกดดันเลยแม้แต่น้อย ผ่านมาตั้งนานแล้ว นอกจากน้องสาวผู้ดูแลสถาบันการแสดงกลางคนนั้นที่จำเขาได้ ก็ไม่เห็นมีใครมาสนใจเขาเลยสักคน ไม่สวยเกินไป ก็ต้องขี้เหร่เกินไป โตมาแบบสองอย่างนี้ถึงจะเป็นที่จดจำได้ง่าย ส่วนหน้าตาโหลๆ แบบเขา โยนเข้าไปในฝูงชนปุ๊บก็กลืนหายไปในพริบตา
อากาศไม่ค่อยหนาว คุณหนูฟ่านจึงไม่ได้ใส่ถุงมือคู่ที่ทำตกมาแล้วหลายรอบนั้น เธอจับมือเขาไว้แน่น มองซ้ายมองขวา จู่ๆ ก็พูดพลางหัวเราะว่า "นายว่าถ้าเดี๋ยวมีคนพุ่งเข้ามาถามว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน ฉันจะตอบว่ายังไงดีล่ะ?"
ฉู่ชิงปรายตามองเธอ พูดว่า "อยากตอบว่ายังไงก็ตอบไปเถอะ ฉันก็จัดการไม่ได้หรอก"
ริมฝีปากของยัยหนูซ่อนอยู่ในหน้ากากอนามัย บ่นพึมพำอู้อี้ออกมาคำหนึ่ง "คนใจแคบ!"
หมู่บ้านการรถไฟอยู่ไม่ไกลจากซีตาน เดินตามถนนเจี้ยนเน่ยไปเป็นเส้นตรง นั่งรถแค่ไม่กี่ป้าย ทั้งสองคนเลยตัดสินใจเดินไป
พอถึงปากซอย ก็เห็นแผงขายหนังสือพิมพ์เล็กๆ อยู่ใต้กำแพง ใช้ก้อนอิฐรองแผ่นไม้ไว้สองสามแผ่น ด้านบนวางหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ของวันนี้เอาไว้ ข้างๆ หนังสือพิมพ์เป็นกองโปสเตอร์ดารา งานหยาบมาก เป็นรูปที่ตัดมาจากในละครโดยตรง แล้วเอามาพรินต์ลงบนกระดาษสติกเกอร์
ตอนอยู่มัธยมต้นฉู่ชิงมักจะซื้อบ่อยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าไปหลงใหลซากาอิ โนริโกะเข้าได้ยังไง ถึงได้แปะรูปไว้เต็มผนังห้องนอนไปหมด
"แผ่นละเท่าไหร่ครับ?" เขาเห็นรูปด้านบนสุดเป็นภาพนิ่งจากเรื่องหวนจู องค์ชายห้ากำลังกอดเสี่ยวเยี่ยนจื่อด้วยสีหน้ายิ้มโง่งม จึงถามขึ้น
"หนึ่งหยวน" เจ้าของแผงตอบ
คุณหนูฟ่านเห็นแล้วก็ยิ้มขำ แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ดึงแฟนหนุ่มเตรียมจะเผ่น
ตอนนั้นเอง มีเด็กเล็กๆ สองคนวิ่งเข้ามา อายุประมาณแปดเก้าขวบ คุ้ยๆ กองโปสเตอร์นั้น ดึงรูปเดี่ยวของเสี่ยวเยี่ยนจื่อออกมาใบหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นตอนที่นอนคว่ำอยู่บนสนามหญ้า เอามือเท้าคาง ฉีกยิ้มกว้าง ดูสดใสไร้เทียมทาน
เด็กคนหนึ่งมีท่าทางโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด โยนเงินลงไปหนึ่งหยวนทันที พลางพูดว่า "ฉันนึกว่ามีคนซื้อไปแล้วซะอีก!"
เด็กอีกคนพูดอย่างอิจฉาว่า "ใบนี้สวยจัง เธอจะแปะไว้ตรงไหนเหรอ?"
"ก็ต้องแปะไว้หัวเตียงสิ!"
"งั้นถ้าเธอแปะเสร็จ ขอฉันยืมแปะสักสองวันได้ไหม ฉันเอารูปของจื่อเวยมาแลกกับเธอ"
"ฉันไม่แลกหรอก ของจื่อเวยฉันมีแล้ว"
"งั้น งั้นฉันแถมจินสั่วให้อีกใบแลกกับเธอเลย"
"ใครจะไปอยากได้จินสั่วล่ะ ไม่เห็นจะสวยเลยสักนิด..."
