“แต่ว่า ทำไมต้นไหวถึงต้องฆ่าเขาด้วยล่ะ” หยวนเว่ยยางไม่ค่อยเข้าใจนัก
หากต้นไหวไม่ลงมือ ก็คงไม่ถึงขั้นต้องตาย
ร่างกายของมันใหญ่โตมโหฬาร มีรากแขนงมากมายฝังลึกอยู่ใต้ดิน ร่างกายส่วนที่อยู่ใต้ดินอาจจะใหญ่กว่าส่วนที่อยู่บนดินหลายเท่า การจะสังหารสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เป็นเรื่องยากลำบากอย่างแท้จริง
ทว่าพอมันลงมือ โจวฉีอวิ๋นก็จะสามารถจับตำแหน่งที่ซ่อนตัวของจิตวิญญาณและสัมปชัญญะของมันได้ จากนั้นก็สังหารมันทิ้งเสีย!
“ต้นไหวใหญ่คงอยากหาร่างเพื่อเกิดใหม่นั่นแหละ โจวฉีอวิ๋นคือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในที่นี้ แถมยังบาดเจ็บอยู่ หากเขาไม่มีแรงต่อต้านมัน มันก็สามารถแย่งชิงร่างของโจวฉีอวิ๋นได้ ยังไงเสีย มันก็เหลืออายุขัยอีกแค่แปดพันปีเท่านั้น”
สวี่อิงรู้สึกสะท้อนใจ จึงกล่าวว่า “ชีวิตคนเราสั้นยาวไม่เกินร้อยปี ต่อให้บำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากเหมือนปรมาจารย์ตระกูลโจว ก็มีอายุขัยแค่สามร้อยกว่าปีเท่านั้น ต้นไหวใหญ่แม้จะถูกตัดขาดพลังชีวิต แต่ก็ยังมีอายุขัยตั้งแปดพันปี การที่มันยอมทิ้งอายุขัยแปดพันปีเพื่อไปแย่งชิงร่างมนุษย์ที่มีชีวิตแสนสั้น ดูเหมือนจะได้ไม่คุ้มเสียเลย”
หยวนเว่ยยางคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเพราะตอนที่มันเห็นโจวฉีอวิ๋นใช้วิชาการแฝงกายอำพราง เผยให้เห็นแดนเซียนแห่งแผ่นดินเสินโจว เลยทำให้มันรู้สึกว่าสามารถใช้วิธีนี้เพื่อมีชีวิตอยู่ตลอดไปได้กระมัง”
สวี่อิงพลันสะท้านเยือกขึ้นมา
เกรงว่าตอนนั้นโจวฉีอวิ๋นคงเกิดความคิดที่จะลอบทำร้ายต้นไหวใหญ่ ยืมพลังชีวิตของต้นไหวใหญ่มาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตัวเอง ทุกคำพูดและการกระทำของเขาหลังจากนั้นล้วนเป็นการวางหมาก เพื่อหลอกล่อให้ต้นไหวใหญ่ติดกับ
เขาไม่อยากปล่อยให้ตัวเองบาดเจ็บอยู่นานเกินไป เพราะเขายังต้องไปทำเรื่องที่สองต่อ
ต้นไหวใหญ่ก็คือโอสถศักดิ์สิทธิ์สำหรับรักษาอาการบาดเจ็บของเขานั่นเอง
ถ้าเช่นนั้น การที่โจวฉีอวิ๋นเลือกต้นไหวใหญ่เป็นสถานที่ตัดสินชี้ชะตากับนายแห่งวังหนีหวาน เป็นเพราะเขามีความคิดที่จะลอบทำร้ายต้นไหวใหญ่มาตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่
“ต้นไหวใหญ่อาจจะเป็นอย่างที่ระฆังใหญ่พูดจริงๆ ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็นสิ่งชั่วร้ายเลวทราม แต่การที่โจวฉีอวิ๋นใช้วิธีตกปลาเพื่อล่อลวงให้มันทำพลาดนั้น เป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมล้ำลึกเกินไป ไม่ใช่วิถีที่ถูกต้องเลย”
สวี่อิงคิดมาถึงตรงนี้ ก็พลันนึกถึงคำพูดที่โจวฉีอวิ๋นเคยกล่าวไว้
“เมื่อเผชิญหน้ากับพวกตาเฒ่าหนังเหนียวเหล่านี้ ห้ามทำผิดพลาดใดๆ โดยเด็ดขาด ความผิดพลาดเพียงนิดเดียว อาจหมายถึงความตาย”
ผิดพลาด ก็หมายถึงตาย!
