"รับทราบครับ!"
จางหยวนชิงรับคำ ทว่าในใจกลับนึกถึง 'ละอายใจที่เป็นพ่อ' รวมถึงอาจารย์อู๋เหินที่พาเขาบำเพ็ญเพียรและพยายามไถ่บาปให้ตัวเอง
ผู้ชั่วร้ายพยายามไถ่บาปให้ตัวเอง แต่ผู้เดินทางสายรักษากฎกลับลงไม้ลงมือเพราะความแค้นส่วนตัวจนลุกลามไปถึงคนธรรมดาผู้บริสุทธิ์
เฮ้อ บนโลกนี้มีความดีและความชั่วที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเสียที่ไหน สันดานมนุษย์นั้นซับซ้อนอยู่แล้ว... จางหยวนชิงเข้าใจประโยคที่หลี่ตงเจ๋อบอกว่า 'รักษากฎไม่ได้แปลว่าใจดี' อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ส่วนท่าทีของผู้บริหารระดับสูงในสาขาที่มีต่อเรื่องนี้ แม้เจ้าวังหยุดสังหารจะทำไปเพื่อป้องกันตัวและไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่ก็ทำให้เกิดความเสียหายและมีคนตาย การจับกุมเธอถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
จะลงโทษอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของภายหลัง จางหยวนชิงไม่ออกความเห็น แต่สำหรับบทลงโทษของตระกูลเซี่ยโหว เรียกได้ว่าเป็นไปตามคาด
ด้านหนึ่ง ตระกูลเซี่ยโหวเป็นตระกูลแดนวิญญาณที่แผ่กิ่งก้านสาขาและมีรากฐานหยั่งลึก ทางการไม่มีทางแตกหักกับตระกูลใหญ่เพียงเพราะชีวิตของคนธรรมดาไม่กี่คนหรอก
บางครั้งพวกเบื้องบนก็มองแค่ภาพรวม พวกเขามองไม่เห็นมดปลวกที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าหรอก
อีกด้านหนึ่ง ตระกูลเซี่ยโหวกับองค์กรทางการก็มีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงกันอย่างซับซ้อน ทางการคือองค์กรที่มีคนดีคนเลวปะปนกันไป มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก มีคนดีก็ย่อมต้องมีคนเลว
หรืออาจจะใช้คำว่าคนดีคนเลวมานิยามง่ายๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ ควรจะบอกว่าต่างคนต่างก็มีผลประโยชน์ของตัวเอง หากต้องใช้คำเพียงคำเดียวมาเป็นตัวแทนของทางการ นั่นย่อมไม่ใช่ความยุติธรรมหรือความดีงามอย่างแน่นอน แต่เป็นการรักษากฎ
เหตุผลพวกนี้ จางหยวนชิงเข้าใจแจ่มแจ้งมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ ที่ได้ยินคุณตาด่าทออดีตอธิบดีกรมรักษาความสงบผู้ทุจริตคอร์รัปชันอยู่ที่บ้านแล้ว
สรุปก็คือ ตระกูลเซี่ยโหวที่ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกองกำลังบางส่วนของทางการ ย่อมได้รับการ 'ปฏิบัติเป็นพิเศษ'
กวนหย่าเห็นเขาพยักหน้าก็ยิ้มอย่างพอใจ หยวนสื่อไม่ใช่พวกเลือดร้อนหุนหันพลันแล่น เขารู้จักพลิกแพลงและเจนโลกกว่าคนวัยเดียวกันทั่วไป ซึ่งถือเป็นเรื่องดี คนแบบนี้ถึงจะเอาตัวรอดในระบบได้
ตอนนั้นเอง หลี่ตงเจ๋อก็เดินออกมา "กวนหย่าบอกนายแล้วใช่ไหม?"