เด็กสองคนพูดไปเดินออกไปไกลแล้ว ไม่ได้สังเกตเลยสักนิดว่ามีพี่สาวหน้าตาแปลกๆ ยืนอยู่ข้างๆ
ฉู่ชิงก้มหน้า กลั้นขำจนแทบช้ำใน ไม่กล้ามองหน้าแฟนสาวเลยด้วยซ้ำ เดิมทีเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวแล้ว ก็หมุนตัวกลับมาอีก ถามว่า "มีของจินสั่วไหมครับ?"
เจ้าของแผงชะงัก พี่ชายคนนี้รสนิยมแปลกคนจังแหะ?
"มีอยู่สองสามใบอยู่ข้างใต้ คุณหาดูเองแล้วกัน"
เขายังคงรื้อหาดูด้วยความสนใจ กองนี้มีประมาณหลายสิบใบ ส่วนใหญ่เป็นหวนจู แต่ของจินสั่วนั้นมีน้อยมาก หาดูทั้งหมดแล้วเจอรูปเดี่ยวแค่สองใบเท่านั้น
"นายบ้าไปแล้วเหรอ ซื้อจริงดิ?" คุณหนูฟ่านถลึงตาใส่เขา
"ซื้อสิ"
ฉู่ชิงแกล้งทำเป็นถอนหายใจ "กลับไปฉันก็จะแปะไว้หัวเตียงเหมือนกัน ใครใช้ให้ฉันชอบเธอคนเดียวล่ะ"
ยัยหนูถึงกับพูดไม่ออก แถมยังแอบเขินนิดๆ จึงต้องพูดว่า "งั้นไว้รอตอนขากลับค่อยซื้อสิ ตลอดทางนี้นายจะถือมันไว้เหรอ?"
เขาคิดดูก็เห็นด้วย วางกลับไว้ที่เดิม แล้วพูดกับเจ้าของแผงว่า "ขอโทษทีนะครับ เดี๋ยวขากลับค่อยมาซื้อ"
ทั้งสองคนกำลังจะเดินไป คุณหนูฟ่านก็จู่ๆ ก็ถามขึ้นมาว่า "นี่ มีของหลิวชิงบ้างไหมคะ?"
เจ้าของแผงชะงักไปอีกรอบ คนบ้าสองคนนี่มาจากไหนกันเนี่ย พูดอย่างอารมณ์เสียว่า "ใครจะไปขายรูปไอ้หมอนั่นกัน! ร้านขายส่งยังไม่มีเลย!"
......
"พี่สาว อย่าหัวเราะเลย"
ฉู่ชิงมองเธอที่หัวเราะร่าจนตัวโอนเอนไปมาอย่างจนใจ สุดท้ายก็นั่งยองๆ ลงกับพื้นไม่ยอมลุกขึ้นมา คนเดินผ่านไปมาแถวนั้นต่างก็มองไอ้บ้าสองคนนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นึกว่าทะเลาะกันเสียอีก
"ตกลงจะเดินต่อไหม?"
ถามอีกประโยค ยัยหนูก็ยังนั่งยองๆ กุมท้องอยู่อย่างนั้น เขาไม่มีทางเลือก จึงก้มตัวลง มือข้างหนึ่งสอดไปใต้ต้นขาของเธอ อีกข้างโอบไหล่ไว้ ออกแรงฮึบเดียวก็อุ้มเธอขึ้นมา แล้ววิ่งเหยาะๆ ไปข้างหน้า
"ว้าย! ปล่อยฉันลงนะ! ปล่อยฉันลง!" คุณหนูฟ่านร้องเสียงอู้อี้ ขาสั้นๆ สองข้างเตะไปมาไม่หยุด แต่มือกลับกอดเขาไว้แน่น
ทั้งสองคนหยอกล้อทะเลาะกันไปมา ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง กว่าจะถึงซีตาน
ความจริงเป้าหมายของวันนี้คือมาซื้อโทรศัพท์มือถือ ฉู่ชิงเบื่อหน่ายกับวิธีการสื่อสารของเพจเจอร์ที่เหมือนถอดกางเกงตดเต็มทนแล้ว!