มันโหดร้ายถึงเพียงนี้
“สำหรับพวกเราแล้ว โจวฉีอวิ๋นก็คือตาเฒ่าหนังเหนียวเช่นกัน พวกเราเผชิญหน้ากับเขาก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ต้องห้ามทำผิดพลาดใดๆ มิฉะนั้นความผิดพลาดเพียงนิดเดียว ก็อาจนำไปสู่ความตายได้!”
วันรุ่งขึ้น ขณะที่สวี่อิงกำลังบำเพ็ญเพียร เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ากลิ่นหอมของดอกไหวจากต้นไหวใหญ่จางลงไปมาก พลังฟ้าดินที่เคยเข้มข้นจนซึมซาบเข้าไปถึงทรวงอกก็เบาบางลงเช่นกัน
ทว่าดอกไหวของต้นไหวใหญ่ก็ยังคงบานสะพรั่งอย่างเต็มที่ ดอกตูมบนทุกกิ่งก้านล้วนเบ่งบานภายในชั่วข้ามคืน ราวกับกำลังใช้พลังชีวิตเฮือกสุดท้ายเพื่อเบ่งบาน ทิ้งสีสันอันเจิดจรัสที่แตกต่างเอาไว้ในแดนหยิน
“น่าเสียดาย ที่เจ้าก้าวพลาดไปก้าวหนึ่ง” สวี่อิงมองดูดอกไหวที่ร่วงโรยปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า พลางคิดในใจเงียบๆ
เขากลับไปที่ตำหนักใหญ่ เริ่มถอดรหัสคัมภีร์เซียนถัวอวี้ไปทีละตัวอักษร ทีละประโยค
ต้นไหวใหญ่ตายแล้ว นายแห่งวังหนีหวานตายแล้ว มหาจักรพรรดิกระดูกขาวหนีเตลิดไปไกล หลังจากอาการบาดเจ็บของโจวฉีอวิ๋นหายดีแล้ว เขาก็จะไปจัดการเรื่องที่สองต่อ ในช่วงเวลานี้ สวี่อิงจำเป็นต้องถอดรหัสคัมภีร์เซียนถัวอวี้ออกมาให้ได้
ส่วนจะถอดรหัสออกมาได้มากแค่ไหนนั้น สวี่อิงต้องเป็นคนพิจารณาเอง
ถ้าถอดรหัสออกมามากเกินไป เก็บเขาไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าถอดรหัสออกมาน้อยเกินไป เก็บเขาไว้ก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน ทางที่ดีที่สุดคือต้องให้อยู่กึ่งกลางระหว่างมีประโยชน์กับไม่มีประโยชน์ ถึงจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องมอบคัมภีร์ของจริงให้ด้วย
พรสวรรค์และสติปัญญาในการหยั่งรู้ของโจวฉีอวิ๋นนั้นสูงส่งจนน่ากลัว หากคัมภีร์ที่มอบให้เขามีข้อผิดพลาดปะปนอยู่ ย่อมถูกเขาจับสังเกตได้โดยง่าย การถูกบุคคลระดับนี้สงสัยในเจตนา ก็คือการรนหาที่ตายดีๆ นี่เอง
สวี่อิงถอดรหัสคัมภีร์เซียนไปพร้อมกับบำเพ็ญเพียร ทั้งสองอย่างไม่เป็นอุปสรรคต่อกัน เดิมทีเขาคิดว่าจะอาศัยช่วงที่ดอกไหวเบ่งบาน เพื่อก้าวเข้าสู่ขั้นเบิกด่านระดับสวรรค์ชั้นที่สอง แต่ตอนนี้ต้นไหวใหญ่ตายแล้ว เกรงว่าคงไม่สามารถบำเพ็ญเพียรไปถึงระดับสวรรค์ชั้นที่สองได้