"ผู้กองหลี่ ยกให้คุณจัดการเลยครับ" จางหยวนชิงรีบพูด
หลี่ตงเจ๋อหัวเราะทันที "ฉันกับกวนหย่าจะรับหน้าแทนเอง การหักหลังสายข่าวไม่ใช่คุณธรรมที่สุภาพบุรุษพึงมี อีกอย่างความแค้นระหว่างตระกูลเซี่ยโหวกับวังหยุดสังหารก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรา อย่าเข้าไปยุ่งเลย"
เขาใช้ไม้เท้าค้ำยันพลางชี้แจงข้อดีข้อเสีย "สโลแกนของวังหยุดสังหารคือ 'ใช้สงครามยุติสงคราม ใช้การฆ่าหยุดการฆ่า' ซึ่งสุดโต่งมาก ถ้านายนายหักหลังพวกเขาในวันนี้ พรุ่งนี้ต้องโดนแก้แค้นแน่ ตระกูลเซี่ยโหวไม่มีทางมาคอยตามเช็ดตามล้างให้นายหรอก"
"เข้าใจครับ"
จางหยวนชิงพยักหน้า
หลี่ตงเจ๋อปรายตามองหวังไท่ที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานแล้วพูดว่า "หยวนสื่อ นายมาที่ห้องทำงานฉันหน่อย ฉันจะเล่าความคืบหน้าคดีของยมทูตดำให้ฟัง"
หวังไท่ไม่ใช่คนในหน่วยสืบสวน ตามกฎแล้วไม่สามารถพูดต่อหน้าเขาได้
นี่สิถึงจะเป็นเรื่องสำคัญ... จางหยวนชิงรีบลุกขึ้นเดินตามหลังหลี่ตงเจ๋อไป
ทั้งสองเดินตามกันเข้าไปในห้องทำงาน จางหยวนชิงหันกลับไปปิดประตู ส่วนหลี่ตงเจ๋อเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานแล้วหยิบเอกสารปึกหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก
"โค้กไหม?"
หลี่ตงเจ๋อเปิดตู้เก็บไวน์
ด้วยฐานะหกแสนห้าหมื่นของฉันในตอนนี้ น่าจะดื่มลาฟิตปี 82 นะ... จางหยวนชิงพยักหน้า "น้ำแข็งน้อยครับ!"
หลี่ตงเจ๋อยักไหล่ โยนน้ำแข็งจำนวนเล็กน้อยลงในแก้ว รินโค้กกับวิสกี้เสร็จก็เดินกลับมาที่โซฟา
"ยังจำรายชื่อที่นายให้มาคราวก่อนได้ไหม"
"จำได้ครับ!"
"พวกเราอาศัยรายชื่อนั้นระบุตัวตนในโลกความเป็นจริงของคนพวกนั้นได้ ในช่วงที่ผ่านมา จับกุมได้สำเร็จหนึ่งคน วิสามัญไปสองคน ในสองคนที่ถูกวิสามัญนั้น มีคนหนึ่งเป็นลูกน้องของราชันย์พิษกู่"
ราชันย์พิษกู่คือรองประธานอีกคนหนึ่ง และเป็นคู่แข่งของตุลาการเนตรมาร
พันธมิตรห้าธาตุลงมือเร็วจริงๆ ผ่านไปไม่เท่าไหร่ก็ลากคอผู้ใช้กู่ของสมาคมพลังวิญญาณออกมาได้ตั้งสามคน จางหยวนชิงในตอนนี้ไม่ใช่พวกมือใหม่แล้ว เขารู้ดีว่าการค้นหาผู้เดินทางของแดนวิญญาณท่ามกลางผู้คนมากมายนั้นยากลำบากเพียงใด
หากอีกฝ่ายมีไอเทมอย่างแหวนแปลงโฉมอีกละก็ แทบจะหมดหนทางเลยทีเดียว
การที่ทางการสามารถวิสามัญผู้ใช้กู่สามคนได้ในเวลาอันสั้น แสดงว่าเอาจริงแล้ว
หลี่ตงเจ๋อจิบเหล้าแรงๆ อึกหนึ่งแล้วพูดว่า