แน่นอนว่า เขาต้องมาซื้อโทรศัพท์มือถือแน่ๆ และถือโอกาสมาเดินเล่นเป็นเพื่อนแฟนสาว ส่วนคุณหนูฟ่านน่ะ ต้องมาเดินช็อปปิ้งแน่ๆ และถือโอกาสมาซื้อโทรศัพท์มือถือเป็นเพื่อนแฟนหนุ่ม
เดินผ่านห้างสรรพสินค้าแล้วห้างสรรพเล่า ยัยหนูนี่เกิดปีหนูหรือไง พอเห็นร้านไหนก็มุดเข้าไป ไม่สนด้วยซ้ำว่าขายอะไร ร้านที่แวะบ่อยที่สุดก็ยังคงเป็นร้านเสื้อผ้า ทั้งของหน้าหนาวหน้าร้อน ลองไปหลายชุด ไม่รู้ว่าเป็นปัญหาที่เสื้อผ้าหรือปัญหาที่หน้ากากอนามัย แต่สรุปคือเธอก็ยังไม่ค่อยถูกใจอยู่ดี
ฉู่ชิงรู้ว่า เสื้อผ้าไม่กี่ตัวนี้เธอชอบมันทั้งหมด ถ้าเป็นเมื่อก่อนอยากซื้อก็คงซื้อไปแล้ว แต่ช่วงนี้ค่อนข้างพิเศษ เธอเลยตัดใจไม่ลง และไม่อยากให้เขาต้องเสียเงิน
"ไปเถอะ ไม่มีอะไรดีหรอก" คุณหนูฟ่านเดินวนรอบร้านอยู่หนึ่งรอบ แล้วจูงมือเขาเดินออกมาอีก
"เลือกไปให้พ่อกับแม่เธอสักสองตัวสิ" ฉู่ชิงพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน แล้วเสริมอีกประโยคว่า "ถือซะว่าฉันซื้อให้เพื่อแสดงความกตัญญูก็แล้วกัน"
คุณหนูฟ่านเอียงคอมองเขา นัยน์ตาเป็นประกาย พูดยิ้มๆ ว่า "เอาสิ!"
สุดท้ายทั้งสองคนก็เลือกเสื้อกันหนาวขนเป็ดรุ่นใหม่ล่าสุดมาสองตัว ซึ่งเหมาะกับวัยของพ่อและแม่มาก เดินมาถึงตรงนี้ก็เลยเที่ยงไปแล้ว จึงหาร้านกินข้าว จากนั้นในที่สุดก็เดินทอดน่องมาถึงโซนขายโทรศัพท์มือถือ
ฉู่ชิงไม่ได้รู้สึกเหนื่อย หรือยุ่งยากเลยแม้แต่น้อย กลับรู้สึกเพลิดเพลินไปกับมันด้วยซ้ำ ตั้งแต่คบกับเธอมา เวลาที่ได้ทำตัวสบายๆ แบบนี้นั้นมีน้อยมาก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอติดถ่ายละคร ก็เป็นเขาเองที่ต้องออกไปข้างนอก
"ซื้อรุ่นนี้เถอะ รุ่นนี้ทนทานดี"
เขามองโทรศัพท์หน้าจอสีเขียวรุ่นเดียวกันหมดพวกนั้น และป้ายราคาที่สูงลิ่วจนเกินเหตุ เขาหมดปัญญาจะบ่นจริงๆ จึงเกาะตู้กระจกกวาดตามองตั้งแต่หัวจรดท้าย ฝืนใจเลือกรุ่นนัวจีจีมาได้เครื่องหนึ่ง
แต่ยัยหนูกลับง่วนอยู่กับรุ่นโมโตลาล่าเครื่องหนึ่ง แล้วพูดว่า "รุ่นนี้สิ รุ่นนี้สวยออกนะ"
เวลาไปซื้อของกับแฟนสาว โดยเฉพาะซื้อของแบบเดียวกันสองชิ้น การที่คุณอยากจะรักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้นั้น มันเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี
บางทีตอนแรกพวกเขาอาจจะกำลังเถียงกันเรื่องประโยชน์ใช้สอยหรือความสวยงามอยู่จริงๆ แต่พอถึงตอนท้าย ในหัวสมองของคุณหนูฟ่านจะต้องเหลือแค่ความคิดเดียวแน่ๆ ว่า "ทำไมนายถึงไม่ใช้รุ่นเดียวกับฉันล่ะ?"