สองวันนี้ คนของตระกูลโจวในตำหนักไหวฮวามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ลูกหลานและลูกศิษย์ตระกูลโจวที่ขนย้ายของในศาลเจ้าปากน้ำจนเกลี้ยงก็รีบตามมาสมทบเช่นกัน
ภายในตำหนักใหญ่ ลูกหลานตระกูลโจวสองสามคนมีสีหน้ายินดี ลอบมองมาทางสวี่อิงอยู่บ่อยครั้ง
สวี่อิงก้มหน้าก้มตาถอดรหัสคัมภีร์เซียน จึงไม่ได้ใส่ใจ
ผ่านไปไม่นาน โจวฉีอวิ๋นก็ออกจากด่านกักตัว มาหาสวี่อิงและหยวนเว่ยยาง พร้อมเอ่ยถามว่า “พวกเจ้าทั้งสองล้วนเป็นผู้มีสติปัญญาเหนือคนทั่วไป ไม่ทราบว่าถอดรหัสคัมภีร์เซียนถัวอวี้ได้แล้วหรือยัง”
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางต่างก็มอบคัมภีร์เซียนที่ตนเองถอดรหัสออกมาให้ โจวฉีอวิ๋นนำม้วนคัมภีร์ทั้งสองมาวางไว้ด้วยกัน เปิดทั้งสองม้วนออกพร้อมกัน ดวงตาทั้งสองข้างมองซ้ายขวา อ่านไปพร้อมๆ กัน
ผ่านไปเนิ่นนาน โจวฉีอวิ๋นก็ม้วนคัมภีร์ทั้งสองเก็บ แล้วกล่าวว่า “มีแค่นี้งั้นรึ”
หยวนเว่ยยางตอบ “ถอดรหัสมาได้ถึงตรงนี้ ก็ถือเป็นขีดจำกัดของข้าแล้ว”
โจวฉีอวิ๋นหันไปมองสวี่อิง สวี่อิงทำหน้าลำบากใจ “หากท่านให้เวลาพวกเราอีกสักหน่อย...”
โจวฉีอวิ๋นม้วนคัมภีร์ทั้งสองเก็บเข้าไปในถุง พลางกล่าวว่า “ข้าจะเดินทางไปยังสภายมโลก เพื่อเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์แห่งสภายมโลก พวกเจ้าจงตามข้าไป คอยติดตามอยู่ข้างกาย คัมภีร์เซียนถัวอวี้ และคัมภีร์ในจวนชั้นใน พวกเจ้าสามารถเปิดอ่านได้ตามสบาย!”
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก รู้ว่าพวกเขาทั้งสองถอดรหัสออกมาได้พอเหมาะพอเจาะพอดี จึงสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ชั่วคราว
สวี่อิงรีบพูดขึ้นว่า “ข้ายังต้องขึ้นไปบนต้นไม้อีกสักรอบ หยวนชีสหายของข้ายังอยู่บนนั้น”
โจวฉีอวิ๋นโบกมือ “รีบไปรีบกลับ ลูกหลานตระกูลโจวของข้าเริ่มโค่นต้นไม้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในที่แห่งนี้ ล้วนต้องถูกนำกลับไป”
สวี่อิงรีบออกจากตำหนักไหวฮวา เดินจ้ำอ้าวไปทางต้นไหวใหญ่ ก็เห็นลูกหลานตระกูลโจวที่เป็นปรมาจารย์นั่วจำนวนมากกำลังวุ่นวายอยู่