"หลังจากสอบถามวิญญาณ พวกเราก็ได้เบาะแสที่เป็นประโยชน์มาบ้าง ยมทูตดำแฝงตัวอยู่ในซงไห่ ดูเหมือนจะมีจุดประสงค์อื่น"
มีจุดประสงค์อื่น... จางหยวนชิงพยักหน้าอย่างกระจ่างแจ้ง
"ก่อนหน้านี้ผมก็รู้สึกแปลกๆ ถ้าผมเป็นยมทูตดำ ทั้งทางการและราชันย์พิษกู่ก็กำลังตามหาตัวผมอยู่ แล้วทำไมผมถึงไม่ย้ายที่ซ่อนตัวล่ะครับ รู้สาเหตุที่ยมทูตดำซ่อนตัวอยู่ในซงไห่ไหมครับ"
หลี่ตงเจ๋อส่ายหน้า
"เรื่องนี้อาจจะมีแค่ยมทูตดำที่รู้ แต่พวกเราสามารถสืบย้อนกลับไปหาคำตอบจากเบาะแสได้ การที่ยมทูตดำยอมเสี่ยงอันตรายขนาดนี้เพื่ออยู่ซงไห่ต่อ แสดงว่าเรื่องนี้สำคัญมาก สำคัญพอๆ กับชีวิตเลยทีเดียว"
จางหยวนชิงขมวดคิ้ว "สำหรับตอนนี้ สิ่งที่เขาควรทำที่สุด ไม่ใช่การรับมรดกของตุลาการเนตรมารหรอกเหรอครับ จริงสิ ยมทูตดำอยู่ระดับไหนครับ?"
"ระดับ 6 ขั้นนักบุญจุดสูงสุด"
ผู้ใช้กู่เป็นอาชีพที่มีพลังต่อสู้โดดเด่น ผู้ใช้กู่ระดับ 6 ถึงจะงัดข้อกับอาชีพสายระเบียบระดับ 7 ไม่ได้ แต่ก็ต้องเก่งกว่าระดับเดียวกันมากแน่ๆ นั่นก็หมายความว่า นอกเสียจากระดับผู้อาวุโสจะลงมือเอง ไม่อย่างนั้นก็ยากที่จะจัดการยมทูตดำคนนี้ได้
จางหยวนชิงถอนหายใจในใจ พี่ปิงนี่มันสร้างความลำบากให้คนอื่นชัดๆ เขาเป็นแค่เทพท่องราตรีระดับ 2 อีกฝ่ายใช้นิ้วเดียวก็บี้เขาตายได้แล้ว
หลี่ตงเจ๋อถึงได้ยื่นเอกสารฉบับนั้นมาให้พลางพูดว่า
"นายลองดูสิ"
จางหยวนชิงเปิดเอกสารดู มันคือประวัติส่วนตัว ผู้ชายในรูปถ่ายขนาดหนึ่งนิ้วอายุราวๆ สามสิบปี ใบหน้าซูบผอม หางตาชี้ คิ้วคมเข้ม ริมฝีปากเม้มแน่น ให้ความรู้สึกเฉียบขาดพุ่งเข้าชน
"ไอดีแดนวิญญาณ: เฮิงสิงอู๋จี้... ชื่อจริงจูจิ่งเย่า... ผู้ใช้กู่ระดับ 3... อาชญากรทางการเงิน อดีตพนักงานบริษัทหลักทรัพย์ อาศัยตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ..."
จางหยวนชิงอ่านข้อมูลตัวละครแล้วพูดว่า "ผมจำคนนี้ได้ อยู่ในรายชื่อที่ผมให้ไปครับ"
หลี่ตงเจ๋อพยักหน้ารับ "เมื่อวานซืน กัปตันเถาวัลย์เขียวของสมาคมร้อยบุปผาได้รับสายข่าวว่ามีคนเคยเห็นชายคนนี้ในเขตคังหยาง แต่ก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันชายคนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยแดนวิญญาณเขตคังหยางของพวกเรา และเป็นเป้าหมายในระยะนี้ของพวกเราด้วย"
น่าเสียดายที่ไม่มีดีเอ็นเอของเป้าหมาย ไม่อย่างนั้นรองเท้าเต้นรำสีแดงก็จัดการได้ทุกอย่างแล้ว... จางหยวนชิงคิดอย่างเสียดาย
ทว่า มีเป้าหมายก็ดีแล้ว ดีกว่าเป็นแมลงวันไร้หัวก็แล้วกัน
"ก๊อกๆ!"
