"นายท่าน หัวหอมงอกแล้วขอรับ"
ตอนเช้าเฉินเหลียงวิ่งมาบอกหลี่อี้ด้วยความดีใจ หลี่อี้เดินไปดู ก็พบว่ายอดอ่อนสีเขียวสดแทงทะลุชั้นดินโผล่ขึ้นมาจริงๆ
สีเขียวที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวานั้นทำให้เบิกบานใจยิ่งนัก
"อืม หลายวันมานี้เจ้าดูแลได้ไม่เลว ต่อไปก็เอาไปวางไว้บนขอบหน้าต่างใต้ระเบียง ตรงนั้นแสงแดดส่องถึงดี"
"ต้องรดน้ำไหมขอรับ?"
"รอจนเห็นว่าผิวดินในกระถางแห้ง ค่อยพรมน้ำลงไปพอประมาณก็พอ"
"จะปลูกไว้ในไหตลอดไปเลยหรือขอรับ?"
"รออีกสักพัก ยอดอ่อนจะโตเป็นต้นกล้าหลายต้น ถึงตอนนั้นก็ต้องแยกกอปลูกแล้ว สักร้อยกว่าวันก็โตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยวได้"
หลี่อี้ตบรางวัลให้เฉินเหลียงหนึ่งร้อยอีแปะ "เก็บหอมรอมริบให้ดี วันหน้าเก็บได้มากพอ ก็สามารถไถ่ตัวให้ตัวเองได้แล้ว"
หัวหอมของหลิวเฮยจื่อยังไม่งอก หลี่อี้จึงให้เฉินเหลียงรับผิดชอบกระถางนี้ไปด้วยเลย เฉินเหลียงทำงานละเอียดรอบคอบกว่าหลิวเฮยจื่อสักหน่อย อย่างไรเสียเมื่อก่อนเขาก็เคยเป็นลูกจ้างในร้านค้าของตัวเอง ส่วนเหล่าเฮยเมื่อก่อนเป็นผู้ลี้ภัยและลูกจ้างรายปี
ชีวิตประจำวันของหลี่อี้ตอนนี้มีแต่ข้าวคั่ว
ซานจวินค่ายทหาร ทำตัวราวกับเป็นหัวหน้าหน่วยพลาธิการ
พอเข้าไปในโรงงาน กลิ่นหอมของข้าวคั่วก็โชยมาปะทะจมูก เหล่าคนงานชาวบ้านวุ่นวายกันไม่หยุดหย่อน
ทั้งนึ่งข้าว คั่วข้าว บดข้าว ลูกเดือยคันรถแล้วคันรถเล่าถูกลากเข้ามา จากนั้นข้าวคั่วที่แปรรูปเสร็จแล้วก็ถูกขนออกไปทีละคัน
หลี่อี้ถึงขั้นฉวยโอกาสตอนยุ่งๆ หาเวลาว่าง มาทำอาชีพเสริมในโรงงานข้าวคั่วแห่งนี้ โดยตั้งโรงงานเต้าหู้ขนาดเล็ก ทำเต้าหู้ เพาะถั่วงอก แล้วก็ยังทำนัตโตะด้วย
ถือได้ว่ามีส่วนช่วยปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของเหล่าทหารหาญ
"ชานจวินหลี่ องค์ชายรับสั่งเรียกท่านเข้าร่วมการประชุมทหารขอรับ"
หลี่อี้ปัดเสื้อผ้า แล้วจึงไปร่วมการประชุมทหาร ที่หน้าประตูค่ายทหารยังบังเอิญพบหลี่จิ้ง ตอนนี้เขารับผิดชอบเรื่องม้าและล่อ
"วันนี้เรียกพวกเราทั้งสองคนมา หรือว่าโจรเซวียบุกมาแล้ว?" หลี่อี้ถามยิ้มๆ
หลี่จิ้งตอบ "เจ้าหนูนี่สัญชาตญาณเฉียบไวจริงนะ"
ทั้งสองเดินเข้าไปด้านใน
มีแม่ทัพนายกองระดับกลางและระดับสูงมาถึงหลายคนแล้ว
เป็นดังคาด เซวียเริ่นก่าวทนไม่ไหวแล้ว
