ไคหยวนขั้นหกและขั้นเจ็ด เปิดจุดทวารตา
นักเรียนของหนานหยวนในพื้นที่ที่เปิดจุดทวารตามีแทบจะไม่มีเลย อย่างน้อยซูอวี่ก็ยังไม่เห็นในตอนนี้ ที่สนามสอบหมายเลข 5 คนที่เดินตามเหล่าเซี่ยไปนอกจากซูอวี่แล้ว แทบทั้งหมดล้วนมาจากเขตปกครองต้าเซี่ย
เวลานี้ รอบตัวซูอวี่เต็มไปด้วยคนที่มาจากเขตปกครองต้าเซี่ย
อันที่จริงซูอวี่รู้สึกสงสัยเล็กน้อย ตอนนี้เขาก็เห็นนักเรียนคนที่แลกกระดาษคำตอบกับเขาเมื่อก่อนหน้านี้ จึงเอ่ยถามเสียงเบาว่า “ที่เขตปกครองต้าเซี่ย ไคหยวนขั้นหกและขั้นเจ็ดไม่มีทางสอบติดเลยหรือครับ”
ออกจะเกินจริงไปหน่อยไหม
ไคหยวนขั้นหกหรือขั้นเจ็ด ต่อให้อยู่ในเขตปกครองต้าเซี่ย โอกาสสอบติดก็น่าจะสูงมากไม่ใช่หรือ
นักเรียนชายที่ถูกถามเงยหน้ากวาดตามองไปทางเหล่าเซี่ย เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้หันกลับมา ก็ตอบเสียงเบาเช่นกันว่า “ขั้นหกขั้นเจ็ดในเขตปกครองต้าเซี่ยไม่ถือว่าโดดเด่น แต่ก็ถือว่าอยู่ระดับกลางแล้ว โอกาสสอบติดไม่น้อย ทว่าระดับพลังไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเดียว”
นักเรียนชายอธิบายเสียงเบา “เดี๋ยวหลังจากนี้ นอกจากการทดสอบพื้นฐานทางด้านระดับพลังแล้ว ยังมีการทดสอบเชิงลึกอีก นายรู้ใช่ไหม”
“อืม การทดสอบสองวิชาคือขี่สัตว์และยิงธนูเป็นการทดสอบที่ต้องมีทุกปี”
ซูอวี่พยักหน้า ทว่ายังคงสงสัย “เรื่องนี้เกี่ยวกับการอยู่ที่หนานหยวนหรือเปล่าด้วยหรือ”
“แน่นอนว่าเกี่ยวสิ!”
นักเรียนชายพูดอย่างจนใจ “ขี่สัตว์และยิงธนูก็เป็นวิชาที่ได้คะแนนพิเศษ แต่ในเขตปกครองต้าเซี่ย คนที่เชี่ยวชาญมีเยอะเกินไป พวกเราไปสอบรับรองว่าต้องรั้งท้าย ไม่มีทางได้คะแนนพิเศษ ในสถานการณ์ปกติ คนที่ได้อันดับต้นๆ เท่านั้นถึงจะได้คะแนนพิเศษ”
“ในเขตปกครองต้าเซี่ย พวกไคหยวนขั้นแปดขั้นเก้ายึดโควตาไปหมดแล้ว พวกเราก็เลยไม่มีหวัง”
“พอมาที่หนานหยวน...หนานหยวนถึงจะเล็ก แต่ถ้านายทำผลงานได้ดีสักหน่อย การได้คะแนนพิเศษก็ง่ายกว่า”
ซูอวี่พยักหน้าเล็กน้อย ทว่าก็ถามอีกประโยค “200 คะแนนขึ้นไปแทบจะเข้าเรียนได้แน่นอน สอบได้คะแนนเยอะกว่านี้นอกจากที่หนึ่งแล้ว อันดับอื่นๆ ก็ไม่ได้ต่างกันมากใช่ไหม”
“ดูปราดเดียวก็รู้ว่านายไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้!”
นักเรียนชายส่ายหน้า “ในเมื่อนายตามมาทัน นั่นก็แสดงว่าอยู่ไคหยวนขั้นห้าขึ้นไป นายต้องรู้ก่อนนะว่า 200 คะแนนคือเข้าสถาบันสงครามได้ แต่พอเข้าไปแล้วก็มีการแบ่งระดับชั้นเหมือนกัน สถาบันใหญ่แต่ละแห่งจะแบ่งนักเรียนออกเป็นเก้าระดับ!”
“ระดับล่างขั้นล่างสุด ระดับล่างขั้นกลาง ระดับล่างขั้นสูง...ไปจนถึงยอดเยี่ยมที่สุดคือระดับสูงขั้นสูงสุด!”
นักเรียนชายพูดอย่างเคียดแค้นกัดฟัน “นักเรียนระดับล่าง จะได้รับการปฏิบัติที่แย่ที่สุดในสถาบัน ไม่มีอาจารย์เฉพาะทางคอยชี้แนะ เข้าไปแล้วอันที่จริงก็ยังลำบาก เป็นแค่การแขวนป้ายชื่อไว้เท่านั้น อย่างน้อยต้องได้เป็นนักเรียนระดับกลางถึงจะมีโอกาสได้สัมผัสกับสิ่งต่างๆ มากขึ้น”
“ต่ำกว่า 300 คะแนนล้วนถือว่าเป็นนักเรียนระดับล่าง!”
