(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 452
บทที่ 452 พระกับหนูรังเดียวกัน โดนแฉยับเยินต่อเนื่อง
พางกวงอ้าปากค้าง ตะลึงงัน แอบถอนหายใจว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือวัดยังมีวัด
เดิมทีคิดว่าวัดต้าฝอไร้เทียมทาน ไร้คู่เปรียบในใต้หล้าแล้ว
ไม่คิดเลยว่า จะมีบางวัดที่กล้าหาญชาญชัยยิ่งกว่าวัดต้าฝอเสียอีก
นึกว่าวิธีการกอบโกยเงินทองของพวกพระ
ก็แค่เก็บเงินค่าธูปเทียนเพิ่มขึ้นอีกหน่อย หรือไม่ก็ขายของที่อ้างว่าเป็นเครื่องรางของขลัง
แต่พอเทียบกับตัวพ่อพวกนี้แล้ว วัดต้าฝอกลายเป็นเด็กซื่อๆ ไปเลย
โบราณมีคำกล่าวว่าสุราเนื้อผ่านลำไส้พระพุทธองค์สถิตในใจ มายุคนี้ต้องบอกว่าโฉนดที่ดินกำไว้ในมือ
"ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป บ้านที่ผมซื้อให้พ่อแม่ในเมือง จะถูกตั้งชื่อว่า แดนสุขาวดีหมายเลขหนึ่ง, เรือนพักพิงป่าฌาน, มหาวิหารพาร์ค, ทศทิศสปริงซิตี้ หรือพนาวันแกรนด์ ไหมเนี่ย?"
"ฮ่าๆๆ..."
เฉินหยูหัวเราะร่วน "คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่สำหรับพวกเขา มันก็แค่การกลับมาทำอาชีพเก่าเท่านั้นแหละ"
"สี่ร้อยแปดสิบวัดแห่งราชวงศ์หนานเฉา ถ้าคุณเข้าใจบทกวีนี้ คุณก็จะไม่ตกใจขนาดนี้หรอก"
พูดจบ เฉินหยูก็ก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือต่อไป
ภายในห้องควบคุมกล้องวงจรปิด หยวนเปียวจ้องมองรายการสุดเร้าใจในมือถือตาไม่กะพริบ
"โคตรจะเร้าใจเลยโว้ย!"
เมื่อเทียบกับการดูสาวๆ ในแพลตฟอร์มไลฟ์สดทั่วไปแล้ว คนในวัดต้าฝอตั้งแต่บนลงล่าง ชอบเข้ามาดูแพลตฟอร์มไลฟ์สดนี้ เพื่อมอบความรักให้กับหญิงสาวร่างบอบบางที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ยมากกว่า
สตรีมเมอร์สาวในห้องไลฟ์สด แต่ละคนล้วนมีชีวิตที่น่ารันทดกว่ากันทั้งนั้น
มักจะเห็นพวกเธอในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยปิดร่างไม่มิด ผมเผ้ายุ่งเหยิงอยู่บ่อยครั้ง
แถมยังขาดสารอาหารอย่างหนัก จนต้องนอนไลฟ์สดอยู่บนเตียง
ในฐานะผู้เปี่ยมไปด้วยความรักอันยิ่งใหญ่
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ จะทนดูดายได้อย่างไร
นิ้วของหยวนเปียวราวกับติดมอเตอร์ กดรัวหน้าจอไม่หยุด
ของขวัญในห้องไลฟ์สดปลิวว่อน หญิงสาวร่างบอบบางซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
เธอเรียกเพื่อนมาร่วมแสดงศิลปะ เริ่มต้นด้วยบทเพลงมัจฉาเคียงคู่
ตามด้วยบทเพลงหงสาเริงระบำ
เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ใจบุญนับไม่ถ้วน
ก้อนเมฆและสายฝนพัวพันกัน งดงามจนบรรยายไม่หมด
หยวนเปียวร้องชมในใจว่าสุดยอด
"มาแล้ว"
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน
เฉินหยูลุกขึ้นนั่งบนเตียง แล้วยกมือดีดนิ้วดังเป๊าะ
วินาทีต่อมา ประตูห้องก็เปิดออกเองโดยอัตโนมัติ
"อะไรมาเหรอครับ?"