บ้างก็กำลังเก็บกวาดสนามรบ หั่นซากศพของสัตว์ยักษ์ออกเป็นหลายๆ ส่วน แยกแยะชิ้นส่วนต่างๆ ตามประเภท ทั้งที่ใช้หลอมของวิเศษ ปรุงยา และใช้กิน ล้วนถูกแยกประเภทไว้อย่างเป็นระเบียบ
ยังมีบางคนที่กำลังวาดแผนภาพมรรคาสัตว์ยักษ์ แผนภาพมรรคาต้นไหวใหญ่ และยังมีอีกส่วนหนึ่งกำลังรื้อถอนตำหนักไหวฮวา เพื่อขนย้ายตำหนักแห่งนี้ขึ้นรถม้า ไม่รู้ว่าจะนำไปส่งที่ใด
สวี่อิงมาถึงใต้ต้นไหวใหญ่ ก็เห็นชายหญิงสิบกว่าคนสะพายกล่องกระบี่ไว้บนหลัง กำลังควบคุมกระบี่บินเพื่อตัดต้นไหวใหญ่ เพลงกระบี่ของพวกเขายอดเยี่ยมมาก เวลาที่ใช้กระบี่ ทั่วร่างจะเปล่งแสงออกมาราวกับก้อนหิมะขนาดใหญ่ที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่ตลอดเวลา
“กระบี่วัฏจักรฟาดฟันภูตผี ช่างเป็นเพลงกระบี่ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ! หากวันนั้นนายอำเภอโจว โจวหยางมีเพลงกระบี่ระดับนี้ ก็คงไม่ต้องตายแล้ว”
สวี่อิงเอ่ยชมคำหนึ่ง เดินผ่านข้างกายพวกเขาไป กระโดดเบาๆ ขึ้นไปบนต้นไม้ แล้วมุ่งหน้าปีนป่ายขึ้นไปตามลวดลายเปลือกไม้ที่ดูราวกับเกล็ดมังกร
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากใต้ต้นไม้ “พี่ใหญ่ เขาคือสวี่อิง!”
ชายหญิงสิบกว่าคนที่กำลังโค่นต้นไม้อยู่ด้านล่างต่างก็เงยหน้าขึ้นมองไปด้านบน คนที่พูดก็คือลูกหลานตระกูลโจวที่โจวโย่วโย่วช่วยชีวิตเอาไว้จากเงื้อมมือของสวี่อิงนั่นเอง
คนที่เขาเรียกว่าพี่ใหญ่เป็นชายหนุ่มอายุราวสามสี่สิบปี รูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ หน้าตามีส่วนคล้ายคลึงกับโจวฉีอวิ๋นอยู่บ้าง ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาไร้หนวดเครา แต่งหน้าประทินโฉมอย่างประณีต ทาแป้งผัดหน้า ทาชาด เสื้อผ้าก็มีสีสันฉูดฉาด
คนผู้นี้ก็คือคุณชายใหญ่แห่งจวนชั้นในของตระกูลโจว มีนามว่าโจวจื๋อ
“ไป ตามขึ้นไป!”
พวกของโจวจื๋อกระโดดทะยานร่างขึ้นไปทันที ไล่ตามสวี่อิงไป โจวจื๋อกล่าวว่า “อย่าเพิ่งลงมือ ฆ่าเขาตรงนี้เกรงว่าจะมีคนรู้เห็น แล้วท่านบรรพชนจะเอาผิดได้ ขึ้นไปอีกสักหน่อยค่อยฆ่าเขาก็ยังไม่สาย”
ลูกหลานตระกูลโจวสิบกว่าคนนั้นกล่าวด้วยความเคียดแค้นว่า “ไอ้หมอนี่เข้ามาในถิ่นของตระกูลโจวเราแล้ว ยังกล้าลงมือฆ่าคนอีก ไม่รู้ว่าทำไมปรมาจารย์ถึงยังเก็บมันไว้อีก!”