“ดังนั้นต้องสอบให้ได้ 300 คะแนนขึ้นไปถึงจะถือว่าได้เข้าสถาบันสงครามอย่างแท้จริง”
นักเรียนชายมองซูอวี่อย่างเห็นใจพลางกล่าวว่า “สถาบันสงคราม นอกจากการทดสอบวิชาภาคทฤษฎีและระดับพลังแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือการทดสอบภาคปฏิบัติ ซึ่งจะได้คะแนนพิเศษเยอะมาก คะแนนพิเศษจากการทดสอบภาคปฏิบัติก็แทบจะเทียบเท่ากับคะแนนพิเศษจากการทดสอบอักษรเทวะของสถาบันอารยธรรมเลย”
“เพราะอย่างนี้พวกเราถึงได้มาที่หนานหยวน ก็เพื่อหวังว่าจะทำคะแนนสอบได้ดีขึ้นอีกนิด อันดับสูงขึ้นอีกหน่อย จะได้คะแนนพิเศษเพิ่มบ้างไม่มากก็น้อย อยู่ในเขตปกครองต้าเซี่ย คนอย่างพวกเราแทบไม่มีหวังจะได้คะแนนพิเศษเลย”
ซูอวี่เข้าใจแล้ว เขาพยักหน้าเล็กน้อย แล้วกวาดตามองเด็กผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าอีกครั้ง ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ขั้นหกขั้นเจ็ดมีความกดดันในการแข่งขันสูง แล้วขั้นแปดล่ะ ขั้นแปดขึ้นไปน่าจะถือว่าเป็นอัจฉริยะแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาที่นี่เหมือนกัน”
เขาสัมผัสได้ว่ารอบตัวเด็กผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้ามีปราณก่อกำเนิดรวมตัวกันอยู่ นี่แสดงว่าอีกฝ่ายอย่างน้อยก็อยู่ไคหยวนขั้นแปดแล้ว
“ขั้นแปดเหรอ”
นักเรียนชายคนนี้ไม่ใช่นักเรียนที่ต้องการสอบเข้าสถาบันอารยธรรม จึงไม่ค่อยคุ้นเคยกับอู๋หลานเท่าไหร่นัก เขามองตามสายตาของซูอวี่ไปแล้วตอบอย่างลังเลว่า “ไม่แน่ใจแฮะ หรือว่าเพื่อมาเอาที่หนึ่งของหนานหยวน ไคหยวนขั้นแปดอยู่ในเขตปกครองต้าเซี่ยก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว หรืออาจจะมีแค่ระดับพลัง ส่วนด้านอื่นๆ แย่มาก ก็เลยมาหนานหยวนเพื่อเพลย์เซฟ”
ซูอวี่ไม่ถามอะไรอีก ตอนนี้ทุกคนมาถึงสนามสอบอีกแห่งหนึ่งแล้ว
...
เหล่าเซี่ยมองนักเรียนที่ตามมาด้านหลัง สีหน้าเรียบเฉยพลางเอ่ยว่า “การทดสอบของขั้นหกขั้นเจ็ดมีทั้งหมด 80 คะแนน การทดสอบพื้นฐานนั้นง่ายมาก แค่ตาไวและมือไวก็พอ! ในห้องนี้ เดี๋ยวจะมีการยิงลูกบอลกลมๆ ออกมา 100 ลูก ในจำนวนนั้นเป็นสีแดง 80 ลูก สีขาว 20 ลูก”
“รับลูกสีแดงได้หนึ่งลูกนับเป็นหนึ่งคะแนน รับลูกสีขาวได้หนึ่งลูกหักหนึ่งคะแนน พวกเธอต้องใช้ความเร็วสูงสุดในการรับ ถ้าไม่สามารถแยกแยะได้ทันเวลา การรับเอาไว้ทั้งหมด อย่างน้อยก็ยังได้ 60 คะแนน จะได้ไม่พลาดลูกบอลสีแดงไปเป็นจำนวนมาก”
สนามสอบตรงหน้ามีห้องเล็กๆ ทั้งหมด 5 ห้อง
คนที่มามีแค่ประมาณ 10 คน ทดสอบสองรอบก็เสร็จแล้ว
เหล่าเซี่ยกล่าวเสริมว่า “เวลายิงนั้นสั้นมาก มีเวลาสองนาที เว้นระยะห่างประมาณหนึ่งวินาทีจะยิงออกมาหนึ่งลูก! ขอเตือนทุกคนอีกครั้ง ให้จัดสรรพละกำลังและสมาธิให้เหมาะสม พวกเธอต้องรู้ว่าบางครั้งการล้มเลิกก็ยากกว่าการฝืนทำต่อ! ถ้าด่านนี้ใช้พละกำลังมากเกินไป ฉันเกรงว่าพวกเธอจะทนการทดสอบด่านต่อไปไม่ไหว”
พวกซูอวี่ไม่ได้พูดอะไร การทดสอบวิชานี้ไม่ถือว่าเกินขอบเขตเนื้อหา
ไคหยวนขั้นหกขั้นเจ็ดมีรูปแบบการทดสอบอยู่หลายวิธี วิธีนี้เคยถูกนำมาใช้ก่อนหน้านี้ สถาบันระดับกลางเองก็จะมีการฝึกฝนที่เกี่ยวข้องอยู่บ้าง
แน่นอนว่านั่นคือเขตปกครองต้าเซี่ย
ฝั่งหนานหยวนเป็นแค่การกล่าวถึง แทบจะไม่มีการฝึกฝน ไม่ใช่ว่าหนานหยวนไม่ให้ความสำคัญ แต่เป็นเพราะฝั่งหนานหยวนแทบจะไม่มีนักเรียนที่อยู่ระดับขั้นหกขั้นเจ็ดขึ้นไปในแต่ละปีเลย
“พวกเธอห้าคน เข้าไปได้ อย่ามัวเสียเวลา!”