ดังนั้น ฉู่ชิงจึงหมดเงินไปเกือบหนึ่งหมื่นหยวน เพื่อซื้อโมโตลาล่ารุ่นโบราณมาสองเครื่อง อาจจะเป็นเพราะคุณหนูฟ่านเพิ่งเคยได้รับของขวัญราคาแพงขนาดนี้จากแฟนหนุ่มเป็นครั้งแรก เธอจึงรู้สึกเกรงใจมาก ถึงกับเอ่ยคำว่า "ขอบคุณนะ"
ความสัมพันธ์ของพวกเขาดำเนินมาถึงจุดนี้แล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าใครทำอะไรให้ใคร หรือซื้ออะไรให้ใครเป็นเรื่องที่สมควรทำทั้งนั้น กลับรู้สึกทะนุถนอมมันมากขึ้นไปอีก จดจำได้ทุกสิ่ง จดจำได้ทุกอย่าง...
ซื้อโทรศัพท์มือถือเสร็จแล้ว เห็นว่ายังไม่มืด นานๆ จะได้ออกมาสักที ก็เลยเดินเที่ยวให้หนำใจไปเลย จากนั้นจึงเดินออกจากย่านซีตาน เดินผ่านจัตุรัสใหญ่ แวะไปสักการะรูปปั้นท่านประธานเหมาสักหน่อย แล้วเดินมาเรื่อยๆ จนถึงต้าจ้าหลาน
บนถนนมีคู่รักแบบพวกเขาอยู่มากมาย เดินจูงมือกัน หยอกล้อเล่นกัน เป็นวัยรุ่น และเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังในความรักและชีวิต ตอนที่เดินสวนกัน บนใบหน้าของต่างฝ่ายต่างก็มีความสุขและความเบิกบานใจแบบเดียวกัน
ในยุคที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือถ่ายรูปได้ ช่างเป็นช่วงเวลาที่เนิบช้าและสบายใจ การเดินช็อปปิ้งก็คือการเดินช็อปปิ้ง การมีความรักก็คือการมีความรัก คนสองคนอยู่ด้วยกันก็คือการอยู่ด้วยกัน ไม่เร่งรีบ ไม่กระวนกระวาย
ถึงจะเป็นย่านการค้าเหมือนกัน แต่ต้าจ้าหลานกับซีตานกลับมีบรรยากาศต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่หนึ่งทันสมัย อีกที่หนึ่งเลียนแบบยุคโบราณ ความจริงแล้วมันก็ปลอมพอกันทั้งคู่นั่นแหละ สองข้างทางมีทั้งร้านขายผ้า ร้านขายรองเท้า ร้านขายผักดอง... ฉู่ชิงไม่สนใจของพวกนี้ เขาเดินไปที่ร้านเยว่เซิ่งไจ ซื้อเนื้อแกะย่างมาสองชุด และซื้อไปฝากแม่ฟ่านชุดหนึ่ง
"มีขาหมู..." คุณหนูฟ่านทำหน้างงๆ กำลังจะอ้าปากถาม ก็ถูกเขาดึงแขนลากออกจากร้านเสียก่อน
เอาเถอะ หาเมียแบบนี้ จะบอกว่าโง่ก็เจ้าเล่ห์กว่าใคร จะบอกว่าเจ้าเล่ห์ก็ดันโง่กว่าใครเพื่อน ต้องคอยจับตาดูไว้ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นก็คงจะหลงหายไปได้ง่ายๆ
"ฉันเดินไม่ไหวแล้วนะ!"
เพิ่งจะเดินเที่ยวไปได้แค่ครึ่งเดียว ยัยหนูก็เริ่มบ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพอเห็นผู้ชายอกสามศอกเดินเก่งกว่าตัวเอง ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บใจ
ฉู่ชิงมองไปรอบๆ เห็นทางซ้ายมือข้างหน้าไม่ไกลนักมีป้ายผ้าแขวนอยู่หน้าร้าน จึงพูดว่า "ไปหาที่พักตรงนั้นหน่อยไหม?"
"ที่นี่ที่ไหนเนี่ย?"
"เหมือนจะเป็นโรงน้ำชานะ"
พอไปถึงหน้าประตู กำลังจะเดินเข้าไป ก็มีคนตะโกนบอก "เฮ้ๆ ซื้อตั๋วด้วยครับ!"
