“คุณรู้จักเหรอ” คุณหนูฟ่านถาม
“ไม่รู้จักๆ” ฉู่ชิงรีบตอบ
คุณหนูฟ่านปลายตามองเขา เอื้อมมือไปหยิก หมอนี่มักจะทำท่าทีคุ้นเคยกับคนแปลกหน้าบางคนอย่างบอกไม่ถูก แต่กลับปากแข็งไม่ยอมรับ
“โธ่ ดูคุณสิ” ฉู่ชิงรวบข้อมือเธอไว้ ล้วงเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมือที่มันแผล็บให้เธอ บีบนิ้วเช็ดให้ทีละนิ้วอย่างตั้งใจ แล้วพูดว่า “ตอนดื่มชาห้ามกินเนื้อแกะย่าง มากินขนมไข่สักชิ้นสิ”
“ฉันไม่ชอบกิน”
“งั้นก็ฟังเซี่ยงเซิง”
คุณหนูฟ่านชำเลืองมองไปบนเวที คนหนึ่งหน้าตาเหมือนหัวหมู อีกคนใส่แว่นตาเล็กๆ ยืนเอียงไหล่ เธอรำพึงว่า “มีอะไรน่าฟังตรงไหนเนี่ย”
ฉู่ชิงดึงเธอเข้ามา กอดไว้ในอ้อมอกแล้วคลอเคลีย พูดกลั้วหัวเราะว่า “ถ้าตอนนี้คุณไม่ฟัง ต่อไปจะไม่มีที่ให้ซื้อตั๋วใบละยี่สิบหยวนแล้วนะ”
“คนมาไม่น้อยเลย แถวหน้าแทบจะขึ้นมานั่งบนเวทีอยู่แล้ว ส่วนข้างหลังนั่น…” ชายอ้วนคนนั้นปรับลดไมโครโฟนลง พูดเปิดรายการประโยคหนึ่ง แล้วเอามือป้องหน้าผากมองไป ส่ายหน้าพลางพูดว่า “สองท่านข้างหลังนั่นน่ะ พวกคุณมาจู๋จี๋กันหรือมาฟังเซี่ยงเซิงกันแน่ โธ่เอ๊ย เห็นใจหุ่นอย่างผมบ้างสิ…”
เด็กสาวเห็นคนแถวหน้าหันกลับมามองกันเกรียวกราว ก็รีบผละออกจากอ้อมอกแฟนหนุ่มกลับไปนั่งที่เดิม แล้วหยิบหน้ากากอนามัยมาใส่ ตาหยีจนเป็นเส้นตรง
“ท่านนี้ทุกคนคงคุ้นเคยกันดี คุณจางเหวินซุ่น… ส่วนผมมีคนรู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง ผมชื่อกัวเต๋อกัง เป็นเด็กรุ่นหลังในวงการเซี่ยงเซิงครับ”
เหล่ากัวเริ่มพูดจาฉอดๆ บนเวที ส่วนตาเฒ่าจางก็คุมสถานการณ์ไว้อย่างมั่นคง คอยสอดคำพูดเนือยๆ แต่จังหวะพอดีเป๊ะออกมาเป็นระยะ ดูเยือกเย็นนิ่งสงบ แฝงฝีมือยอดเยี่ยมในความธรรมดา
ฉู่ชิงรู้สึกมาตลอดว่าตาเฒ่าคนนี้ตบมุกได้แน่นกว่าอวี๋ป้าใหญ่เสียอีก ของอวี๋ป้าใหญ่นั่นเรียกว่าขายความน่ารัก แถมในคณะนักแสดงชายพวกนั้น ก็มีแต่ตาเฒ่าคนนี้แหละที่เอาเจ้าอ้วนกัวอยู่
ตั้งแต่ช่วงปลายปี 98 เป็นต้นมา คณะนักแสดงชายของเหล่ากัวก็ไม่ได้ลำบากเหมือนช่วงปีแรกๆ แล้ว ที่สามคนต้องแบกทั้งโชว์ วันหนึ่งหาเงินได้แค่สิบหยวน ตอนนี้พอมีชื่อเสียงอยู่บ้างในแถบโรงละครและโรงน้ำชาในเมืองหลวง สมาชิกในทีมเพิ่มเป็นสิบกว่าคนแล้ว แต่ก็ยังแค่พยุงตัวไปได้ แต่ละคนหาเงินได้วันละยี่สิบสามสิบหยวนก็ถือว่าดีแล้ว
