ในการแบ่งระดับของผู้ใช้แดนวิญญาณ ระดับ 1-3 คือขั้นเหนือมนุษย์ ระดับ 4-6 คือขั้นนักบุญ และระดับ 7-9 คือขั้นเจ้าแห่งวิญญาณ
ระดับของผู้พิทักษ์อยู่ในขั้นนักบุญ ส่วนผู้อาวุโสคือขั้นเจ้าแห่งวิญญาณ เหนือกว่าขั้นเจ้าแห่งวิญญาณคืออะไร จางหยวนชิงไม่ค่อยแน่ใจนัก เขาไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบ แต่เขาเดาว่าน่าจะเป็นระดับที่ประมุขพันธมิตรทั้งห้าอยู่
นอกจากนี้ เมื่อคาดเดาจากจำนวนผู้พิทักษ์ จอมมารและตุลาการเนตรมารน่าจะอยู่ในขั้นเจ้าแห่งวิญญาณ หากเป็นเพียงขั้นนักบุญ พันธมิตรห้าธาตุคงไม่ให้ความสำคัญถึงเพียงนี้
ที่น่ากล่าวถึงคือ ในขั้นเดียวกันแต่ต่างระดับ ความห่างชั้นของพลังนั้นมีมาก ยกตัวอย่างเช่นขั้นเหนือมนุษย์ ระดับ 2 สามารถบดขยี้ระดับ 1 ได้ และระดับ 3 สามารถอัดระดับ 2 ได้สบายๆ โดยไม่นับรวมไอเทมและการแพ้ทางของอาชีพ
ปรมาจารย์มายาเป็นหนึ่งในอาชีพจุดสูงสุด แข็งแกร่งกว่าผู้ใช้ไฟ แม้อาจารย์อู๋เหินจะอยู่ในขั้นเจ้าแห่งวิญญาณ ก็ถือว่าไม่ใช่ผู้อ่อนแอ... จางหยวนชิงเคยคิดว่าปรมาจารย์มายาท่านนี้ไม่ธรรมดา แต่ไม่คิดว่าระดับจะสูงขนาดนี้
ลองคิดในอีกมุมหนึ่ง การสามารถเชิญบุคคลระดับเจ้าแห่งวิญญาณท่านนี้ให้ลงมือได้หนึ่งครั้ง ก็เท่ากับมีป้ายเว้นตายเพิ่มมาอีกหนึ่งอัน
น่าเสียดายที่ไม่สามารถใช้ในแดนวิญญาณได้
"เรื่องนี้พอเข้าใจได้ แดนวิญญาณเป็นดันเจี้ยนแบบเดี่ยว ต่อให้เป็นผู้ใช้แดนวิญญาณระดับสูง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบุกเข้ามากลางคัน ยกเว้นบอสท้องถิ่นอย่างเจ้าแม่ภูเขาสามวิถี"
จางหยวนชิงทอดถอนใจพลางกดปิดหน้าต่างนั้น แล้วค้นหากลไกภารกิจของแดนวิญญาณต่อ
【หลังจากผ่านภารกิจทดสอบ แดนวิญญาณแบบกลุ่มจะเปิดเดือนละครั้ง แดนวิญญาณแบบเดี่ยวจะเปิดสามเดือนครั้ง ในเดือนที่แดนวิญญาณแบบเดี่ยวเปิด แดนวิญญาณแบบกลุ่มจะไม่เปิด ระยะห่างของแต่ละภารกิจไม่ต่ำกว่าครึ่งเดือน กฎการเข้าดันเจี้ยนของผู้ใช้แดนวิญญาณคือ: แบบกลุ่ม แบบกลุ่ม แบบเดี่ยว... วนลูปเช่นนี้】
"นั่นก็หมายความว่า ผู้ใช้แดนวิญญาณจะเผชิญวิกฤตความเป็นความตายทุกๆ สามเดือน ถ้าโชคดีสุ่มเจอแดนวิญญาณแบบเดี่ยวระดับความยากต่ำ อัตราการตายก็ไม่สูง อย่างมากก็แค่เลื่อนระดับช้าหน่อย อืม ก็ยังดี..."