เขาเลือกที่จะทุ่มสุดตัวสักตั้ง
"เซวียเริ่นก่าวส่งแม่ทัพใหญ่จงหลัวโหวนำทัพใหญ่มาโจมตี หมายมั่นจะสู้ตายแบบหลังพิงน้ำ"
เมื่อเผชิญหน้ากับจิงโจวที่ตีไม่แตก ทั้งยังมีเสบียงอาหารที่ไม่ปะติดปะต่อ เซวียเริ่นก่าวก็เหมือนกับเซวียจวี่ในคราวก่อน ยังคงต้องการมาตัดสินชี้ขาดกับหลี่ซื่อหมิน
คราวนี้จงหลัวโหวเป็นแม่ทัพหลัก นำทัพทหารฝีมือดีออกรบจนหมดสิ้น
หลี่ซื่อหมินไม่ลนลานแม้แต่น้อย เพราะในเวลานี้ขุนพลศัตรูอย่างเหลียงหูหลางและพรรคพวกได้นำกำลังมาสวามิภักดิ์ต่อกองทัพถัง และเปิดเผยตื้นลึกหนาบางของทัพเซวียจนหมดเปลือกแล้ว
ทัพเซวียเสบียงหมดแล้ว ทหารไม่น้อยต้องทนหิวโหย
แม่ทัพนายกองจำนวนมากล้วนหวังให้ถอนทัพกลับหลงโย่ว
ทว่าเซวียเริ่นก่าวกลับไม่ยินยอม เหล่าทหารมากมายต่างพากันบ่นระงม แม้แต่ห่าวหยวน กุนซือของเซวียจวี่ในกาลก่อน ก็ยังล้มป่วยเพราะกลัดกลุ้มกับสถานการณ์
มีแม่ทัพจะนำกำลังกลับหลงโย่ว หลังจากเซวียเริ่นก่าวรู้เข้า ก็สั่งประหารชีวิตทันที
สิ่งนี้ยิ่งทำให้ผู้คนหวาดระแวง
แม่ทัพบางคนอย่างเหลียงหูหลางจึงตัดสินใจเด็ดขาด วิ่งมาสวามิภักดิ์ต่อหลี่ซื่อหมินเสียเลย
คราวนี้หลี่ซื่อหมินจึงกำความลับของเซวียเริ่นก่าวไว้ได้อย่างถ่องแท้ ถึงขนาดรู้ด้วยซ้ำว่าหลี่กุ่ยได้ยกทัพจากเหอซีเข้าโจมตีแนวหลังหลงโย่วของเซวียแห่งรัฐฉินแล้ว
สิ่งที่ต้องหารือกันตอนนี้คือจะรบอย่างไร
โต้วกุ่ยเสนอให้ตั้งรับในเมืองต่อไป รอคอยให้ข้าศึกเหนื่อยล้าไปเอง ประวิงเวลาไปอีกหลายวัน เซวียเริ่นก่าวก็จะสิ้นไร้เสบียงอย่างสิ้นเชิง ทำได้เพียงถอยทัพ ถึงตอนนั้นค่อยตามตีตลบหลัง กองทัพข้าศึกย่อมแตกพ่ายแน่นอน
แต่หลี่ซื่อหมินกลับไม่ได้ใช้กลยุทธ์ที่เป็นแบบแผนปกตินี้
"องค์ชาย"
หลี่จิ้งยืนขึ้น "ข้าน้อยมีอุบายหนึ่งที่สามารถรบครั้งเดียวจบปัญหาได้ชั่วนิรันดร์ กวาดล้างโจรเซวียจนสิ้นซาก ไม่ปล่อยให้เซวียเริ่นก่าวถอยกลับหลงโย่วพะย่ะค่ะ"
"โอ้?" หลี่ซื่อหมินมองหลี่จิ้ง "เชิญว่ามา"
ช่วงเวลาที่ผ่านมา หลี่จิ้งก็ศึกษาการรบและครุ่นคิดหาแผนรับมืออยู่ทุกวันเช่นกัน
"องค์ชาย จะปล่อยให้เซวียเริ่นก่าวถอยกลับหลงโย่วไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นการยึดหลงโย่วคืนก็ต้องรบแย่งชิงกันทีละเมืองๆ อีก พวกเราต้องทำลายกำลังหลักของกองทัพหลงโย่วที่จิงโจวพะย่ะค่ะ"
โต้วกุ่ยมองไปทางหลี่จิ้ง "พูดน่ะง่าย จะทำได้อย่างไร?"