พางกวงที่กำลังสะลึมสะลือ รีบลุกขึ้นจากโซฟาอย่างลุกลี้ลุกลน สายตากวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว
"ของน่าสนใจมาแล้ว"
ทิ้งประโยคที่ทำให้พางกวงงุนงงไว้แค่นั้น เฉินหยูก็เอามือล้วงกระเป๋า เดินออกไปที่ทางเดินอย่างไม่รีบร้อน
พางกวงเดินตามไปติดๆ รีบเตือนว่า "หมอเฉินครับ ข้างนอกอาจจะมีคนจับตาดูพวกเราอยู่ ขืนออกไปแบบนี้..."
"ตอนนี้ต่อให้คุณเอามีดไปแทงเขา เขาก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรหรอก"
พางกวงกำลังจะถามต่อ แต่หางตาเหลือบไปเห็นด้านบนศีรษะ ก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ
ก่อนหน้านี้ตอนที่ตามหลวงจีนเฒ่าฮุ่ยปิ่งมา เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะจับพิรุธได้ พางกวงจึงไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า
แต่พอมองไปรอบๆ ตอนนี้ ใครจะไปคิดว่าบนหัวจะมีกล้องวงจรปิดเยอะขนาดนี้
ทุกๆ ไม่กี่เมตร จะมีกล้องวงจรปิดติดอยู่หนึ่งตัว
นี่มันโซนห้องพักเรือนฌานที่ไหนกัน ระดับการรักษาความปลอดภัยเทียบเท่าเรือนจำชัดๆ
"หมอเฉิน แบบนี้จะไม่มีปัญหาเหรอครับ?"
พางกวงยกนิ้วชี้ไปที่กล้องวงจรปิดนับไม่ถ้วนบนหัว
"คนดูกล้องวงจรปิดหลับไปแล้ว ของพวกนี้ก็เป็นแค่ของประดับแหละ ไม่ต้องไปสนใจมัน ตามผมมา"
เฉินหยูเดินออกจากโซนที่พักอย่างคุ้นเคยราวกับเคยมาที่นี่มาก่อน
ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงด้านนอกของบ้านหลังหนึ่งที่สร้างแยกออกมาต่างหากภายในวัด
"อ๊ะ!"
มาถึงที่นี่ได้ไม่นาน สีหน้าของพางกวงก็เปลี่ยนไป
"หมอเฉิน ผมเหมือนจะได้กลิ่นที่ไม่ปกติเลยครับ"
"ไม่ต้องสงสัยหรอก นี่คือกลิ่นอายปีศาจ"
เฉินหยูตบไหล่พางกวงเบาๆ ลำแสงสายหนึ่งพุ่งจมหายเข้าไปในร่างกาย
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่ไม่ใช่ของตัวเองปรากฏขึ้นในร่างกาย
พางกวงก็เดาได้ทันทีว่าเฉินหยูใช้ลูกไม้บางอย่างกับตัวเอง
ไม่กี่วินาทีต่อมา เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง
พางกวงตกใจอยู่ลึกๆ
และเตรียมจะอัญเชิญเทพประทับร่างตามสัญชาตญาณ
เงาดำที่ปรากฏขึ้นนั้น แท้จริงแล้วคือชายท่าทางประหลาด หน้าตาเจ้าเล่ห์เหมือนหนู สูงร้อยห้าสิบเซนติเมตร รูปร่างหน้าตาน่าเกลียด แถมยังมีหนวดหนูอยู่ที่แก้มทั้งสองข้าง
บนตัวอีกฝ่ายแผ่กลิ่นอายที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวออกมา
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าต้องเป็นภูตผีปีศาจอย่างแน่นอน
เฉินหยูส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงบอกให้พางกวงรอดูสถานการณ์ไปก่อน
ชายหนวดหนูพุ่งมาที่หน้าประตูแล้วมองซ้ายมองขวา
สำหรับเฉินหยูกับพางกวงที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ชายหนวดหนูกลับมองไม่เห็นราวกับว่าพวกเขาไม่มีตัวตน
เมื่อแน่ใจว่ารอบด้านปลอดภัยแล้ว ชายหนวดหนูก็เคาะประตูห้อง
"คารวะนายท่านสิบสาม"
ฮุ่ยปิ่งในชุดคลุมอาบน้ำผ้าไหมเปิดประตูออกมา พร้อมกับโค้งคำนับด้วยสีหน้าเคารพนอบน้อม
ชายหนวดหนูพูดขึ้นว่า "ทางนายท่านใหญ่เพิ่งได้รับข่าวมาว่า แบ็คอัพของพวกเราพังทลายลงแล้ว"
"พังทลายแล้ว?!"