"ระยะห่างของแต่ละภารกิจไม่ต่ำกว่าครึ่งเดือน ฉันเพิ่งผ่านสวนสนุกจินสุ่ยมา ภายในครึ่งเดือนนี้ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีภารกิจเข้ามา..."
เขาอ่านต่อไป:
【เมื่อบรรลุระดับสูงสุดของแต่ละขั้น หากต้องการก้าวข้ามไปยังขั้นที่สูงกว่า จำเป็นต้องเข้าร่วมดันเจี้ยนสังหารขนาดใหญ่ ดันเจี้ยนนี้สามารถเลือกได้ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม ดันเจี้ยนสังหารขนาดใหญ่จะเปิดปีละครั้ง
【หมายเหตุ: แก่นแท้ของดันเจี้ยนนี้คือการที่ฝ่ายรักษาความสงบและฝ่ายชั่วร้ายไล่ล่าสังหารกันเอง แต่ตัวดันเจี้ยนเองก็มีความอันตรายและผลตอบแทนที่สูงมาก】
ดันเจี้ยนสังหารขนาดใหญ่ พี่ปิงเคยทิ้งข้อความไว้ให้ฉัน บอกให้ฉันผ่านดันเจี้ยนสังหารอย่างน้อยหนึ่งครั้งแล้วค่อยไปหาเขา... จางหยวนชิงตระหนักได้ในทันที ก่อนหน้านี้เขาคิดมาตลอดว่า "ดันเจี้ยนสังหารขนาดใหญ่" คือแดนวิญญาณแบบเดี่ยวสักแห่งที่มีความเสี่ยงสูงและผลตอบแทนสูง
เขาอู้อยู่ในสำนักงานจนถึงบ่ายสองโมง นั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาลรอบหนึ่งเพื่อลองส่งวิญญาณคนตายและเพิ่มค่าประสบการณ์ แต่กลับต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าวิญญาณของคนธรรมดาให้ค่าประสบการณ์น้อยนิดจนแทบไม่มี
จางหยวนชิงส่งวิญญาณสิบดวงรวดเดียว ค่าประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นมากลับไม่ถึง 1%
(มอนสเตอร์ระดับล่างในหมู่บ้านมือใหม่ไม่สามารถตอบสนองฉันได้อีกแล้ว ดูเหมือนว่าจะต้องกลืนกินผู้ใช้แดนวิญญาณ...) เขาแอบเข้าไปในห้องน้ำ ใช้วัชระปราบมารหนึ่งครั้งเพื่อชำระล้างมลทินทางจิตใจที่เกิดจากวิญญาณ
..........
หนึ่งทุ่มตรง ที่โต๊ะอาหาร
จางหยวนชิงอัญเชิญเจ้าเปิ่นน้อยออกมา ปล่อยให้เขาเดินเล่นในห้องรับแขก
"อะแฮ่ม!" คุณยายกระแอมไอเคลียร์คอ แล้วประกาศว่า:
"ฉันมีพี่น้องเก่าแก่คนหนึ่ง หลานสาวของเธออายุรุ่นราวคราวเดียวกับหยวนจื่อ กำลังเรียนอยู่ปีสอง ฉันตั้งใจจะแนะนำให้หยวนจื่อรู้จัก"
น้าเล็กอ้าปากค้าง มองมารดาด้วยความตกตะลึง
คุณตาและพี่ชายแคะหู
(มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยหรือ?) จางหยวนชิงดีใจล้นพ้นอยู่เงียบๆ
คุณตาขมวดคิ้วพูด "ตอนนี้เขาต้องให้ความสำคัญกับการเรียน เธอจะมาคิดหาความสมดุลจากหยวนจื่อเพียงเพราะอวี้เอ่อร์กับหยวนจวินไม่เอาไหนไม่ได้นะ"
ไม่เอาไหน? เฉินหยวนจวินปรายตามองปู่ ปกติปู่ไม่เคยสนใจเรื่องการดูตัวของเขากับอาหญิงเล็กเลย ที่แท้ก็เก็บไปร้อนรนอยู่เงียบๆ นี่เอง
คุณยายโบกมือ ปัดตกเสียงคัดค้าน "ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันทำเพื่อความหวังดีต่อหยวนจื่อ"
คุณตาสีหน้าไม่เปลี่ยน มองภรรยาคู่ชีวิต "ฉันต่างหากที่ทำเพื่อความหวังดีต่อเธอ หยวนจื่อใจไม่นิ่ง ยากที่จะคบหาแฟนสาวแบบรักเดียวใจเดียว... เธอกับพี่น้องเก่าแก่คนนั้นมีความผูกพันกันมาตั้งหลายปี อย่าทำตัวเองพังเลย"