"ล่อศัตรู ให้ความหวังแก่ศัตรูว่าจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้สำเร็จ ล่อกองกำลังหลักของพวกมันมาทั้งหมด จากนั้นก็กวาดล้างรวบยอดรวดเดียว"
อันที่จริงแผนการของหลี่จิ้งก็ค่อนข้างเรียบง่าย นั่นคืออย่าตั้งรับอยู่ในเมืองอีกต่อไป เช่นนี้แล้วเมื่อจงหลัวโหวมาท้าทาย หากตีไม่แตกก็ต้องถอยทัพ
ถึงตอนนั้นเขาถอยพวกเราตามตี ก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถกวาดล้างพวกมันได้ทั้งหมด ยังถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นการปล่อยเสือเข้าป่าอยู่ดี
"พวกเราส่งทหารม้าหน่วยหนึ่งไปตั้งค่ายอยู่กับที่บนที่ราบเฉี่ยนสุ่ยทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเกาจื้อ เพื่อล่อให้จงหลัวโหวมาโจมตี"
ค่ายใหญ่กลางทุ่งกว้าง ไม่ได้ป้องกันง่ายเหมือนเมืองเกาจื้อ
นี่ก็เท่ากับเป็นการให้ความหวังแก่กองทัพศัตรู ให้พวกมันคิดว่ามีโอกาสตีแตกได้
"สามวัน ขอเพียงค่ายนอกเมืองแห่งนี้ยืนหยัดปกป้องให้ได้ราวๆ สามวันก็พอ"
เวลาสามวัน กองทัพของจงหลัวโหวก็สมควรจะรบจนเหนื่อยล้ามากแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยส่งทหารอีกหน่วยออกไปนอกเมืองเพื่อเสริมกำลัง แต่ไม่ต้องส่งทหารไปมากนัก
ยังคงต้องเหลือความหวังเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้ศัตรู
ไปตั้งค่ายอยู่ไม่ไกลจากค่ายก่อนหน้า คอยประสานงานส่งเสียงสนับสนุนกันอยู่ไกลๆ ล่อให้จงหลัวโหวแบ่งทหารมาโจมตี หรือล่อให้เซวียเริ่นก่าวนำทัพมาโจมตีด้วยตนเอง
แน่นอนว่ากำลังคนทั้งสองกลุ่มนี้ เป็นเพียงเหยื่อล่อเท่านั้น
หน้าที่คือล่อให้ศัตรูโจมตี เพื่อบั่นทอนกำลังและทำให้พวกมันอิดโรย
หากสามารถล่อเซวียเริ่นก่าวมาด้วยได้จะเป็นการดีที่สุด
รอจนกระทั่งพวกมันถูกบั่นทอนกำลังจนเหนื่อยล้าได้ที่แล้ว ถึงตอนนั้นต่อให้พวกมันอยากถอยก็ไม่มีโอกาสแล้ว ในช่วงเวลาสำคัญ กองกำลังหลักของกองทัพถังจะอ้อมไปตลบหลังพวกมัน สกัดเส้นทางถอยหนี
ที่บนที่ราบเฉี่ยนสุ่ย สถานที่ที่พวกเราเคยพ่ายแพ้เมื่อคราวก่อน
ใช้หนทางของเขาจัดการตัวเขาเอง
ล้อมปราบพวกมันให้สิ้นซาก
หลี่จิ้งอธิบายแผนการจบ
หลี่ซื่อหมินก็กำลังครุ่นคิด
หลี่อี้ที่อยู่ด้านล่างฟังจบ ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลมาก เมืองเกาจื้อผ่านการเสริมความแข็งแกร่งมาหลายครั้ง คูน้ำลึกกำแพงสูง การป้องกันแน่นหนา จงหลัวโหวมาโจมตี หากกองทัพถังไม่ออกไปรบนอกเมือง อีกฝ่ายก็คงไม่โง่พุ่งเข้าชนกำแพงเมืองไปเรื่อยๆ
