(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 451
บทที่ 451 ต้องใช้ความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมขัดเกลาพวกเขา อย่าใช้กำลัง
"ไต้ซือ ท่านอยากจะพิจารณาดูอีกสักหน่อยไหมครับ?"
"น้องชายผมเป็นคนใจร้อน พูดไม่เข้าหูก็พร้อมจะลงไม้ลงมือกับคนอื่น"
"แถมยังลงมือหนักและโหดเหี้ยมมาก คนแถวบ้านเกิดผมหลายคนถึงกับเรียกเขาว่ายมบาลเดินดินเลยนะ"
เฉินหยูก็เริ่มงัดฝีมือการแสดงออกมาประชันเช่นกัน
เขาเตือนหลวงจีนฮุ่ยปิ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าน้องชายของตนคนนี้มีนิสัยนักเลงหัวไม้เต็มขั้น
เวลาตีคนไม่เคยสนหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่แบ่งแยกชายหญิงหรือคนเฒ่าคนแก่
ตั้งแต่คนแก่วัยเจ็ดสิบที่ชอบแย่งที่นั่ง ไปจนถึงเด็กเปรตวัยกำลังโต
หรือแม้แต่วัยรุ่นสาวตัวตึงบนรถไฟใต้ดิน
ไม่มีใครที่เขาไม่กล้าตี
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลวงจีนฮุ่ยปิ่งกลับยิ่งฉายชัดมากขึ้น
ดี ดีจริงๆ
ที่ต้องการก็คือคนไม่กลัวฟ้ากลัวดินแบบนี้นี่แหละ
ผู้พ้นโทษส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
แค่ให้ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถทำให้ยอมก้มหัวรับใช้ได้แล้ว
ถ้าลงมือไม่โหด แล้วจะรับมือกับพวกชาวบ้านหัวหมอในหมู่ผู้แสวงบุญได้ยังไง?
กล้าตีคนแบบไม่เกรงกลัวอะไร ถึงจะเป็นบอดี้การ์ดที่ได้มาตรฐาน
"ประสกท่านนี้ไม่ต้องกังวล ไม่ว่าจะเป็นคนเลวทรามต่ำช้าแค่ไหน ขอเพียงยอมวางดาบ หันหน้าเข้าหาพระธรรม วันข้างหน้าย่อมมีอนาคตที่สดใสรออยู่"
หลวงจีนฮุ่ยปิ่งมองไปบนท้องฟ้าพลางเอ่ย "ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว สองท่านมิสู้พักค้างคืนที่วัดของเราสักคืน พรุ่งนี้เช้า พวกเราค่อยมาคุยรายละเอียดเรื่องเงินเดือนกัน"
"สองท่านเห็นว่าอย่างไร?"
หลวงจีนฮุ่ยปิ่งบอกทั้งสองด้วยความหวังดีว่า ที่นี่ตั้งอยู่ในเขตภูเขาห่างไกล การเดินทางตอนกลางคืนค่อนข้างอันตราย
"ขอบคุณครับไต้ซือ"
เฉินหยูตอบอย่างเกรงใจ
ไม่นานนัก หลวงจีนฮุ่ยปิ่งก็พาทั้งสองคนมายังห้องพักแขกห้องหนึ่ง
เมื่อประตูห้องเปิดออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทั้งสองคือห้องนอนที่เทียบชั้นได้กับห้องพักในโรงแรม
"ประสกทั้งสอง ตามกฎระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การค้างคืนจำเป็นต้องลงทะเบียนบัตรประจำตัว"
"รบกวนทั้งสองท่านมอบบัตรประจำตัวให้อาตมาด้วย เดี๋ยวลงทะเบียนเสร็จแล้ว อาตมาจะให้คนนำมาคืนให้"
พอได้ยินว่าต้องส่งบัตรประจำตัว พางกวงก็ใจหายวาบ
"รอสักครู่นะครับไต้ซือ"
เฉินหยูล้วงกระเป๋าสตางค์ หยิบบัตรประจำตัวส่งให้หลวงจีนฮุ่ยปิ่ง
เมื่อเห็นดังนั้น พางกวงก็ทำได้เพียงส่งบัตรประจำตัวให้ตามเฉินหยูไป
"ทั้งสองท่านพักผ่อนเถอะ อาตมาขอตัวก่อน"
หลวงจีนฮุ่ยปิ่งถือบัตรประจำตัวของทั้งสองคนแล้วเดินออกจากห้องพักไป
"หมอเฉิน ส่งบัตรประจำตัวให้เขาไปแบบนี้ มันจะไม่เป็นการเปิดเผยตัวตนของพวกเราเหรอครับ?"