(คุณตา นี่ตากำลังว่าผมเจ้าชู้ใช่ไหม ตากำลังว่าผมเจ้าชู้แน่ๆ!!) จางหยวนชิงไม่ยอมรับ ตั้งแต่เล็กจนโตเขาไม่เคยหาแฟนเลยด้วยซ้ำ ผู้ชายที่รักนวลสงวนตัวแบบเขาในโลกนี้มีไม่เยอะแล้วนะ
แต่เขาไม่กล้าโต้แย้งคุณตา คุณยายอารมณ์ร้าย แต่โดยพื้นฐานแล้วไม่ค่อยลงไม้ลงมือ ส่วนคุณตาไม่เคยด่าทอใคร แต่จะตบกบาลคุณแบบไม่ให้ตั้งตัว
"หนูคัดค้าน!" น้าเล็กเข้าร่วมฝ่ายคุณตาด้วย "แม่ แม่จะไปยุ่งอะไรด้วย ถ้าพี่ใหญ่รู้ว่าแม่จัดหาแฟนให้เขา ต้องโทรมาด่าแน่ๆ พี่เขาบอกว่าปีหน้าจะพาหยวนจื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ"
พอได้ยินน้าเล็กพูดถึงมารดา สีหน้าของจางหยวนชิงก็หมองลง
คุณยายครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าที่สามีและลูกสาวพูดก็มีเหตุผล จึงไม่ดึงดันอีก ปรายตามองจางหยวนชิงตาขวาง แล้วด่าว่า:
"ไอ้เด็กไม่ได้เรื่อง อุตส่าห์เกิดมาหน้าตาหล่อเหลาเสียเปล่า"
จางหยวนชิงก้มหน้ากินข้าวด้วยความรู้สึกผิด ส่วนน้าเล็กและพี่ชายกลับมีสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย
หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ จางหยวนชิงกวาดสายตามองไปรอบๆ บ้าน ในที่สุดก็พบวิญญาณทารกเกาะหนึบเป็นโคอาล่าอยู่ที่น่องของน้าเล็ก
ไม่รู้ว่าทำไม เจ้าตัวเล็กนี่ถึงติดน้าเล็กเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะในบ้านหลังนี้ เธอหน้าตาเหมือนมารดามากที่สุดกระมัง?
ตอนนี้เมื่อได้รับการหล่อเลี้ยงจากพลังไท่อินอย่างเพียงพอ เจ้าตัวเล็กก็สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้แล้ว ไม่ทำการ "สลับเปลี่ยน" แบบไร้จุดหมายอีก
.........
เที่ยงคืนตรง จางหยวนชิงเล่นเกมไปหนึ่งตา ปิดเครื่องเล่นเกมด้วยความพึงพอใจ มุดตัวเข้าผ้าห่ม บังคับตัวเองให้นอนหลับด้วยการนับแกะ
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเขาก็เริ่มง่วง ทว่าท่ามกลางความสะลึมสะลือ เขากลับสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความหวาดกลัวที่ไร้ที่มาผุดขึ้นในใจ เป็นความหวาดกลัวที่รุนแรงมาก
ความหวาดกลัวนี้คล้ายกับตอนที่เห็นพนักงานต้อนรับหญิงที่โรงแรมอู๋เหินเมื่อเช้า แต่ทรงพลังยิ่งกว่า และห่างไกลยิ่งกว่า
(เกิดอะไรขึ้น?) เขาเลิกผ้าห่มขึ้น เดินไปที่หน้าต่างด้วยความงุนงงและหวาดหวั่นเล็กน้อย รูดม่านออก ทอดสายตามองแสงไฟสว่างไสวของเมืองยามค่ำคืน
ประมาณห้านาทีต่อมา คลื่นความผันผวนอันทรงพลังนั้นก็หายไป ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ
จางหยวนชิงผู้ขาดประสบการณ์ไม่สามารถตัดสินได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบ่นพึมพำไร้เสียงอยู่ประโยคหนึ่ง แล้วปีนกลับขึ้นเตียง บ่มเพาะความง่วงต่อไป
(ให้ตายสิ ต้องเริ่มนับแกะใหม่อีกแล้ว...)