เหล่าเซี่ยตะคอกเบาๆ พลางชี้ไปที่ห้าคนในนั้น ด้านข้างมีเจ้าหน้าที่เริ่มทำการคุมสอบและนับคะแนน
ซูอวี่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้น แต่เขาก็มองอย่างตั้งใจมาก
ก่อนหน้านี้ ซูอวี่แทบจะไม่เคยทำการฝึกฝนที่เกี่ยวข้องเลย เพราะเขาเลื่อนระดับเร็วเกินไป จึงไม่มีเวลาไปฝึกฝนเลยด้วยซ้ำ
นักเรียนทั้งห้าคนตื่นเต้นเล็กน้อย แล้วรีบเดินเข้าไป
ทันทีที่พวกเขาเข้าไป เครื่องจักรเครื่องหนึ่งในห้องก็เริ่มยิงลูกบอลออกมาด้วยความเร็วสูงมาก
“ปึ้ก!”
แค่ครั้งแรก ก็มีนักเรียนโดนเข้าให้แล้ว นอกจากจะรับไม่ได้แล้ว ยังถูกลูกบอลอัดเข้าที่หัวอีก
เหล่าเซี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางตะโกนว่า “ถ้าตามจังหวะไม่ทัน ก็อาจจะบาดเจ็บได้! ลองชั่งน้ำหนักดูเองว่าจะยอมแพ้หรือเปล่า...”
เขายังพูดไม่ทันจบ ลูกบอลลูกที่สองก็ถูกยิงออกมาอย่างต่อเนื่อง ความเร็วไม่ช้าเลย แรงกระแทกก็ไม่ถือว่าเบา
นอกจากคนที่เพิ่งถูกกระแทกจะลนลานอยู่บ้าง คนอื่นๆ ก็รับได้ค่อนข้างสบาย
ทว่าในเวลาสั้นๆ เช่นนี้ ไม่เพียงแต่ต้องรับลูกบอลที่ถูกยิงออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ยังต้องแยกแยะสีแดงและสีขาวด้วย ความเร็วในการยิงนั้นเร็วมาก ความยากในการแยกแยะก็สูงเช่นกัน บ่อยครั้งที่สติสัมปชัญญะตอบสนองได้ทัน แต่ร่างกายกลับไปรับลูกบอลสีขาวเอาไว้โดยไม่รู้ตัว
ลูกบอลที่ยิงออกมาก็ไม่ใช่เส้นตรง บางครั้งก็เป็นเส้นโค้ง ทำให้นักเรียนต้องวิ่งไปมาอย่างรวดเร็วในห้องเล็กๆ
เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที นักเรียนสามในห้าคนก็หอบหายใจแฮกๆ หายใจไม่ทันเสียแล้ว
หนึ่งในนั้น บนใบหน้ามีรอยฟกช้ำสีม่วงเป็นจ้ำๆ เมื่อครู่เขาถูกลูกบอลอัดหน้าไปหลายครั้ง
ซูอวี่คอยแอบนับคะแนนให้คนคนนั้นมาตลอด ตอนนี้จึงอดถอนหายใจไม่ได้ “ลูกสีแดงรับได้ 32 ลูก ลูกสีขาวรับได้ 8 ลูก 24 คะแนน”
คนนั้นอยู่ขั้นห้าหรือขั้นหกเขาก็มองไม่ออก ไม่ว่าจะอยู่ขั้นไหน ดูท่าการจะได้ 30 คะแนนก็คงยากแล้ว
คราวนี้เขาถือว่าเข้าใจแล้ว ว่าทำไมนักเรียนบางคนที่ระดับพลังถึงเกณฑ์แล้ว ถึงมักจะไม่ได้คะแนนเต็ม
เมื่อคิดถึงเรื่องพวกนี้ เขาก็มองไปที่เด็กผู้หญิงในอีกห้องหนึ่ง เก่งมาก!
เวลาหนึ่งนาที ลูกบอลประมาณ 50 ลูก เด็กผู้หญิงคนนี้รับลูกบอลสีแดงได้ 42 ลูก ซึ่งก็คือลูกสีแดงทั้งหมด ส่วนลูกสีขาวไม่ได้รับเลย นี่แสดงว่าปัจจุบันอีกฝ่ายได้คะแนนเต็ม
“ไม่ค่อยถูกแฮะ...”
ซูอวี่สามารถสัมผัสได้ถึงความยากลำบากในนั้น สิ่งนี้ต้องใช้สติสัมปชัญญะที่ตามร่างกายให้ทัน ทั้งร่างกายและสติสัมปชัญญะต้องแข็งแกร่ง
ฝีมือของอีกฝ่ายไม่ถือว่าอ่อนด้อย ทว่าดูท่าทางแล้วสบายๆ มาก บ่อยครั้งถึงกับสามารถคาดเดาสีแดงและสีขาวล่วงหน้าได้ นี่คือการแสดงออกของพลังเจตจำนง
“พลังเจตจำนงแข็งแกร่งมาก!”
ซูอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่แสดงว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้มาเข้าร่วมการทดสอบของสถาบันสงครามเพียงอย่างเดียว บางทีอาจจะเป็นว่าที่ผู้เข้าสอบของสถาบันอารยธรรมด้วย
เรื่องการรับลูกบอล ซูอวี่ก็มั่นใจเช่นกัน
พลังเจตจำนงของเขาก็ไม่ถือว่าอ่อนแอ เว้นระยะห่างหนึ่งวินาทีถือว่านานแล้ว เขาสามารถแยกแยะสีแดงกับสีขาวได้อย่างรวดเร็ว และมั่นใจว่าจะรับไว้ได้ทั้งหมด ทว่าดูท่าทางแล้ว การแข่งขันแย่งชิงอันดับหนึ่งของสถาบันสงครามในครั้งนี้คงจะดุเดือดมากทีเดียว
นี่เป็นเพียงสนามสอบหมายเลข 5 ด้านล่างยังมีอีก 4 สนามสอบ
ในระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ เวลาสองนาทีก็ผ่านไป
ตรงกลางมีนักเรียนบางคนยอมแพ้ไปดื้อๆ ไม่ได้ทำต่อ
เหล่าเซี่ยก็ไม่ได้ใส่ใจ รอจนพวกนั้นออกมา ก็เอ่ยอย่างรวดเร็วว่า “80 คะแนน 65 คะแนน 60 คะแนน 32 คะแนน 24 คะแนน!”