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟังอยู่ข้างนอก พางกวงก็ปิดประตูห้อง แล้วพูดถึงความกังวลของตัวเองด้วยระดับเสียงที่เฉินหยูได้ยิน
มิน่าล่ะ หลวงตาแก่ถึงได้ชวนพวกเขาค้างคืนที่นี่
ที่แท้ก็ไม่วางใจในตัวตนของพวกเขานี่เอง
"วางใจเถอะ ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม"
เฉินหยูล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างไม่เกรงใจ ตบความหนาของฟูกเบาๆ แล้วพูดว่า "ฟูกซิมมอนส์ชั้นดีซะด้วย พวกหลวงจีนพวกนี้รู้จักเสวยสุขกันจริงๆ"
ในขณะเดียวกัน หลวงจีนฮุ่ยปิ่งถือบัตรประจำตัวของเฉินหยูและพางกวง เดินมายังห้องๆ หนึ่งที่ดูคล้ายกับห้องควบคุมกล้องวงจรปิด
"เจ้าอาวาส ท่านมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?"
หลวงจีนรูปหนึ่งที่อยู่หลังคอมพิวเตอร์ลุกขึ้นยืน เอ่ยทักทายหลวงจีนฮุ่ยปิ่งด้วยน้ำเสียงเคารพนอบน้อม
"หยวนเปียว ตรวจสอบบัตรประจำตัวของสองคนนี้ดูสิ ดูว่าพวกเขามีปัญหาอะไรไหม"
หลวงจีนฮุ่ยปิ่งโยนบัตรประชาชนของทั้งสองคนลงบนโต๊ะ สีหน้าเคร่งเครียด
"ในเมื่อท่านรู้สึกว่าสองคนนี้ไม่น่าไว้ใจ ทำไมไม่ไล่พวกเขาไปซะล่ะครับ จะเก็บไว้ในวัดทำไม?"
หยวนเปียวถามอย่างไม่เข้าใจ
"หนึ่งในสองคนนี้ค่อนข้างมีวาสนากับพระพุทธองค์ หากไล่เขาไป ก็ออกจะเสียดายคนเก่งไปหน่อย"
พางกวงจัดอยู่ในกลุ่มผู้พ้นโทษ
สู้หนึ่งต่อห้าได้แบบไม่เพลี่ยงพล้ำ แถมยังลงมือโหดเหี้ยม
ถ้าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความจริง เขาก็ถือเป็นตัวเลือกชั้นยอดสำหรับตำแหน่งผู้คุ้มกันวัด
วัดต้าฝอดูสวยหรูแต่เพียงเปลือกนอก ทว่าเบื้องหลังกลับมีคลื่นใต้น้ำซัดกระหน่ำ
ไม่เพียงแต่เพื่อนร่วมอาชีพจะอิจฉาตาร้อน เบื้องหลังยังถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับตามองอีกด้วย
ผู้สมัครทุกคนที่เข้ามาในวัดจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
หากชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน ย่อมถือเป็นความโชคร้ายอย่างใหญ่หลวงของพุทธศาสนา
หยวนเปียวลอบบ่นในใจ
เจ้าอาวาสนี่มันวิญญาณนักแสดงเข้าสิงชัดๆ วางมาดต่อหน้าคนนอกก็แล้วไปเถอะ
ต่อหน้าคนกันเองยังจะมาเล่นละครหาพระแสงอะไร
ก็แค่อยากหาคนมาเป็นนักเลงตีคนไม่ใช่หรือไง
บ่นก็ส่วนบ่น แต่เรื่องงานก็ยังต้องทำ
เขาหยิบบัตรประชาชนสองใบที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมา กวาดตามองวันเดือนปีเกิดและเลขบัตรประจำตัวประชาชนบนนั้น
ล้วงสมาร์ทโฟนผลไม้รุ่นใหม่ออกมา แล้วถ่ายรูปเก็บไว้ทีละใบ
"พี่หลิว ผมเปียวจื่อนะ ผม... อ้อ ที่แท้ก็ซ้อเล็กนี่เอง"
"ฮี่ๆๆ ผมก็คิดถึงซ้อเหมือนกัน"
"รบกวนซ้อช่วยบอกพี่หลิวให้หน่อยสิครับ ว่าทางผมมีบัตรประจำตัวอยู่สองใบ ช่วยตรวจสอบประวัติให้หน่อย"
"ดูว่าพวกเขามีตัวตนทางราชการหรือเปล่า"
"ได้ๆๆ ไว้สองวันนี้มีเวลา ผมจะไปกินเต้าหู้ของซ้อเล็กแน่นอน"
"จะให้อาบน้ำด้วยเหรอ ไม่มีปัญหา ผมล่ะชอบอาบน้ำกับซ้อเล็กที่สุดเลย"
วางสายเสร็จ หยวนเปียวก็หันกลับมาพูดว่า "เจ้าอาวาสอย่าเข้าใจผิดนะครับ ภรรยาคนที่สองของพี่หลิวทำเต้าหู้หม่าล่าเก่งมาก แถมยังล้างพุทราจีนลูกโตได้เก่งสุดๆ เลยด้วย"
"ใครถามแกกัน"
หลวงจีนฮุ่ยปิ่งถลึงตาใส่หยวนเปียว พูดอย่างรำคาญว่า "เดี๋ยวแกเอาบัตรประจำตัวไปคืนพวกเขา แล้วก็เอาของกินไปให้ด้วย"
"จากนั้นก็จับตาดูห้องนอนนั้นไว้ ถ้าคืนนี้พวกเขากล้าเดินเพ่นพ่าน แกน่าจะรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง?"