หมอนี่กำลังพูดจ้อๆ อยู่ ฉู่ชิงฟังไปสักพักก็รู้สึกว่าไม่ค่อยขำเท่าไหร่ พื้นฐานน่ะแน่นดีอยู่หรอก แต่ตอนนี้สไตล์ยังไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่จะลอกมุกมาทั้งดุ้น แถมยังดูจงใจเกินไป เทียบไม่ได้กับความลื่นไหลเป็นธรรมชาติในตอนหลังเลย
จะว่าไปเขาเคยเจอดาราในวัยเด็กมาก็เยอะ ส่วนใหญ่มักจะมองด้วยความรู้สึกแบบคนผ่านทาง แต่กับเหล่ากัว เขากลับชอบจริงๆ แน่นอนว่าชอบแค่เซี่ยงเซิงของเขา ส่วนตัวคนนั้น จะว่าดีหรือแย่ก็พูดยาก บอกได้แค่ว่าเจ้าเล่ห์เกินไป ยังไงเขาก็ไม่ค่อยอยากคบค้าสมาคมด้วยนัก
เมื่อเทียบกันแล้ว ฉู่ชิงนับถือจางเหวินซุ่นมากกว่า ในบรรดาสี่ผู้อาวุโสของคณะที่เรียกกันว่า จาง หลี่ สิง หวัง บอกตามตรงว่าอีกสามคนฝีมือธรรมดามาก ยังไงตาเฒ่าจางก็ทำงานได้ดีที่สุด (ทำไมคำนี้มันฟังดูแปลกๆ) แถมอุปนิสัยยังเป็นเลิศ น่าเสียดายที่จากไปเร็ว เลยไม่ได้เห็นช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์จริงๆ
เขาเอียงคอ เรียกพนักงานเสิร์ฟเสียงเบา ถามว่า “ที่นี่มีกระเช้าดอกไม้ไหม”
พนักงานเสิร์ฟชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะตั้งสติได้ “มีครับ”
“ราคาเท่าไหร่”
“ที่นี่เราขายเป็นคู่นะครับ มีคู่ละยี่สิบกับคู่ละสี่สิบ”
ฉู่ชิงคิดครู่หนึ่งแล้วบอก “เอาแบบสี่สิบห้าคู่”
พนักงานเสิร์ฟดีใจ “รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมยกขึ้นไปให้”
ห้าคู่ก็คือสองร้อยหยวน คุณหนูฟ่านมองอย่างงงๆ แต่ก็ไม่ได้ห้าม ถามว่า “วันนี้คุณยอมเสียเงินขนาดนี้ ให้เจ้าอ้วนคนนั้นเหรอ”
ฉู่ชิงพูดกลั้วหัวเราะ “ให้ตาเฒ่าคนนั้นต่างหาก” แล้วบีบมือเธอถามต่อ “พักพอหรือยัง เราไปกันเถอะ”
คุณหนูฟ่านกำลังเบื่อจะตายอยู่พอดี รีบพยักหน้ารัวๆ เขาจึงลุกขึ้นไปจ่ายเงิน พอเดินออกจากประตู หันกลับไปมองที่หน้าประตูก็เห็นป้ายตัวอักษรใหญ่สามตัว: กว่างเต๋อโหลว
ทางด้านพนักงานเสิร์ฟก็ยกกระเช้าดอกไม้ขึ้นไป สิบกระเช้ามันเยอะเกินไป วางไม่พอ เลยวางไว้แค่ครึ่งเดียว แล้วเอาแถบผ้าแพรสีแดงพาดไว้บนกระเช้าแต่ละอัน เป็นอันรู้กันว่านี่คือหนึ่งคู่
เหล่ากัวกับจางเหวินซุ่นกำลังพูดกันอยู่ พอเห็นก็ตกใจมาก ปากยังพูดไม่หยุด แต่สายตากลับเหลือบไปมองกระเช้าดอกไม้อย่างไม่รู้ตัว