โจวจื๋อกล่าวเสียงเรียบ “ปรมาจารย์ต้องการมีชีวิตเป็นอมตะ วิชาหน้ากากนั่วของเขาบำเพ็ญเพียรมาจนถึงทางตันแล้ว ยากที่จะก้าวหน้าไปกว่านี้ได้อีก ดังนั้นจึงตั้งใจที่จะสืบทอดวิชาของเผ่าภูตผี เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ หึๆ ตาเฒ่านั่นยึดตำแหน่งเอาไว้ไม่ยอมปล่อย แถมยังอยากเป็นอมตะ แล้วก็ไม่อยากเป็นฮ่องเต้ด้วย จะให้พวกลูกหลานอย่างพวกเราไต่เต้าขึ้นไปได้ยังไง”
ลูกหลานตระกูลโจวสิบกว่าคนนั้นต่างพากันเออออห่อหมก “ระดับการบำเพ็ญเพียรของพี่ใหญ่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในอนาคตหากได้เป็นผู้นำตระกูล พวกเราย่อมยอมรับอย่างหมดใจ”
พวกเขาไม่ได้ลงมือโดยตรง แต่ปีนป่ายขึ้นไปอีกราวสองสามพันจั้ง ลูกหลานตระกูลโจวสี่คนเห็นเป็นโอกาสเหมาะ จึงรีบปลดกล่องกระบี่บนหลังลงมาตั้งไว้ตรงหน้าทันที
กล่องกระบี่เปิดออกดังกริ๊กๆ กระบี่บินขนาดเล็กเล่มแล้วเล่มเล่าพุ่งออกมาจากด้านใน ขยายขนาดขึ้นเมื่อปะทะกับสายลม แล้วพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบน!
กล่องกระบี่คือของวิเศษที่ตระกูลโจวหลอมขึ้น ของวิเศษของปรมาจารย์นั่วนอกจากหน้ากากแล้ว ก็ยังมีของวิเศษทั่วไปอีกหลายชนิด ตระกูลใหญ่โตอย่างตระกูลโจว ย่อมมีของวิเศษทุกชนิดอย่างครบครัน
ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ใช้กระบี่บินชนิดนี้ในการโค่นต้นไม้ ตอนนี้จะใช้กระบี่บินฆ่าคน ย่อมไม่ใช่ปัญหา
พวกเขาต่างก็ใช้วิชาไม้ตายของตระกูลโจว กระบี่วัฏจักรฟาดฟันภูตผี เพลงกระบี่ลึกล้ำกว่าของโจวหยางไม่รู้ตั้งเท่าไร พวกเขาไม่จำเป็นต้องปลูกหลิวภูตผีเพื่อควบคุมกระบี่บิน เพียงแค่ใช้นิ้วมือร่ายเคล็ดกระบี่ ตั้งสมาธิควบคุมกระบี่ ก็สามารถร่ายรำกระบี่วัฏจักรฟาดฟันภูตผีที่ซับซ้อนพลิกแพลงออกมาได้!
กระบี่บินเหล่านั้นพุ่งทะยานขึ้นฟ้า บินวนไปมา ราวกับก้อนหิมะขนาดใหญ่ที่กลิ้งขึ้นไปตามลำต้นของต้นไหวใหญ่ ทว่าผ่านไปพักใหญ่ก็ไม่เห็นกลับมา และไม่เห็นร่องรอยของสวี่อิงด้วยเช่นกัน
ลูกหลานตระกูลโจวทั้งสี่คนที่ร่ายกระบี่ใช้นิ้วมือร่ายเคล็ดกระบี่อีกครั้งเพื่อเก็บกระบี่ ทว่ากลับเห็นกระบี่บินที่เพิ่งพุ่งออกไปเมื่อครู่บินกลับมา ต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
โจวจื๋อพลันรู้สึกระแวดระวังขึ้นมา จึงรีบร้องตะโกน “ระวัง!”
สิ้นเสียงของเขา ก็เห็นกระบี่บินขนาดเล็กหลายสิบเล่มที่บินกลับมาพลันเพิ่มความเร็วขึ้นอย่างกระทันหัน แทงทะลุหัวใจ ลำคอ และหน้าผากของลูกหลานตระกูลโจวทีละคน ความเร็วนั้นรวดเร็วยิ่งนัก แม้แต่เขาก็ยังช่วยเอาไว้ไม่ทัน!
แม้แต่ลูกหลานตระกูลโจวที่โชคดีรอดชีวิตมาได้ในตำหนักใหญ่ผู้นั้น ก็ถูกกระบี่แทงทะลุลำคอ จากนั้นกระบี่บินอีกหลายเล่มก็ปักเข้าที่หน้าอกและหน้าผาก ตรึงร่างของเขาเอาไว้กับต้นไม้จนขาดใจตาย ดวงตาเบิกโพลง ตายตาไม่หลับ
“สวี่อิงผู้นี้ เป็นยอดฝีมือด้านเพลงกระบี่! เพลงกระบี่ของเขา ลึกล้ำยิ่งกว่ากระบี่วัฏจักรฟาดฟันภูตผีของตระกูลโจวข้าเสียอีก!”