ฮุ่ยปิ่งร้องเสียงหลง "แต่ท่านผู้นั้นเป็นถึง..."
"ชู่ว"
ชายหนวดหนูพูดแทรกฮุ่ยปิ่ง แล้วกดเสียงต่ำ "นายท่านใหญ่ให้ข้ามาเตือนเจ้าว่า ช่วงนี้ให้หดหัวอยู่ในกระดองซะ"
"เวลาหาเงินก็เพลาๆ ลงหน่อย อย่าทำแบบเอาเป็นเอาตายเหมือนเมื่อก่อน"
"ไปบอกลูกน้องเจ้าด้วยว่า ผู้หญิงที่ไม่ขาวสะอาดพวกนั้น อย่าพาเข้ามาในวัดอีก"
"ถ้าเกิดมีคนจับได้ เจ้าจะตายหรือไม่ก็เป็นเรื่องของเจ้า!"
"แต่ถ้าพวกเราโดนร่างแหไปด้วยล่ะก็ ระวังเด็กสามคนกับเมียสี่คนที่บ้านของเจ้าไว้ให้ดีเถอะ"
เมื่อได้ยินคำเตือนของอีกฝ่าย ฮุ่ยปิ่งก็พยักหน้ารัวๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร
ที่ตัวเองมีทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้ได้ ก็เพราะพวกเขามอบให้ทั้งนั้น
อีกฝ่ายมอบความเจริญรุ่งเรืองและลาภยศเงินทองให้เขาได้ ก็ย่อมเอาคืนกลับไปได้เช่นกัน
"ไอ้ลูกเต่าที่ชื่อเฉินหยูนั่นมันเสือกไม่เข้าเรื่องจริงๆ"
"ถ้าไม่ใช่เพราะมัน ไอ้แก่ผู้พิพากษาเฉียนนั่นก็คงไม่โดนแฉหรอก"
"ตอนนี้แม่งพังพินาศไปหมดแล้ว!"
"ถ้าไอ้เด็กเวรนี่ตกมาอยู่ในมือพวกเราเมื่อไหร่ ข้าจะกัดมันให้ตายเลยคอยดู!!!"
ชายหนวดหนูสบถด่าทอเฉินหยูอย่างเกรี้ยวกราด ขอให้ตายไม่ดี
นอกจากจะเตือนให้ฮุ่ยปิ่งหดหัวอยู่ในกระดองแล้ว ชายหนวดหนูยังเปิดเผยข่าวอีกเรื่องหนึ่ง
หากสถานการณ์ไม่สู้ดี พวกเขาจะรีบอพยพทันที
รอจนกว่าเรื่องจะซาลง แล้วค่อยกลับมาที่วัดต้าฝอใหม่
ในช่วงที่พวกเขาไม่อยู่ ฮุ่ยปิ่งต้องระมัดระวังตัวและทำตัวให้ดีๆ
ถ้าสูญเสียรังเก่าแห่งนี้ไป ฮุ่ยปิ่งก็ต้องตายเช่นกัน
"เฉินหยู..."