เจ็ดโมงครึ่งของวันรุ่งขึ้น เขาตื่นนอนตรงเวลา เห็นเจียงอวี้เอ่อร์นั่งหงอยๆ อยู่ที่โต๊ะ สีหน้าแย่มาก ดูอมโรค
"เป็นอะไรไป?" จางหยวนชิงถาม
"ประจำเดือนมา..." น้าเล็กตอบอย่างน้อยใจ
จางหยวนชิงมองซ้ายมองขวา คุณตาไม่อยู่ คุณยายอยู่ในครัว จึงขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบว่า "มา หลานชายนวดท้องให้"
"ไสหัวไปเลย!" เจียงอวี้เอ่อร์เขกหัวเขาด้วยความโมโห
ตอนนั้นเอง คุณยายก็เดินออกมา ทั้งสองจึงเงียบเสียงลงทันที
กินมื้อเช้าเสร็จ จางหยวนชิงก็แกล้งทำเป็นขึ้นไปข้างบน แล้วนั่งแท็กซี่มาที่ทำงาน
ในโซนสำนักงานมีหวังไท่อยู่เพียงคนเดียว
"พี่หวังไท่ เจ๊นักซิ่งล่ะ?"
"อยู่ในห้องทำงานผู้กอง"
"อ้อ!" จางหยวนชิงนั่งลงที่โต๊ะของตัวเอง สิบกว่านาทีต่อมา กวนหย่าก็เดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หัวคิ้วขมวดมุ่น
"หยวนสื่อ กำลังจะโทรหาพอดีเลย"
กวนหย่ายกถ้วยชาขึ้นจิบ อิงสะโพกกลมกลึงกับขอบโต๊ะของจางหยวนชิง แล้วเอ่ยว่า:
"เมื่อคืนนี้ นายรู้สึกถึงปรากฏการณ์แปลกๆ อะไรบ้างไหม?"
(คุณหมายถึงไอ้ที่เกือบทำเอาฉี่ราดนั่นน่ะเหรอ...) จางหยวนชิงตอบ "มีครับ ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา แต่ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่คุณหมายถึงคือเรื่องนี้หรือเปล่า"
เจ๊นักซิ่งพยักหน้าเบาๆ:
"เมื่อคืนนี้ยอดฝีมือของตระกูลเซี่ยโหวปะทะกับเจ้าวังหยุดสังหาร สถานที่คือสวนอุตสาหกรรมในเขตคังหยาง การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายทำให้อาคารสำนักงานหลังหนึ่งถล่มลงมา โชคดีที่เป็นตอนกลางคืน เลยไม่มีคนแล้ว
"แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยที่อยู่ข้างใน กับพนักงานที่ทำโอทีอีกสองสามคนเสียชีวิต เฮ้อ ให้ตายสิ พวกผู้ใช้แดนวิญญาณระดับสูงพวกนี้ พอหน้ามืดขึ้นมาก็ไม่สนความเป็นความตายของคนธรรมดาเลย"
(แต่ฉันไม่เห็นได้รับแจ้งเตือนประกาศจับจากแดนวิญญาณเลยนี่นา อืม ไม่มีแจ้งเตือน อาจเป็นเพราะค่าศีลธรรมของทั้งสองฝ่ายไม่ได้ต่ำกว่า 60...) สีหน้าของจางหยวนชิงเคร่งเครียดขึ้นมา
ค่าศีลธรรมไม่มีเพดานสูงสุดหรือต่ำสุด คนชั่วไม่มีขีดจำกัดล่าง คนดีศรีสังคมก็ไม่มีขีดจำกัดบนเช่นกัน
ผู้ใช้แดนวิญญาณระดับสูงของฝ่ายรักษาความสงบ สะสมความดีความชอบมานานแรมปี ย่อมต้องมีแต้มบุญตุนไว้ระดับหนึ่ง แต่เล่นก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ มันไม่ใช่แค่การหักค่าศีลธรรมแล้ว ทางการไม่มีทางยอมเลิกราง่ายๆ แน่