ดังนั้นหากป้องกันตามปกติ จงหลัวโหวตีไม่แตก แต่ก็จะไม่มีการล้มตายมากนัก เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าท้ายที่สุดก็คงถอยทัพกลับไป ในเวลานี้ขุมกำลังของกองทัพหลงโย่วก็ยังคงอยู่
หากกองทัพถังไล่ตามโจมตี อันที่จริงความเสี่ยงกลับจะยิ่งมีมาก
หากไม่ระวังอาจโดนดักซุ่มโจมตีอะไรเทือกนั้นได้
ความเก่งกาจในแผนการนี้ของหลี่จิ้ง ก็คือการโยนเหยื่ออันล่อตาล่อใจออกไป เจ้าอยากชนะไม่ใช่หรือ อยากทุ่มสุดตัวไม่ใช่หรือ เช่นนั้นตอนนี้ข้าส่งทหารออกไปตั้งค่ายรบนอกเมืองแล้ว เจ้าก็เข้ามาตีสิ
จงหลัวโหวไม่มีทางไม่โจมตี ในเมื่อเขามาแล้ว ก็ไม่มีทางที่ศัตรูออกไปแล้วเขาจะไม่กล้าตี
การต้มกบด้วยน้ำอุ่นชัดๆ
ส่งกองทหารออกไปตั้งค่ายนอกเมือง รบกับเจ้าสามวัน แล้วส่งมาอีกกอง มารบกับเจ้าอีกสองสามวัน
กองทัพอะไรจะสามารถรบห้าหกวันได้แบบนี้ ไม่ได้ตีขึ้นมาจากเหล็กเสียหน่อย ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ทัพเซวียก็กำลังขาดแคลนเสบียง
รอจนหลี่ซื่อหมินนำทัพใหญ่บุกออกมา พวกมันคิดจะหนีก็เรี่ยวแรงถดถอย ทั้งยังหิวโหยอ่อนล้าเต็มที
ล่อศัตรู ทำให้ศัตรูเหนื่อยล้า และสุดท้ายก็ทำลายศัตรู
ก้าวต่อก้าว ล้วนเป็นไปตามแผนการที่วางไว้
หลี่ซื่อหมินตบมือ "อุบายของเย่าซือ ช่างตรงใจข้าพอดิบพอดี"
จากนั้นก็รับเอาแผนการนี้มาใช้
"ผู้ใดสมัครใจนำทัพไปตั้งค่ายทหารที่บนที่ราบเฉี่ยนสุ่ยทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเกาจื้อบ้าง?"
บรรดาผู้บัญชาการต่างพากันเสนอตัวออกรบ
ท้ายที่สุดหลี่ซื่อหมินก็เลือกผู้บัญชาการทัพเหลียงสือเป็นทัพหน้า "ข้าให้ทหารราบเจ้าห้าพันนาย เจ้าจงไปตั้งค่ายบนที่ราบเฉี่ยนสุ่ย ล่อจงหลัวโหวมาตี และต้องยืนหยัดตั้งรับให้ได้อย่างน้อยสามวัน"
กำลังพลกองนี้ มีมากไปก็ไม่ได้ น้อยไปก็ไม่ได้ ต้องล่อตาล่อใจศัตรูได้มากพอ แต่ก็ยังต้องสามารถต้านทานไว้ได้ด้วย
เวลานี้หลี่จิ้งส่งเสียงเตือนขึ้นมาอีก "บนที่ราบเฉี่ยนสุ่ยทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเกาจื้อขาดแคลนน้ำ ผู้บัญชาการเหลียงนำทหารไปตั้งค่ายบนที่ราบ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือการขาดแคลนน้ำ เรื่องนี้ต้องเตรียมตัวให้พร้อมพะย่ะค่ะ"
หลี่ซื่อหมินพยักหน้า
"ทุกคนให้นำน้ำสะอาดติดตัวไปให้มากหน่อย นอกจากนี้ก็นำข้าวคั่วที่หลี่อี้เตรียมไว้ไปด้วย ข้าวคั่วพวกนี้กินเปล่าๆ ได้เลย ไม่ต้องนำไปต้มกับน้ำ สามารถประหยัดน้ำลงได้ไม่น้อย"
หากนำข้าวฟ่างหรือข้าวสาลีหุงไป ล้วนต้องต้มด้วยน้ำ คนยังต้องดื่มน้ำ เวลาสามวันต้องสิ้นเปลืองน้ำไปมากมาย อีกทั้งยังต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด เกิดรบกันห้าหกวัน หรือยาวนานกว่านั้นขึ้นมาเล่า?