นี่คือคะแนนประเมินของนักเรียนห้าคนก่อนหน้านี้
ผลลัพธ์ของรอบนี้ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจง่ายที่สุดด้วย!
นักเรียนคนที่สอบได้ 24 คะแนนรู้สึกหดหู่เล็กน้อย เขาอยู่ไคหยวนขั้นหก ตามหลักแล้วต้องได้ 30 คะแนนถึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์ แต่ตอนนี้กลับเสียไป 6 คะแนนเปล่าๆ
เขาหดหู่ อีกหลายคนก็หดหู่เช่นกัน ไคหยวนขั้นเจ็ดมีตั้ง 80 คะแนน นอกเสียจากเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ได้ไปทั้งหมด พวกเขากลับไม่ได้คะแนนเต็มเลย
“ทำต่อไป!”
เหล่าเซี่ยมองไปทางพวกซูอวี่ หลายคนรีบเข้าไปในห้อง
เครื่องจักรเริ่มยิงลูกบอลออกมาอย่างต่อเนื่องในพริบตาต่อมา
...
ภายในห้อง
แม้ซูอวี่จะไม่เคยทำการฝึกฝนที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อครู่เขาก็ดูมาสักพักแล้ว ตอนนี้จึงพอจะจับเคล็ดลับได้คร่าวๆ
พลังเจตจำนงปรากฏขึ้นมาบ้าง เขาจ้องมองไปที่ช่องปล่อยของเครื่องจักร ทันทีที่ลูกบอลโผล่ออกมา เขาก็สัมผัสได้ถึงสีและทิศทางในการยิง
ปึ้ก!
ลูกบอลกระแทกโดนมือ ซูอวี่จับเอาไว้ แล้วโยนไปทิ้งไว้ด้านข้างอย่างลวกๆ นี่คือสีแดง
ดวงตาเปล่งประกายแสงจางๆ ซูอวี่เปิดจุดทวารตา ทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นกัน
“พลังเจตจำนงถือว่าเป็นการโกง...แน่นอนว่านี่ก็เป็นความสามารถของฉันเองเหมือนกัน แต่ลองไม่ใช้พลังเจตจำนงดูหน่อยดีกว่า...”
ซูอวี่ละทิ้งพลังเจตจำนง แล้วเริ่มเปิดจุดทวารตาเพื่อรับลูกบอล
โชคดีที่ถึงแม้จะปิดกั้นพลังเจตจำนงไว้ เขาก็พบว่าการรับมันก็ค่อนข้างง่ายอยู่ดี
ตาไวและมือไว มือของซูอวี่ไม่ได้ช้าเลย เขาฝึกฝนวิชาพื้นฐานมาหลายปีแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เพียรฝึกดาบอัสนีต้นกำเนิด จุดทวารที่มือยิ่งได้รับการขัดเกลามาแล้ว ตอนนี้การรับลูกบอลจึงค่อนข้างง่ายดาย
ด้านนอก เหล่าเซี่ยพยักหน้าเล็กน้อยพลางเผยรอยยิ้ม
เขาสัมผัสได้ว่าซูอวี่ใช้พลังเจตจำนง
แบบนี้ถือว่าโกง แต่การบำเพ็ญพลังเจตจำนงออกมาได้ก็ถือเป็นความสามารถของอีกฝ่าย ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไร
ทว่าพอลูกบอลลูกที่สองซูอวี่ก็ไม่ได้ใช้พลังเจตจำนงอีก เขาก็สัมผัสได้เช่นกัน ดีมาก เขาชอบนักเรียนแบบนี้
ความสามารถของนาง นางสามารถใช้ได้ แต่มันก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้ฉันรังเกียจนางหรอกนะ!
อย่างเช่นเด็กผู้หญิงก่อนหน้านี้อย่างอู๋หลาน เหล่าเซี่ยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก อีกฝ่ายได้คะแนนเต็ม แต่ดันมาใช้พลังเจตจำนงในการทดสอบของสถาบันสงคราม แบบนี้ยังจะนับว่าเป็นการทดสอบระดับพลังอีกเหรอ
พลังเจตจำนงแข็งแกร่งแล้วมันสุดยอดนักหรือไง
ถ้าเก่งจริงก็ไปสอบเข้าสถาบันอารยธรรมสิ สถาบันสงครามเขาดูที่ว่าระดับพลังของร่างกายกายเนื้อได้มาตรฐานหรือไม่ ไม่ได้ดูว่าพลังเจตจำนงของนางได้มาตรฐานหรือเปล่า
สองนาทีต่อมา ซูอวี่ก็เดินหอบหายใจออกมา
เหล่าเซี่ยเผยรอยยิ้ม “ไม่เลวเลย 80 คะแนน เต็ม! ถึงจะดูทุลักทุเลไปบ้าง แต่คะแนนของไคหยวนขั้นหกและขั้นเจ็ดก็กวาดไปเต็มๆ! เธอเลื่อนระดับได้เร็ว การที่ได้คะแนนเต็มก็แปลว่าพื้นฐานแน่นมาก ดูท่าห้าปีมานี้คงไม่ได้สูญเปล่าหรอกนะ!”