ฮุ่ยปิ่งขมวดคิ้วแน่น ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกคุ้นหูชื่อนี้
ราวกับว่าเพิ่งเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่งเมื่อไม่นานมานี้
"ทำไม เจ้ารู้จักเฉินหยูงั้นรึ?"
ชายหนวดหนูทำหน้าทะมึนทึง สายตาที่มองฮุ่ยปิ่งดูไม่เป็นมิตรนัก
"ไม่รู้จักครับ แต่ข้าเหมือนจะเคยได้ยิน..."
พูดมาถึงตรงนี้ ฮุ่ยปิ่งก็โพล่งออกมาว่า "ข้านึกออกแล้ว วันนี้ตอนเย็นมีคนเข้ามาพักในวัดสองคน หนึ่งในนั้นชื่อเฉินหยู"
"แย่แล้ว!!!"
ชายหนวดหนูตกใจสุดขีด
สมองของฮุ่ยปิ่งโดนลาเตะมาหรือไง?
พวกเขายังหลบหน้าเฉินหยูแทบไม่ทัน แต่ไอ้แก่นี่ดันชักศึกเข้าบ้านซะงั้น
เมื่อนึกถึงความน่ากลัวของเฉินหยู ชายหนวดหนูก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง หันหลังกลับเตรียมจะวิ่งหนี
แต่แล้วเขาก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ขาทั้งสองข้างราวกับหยั่งรากลึกลงไป
ติดหนึบอยู่กับที่ ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย
เฉินหยูกับพางกวงเผยร่างจริงออกมา ชายหนวดหนูก็ทำหน้าช็อกอีกครั้ง
"ผมควรจะเรียกคุณว่าปีศาจหนู หรือว่าเซียนฮุยดีล่ะ?"
เฉินหยูพูดทีเล่นทีจริง
"หมอเฉิน คุณไม่ต้องไปเกรงใจปีศาจพรรค์นี้หรอกครับ ก็แค่ปีศาจหนูตัวนึง จะไปเรียกมันว่าเซียนได้ยังไง"
พางกวงถูมือไปมา เตรียมจะโชว์ฝีมือสักหน่อย
เฉินหยูยิ้มบางๆ "พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ ในความเชื่อพื้นบ้านของตงเป่ย สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือห้ามหาเซียน"
"เซียนฮุยอยู่อันดับรั้งท้ายก็จริง แต่ก็มีอิทธิฤทธิ์ที่ไม่ธรรมดาอยู่บ้าง"
"ปีศาจจะเก่งแค่ไหน ก็ยังเก่งสู้คนในสายวิชาอย่างพวกเราได้เหรอครับ?"
พางกวงทำหน้าเหยียดหยามอย่างไม่แยแส
"ความสามารถของเซียนฮุยไม่เหมือนกับสี่มหาเซียนที่เหลือ พวกเขามีความสามารถในการทำนายดวงชะตา เสริมดวง และพลิกชะตา"
"ในบรรดาปีนักษัตรทั้งสิบสอง หนูถือเป็นพี่ใหญ่ ยิ่งใหญ่ดั่งปฐมบทแห่งฟ้า"
"ด้วยเหตุนี้ เซียนฮุยจึงสามารถต่ออายุขัยระยะสั้นให้กับคนที่กำลังจะตาย เพื่อให้ฟื้นคืนชีพกลับมายังโลกมนุษย์ได้"
"แต่ทว่า มีเหตุก็ต้องมีผล มีการยืมก็ต้องมีการคืน"
"หากต้องการให้เซียนฮุยประทานโชคลาภ เสริมดวง และต่ออายุขัย ก็ต้องใช้ของที่มีมูลค่าเท่าเทียมกันมาแลกเปลี่ยน"
เฉินหยูถามยิ้มๆ "พางกวง คุณว่าฝีมือสองอย่างนี้ คู่ควรที่จะถูกเรียกว่าเซียนไหมล่ะ?"