หากนำข้าวคั่วไป ไม่ต้องต้มด้วยน้ำ ก็สามารถประหยัดน้ำไปได้มากมาย
"อู๋อี้"
"ข้าน้อยอยู่นี่พะย่ะค่ะ"
"เตรียมข้าวคั่วไว้ได้เท่าใดแล้ว?"
"หลายสิบวันที่ผ่านมา ทำไปได้กว่าพันสือแล้วพะย่ะค่ะ"
"ดี ทหารห้าพันนายของผู้บัญชาการเหลียง แต่ละคนให้นำข้าวคั่วติดตัวไปสองโต่ว เพื่อเตรียมเป็นเสบียงสำหรับสิบวัน และแต่ละคนให้นำน้ำสะอาดติดตัวไปอีกห้าโต่ว"
หลี่จิ้งหวังว่าจะสามารถออกรบไปพร้อมกับเหลียงสือได้
"ในเมื่อเย่าซือกระหายที่จะร่วมรบถึงเพียงนี้ เช่นนั้นเจ้าก็ไปเถอะ" หลี่ซื่อหมินยังแต่งตั้งเป็นพิเศษให้หลี่จิ้งเป็นซือหม่าของกำลังพลค่ายเหลียงสือนี้ นับว่าเป็นการยอมรับในตัวเขา และทำให้เขามีสิทธิ์มีเสียงในค่ายของเหลียงสือในระดับหนึ่ง
หลี่อี้ไม่ได้ขออาสาออกรบ เขาไม่เต็มใจไปเข่นฆ่าฟันแทงหรอก อยู่คั่วข้าวในเมืองเกาจื้อปลอดภัยกว่าตั้งเยอะ
หลังจากการประชุม
หลี่จิ้งตามหลี่อี้ไปรับข้าวคั่ว
"ยินดีกับใต้เท้าหลี่ด้วย สมปรารถนาแล้วนะขอรับ"
หลี่จิ้งมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"ใต้เท้าหลี่คิดว่าจงหลัวโหวจะทุ่มกำลังบุกโจมตีค่ายใหญ่ของพวกท่านจริงๆ หรือขอรับ?"
"แน่นอน" หลี่จิ้งกล่าวอย่างมั่นใจ
"เซวียเริ่นก่าวจะมาด้วยไหมขอรับ?"
"จงหลัวโหวพากองกำลังหลักมาทั้งหมดแล้ว ขอเพียงทำลายกองกำลังหลักหน่วยนี้ได้ เซวียเริ่นก่าวก็หมดสิ้นอำนาจวาสนาไร้กำลังจะพลิกฟ้าแล้ว หากถึงเวลาที่พวกเราจัดการจงหลัวโหวลงได้ ก็สามารถยกทัพไปประชิดใต้กำแพงเมืองเจ๋อจื้อได้อย่างรวดเร็ว ถึงตอนนั้นเซวียเริ่นก่าวคิดจะหนีก็หนีไม่รอดแล้ว"
"ขอให้โชคดีมีชัยในการศึกขอรับ!"
ในวันเดียวกันนั้น ผู้บัญชาการทัพเหลียงสือและซือหม่าหลี่จิ้ง ก็นำทหารราบห้าพันนาย นำเสบียงข้าวคั่วสำหรับสิบวันและน้ำสะอาดออกจากเมืองเกาจื้อ มุ่งหน้าไปตั้งค่ายที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของที่ราบเฉี่ยนสุ่ยซึ่งอยู่ห่างออกไปสิบกว่าหลี่
เมื่อจงหลัวโหวรุดมาถึงพร้อมกับกองกำลังหลักหลงโย่ว
ก็พบว่าเบื้องหน้าเมืองเกาจื้อ มีค่ายทหารสร้างใหม่แห่งหนึ่งขวางทางพวกมันอยู่
จงหลัวโหวนำทหารองครักษ์ เข้าไปสำรวจสอดแนมใกล้ๆ
ไม่ได้รู้สึกกังวล ทว่ากลับดีใจ
"ค่ายนี้มีทหารถังอยู่อย่างน้อยห้าพัน ฮ่าๆๆ แม่ทัพอย่างข้ากำลังกลุ้มใจว่าขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ในการตีเมือง ทำให้บุกโจมตีเมืองเกาจื้ออย่างหักโหมได้ยาก ตอนนี้กองทัพถังกลับแบ่งกำลังออกมาตั้งค่ายนอกเมืองเสียนี่ นี่ไม่ใช่การมาร่อนส่งถึงที่หรอกหรือ?"