โจวจื๋อชูสองนิ้วขึ้น เคาะดังก๊องๆ ติดต่อกัน ตีกระบี่บินที่พุ่งเข้ามาหาตนเองจนแหลกละเอียด แรงสั่นสะเทือนทำเอานิ้วมือของเขาสั่นเทา ในใจรู้สึกลอบตกใจ “พลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในกระบี่บินไม่กี่เล่มนี้ช่างแข็งแกร่งนัก!”
เขาก้มหน้าลงมอง นิ้วมือทั้งสองข้างที่ใช้เคาะกระบี่ถูกบาดจนเป็นแผล ทะลวงผ่านกายวัชระคงกระพันของเขาไปได้
เมื่อหันไปมองลูกหลานตระกูลโจวคนอื่นๆ ก็เห็นทุกคนพากันควบคุมกล่องกระบี่ ร่ายกระบี่บิน กระบี่บินร่ายรำกลายเป็นก้อนหิมะสีเงินคุ้มครองทั่วร่าง ทว่ากลับได้ยินเสียงก๊องๆ ดังขึ้นหลายครั้ง ก้อนหิมะสีเงินทีละก้อนถูกแทงทะลุ จากนั้นกระบี่บินก็แตกกระจาย ร่วงหล่นเกลื่อนกลาดไปทั่ว
ส่วนลูกหลานตระกูลโจวเหล่านั้นก็มักจะถูกแทงทะลุกลางหว่างคิ้ว ถูกตรึงตายคาต้นไม้!
สิบหกคนตอนนี้เหลือเพียงหกคน มีลูกหลานตระกูลโจวถึงสิบคนที่ต้องจบชีวิตลงในการโจมตีด้วยกระบี่ระลอกนี้!
“เพลงกระบี่เยี่ยมยอดนัก! แต่ระดับการบำเพ็ญเพียรกลับน่ากลัวยิ่งกว่า!”
โจวจื๋อสีหน้าเย็นชาลง หันไปกล่าวกับลูกหลานตระกูลโจวอีกห้าคนที่รอดชีวิตมาได้ “ข่าวสารที่พวกเจ้าให้ข้ามานั้นผิดพลาด! ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขา ล้ำลึกกว่าที่พวกเจ้าบอกมาเสียอีก!”
ในบรรดาลูกหลานตระกูลโจวทั้งห้าคนนั้น มีอยู่หลายคนที่อยู่ในตำหนักใหญ่เพื่อถอดรหัสคัมภีร์เซียนถัวอวี้ เคยเห็นภาพเหตุการณ์ตอนที่สวี่อิงลงมือฆ่าคนในตำหนักใหญ่ แต่ตอนนั้นระดับการบำเพ็ญเพียรของสวี่อิงยังต่ำกว่าตอนนี้มากนัก
ช่วงหลายวันนี้ สวี่อิงฉวยโอกาสตอนที่ดอกไหวเบ่งบาน บำเพ็ญเพียรอย่างหนักทั้งวันทั้งคืน ระดับการบำเพ็ญเพียรแม้จะไม่ได้เรียกว่าก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด แต่ก็ถือว่าพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ก้าวเข้าสู่ขั้นเบิกด่านระดับสวรรค์ชั้นที่หนึ่งแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังหยั่งรู้ถึงความลี้ลับของแปดเสียงแห่งการบ่มเพาะปฐมกำเนิด พอมีเวลาก็จะบำเพ็ญเพียร หล่อหลอมเส้นเอ็น กระดูก และลมปราณ ฝึกฝนอวัยวะภายใน จิตสำนึกและวิญญาณล้วนถูกขัดเกลาจนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า หลังจากร่ายกระบี่แล้ว อานุภาพของกระบี่บินก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเช่นกัน!