เหล่าเซี่ยยิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งท่าทีแบบนี้แตกต่างจากอู๋หลานที่ได้คะแนนเต็มไปก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ด้านข้าง อู๋หลานมีสีหน้าย่ำแย่
นางก็ได้คะแนนเต็มเหมือนกัน แต่เมื่อครู่เหล่าเซี่ยไม่ได้พูดถึงเลย แค่ประกาศคะแนนรอบหนึ่งก็ถือเป็นอันจบ
อู๋หลานมีนิสัยเย่อหยิ่ง ตอนนี้นางค่อนข้างทนไม่ไหว จึงพูดเบาๆ ว่า “อาจารย์คะ 80 คะแนนในเขตปกครองต้าเซี่ย ก็เป็นแค่ความสามารถพื้นฐานเท่านั้น...”
เหล่าเซี่ยเอ่ยเสียงเรียบ “ใช่สิ แต่ที่นี่ไม่ใช่เขตปกครองต้าเซี่ย ประเด็นคือถ้าพึ่งพาระดับพลังล้วนๆ บางคนก็เอา 80 คะแนนมาไม่ได้หรอก!”
เหล่าเซี่ยพูดจบ ก็พึมพำอีกว่า “ยัยเด็กบ้า ไม่ยอมสอบเข้าสถาบันสงคราม ดันมาเปลืองทรัพยากรในการสอบซะนี่!”
อู๋หลานพูดไม่ออก
เหล่าเซี่ยเป็นคนที่เข้าใจโลกดี ซูอวี่ยังมีความหวังที่จะเบนเข็มไปเข้าสถาบันสงคราม แต่ยัยหนูคนนี้ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็คงจะเข้าสถาบันอารยธรรมอย่างแน่นอน
ในเมื่อไม่ได้มาทางเดียวกัน เขาก็ขี้เกียจจะไปดึงตัวมา
พี่สาวของอีกฝ่ายเป็นผู้ช่วยสอนระดับอัจฉริยะของสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย ในข้อมูลก็มีบอกอยู่ แต่เหล่าเซี่ยก็ขี้เกียจจะไว้หน้า ยัยเด็กนี่เย่อหยิ่งจะตาย ประเด็นคือต้องดูด้วยว่าจะทำแบบนั้นกับใคร
เขาผู้ซึ่งเป็นเหล่าเซี่ยก็เป็นผู้แข็งแกร่งระดับเถิงคงเหมือนกัน เขาไม่ได้กลัวอีกฝ่ายเลยจริงๆ
แน่นอนว่ามันก็แค่การทดสอบ ไม่เห็นจำเป็นต้องไปล่วงเกินใคร แต่ก็ไม่จำเป็นต้องประจบสอพลอใครเหมือนกัน ทำหน้าที่กรรมการคุมสอบของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว
อู๋ฉียังจะกล้ามาหาเรื่องเขาเพราะเรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้อีกเหรอ
คิดว่าองครักษ์หลงอู่กินมังสวิรัติหรือไง
เหล่าเซี่ยไม่ได้สนใจเลยสักนิด!
ด้านข้าง ซูอวี่ก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่ทุกคนจับจ้องมา จึงรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เหล่าเซี่ยคนนี้...ช่างมองโลกในความเป็นจริงซะเหลือเกิน!
อยากให้ตัวเองสมัครเข้าสถาบันหลงอู่ ก็เลยชมตัวเองต่อหน้าทุกคน แบบนี้มันไม่ได้เป็นการสร้างความเกลียดชังให้ตัวเองหรอกเหรอ
แน่นอนว่าซูอวี่ก็ไม่ได้ใส่ใจเช่นกัน
คะแนนสอบดี อาจารย์ชมเชย นี่มันคือความสามารถ เขาไม่เห็นจำเป็นต้องไปสนว่าคนอื่นจะคิดยังไง
เหล่าเซี่ยดูเวลา ก่อนจะกล่าวต่อ “การทดสอบพื้นฐานของไคหยวนขั้นที่หนึ่งถึงเจ็ดก็จบเพียงเท่านี้ บวกกับคะแนนวิชาภาคทฤษฎีเต็ม 100 คะแนน รวมคะแนนเต็ม 270 คะแนน ขั้นแปดและขั้นเก้ายังมีอีก 100 คะแนน ขี่สัตว์ยิงธนูคะแนนเต็ม 100 คะแนน การต่อสู้จริงคะแนนเต็ม 100 คะแนน รวมเป็น 570 คะแนน ถ้าได้แต้มผลงานเสริมมาอีก 3 แต้มขึ้นไป คะแนนเต็มก็จะเกิน 600 คะแนนแล้ว”
เหล่าเซี่ยมองไปทางซูอวี่พลางหัวเราะ “ซูอวี่ มีเพียงคนได้ 600 คะแนนขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะได้รับการประเมินระดับเป็นระดับสูงในสถาบันสงคราม! ดังนั้นนักเรียนระดับสูง ในสถาบันสงครามจึงหาได้ยากมาก นายเพิ่งจะอยู่ไคหยวนขั้นแปด ต่อให้มีแต้มผลงานเสริมไม่น้อย ก็ใช่ว่าจะมีหวังได้ระดับสูงหรอกนะ!”