เมื่อกลับมาที่หน้ากองทัพ จงหลัวโหวก็ออกคำสั่งบุกโจมตีทันที
เน่ยสื่อลิ่งไจ๋จางซุนรับหน้าที่เป็นจ่างสื่อเดินทัพในครั้งนี้ เขาเกลี้ยกล่อมจงหลัวโหวว่า "กองทัพถังแบ่งกำลังออกมาตั้งค่ายนอกเมือง สอดประสานสนับสนุนอยู่ไกลๆ กับเมืองเกาจื้อ กองทัพหลงโย่วของเราแม้จะมีทหารม้าฝีมือดี แต่ศัตรูอาศัยค่ายตั้งรับ เกรงว่าชั่วขณะหนึ่งจะโจมตีไม่แตก กองทัพของเรากลับจะถูกตีกระหนาบจากสองด้านได้ง่ายขอรับ"
"อัครเสนาบดีไจ๋ ข้ารู้ว่าท่านเป็นตัวตั้งตัวตีให้ถอนทัพ แต่ฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยแล้ว ขุนนางอย่างพวกเรายังจะหน้าไหว้หลังหลอกฝ่าฝืนคำสั่งอีกหรือ?"
"ลั่นกลอง เป่าแตร บุกโจมตี!"
จงหลัวโหวชี้ไปยังค่ายใหญ่แห่งนั้น "ทุ่มกำลังบุกยึดค่ายนี้มาให้ได้ในคราเดียว คืนนี้พวกเราจะได้ไม่ต้องกางเต็นท์ตั้งค่ายเอง"
"บดขยี้พวกมันเป็นมื้อเย็นซะ!"
"ในค่ายจะต้องมีเสบียงมากมายแน่นอน ยึดค่ายนี้ให้ได้ ทั้งกองทัพจะได้กินอิ่มหนำ!"
กองทัพหลงโย่วที่ทนหิวครึ่งอิ่มครึ่งหิวมาหลายวัน ในตอนนี้มีแต่ความคิดที่จะพังค่ายเพื่อกินให้อิ่มหนำอยู่ในหัว ทุกคนพากันโห่ร้องเสียงหลง จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้พุ่งพล่าน
เสียงกลองรบดังกึกก้อง
หลี่จิ้งยืนอยู่ข้างกายผู้บัญชาการเหลียงสือ
"นึกไม่ถึงว่ากองทัพหลงโย่วยังจะมีฮึกเหิมถึงเพียงนี้ ศึกนี้เกรงว่าคงจะรับมือได้ไม่ง่ายเสียแล้ว"
"รับมือไม่ง่ายก็ต้องรบ ทหารมาใช้ขุนพลปะทะ น้ำมาใช้ดินสกัด รบเถอะ"
ลมตะวันออกพัดโหม กลองรบดังกึกก้อง
ชั่วขณะนั้น เสียงโห่ร้องฆ่าฟันบนที่ราบเฉี่ยนสุ่ยก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่น การบุกโจมตีดุจเกลียวคลื่นของกองทัพหลงโย่วโถมเข้ามาเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า ทหารถังห้าพันนายโชคดีที่ยังมีรั้วค่ายให้พึ่งพิง
สู้ตายขับไล่ศัตรูระลอกแล้วระลอกเล่าให้ถอยร่นไป
ในช่วงพักรบ เหล่าทหารปลดถุงเสบียงแห้งออกจากหลัง หยิบข้าวคั่วมาหนึ่งกำมือ ยัดเข้าปากเคี้ยวเปล่าๆ โดยตรง
ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งหอม
เรี่ยวแรงที่ถูกผลาญไปอย่างหนักจากการต่อสู้เมื่อครู่ ก็ฟื้นฟูกลับมาบ้างแล้ว
กินข้าวคั่วไปสองสามกำมือ แล้วจึงปลดถุงน้ำลงมาดื่มน้ำสักสองอึก
ทันใดนั้นแต่ละคนก็กลับมามีเรี่ยวแรงกระปรี้กระเปร่าเต็มเปี่ยมอีกครั้ง
"รบ!"