การเอาระดับการบำเพ็ญเพียรของสวี่อิงในวันนั้น มาประเมินพลังต่อสู้ของสวี่อิงในวันนี้ ย่อมต้องเสียเปรียบอย่างหนักเป็นธรรมดา!
โจวจื๋อกระโดดทะยานร่างขึ้น ตวาดเสียงดังก้อง แสงสว่างเจิดจ้าปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของเขา ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างเทพเจ้าที่มีศีรษะเป็นนก ร่างกายเป็นคน และมีเท้าเป็นนก ราวกับกายเทพพญาช้างของสวี่อิงที่ยืนอยู่ด้านหลัง ทว่ามีความแตกต่างกันอยู่บ้าง
เทพเจ้าองค์นั้นกระพือปีก ร่างกายของโจวจื๋อขนานไปกับพื้นดิน สองเท้าเหยียบย่ำลงบนลำต้นของต้นไม้ แล้วพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบน
เขาโบกสะบัดแขนเสื้อ ทันใดนั้นขนนกสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งทะยานออกมาดังซู่ซ่า ราวกับมีดบินยาวหนึ่งจั้งนับไม่ถ้วน เสียงแหวกอากาศดังขวับๆ บินโฉบผ่านร่องรอยของเปลือกไม้ไปด้วยความเร็วที่รวดเร็วยิ่งนัก!
เดิมทีสวี่อิงซ่อนตัวอยู่ตามร่องรอยของเปลือกไม้ ก็ถูกมีดบินขนนกสีทองของเขาบีบให้ต้องเผยตัวออกมาทันที หลบหลีกขนนกยาวแต่ละเส้นที่พุ่งทะลวงไปตามร่องรอยของเปลือกไม้
ขอบของขนนกเหล่านี้คมกริบถึงขีดสุด ราวกับคมมีดที่ผ่านการตีขึ้นรูปมานับครั้งไม่ถ้วน ใบขนกว้างใหญ่ ขนนกแต่ละเส้นราวกับกระบี่ทองคำบางเฉียบที่นำมาประกอบเข้าด้วยกันจนกลายเป็นขนนกหนึ่งเส้น รูปร่างคล้ายคลึงกับดาบยาว
นี่คือแผนภาพมรรคา!
นิมิตแห่งมหาเต๋า!
“คนของตระกูลโจวต้องมีแผนภาพมรรคาของพญาเผิงอย่างแน่นอน มิฉะนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะหลอมแม้กระทั่งขนนกได้ละเอียดลออถึงเพียงนี้!”
สวี่อิงเพิ่งจะคิดมาถึงตรงนี้ ก็เห็นโจวจื๋อพุ่งเข้ามาหาตรงหน้า ชายหนุ่มผู้นี้กระหน่ำหมัดและเตะราวกับพายุฝนฟ้าคะนอง โจมตีเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเขา เทพพญาเผิงที่อยู่เบื้องหลังก็พุ่งเข้าโจมตีสวี่อิงอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน!
หมัดและฝ่ามือของโจวจื๋อ กลายเป็นดาบยาวปีกของเทพพญาเผิง ประกายดาบดุดันเหี้ยมหาญ ขาของโจวจื๋อ กลายเป็นกรงเล็บนกของเทพพญาเผิง กรงเล็บอันแหลมคมสามารถฉีกกระชากทุกสรรพสิ่ง!
สวี่อิงใช้แปดกระบวนท่าพญางูปาเสอและหกกระบวนท่ามังกรพญางูเข้ารับมือโดยตรง ทั้งพญางูปาเสอและมังกรพญางูล้วนถูกกระแทกจนลมปราณแตกซ่าน ระเหยกลายเป็นไอหมอก
ร่างกายของสวี่อิงก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรงเช่นกัน สองเท้าเหยียบย่ำลงบนต้นไม้ใหญ่ ถอยร่นขึ้นไปบนต้นไม้อย่างต่อเนื่อง เปลือกไม้ใต้เท้าแตกออกดังปังๆ เศษไม้ปลิวว่อน!
โจวจื๋อหมุนตัวกระพือปีก มีดบินขนนกสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาอีกครั้ง ก่อตัวเป็นกระแสน้ำสีทอง ฟาดฟันลงมาหาสวี่อิงจากทุกทิศทุกทาง!