"เข้าใจครับ"
หยวนเปียวแค่นหัวเราะ "อัดพวกมันให้เละ แล้วโทรแจ้งตำรวจใส่ร้ายว่าพวกมันเป็นขโมย"
"ไอ้บ้า เขตพุทธาวาสเป็นสถานที่สงบ จะไปตีคนได้ยังไง?"
หลวงจีนฮุ่ยปิ่งพนมมือเข้าหากัน หรี่ตาสองข้างลงเล็กน้อย "หากทั้งสองคนเดินเพ่นพ่านตอนกลางคืน เข้าไปในที่ที่ไม่ควรไป"
"เมื่อพบเห็นแล้วก็ต้องรีบตักเตือนแก้ไข ให้พวกเขาสัมผัสถึงความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมของพุทธศาสนาสักหน่อย"
"จำไว้ ต้องใช้ความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมขัดเกลาพวกเขา อย่าใช้กำลัง"
หยวนเปียวหมดคำจะพูด ได้แต่หยิบบัตรประจำตัวแล้วเดินออกไปนอกประตู
เจ้าอาวาสต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ
จะหยิบอาวุธมาตีคนก็พูดมาตรงๆ สิว่าหยิบอาวุธมาตีคน ความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมพุทธศาสนาบ้าบออะไรกัน
วัดต้าฝอมีความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมกับผีสิ
สิ่งที่หนาที่สุดในที่นี้ ก็คือหนังหน้าของเจ้าอาวาสและพวกเขาทุกคนต่างหาก
ส่วนที่หนารองลงมาก็คือปึกเงินในกระเป๋าของทุกคนนั่นแหละ
ไม่นานนัก หยวนเปียวก็มาถึงห้องของเฉินหยูและพางกวง
เขาคืนบัตรประจำตัวให้ พร้อมกับนำอาหารเจและของว่างมาส่ง
เวลาล่วงเลยไปจนถึงราวๆ สี่ทุ่ม
พางกวงนอนอยู่บนโซฟาด้วยอาการง่วงเหงาหาวนอน เขาหาวหวอดๆ พลางถามว่า "หมอเฉิน พวกเราจะลงมือกันเมื่อไหร่ครับ?"
"ถ้ายังไม่ลงมือ ผมจะหลับแล้วนะ"
บนเตียง เฉินหยูเล่นมือถือไปพลางพูดไปพลาง "ถ้านายรอไม่ไหวก็หลับไปก่อนเถอะ เวลายังมาไม่ถึง"
"ถึงจะลงมือ ก็ต้องรอให้เลยเที่ยงคืนไปก่อน"
"เฮ้อ"
พางกวงพลิกตัวแล้วพูดว่า "หมอเฉิน พวกเรามาคุยกันหน่อยดีกว่า"
"วัดซอมซ่อที่แสนจะเหม็นโฉ่นี่ ตกลงว่าเป็นเพราะอิทธิพลของปีศาจ หรือว่าหลวงจีนข้างในนี้ เป็นพวกหน้าเงินที่เห็นแก่ได้มาตั้งแต่แรกกันแน่"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินหยูก็วางมือถือลงแล้วยิ้มบางๆ "ก่อนที่ปีศาจจะมา วัดต้าฝอก็ใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินอุดหนุนจากรัฐบาลท้องถิ่น"
"ถึงจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ก็มีกินมีใช้เหลือเฟือสำหรับการบำเพ็ญเพียร"
"เมื่อหลายปีก่อน มีข่าวหนึ่งจุดประกายความคิดให้กับหลวงจีนในวัด เป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้กับพวกเขา"
"ข่าวอะไรเหรอครับ?"
พางกวงเกิดความสนใจขึ้นมาทันที เขาลุกขึ้นนั่งมองเฉินหยู
"วัดส่วนใหญ่ในประเทศล้วนดำเนินการในเชิงพาณิชย์ วัดแห่งหนึ่งจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าถึง 706 รายการ และทุ่มเงินมหาศาลเพื่อสร้างวัดสาขาในต่างประเทศ"
"แถมยังลงทุนอีกเกือบห้าร้อยล้าน เพื่อกว้านซื้อที่ดินเชิงพาณิชย์ที่ตั้งอยู่ในใจกลางย่านธุรกิจ"
เฉินหยูแค่นหัวเราะ "กว้านซื้อที่ดินขนานใหญ่ ดูมีแววว่าจะบุกตลาดอสังหาริมทรัพย์เลยล่ะ"