อย่างโรงน้ำชาหรือโรงงิ้วทั่วไป มักจะมีการขายกระเช้าดอกไม้ ซึ่งเท่ากับว่าผู้ชมให้ทิปนักแสดง และก็มีความหมายแฝงว่าอยากให้ออกมาแสดงต่ออีกสักรอบ อย่างเช่นฉู่ชิงจ่ายไปสองร้อย เงินจำนวนนี้ก็จะแบ่งกันระหว่างนักแสดงกับโรงน้ำชา บางที่ยังต้องแบ่งให้พิธีกรด้วย แต่ช่วงหลายปีมานี้ศิลปะการแสดงพื้นบ้านแบบดั้งเดิมไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก ตลาดซบเซา อย่าว่าแต่ให้ทิปเลย โรงละครเก่าแก่ในเมืองหลวงหลายแห่งถึงกับเจ๊งไปแล้ว
พอพูดจบช่วงหนึ่ง เหล่ากัวยังไม่เดินลงไป เขาพูดใส่ไมโครโฟนด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย “ขอบคุณเพื่อนท่านนี้ที่มาอุดหนุนนะครับ บอกตามตรง เราสองคนวิ่งรอกไปมาเกือบสามปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับของแบบนี้…”
ปกติเวลาแบบนี้ แขกผู้มีพระคุณจะโบกมือทักทายจากด้านล่าง พร้อมกับยิ้มตอบแบบ 'เรื่องแค่นี้เล็กน้อย' ปรากฏว่าเหล่ากัวมองหาตั้งนาน ก็เห็นแต่นั่งกันนิ่งๆ ในใจก็นึกสงสัย แต่ตอนนั้นไม่มีเวลาคิดอะไรมาก จึงเล่นเซี่ยงเซิงช่วงแถมท้ายกับจางเหวินซุ่นไปอีกรอบ
พอทั้งสองคนลงจากเวที พนักงานเสิร์ฟก็รีบไปเก็บกระเช้าดอกไม้ลงมา นี่ต้องเอาไปขายต่อนะ
พอเข้าไปในหลังเวที เหล่ากัวก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป กวักมือเรียกผู้จัดการมาถาม “ใครส่งกระเช้าดอกไม้มาน่ะ คุณเห็นหน้าไหม”
“ก็สองคนที่คุณว่าเขามาจู๋จี๋กันนั่นแหละ”
…………
กลางวันนี้เดินมาเยอะเหลือเกิน นั่งแท็กซี่กลับมาถึงหมู่บ้าน ก็ถึงเวลาอาหารเย็นพอดี
ทั้งสองคนแยกย้ายกันใต้ตึกบ้านคุณหนูฟ่าน เธอหิ้วเสื้อกันหนาวขนเป็ดสองตัว เนื้อแกะย่างหนึ่งถุง และโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องวิ่งขึ้นตึกไป ตั้งแต่พ่อแม่เธอมา ฉู่ชิงก็แทบไม่ได้ไปบ้านเธอเลย รู้สึกเกร็งๆ ทำตัวไม่ค่อยถูก
กลับมาถึงบ้านตัวเอง ก็ขี้เกียจทำอย่างอื่นแล้ว หุงข้าวหม้อหนึ่ง กินคู่กับเนื้อแกะย่าง
กินไปพลางกดโทรศัพท์มือถือไปพลาง ก่อนอื่นก็บันทึกเบอร์ของแฟนสาวกับเหล่าเจี่ยไว้ แล้วคิดต่อ คนอื่นก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรเท่าไหร่ เอาสมุดโทรศัพท์มาเปิดดูดีกว่า ยังมีโหลวเย่ จ้าวเวย หลิวเย่ เจียงเหวิน เหมือนว่าจะมีกู้ฉางเว่ยด้วย แต่ไม่รู้เบอร์ อืม ยังมีคุณชายโจวอีกคน ตอนนั้นบอกอยู่ตลอดว่าอยากซื้อโทรศัพท์มือถือ ไม่รู้ว่าซื้อไปหรือยัง
ส่วนซูโหย่วเผิงกับหลินซินหรู มีโทรศัพท์มือถือก็จริง แต่แม่งเป็นโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศนี่หว่า!