ในขณะเดียวกัน ลูกหลานตระกูลโจวอีกห้าคนก็กระโดดทะยานขึ้นมาจากด้านล่าง พุ่งตรงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่เมื่อเทียบกับความเร็วของสวี่อิงและโจวจื๋อแล้ว พวกเขายังด้อยกว่ามากนัก จึงตามทั้งสองคนไม่ทันชั่วขณะ
โจวจื๋อยิ่งสู้ยิ่งฮึกเหิม ร้องตวาดเสียงแหลม ร่างกายหมุนคว้างกลางอากาศดังขวับๆ เทพพญาเผิงองค์นั้นก็หมุนตัวเช่นกัน ปีกทั้งสองข้างที่มีความยาวกว่าสิบจั้งราวกับดาบเทพสองเล่ม ฟาดฟันเข้าไปในต้นไหวใหญ่ดังฉับๆ หั่นตรงไปยังสวี่อิง!
รอบกายของสวี่อิงถูกล้อมรอบไปด้วยมีดบินขนนกสีทอง ถอยหนีไม่ได้อีกต่อไป สองเท้าพลันหยัดยืนอย่างมั่นคงบนต้นไม้ สองขาปักลึกลงไปในลำต้นของต้นไม้ ตั้งสมาธินึกถึงแปดเสียงแห่งการบ่มเพาะปฐมกำเนิด สองฝ่ามือผลักออกไปด้านหน้าและด้านหลังเพื่อรับมือกับดาบคู่ของพญาเผิง!
พลังฟ้าดินอันบ้าคลั่งเดือดพล่าน ทะลักออกมาจากใต้ฝ่ามือของเขา กลายเป็นมังกรและพญางูที่พุ่งทะยานอย่างทรงพลัง กู่ร้องคำรามพุ่งเข้าปะทะกับดาบคู่ของพญาเผิง พลังอันบ้าคลั่งกระแทกมีดบินขนนกสีทองรอบด้านจนแหลกละเอียด ไม่สามารถเข้าประชิดตัวได้เลยแม้แต่น้อย!
“มั่งกู ”
เสียงมังกรคำรามเสียงงูเหลือมกู่ร้อง กระบวนท่าของทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกัน โจวจื๋อส่งเสียงร้องอู้อี้ในลำคอ ปีกทั้งสองข้างของเทพพญาเผิงที่อยู่เบื้องหลังแหลกสลาย ร่างของเทพเจ้าแตกกระจาย ทั่วร่างของโจวจื๋อมีละอองเลือดระเหยขึ้น ผิวหนังถูกกระแทกจนปริแตก!
ร่างของเขากลิ้งม้วนตลบ ร่วงหล่นลงไปใต้ต้นไม้!
สวี่อิงประหลาดใจ “คนผู้นี้ช่างแข็งแกร่งนัก รับแปดเสียงแห่งการบ่มเพาะปฐมกำเนิดของข้าไปหนึ่งกระบวนท่า กลับยังไม่ตายอีก!”
ในชั่วพริบตาที่ร่างของเขาหยุดชะงัก ลูกหลานตระกูลโจวอีกห้าคนก็พุ่งทะยานขึ้นมา ขณะที่กำลังจะร่ายกล่องกระบี่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากเบื้องล่าง “ตั้งแต่ข้าฝึกวิชาสำเร็จ ก็ไม่ได้เจอคู่ปรับที่สูสีกันมานานแล้ว!”
สวี่อิงชะงักไป “คนผู้นี้เป็นชายหรือหญิงกันแน่... เดี๋ยวก่อน หรือว่าจะเป็น...”
เขาอดไม่ได้ที่จะอึ้งงัน พลางโพล่งออกมาว่า “เป็นอัจฉริยะจริงๆ! เขาหยั่งรู้คัมภีร์เซียนถัวอวี้ได้แล้ว! ถ้าอย่างนั้น พลังหยางบริสุทธิ์ของเขาก็สูญสิ้นไปแล้วงั้นสิ”