200 คะแนนถือว่าผ่านเกณฑ์ ต่ำกว่า 300 คะแนนถือเป็นระดับล่าง 300-600 คะแนนถือเป็นระดับกลาง 600 คะแนนขึ้นไปถึงจะถือเป็นระดับสูง
ซูอวี่คำนวณในใจ รู้สึกหดหู่เล็กน้อย ถ้าพูดแบบนี้ เขาก็อาจจะสอบได้ระดับสูงไม่ถึงจริงๆ ด้วย
วิชาภาคทฤษฎีเขาไม่ได้คะแนนเต็ม ต่อให้ได้ 80 คะแนน ส่วนวิชาอื่นๆ ได้เต็ม ตอนนี้เขาก็ได้แค่ 250 คะแนน
แน่นอนว่านอกจากภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์แล้ว เขาสะสมแต้มผลงานได้ 10 แต้ม ถือว่าเป็นคะแนนพิเศษ 100 คะแนน รวมเป็น 350 คะแนน
“เว้นเสียแต่ว่าไคหยวนขั้นแปดจะได้คะแนนเต็ม ขี่สัตว์ยิงธนูคะแนนเต็ม ต่อสู้จริงคะแนนเต็ม รวมทั้งหมดต้องคว้า 250 คะแนนมาให้ได้ทั้งหมด ฉันถึงจะได้ 600 คะแนน ผ่านเกณฑ์แบบฉิวเฉียดพอดี”
ซูอวี่คำนวณดูแล้ว มีเพียงวิชาสอบที่เหลือต้องได้คะแนนเต็มทั้งหมดเท่านั้น เขาถึงจะไปถึงเกณฑ์ของระดับสูงได้
แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ยังเป็นอันดับท้ายสุดของระดับสูงอยู่ดี ได้รับการประเมินเป็นระดับสูงขั้นล่าง
ซูอวี่ค่อนข้างสงสัย จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “อาจารย์ครับ แล้วประเมินเป็นระดับสูงขั้นสูงสุดล่ะครับ ต้องใช้กี่คะแนน”
“เดินไปคุยไป ตอนนี้ไปทดสอบต่อที่อื่นกันเถอะ! รวมตัวนักเรียนจากทั้งห้าสนามสอบเพื่อมาเข้าร่วมการทดสอบอื่นด้วยกัน!”
เหล่าเซี่ยเดินไปพลางตอบคำถามไปพลาง “เธออยู่ที่หนานหยวน รู้น้อยเกินไป พวกอาจารย์ของเธอคิดว่าพวกเธอไม่จำเป็นต้องรับรู้เลยด้วยซ้ำ เพราะกลัวจะบั่นทอนกำลังใจพวกเธอ คนที่แข็งแกร่งที่สุดในปีก่อนๆ ของหนานหยวนก็แค่ระดับกลางเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรให้มากความหรอก”
“ระดับสูงขั้นสูงสุด...เธอลองคำนวณดูเองก็จะรู้ 800 คะแนนขึ้นไปไงล่ะ!”
ซูอวี่ขมวดคิ้ว “แต่ต่อให้อยู่ไคหยวนขั้นเก้า วิชาภาคทฤษฎีได้เต็มหมด ก็ยังไม่ถึง 800 คะแนนเลยไม่ใช่เหรอครับ”
“ใช่สิ เพราะงั้นพวกระดับสูงขั้นสูงสุดล้วนเป็นพวกเชียนจวินทั้งนั้น!”
“...”
ซูอวี่พูดไม่ออกแล้ว
เหล่าเซี่ยหัวเราะหึๆ “ก็แค่เชียนจวิน อีกไม่นานพวกเธอก็จะไปถึงเหมือนกัน พวกที่อยู่ระดับสูงขั้นสูงสุดเหล่านั้น นอกจากระดับพลังจะถึงเชียนจวินแล้ว แต้มผลงานก็ยังสูงมากด้วย ดังนั้นคะแนนสะสมจึงเยอะกว่าพวกเธอหลายเท่า”
“อย่าไปใส่ใจมากเลย พวกนั้นบางคนก็เป็นยอดอัจฉริยะ บางคนก็ยอดอัจฉริยะจอมปลอม!” เหล่าเซี่ยพูดตรงไปตรงมา “บางคนเอาน้ำยาปราณก่อกำเนิดมาใช้แทนน้ำเปล่า เปลืองทรัพยากร คนแบบนี้ต่อให้ประเมินเป็นระดับสูงขั้นสูงสุดก็ไม่มีประโยชน์ สถาบันมีกฎยังไงก็ต้องทำตามนั้นแหละ ดินโคลนพอกำแพงไม่ติดก็ไม่มีใครอยากไปยุ่งกับพวกเขาหรอก”
“พอเข้าสถาบัน ผู้แข็งแกร่งบางคนยอมรับพวกไคหยวนขั้นเจ็ดจากเมืองเล็กๆ ดีกว่ารับพวกเชียนจวินที่มาจากตระกูลใหญ่ นอกจากจะได้รับการปฏิบัติที่สูงกว่าแล้ว ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แถมเรื่องการปฏิบัติต่อพวกเขาก็ไม่ได้มีความหมายอะไรด้วย ดังนั้นพวกยอดอัจฉริยะจอมปลอมพวกนี้ก็เลยไม่ได้เก่งกาจอะไรมากหรอก!”
คำพูดของเหล่าเซี่ย ช่างเป็นอะไรที่ตรงไปตรงมาเสียจริง
หากพูดคำนี้ในการทดสอบของเขตปกครองต้าเซี่ย เหล่าเซี่ยก็คงต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลเป็นแน่
ด้านหลัง อู๋หลานรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย นางเอ่ยเสียงขรึมว่า “อาจารย์คะ คนที่มาจากตระกูลใหญ่ ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปหรอกนะคะ...”
เหล่าเซี่ยไม่เห็นด้วย “ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะเป็นแบบนั้นกันทุกคนซะหน่อย! ฉันก็แค่ให้ความมั่นใจกับนักเรียนทั่วไปนิดหน่อย อย่างเช่นสถาบันอารยธรรม บางคนเชี่ยวชาญอักษรเทวะมาล่วงหน้า จู่ๆ ก็ได้คะแนนบวกเพิ่มหลายร้อยคะแนน แบบนี้ยุติธรรมงั้นเหรอ”
“คนจากเมืองเล็กๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอักษรเทวะคืออะไร แต่บางคนอายุเจ็ดแปดขวบก็เริ่มอ่านอักษรเจตจำนงแล้ว จะเอาอะไรไปสู้”
“แน่นอนว่านั่นคือผลผลิตที่มาจากความพยายามของคนรุ่นพ่อแม่ ฉันก็ไม่ได้ปฏิเสธผลงานของพวกเขา อย่างลูกหลานของฉันเอง ฉันก็ย่อมเต็มใจที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้พวกเขาอยู่แล้ว แต่ว่า...ในระยะเริ่มต้นกลับเอาไปเปรียบเทียบกับอัจฉริยะจากเมืองเล็กๆ ทำท่าทีเหมือนกับว่าฉันเก่งกว่าเขา...นั่นคือการแสดงออกของความไร้เดียงสาและไร้ความสามารถ!”