จากนั้น เปิดดูไปเรื่อยๆ ก็เห็นชื่อหนึ่ง เป็นชื่อของหวังถง ในสมุดจดไว้ทั้งเบอร์เพจเจอร์ของเธอ และเบอร์โทรศัพท์บ้านของห้องเช่า
ฉู่ชิงอดชะงักไม่ได้ มองตัวเลขสองชุดนั้นอย่างเหม่อลอย ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเรื่องที่เนิ่นนานมาแล้ว
คนบางคน จะนึกถึงได้ก็ต่อเมื่อคุณเปิดดูสมุดโทรศัพท์เท่านั้น บางคนก็จำไม่ได้ บางคนก็ไม่อยากจะนึกถึง จนกว่าคุณจะได้เห็นชื่อใดชื่อหนึ่ง ถึงจะพบว่าความรู้สึกแรกเริ่มแบบนั้นยังคงอยู่มาตลอด ไม่ได้ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลาที่ไม่ได้พบหน้ากัน เพียงแต่มันกระจัดกระจายอยู่ลึกสุดในใจ
จู่ๆ เขาก็เกิดความรู้สึกอยากจะโทรหาเธอ แต่ก็กลั้นใจไว้ ถึงจะโทรไป แล้วจะพูดอะไรล่ะ
ช่วงนี้คุณเป็นยังไงบ้าง
คุณสบายดีไหม
ฉันสบายดี…
แล้วก็ไม่มีอะไรจะพูด
โดยเฉพาะเพจเจอร์เครื่องนี้ของเขา หวังถงก็เป็นคนซื้อให้ตอนนั้น ตอนนี้ซื้อโทรศัพท์มือถือได้แล้วจะไปอวดเขา มันก็ดูเลวทรามเกินไป
ตอนที่เขากำลังเหม่ออยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงกุญแจกุกกักดังมาจากนอกประตู แล้วประตูก็ถูกเปิดออก เขาจึงเอ่ยถามไปลอยๆ “คุณกินข้าวเสร็จแล้วเหรอ”
เด็กสาวไม่ตอบ เปลี่ยนใส่รองเท้าแตะ แล้วมายืนอยู่ตรงหน้าเขา
ฉู่ชิงเห็นสีหน้าเธอไม่ค่อยสบอารมณ์ ปากยังยื่นอยู่ จึงดึงมือเธอมาให้นั่งตักตัวเอง แล้วถาม “เป็นอะไร”
“แม่ให้ฉันไปแสดงที่ต่างจังหวัด”
“แสดงอะไร”
“ก็ไปรับงานเดินสายไง บอกว่าติดต่อไว้หลายที่แล้ว ต้องไปให้ได้” เด็กสาวบอก
ตอนนี้เป็นช่วงก่อนปีใหม่ ตลาดการแสดงตามที่ต่างๆ กำลังคึกคักที่สุด อย่าว่าแต่เมืองระดับจังหวัดเลย แค่อำเภอเล็กๆ ถ้าไม่จัดงานแสดงอะไรสักอย่างก็แทบจะไม่กล้าเอาหน้าไปเจอใคร ในประเทศมีคนกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ รับหน้าที่เป็นพ่อสื่อแม่ชัก คอยติดต่อนักแสดงและสถานที่ เรียกสั้นๆ ว่านายหน้า หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าคนรับงานเดินสาย
บริษัทของพ่อแม่เธอที่เจียวตงก่อนหน้านี้ จริงๆ แล้วก็คล้ายกับเป็นนายหน้างานแสดงนั่นแหละ แค่ไม่ได้โจ่งแจ้งขนาดนั้น คนพวกนี้มักจะแชร์ทรัพยากรกัน ช่วยเหลือพึ่งพากัน มีเส้นสายอยู่ทั่วประเทศ หลังจากที่คุณหนูฟ่านยกเลิกสัญญา แม่ก็กลายมาเป็นผู้จัดการของเธอ ซึ่งแม่ไม่เคยสัมผัสกับงานสายอาชีพแบบนี้มาก่อนเลย ยังอยู่ในช่วงค่อยๆ คลำทาง เรื่องรับงานแสดงค่อยว่ากัน อย่างน้อยก็หาเงินก้อนนี้ตรงหน้าให้ได้ก่อน
สำหรับเรื่องรับงานเดินสาย เด็กสาวไม่ได้ต่อต้านอะไร ได้เงินมาก็ทำงาน แถมไม่ต้องเสียภาษีอีก ที่เธอไม่สบอารมณ์คือ เพิ่งจะได้สวีทกับแฟนหนุ่มไม่กี่วัน นี่ต้องแยกกันอีกแล้ว