"รบอีก!"
การต่อสู้ดำเนินจากกลางวันจนถึงกลางคืน
ดวงอาทิตย์ตกดิน ท้องฟ้ามืดมิดลง
กองทัพหลงโย่วไม่สามารถพังค่ายทหารได้สำเร็จ และไม่มีทางแย่งเสบียงในค่ายมากินเป็นมื้อเย็น ยิ่งไม่มีทางได้เข้าพักในค่ายสำเร็จรูปที่กองทัพถังกางเอาไว้ได้
สีหน้าของจงหลัวโหวเขียวคล้ำ ความเหนียวแน่นของคนห้าพันนายนั้นอยู่เหนือความคาดหมายของเขา
ค่ายแห่งนั้นดูคล้ายจะโงนเงนจวนเจียนจะพังครืนลงมาจากการพุ่งชนของกองกำลังทหารฝีมือดีแห่งหลงโย่วนับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับยังยืนหยัดมาได้
"แม่ทัพจง บุกต่อไม่ได้แล้วขอรับ ฟ้ามืดมองไม่ชัด เหล่าพี่น้องต่างก็อ่อนล้าแล้ว ถอนทัพวันพรุ่งนี้ค่อยรบกันใหม่เถอะขอรับ ต้องป้องกันกองทัพถังลอบโจมตียามวิกาลด้วย"
จงหลัวโหวถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "บาดเจ็บล้มตายเท่าใด?"
"รบตายไปกว่าพันขอรับ"
เมื่อได้ยินตัวเลขนี้ สีหน้าของจงหลัวโหวก็ยิ่งดูแย่ลงไปอีก
"ถอนทัพ ถอยไปสิบหลี่เพื่อตั้งค่าย พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ ต้องตีค่ายแตกได้อย่างแน่นอน"
วันนี้ไม่ได้เข้าค่ายไปแย่งเสบียงมากินเป็นมื้อเย็น เช่นนั้นพรุ่งนี้ก็มาให้เช้าหน่อย
"พรุ่งนี้ บดขยี้พวกมันเป็นมื้อเช้าให้จงได้!"
จงหลัวโหวกล่าวอย่างเคียดแค้น
เหลียงสือมองดูศัตรูถอยร่นกลับไปราวน้ำลดท่ามกลางแสงโพล้เพล้ ปาดเหงื่อทีหนึ่ง แล้วจึงยัดข้าวคั่วเข้าปากกำหนึ่ง "แม่งเอ๊ย ในที่สุดก็ตีถอยไปได้ นึกไม่ถึงว่าแค่วันแรก ก็เกือบจะโดนตีค่ายแตกตั้งหลายรอบแล้ว"
หลี่จิ้งก็กำลังกินข้าวคั่วอยู่เช่นกัน "ตีกลองครั้งแรกฮึกเหิม ครั้งที่สองอ่อนล้า ครั้งที่สามหมดแรง วันนี้พวกมันยังตีค่ายไม่แตก ต่อไปก็อย่าหวังเลย"
"แม่งเอ๊ย การบุกโจมตีเป็นระลอกคลื่นไม่หยุดพักแบบนี้ โชคดีที่มีข้าวคั่ว สามารถหยิบเคี้ยวสักสองกำได้ตลอดเวลา มิเช่นนั้นเหล่าพี่น้องคงไม่ได้กินแม้แต่ข้าว แล้วจะไปรบได้อย่างไร"
หลี่จิ้งยิ้มกล่าว "ข้าวคั่วของชานจวินหลี่นี่เป็นของดีจริงๆ กินก็สะดวก รสชาติยังใช้ได้ ทั้งยังอยู่ท้องคลายหิวอีกด้วย"
เหลียงสือกล่าว "บอกให้พี่น้องกินอย่างประหยัดหน่อย อย่าเห็นว่าอร่อยก็กินเยอะเชียว พวกเราอย่างน้อยต้องยืนหยัดอยู่ที่นี่ให้ได้สักสิบวัน"