เหล่าเซี่ยกล่าวอย่างเรียบเฉย “ช่วงเวลานี้จะมองเห็นอะไรได้ ผ่านไปสักห้าปีสิบปี พวกเธอค่อยไปดูสิ! ตอนนี้แหละถึงจะถือว่ายุติธรรม เกิดมาในครอบครัวธรรมดา ผ่านไปสิบกว่าปีก็ยังไม่มีความสำเร็จอะไร นั่นก็แปลว่าเขาธรรมดาจริงๆ ไม่นับว่าเป็นอัจฉริยะหรอก”
“จุดเริ่มต้นที่ไม่เหมือนกัน แต่เธอกลับเอาไปเปรียบเทียบในช่วงเริ่มต้น ชนะแล้วยังไงล่ะ ภูมิใจนักหรือไง เพราะพ่อฉันเก่ง แม่ฉันเก่ง ฉันก็เลยเจ๋งกว่านาย...คนอ่อนแอ คนขี้ขลาด คนไร้ความสามารถเท่านั้นแหละที่คิดแบบนี้! อัจฉริยะที่แท้จริง จะไม่ไปเปรียบเทียบกับคนที่อ่อนแอกว่าตัวเอง พวกเขาล้วนกำลังแย่งชิงจุดสูงสุดกันอยู่!”
เหล่าเซี่ยพูดอย่างมีความหมายลึกซึ้ง “อย่างเช่นอู๋ฉีแห่งสถาบันอารยธรรม คนที่เธออยากเทียบด้วยย่อมไม่ใช่หลิวหงแน่ แต่เป็นเซี่ยอวี้เหวินที่มาจากตระกูลเซี่ยต่างหาก! ใจกว้างแค่ไหน วิสัยทัศน์ก็สูงแค่นั้น อนาคตก็ยิ่งไปได้ไกลขึ้นเท่านั้น!”
“ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็ไปเทียบกับคนพวกนั้นสิ! ซูอวี่ ถ้านายอยากจะพิสูจน์ตัวเอง หรือว่าจะไปหาเฉินฮ่าวเพื่อเปรียบเทียบล่ะ”
เหล่าเซี่ยยิ้มแย้ม “แน่นอน พวกเธอยังเด็ก อาจจะไม่เข้าใจคำพูดของฉัน แต่ไม่เป็นไร หรอกต่อไปพวกเธอจะเข้าใจเอง! การทดสอบขั้นสูงก็เป็นแค่การแข่งขันในช่วงเริ่มต้น ข้อได้เปรียบของรุ่นพ่อแม่จะสามารถแสดงออกมาให้เห็นได้ก็ในตอนนี้นี่แหละ ทว่าพอถึงขั้นเถิงคง หลิงอวิ๋น ซานไห่...ต่อให้พ่อของเธอจะเป็นผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ”
“ทรัพยากรเยอะกว่าหน่อยงั้นเหรอ ผู้แข็งแกร่งช่วยชี้แนะเหรอ พอถึงเวลาที่ต้องเดินตามเส้นทางของตัวเอง ทรัพยากรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ การชี้แนะก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ถ้าเธอมีพรสวรรค์จริงๆ สิ่งเหล่านี้ก็คงไม่ขาดแคลน สิ่งที่ดูกันจริงๆ ก็ยังคงเป็นตัวเองอยู่ดี!”
คำพูดของเหล่าเซี่ย ทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ
อู๋หลานเงียบไปครู่หนึ่ง ผ่านไปสักพัก นางจึงเอ่ยเสียงเบาว่า “ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะค่ะ!”
“ฉันไม่ได้ชี้แนะอะไรเธอหรอกนะ!”
เหล่าเซี่ยไม่ยอมรับ เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “แล้วก็ไม่ถึงคิวฉันที่ต้องมาชี้แนะด้วย แค่อยากจะบอกว่าอย่าลืมความตั้งใจเดิม อย่าไปหวั่นไหวกับเรื่องไร้สาระพวกนั้น บำเพ็ญพลังเจตจำนง ถ้าแม้แต่เสียงนินทาว่าร้ายก็ยังทนรับไม่ไหว จิตใจพังทลายลงมาล่ะก็ งั้นก็อย่าไปบำเพ็ญมันเลย ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีทางขึ้นเถิงคงได้หรอก!”
“ถ้าหลิวเหวินเยี่ยนเป็นแบบนี้ จะยังทนมาถึงอายุ 70 ปีเพื่อขึ้นเถิงคงได้เหรอ ป่านนี้คงฆ่าตัวตายไปตั้งแต่หลายสิบปีก่อนแล้ว!”
ตอนนี้ทุกคนได้เดินมาถึงสนามสอบใหญ่อีกแห่งหนึ่งแล้ว เหล่าเซี่ยพูดประโยคสุดท้ายว่า “ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรม หรือจะเป็นสงคราม ทั้งหมดล้วนเพื่อทุ่มเทให้กับเผ่ามนุษย์ การแข่งขันที่เหมาะสม การเปรียบเทียบที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่จำเป็น อย่าปล่อยให้ความอิจฉาริษยาและความเคียดแค้นมาเติมเต็มทุกอย่าง ห้าปีให้หลัง เธอขึ้นเถิงคง ส่วนเขาไม่ได้ขึ้นเถิงคง ถึงตอนนั้นเธอค่อยไปมองดูเขา มันก็แค่นั้นแหละ ความอิจฉาริษยาในอดีตก็เป็นแค่เรื่องตลกเท่านั้น!”
“ในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน!”
เหล่าเซี่ยพูดอยู่พักหนึ่งก็หยุดฝีเท้าลงแล้ว ทว่าตอนนี้ พวกซูอวี่ไม่มีอารมณ์จะฟังแล้ว แต่ละคนต่างมองไปยังสนามสอบขนาดใหญ่ตรงหน้าอย่างอ้าปากค้าง!
ด้านหน้า มีสัตว์ปีศาจที่ใหญ่โตมโหฬารอยู่สิบตัว!
ใช่ สัตว์ปีศาจ ที่หนานหยวนกลับได้เห็นสัตว์ปีศาจที่ยังมีชีวิตอยู่...จะเป็นไปได้ยังไง
“มองอะไรกัน ม้าควบเมฆาที่อ่อนแอที่สุด ขี่สัตว์ ขี่สัตว์ปีศาจน่ะ ไม่ใช่ไปขี่ลาที่บ้านของพวกเธอสักหน่อย! เดี๋ยวพอทดสอบก็ขี่ขึ้นไป วนรอบสนามสอบหนึ่งรอบ แค่นี้ก็จะได้คะแนนเต็มแล้ว!”
“ง่ายจะตายชัก ไอ้ของพรรค์นี้ฉันเลิกขี่ไปตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว”
เหล่าเซี่ยทำหน้าหยิ่งยโส นี่มันตัวอะไร สัตว์ปีศาจขยะที่สุดแล้ว ใครจะไปขี่กัน!
“อ้อใช่ ถ้าตกลงมา หรือว่าวิ่งไม่ครบรอบ ก็จะถูกหักคะแนน คนที่ไม่เคยเห็นไม่เคยขี่ก็ไม่ต้องกลัวไป จับขนให้แน่นก็พอ บังคับทิศทางก็ง่าย เหมือนกับหลักสูตรขี่ม้าที่พวกเธอเรียนในสถาบันตามปกตินั่นแหละ”
ซูอวี่ทำหน้าพูดไม่ออก สถาบันมีหลักสูตรแบบนี้ก็จริง แต่ที่ว่าขี่ม้า มันไม่ใช่ขี่ไอ้ตัวนี้นะ!
ทักษะวิชาขี่สัตว์ยิงธนู สถาบันระดับกลางจะมีการสอนอยู่แล้ว ทว่าโอกาสที่จะได้ใช้ในเมืองเล็กๆ นั้นมีน้อยเกินไป
เรียนก็ส่วนเรียน แต่ถ้าถามว่าเชี่ยวชาญแค่ไหน ซูอวี่ก็ไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด ยิ่งตอนนี้ยังเปลี่ยนสัตว์พาหนะ มาเป็นภูเขาเนื้อกองนี้อีกต่างหาก!
“ขี่หนึ่งรอบได้ 50 คะแนน เร็วเข้าหน่อย คนที่รอทดสอบอยู่ข้างหลังยังมีอีกเพียบ มาก่อนสอบก่อน จำกัดเวลาสามนาที ถ้าเกินเวลาจะถือว่าสอบตก สนามสอบแบบนี้มีทั้งหมด 10 แห่ง แสดงว่าคนที่เข้าร่วมการทดสอบมีประมาณ 2,000 คน เวลาจะไม่ทันเอา ถ้าเลยเวลาไปแล้วยังไม่ได้ทดสอบ ก็จะถือว่าเป็นศูนย์คะแนน รีบหน่อย”
10 สนามสอบก็เพียงพอแล้ว ตอนนี้ยังมีคนจำนวนไม่น้อยกำลังสูสีกับการทดสอบแยกแยะของเหลวอยู่ แล้วก็มีอีกกลุ่มที่กำลังสูสีอยู่กับการทดสอบการได้ยิน
จัดสรรเวลาให้เหมาะสม คำพูดนี้ถูกพูดมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว พวกที่เลือกไม่เป็นก็สมควรแล้วที่จะสอบไม่ติด
พวกซูอวี่ไม่กล้าชักช้า ตอนนี้บนสนามสอบก็มีคนกำลังขี่อยู่แล้ว วินาทีถัดมา นักเรียนคนหนึ่งก็ถูกม้าควบเมฆาตัวใหญ่ยักษ์โยนลงมาจากหลังม้า อาจารย์ผู้คุมสอบคนหนึ่งรับอีกฝ่ายไว้ แล้วโยนทิ้งไปอย่างลวกๆ “5 คะแนน คนต่อไป!”
แบบนี้ที่ไหนล่ะที่ใช้เวลาสามนาที 30 วินาทีก็เปลี่ยนคนแล้ว!
ซูอวี่ยังอยากจะรอสักหน่อย แต่เหล่าเซี่ยกลับชี้นิ้วมา “ซูอวี่ เธอนั่นแหละ! ทำอะไรก็ต้องชิงเป็นที่หนึ่ง ถ้าไม่ชิงเป็นที่หนึ่งจะชนะได้ยังไง! ฉันมองเธอออกเลย ครั้งนี้สอบให้ได้ระดับสูงให้คนอื่นดูซะ ว่าเมืองเล็กๆ ก็มีอัจฉริยะเหมือนกัน!”
วินาทีนี้ กรรมการคุมสอบจำนวนไม่น้อยภายในสนามสอบต่างก็หันมามองทางนี้ ระดับสูงเหรอ
หนานหยวนจะสอบได้นักเรียนระดับสูงได้ยังไงกัน
เหล่าเซี่ยเมื่อคืนดื่มหนักไปหรือเปล่าเนี่ย