ฉู่ชิงก็ไม่ได้รังเกียจเรื่องนี้ แค่สงสัยมาก เมื่อก่อนอำเภอที่บ้านเกิดเขาก็เคยเชิญดารามาเปิดงานห้างสรรพสินค้าสองครั้ง น่าเสียดายที่เป็นดาราที่ตกยุคจนไม่รู้จะตกยังไงแล้ว คนหนึ่งคือหวงเสี่ยวเจวียน ที่เล่นเรื่อง “ดูตัว” กับคุณลุงเปิ่นซาน อีกคนก็คือทังเจิ้นจง
“ไปไหนบ้างล่ะ” เขาถาม
“ฉันก็จำไม่ได้ แค่รู้ว่าไปทางใต้หลายที่ พรุ่งนี้เช้าก็ไปแล้ว”
พอได้ยินว่าเวลากระชั้นชิดขนาดนี้ ฉู่ชิงก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา กอดเอวเธอพลางถาม “แล้วต้องกลับมาวันที่เท่าไหร่”
เด็กสาวซุกหน้าลงบนไหล่เขา พูดอู้อี้ “ตั้งสิบกว่าวันแน่ะ”
ฉู่ชิงเดาะลิ้น พูดว่า “งั้นก็คือต้องใกล้ปีใหม่ถึงจะกลับมาได้สินะ”
คุณหนูฟ่านเงยหน้าขึ้น จุ๊บแฟนหนุ่มแล้วบอก “งั้นคุณไปกับฉันไหมล่ะ แม่ฉันต้องตกลงแน่”
“เขาตั้งใจเชิญคุณไป ผมตามไปด้วยมันจะดูเป็นยังไงเล่า…” เขาชะงัก ไม่ได้พูดต่อ
นั่นคืองานที่แม่ของอีกฝ่ายติดต่อให้ลูกสาว ถ้าเขาหน้าด้านตามไปด้วย แม่ยายคงพูดอะไรไม่ได้ แต่ในใจต้องบ่นแน่ๆ ว่าไอ้หมอนี่ไม่เห็นตัวเองเป็นคนนอกเลยจริงๆ
“คุณไปแค่สิบกว่าวัน ดีกว่าไปถ่ายละครตั้งเยอะ เด็กดี ไม่ทำปากยื่นแล้วนะ” ฉู่ชิงยังต้องคอยโอ๋แฟนสาว แล้วเปลี่ยนเรื่อง “เออ แล้วคุณไม่ต้องร้องเพลงหรืออะไรพวกนั้นเหรอ”
“อืม” คุณหนูฟ่านพยักหน้า พูดอย่างแทบจะบ้าตาย “พรุ่งนี้เย็นมีงานแสดง แม่บอกว่าฉันต้องดึงเวลาเองตั้งสี่สิบนาที ฉันจะเป็นบ้าแล้ว!”
“ในงานเขาไม่มีกำหนดการให้เหรอ” ฉู่ชิงถามอย่างแปลกใจ
“มีน่ะมี ให้ฉันร้องเพลงก่อน แล้วก็เล่นเกม… โอ๊ย!” พอพูดถึงเรื่องนี้เธอก็ปวดหัว กลุ้มใจ “ฉันโตป่านนี้ไม่เคยเล่นเกมเลยนะ”
ฉู่ชิงงับปลายจมูกเธอเบาๆ พูดกลั้วหัวเราะ “ยังไงพอไปถึงที่นั่นก็ทำตัวดีๆ หน่อย ใครมาขอให้เซ็นชื่อหรือถ่ายรูป ก็อย่ารำคาญล่ะ พูดกับคนอื่นเสียงเบาๆ หน่อย มีมารยาทบ้าง อย่าทำตัวเหมือนตอนอยู่กับผม…”
“อยู่กับคุณแล้วมันทำไม!” คุณหนูฟ่านแผดเสียง
“……”
โอเค ตามนั้นเลย
“เออ แล้วคุณร้องเพลงนี่ ร้องสดหรือร้องลิปซิงก์” ฉู่ชิงถามเรื่องที่เขาสนใจขึ้นมาอีกเรื่อง
“ก็ต้องร้องลิปซิงก์สิ”
เขาประหลาดใจ “คุณไปถึงที่นั่นตอนบ่าย ตอนเย็นก็แสดงเลย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปอัดเสียงล่ะ”
“อัดเสียงอะไรกันล่ะ ก็เปิดเพลงต้นฉบับนั่นแหละ ฉันก็แค่ขยับปากตาม เครื่องเสียงหน้างานห่วยขนาดนั้น คนก็เยอะแยะ ใครจะไปสนกัน”
คงเป็นเพราะสายเลือดศิลปินที่สืบทอดกันมา เด็กสาวถึงได้อธิบายได้อย่างเป็นฉากๆ
ฉู่ชิงรู้สึกเหมือนโลกทัศน์พังทลาย แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ ร้องลิปซิงก์ก็ช่างเถอะ เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้ แต่เล่นเปิดเสียงบันทึกที่ไม่ใช่เสียงตัวเองร้องเนี่ยนะ นี่มัน นี่มัน นี่มันจะหาเงินง่ายเกินไปแล้วโว้ย!