"ขอโทษทีครับ ไม่ทันเห็น ใบละเท่าไหร่ครับ?" ฉู่ชิงรีบเดินเข้าไปหา
"ท่านละยี่สิบหยวน ค่าน้ำชากับผลไม้แห้งคิดแยกต่างหาก..." คนคนนั้นชำเลืองมองของที่เขาหิ้วมา แล้วพูดว่า "ที่นี่ไม่อนุญาตให้นำของจากข้างนอกเข้านะครับ"
"นี่เนื้อแกะย่างเพิ่งซื้อมา จะเอากลับไปกินที่บ้านครับ" ฉู่ชิงยื่นเงินให้ พลางพูดกลั้วหัวเราะ
"อืม กลิ่นเยว่เซิ่งไจผมคุ้นเคยดี ได้เลยครับ! มีรอบนึงพอดี กำลังจะเริ่มแสดงแล้ว คุณรีบเข้าไปเถอะ"
เมื่อเข้าไปข้างใน ก็พบว่าค่อนข้างกว้างขวาง มีสองชั้น บนชั้นสองเป็นที่นั่งวีไอพี แทบไม่มีคนเลย ชั้นล่างเป็นเก้าอี้เบาะนุ่มล้วนๆ มีประมาณสองร้อยกว่าที่นั่ง มีคนนั่งไปแล้วครึ่งหนึ่ง ด้านหน้าสุดตั้งเวที มีระเบียงไม้แกะสลักกั้นไว้ และมีโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวตัวหนึ่งวางอยู่ตรงกลาง
ฉู่ชิงจูงมือคุณหนูฟ่านไปนั่งลงข้างหลัง ตรงกลางระหว่างสองที่นั่งมีโต๊ะตัวเล็กๆ เขาสั่งชาหนิงหงหนึ่งกากับขนมสี่อย่าง
คุณหนูฟ่านตื่นตาตื่นใจมาก มองสำรวจไปทั่วไม่หยุด พอเห็นเขานั่งนิ่งสบายอารมณ์ ก็อดถามไม่ได้ว่า "นายเคยมาเหรอ?"
"ไม่เคย"
"แล้วทำไมถึงดูคุ้นเคยจังล่ะ?"
ฉู่ชิงหัวเราะแห้งๆ สองสามที เขาจะบอกได้ไหมว่าการตกแต่งของที่นี่ มันเหมือนกับชั้นสองของโรงอาบน้ำในอำเภอเก่าๆ แห่งนั้นมาก...
ผ่านไปไม่นาน การแสดงก็เริ่มขึ้น พิธีกรพูดพล่ามอยู่สองสามประโยค บ่ายวันนี้เป็นการแสดงรอบพิเศษของคณะนักแสดงชายที่ชื่ออะไรสักอย่าง "การประชันเซี่ยงเซิงแห่งเมืองหลวง" ชื่อคณะฟังดูเก๋าไม่เบา
ตาเฒ่าสองคนขึ้นมาพูดก่อนช่วงหนึ่ง ด้วยสำเนียงเทียนจิน เป็นเซี่ยงเซิงแบบดั้งเดิมทั้งหมด ฉู่ชิงฟังแล้วก็รู้สึกว่าพอใช้ได้ จึงหัวเราะตามไปเป็นพักๆ ส่วนคุณหนูฟ่านน่ะไม่มีความสนใจแม้แต่น้อย เอาแต่ดื่มชาจอกแล้วจอกเล่า แถมยังแอบหยิบเนื้อแกะย่างเข้าปากเป็นระยะๆ
เนื้อแกะกินคู่กับชาแดง สุดยอดไปเลย!
หลังจากสองคนนี้ลงไปแล้ว ก็มีอีกสองคนขึ้นมารับช่วงต่อ
ทั้งคู่สวมเสื้อหม่ากั้ว คนหนึ่งเป็นตาเฒ่า รูปร่างผอมแห้งราวกับลมพัดก็ล้ม ส่วนอีกคน อืม อายุของเขานี่ชวนพิศวงมาก จะบอกว่าแก่ หน้าตาก็ยังดูละอ่อน จะบอกว่าหนุ่ม ก็ดูแก่แดดซะเหลือเกิน พุงยื่นออกมา รูปร่างเตี้ยม่อต้อ เตี้ยขนาดไหนน่ะเหรอ ในบรรดาคนที่อยู่ที่นี่ หมอนี่ก็สูงกว่าคุณหนูฟ่านแค่ไม่เท่าไหร่เอง
หัวก็ใหญ่เป็นพิเศษ ยืนโด่เด่อยู่บนเวทีเหมือนกับถังแก๊สเทินแตงโมไว้ ถึงจะยังมีเส้นผมอยู่บ้าง แต่ก็น่าหนักใจแทน เพราะตรงกลางกระหม่อมล้านไปเป็นแถบแล้ว
"พรืด!"
พอฉู่ชิงเห็นคนคนนี้เดินออกมา ก็หลุดขำพรืดออกมาทันที