"องค์กรตัดสินใจจัดการเรื่องนี้ยังไงครับ?" จางหยวนชิงถาม สวนอุตสาหกรรมแห่งนั้นอยู่ไม่ไกลจากบ้านเขา มิน่าล่ะเมื่อคืนถึงสัมผัสได้ถึงความผันผวนอันน่าสะพรึงกลัว
กวนหย่าลูบถ้วยชาพลางกล่าวว่า:
"คนของตระกูลเซี่ยโหวถูกควบคุมตัวไว้ชั่วคราวแล้ว แต่ผลการลงโทษคงไม่หนักหนาอะไร ก็แค่จ่ายเงินชดเชยบวกกับตักเตือนนั่นแหละ อย่างไรเสียตระกูลเซี่ยโหวก็เป็นขุมกำลังยักษ์ใหญ่ของฝ่ายรักษาความสงบ นับเป็นกึ่งทางการ มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรห้าธาตุและสำนักไท่อี
"ส่วนเจ้าวังหยุดสังหาร สภาผู้อาวุโสออกคำสั่งจับกุมแล้ว ตอนนี้ยังระบุตัวตนในโลกแห่งความเป็นจริงของเธอไม่ได้ กำลังประสานงานกับตระกูลเซี่ยอยู่"
จางหยวนชิงร้อง "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง จ้องมองใบหน้ารูปไข่แสนเย้ายวน แล้วถามว่า "แต่มันเกี่ยวอะไรกับผมล่ะครับ?"
เจ๊นักซิ่งพูดอย่างจนใจ:
"ตระกูลเซี่ยโหวขอยืมประวัติผู้ใช้แดนวิญญาณเถื่อนที่บันทึกไว้จากสาขาของเรา และล็อกเป้าผู้ใช้แดนวิญญาณของวังหยุดสังหารไว้หลายคน หวังเชียนก็อยู่ในนั้นด้วย เดี๋ยวตระกูลเซี่ยโหวคงจะมาหานาย เมื่อกี้ฉันก็เพิ่งปรึกษาเรื่องนี้กับผู้กอง"
เมื่อเห็นหยวนสื่อขมวดคิ้วสงสัย เธอจึงอธิบายว่า:
"ตระกูลเซี่ยโหวอยากจับกุมสมาชิกวังหยุดสังหารเพื่อบีบให้เจ้าวังเผยตัว วิธีการนี้สุดโต่งเกินไป เบื้องบนของสาขาซงไห่ไม่ได้ตอบตกลงชัดเจน แต่ก็หลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่าน ยังไงซะถ้าหาเจอก็ถือว่าดีที่สุด ถ้าหาไม่เจอคนรับผิดชอบก็คือตระกูลเซี่ยโหวอยู่ดี"
"แต่พวกเขาไม่ได้ข้อมูลตัวตนของหวังเชียนไปแล้วเหรอ แล้วจะมาหาผมทำไม..." จางหยวนชิงสะกิดใจบางอย่าง ก่อนจะเข้าใจขึ้นมา "อ้อ ตระกูลเซี่ยโหวอยากให้ผมเป็นนกต่อล่อหวังเชียนออกมางั้นเหรอ?"
กวนหย่าพยักหน้า
(หวังเชียนไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย จะมาติดกับง่ายๆ ได้ยังไง...) จางหยวนชิงปฏิเสธทันควัน:
"เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ผมไม่ขายสายข่าวของตัวเองแน่"
กวนหย่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเตือนว่า "ตระกูลเซี่ยโหวค่อนข้างจะวางอำนาจ ประเดี๋ยวนายอย่าเพิ่งพูดอะไรนะ ฉันกับผู้กองจะช่วยรับแรงกดดันแทนนายเอง"
......