ประตูกระจกของห้องทำงานถูกเคาะสองครั้ง ตามด้วยเสียงของกวนหย่า
"ผู้กองหลี่ คนของตระกูลเซี่ยโหวมาแล้วค่ะ"
หลี่ตงเจ๋อกับจางหยวนชิงสบตากัน คนหลังเก็บเอกสาร ส่วนคนแรกพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
"เชิญพวกเขาเข้ามาเลย"
สิบกว่าวินาทีต่อมา กวนหย่าก็พาผู้ชายสองคนเข้ามาในห้องทำงาน หนึ่งในนั้นเป็นชายวัยกลางคนสวมชุดสูท ผมสั้นเกรียน รูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางกระฉับกระเฉง หน้าตาก็ถือว่าใช้ได้ เสียแต่ว่าตาเล็กไปหน่อย
อีกคนเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบสี่ยี่สิบห้า สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ปลดกระดุมคอ ชายเสื้อก็ไม่ได้ยัดเข้ากางเกง ดูแล้วเป็นคนไม่ชอบอยู่ในกรอบ
หน้าตาของเขาคล้ายกับชายวัยกลางคนอยู่บ้าง แต่หล่อกว่า ไว้ผมยาวสไตล์เกาหลีที่ดูยุ่งเหยิงแต่ก็ยังคงความดูดี เมื่อจับคู่กับต่างหูเงิน ก็เป็นประเภทหล่อร้ายที่ดึงดูดสายตาสาวๆ ในไนต์คลับได้เป็นอย่างดี
"ผมเซี่ยโหวซิน นี่เซี่ยโหวเทียนหยวนลูกชายผมครับ" ชายวัยกลางคนยิ้มบางๆ
"ยินดีต้อนรับครับ" หนวดสองแฉกเหนือริมฝีปากของหลี่ตงเจ๋อกระดกขึ้นตามรอยยิ้ม "สวัสดีครับคุณเซี่ยโหว เชิญนั่งทางนี้เลยครับ!"
เขาจับมือกับชายวัยกลางคนอย่างกระตือรือร้น เชิญทั้งสองคนให้นั่งลง แล้วให้กวนหย่าชงชาร้อนมาให้
เซี่ยโหวซินรอให้กวนหย่ายกชามาเสิร์ฟอย่างไม่รีบร้อน แล้วพูดขึ้นว่า
"ผู้กองหลี่คงจะรู้จุดประสงค์ที่ผมมาที่นี่แล้ว คนของวังหยุดสังหารรังแกกันเกินไปแล้ว เกือบจะฆ่าลูกชายคนโตของผม ความแค้นนี้จะไม่ชำระไม่ได้ พวกเราสืบรู้มาว่าหวังไท่ หมอของโรงพยาบาลผิงไท่เป็นสมาชิกของวังหยุดสังหาร พอพวกเราไปจับกุมที่บ้าน เขาก็หนีไปแล้ว
"ตามข้อมูลระบุว่าคนคนนี้เป็นสายข่าวของลูกน้องผู้กองหลี่ หวังว่าผู้กองหลี่จะช่วยอำนวยความสะดวก ล่อคนคนนี้ออกมาให้หน่อย หากทำสำเร็จ ตระกูลเซี่ยโหวจะต้องตอบแทนอย่างงามแน่นอนครับ"
คนที่เจ้าวังหยุดสังหารอัดคือลูกชายของเซี่ยโหวซินคนนี้เหรอ? ฉันเคยฟังเซี่ยหลิงซีบอกว่านั่นเป็นทายาทสายตรงของตระกูลเซี่ยโหว ถ้าเป็นอย่างนั้น เซี่ยโหวซินคนนี้ก็มีสถานะสูงมากสิ... จางหยวนชิงอดไม่ได้ที่จะพิจารณาชายวัยกลางคนเพิ่มอีกสักหน่อย
ตอนนั้นเอง เขาก็พบว่าชายหนุ่มที่ชื่อเซี่ยโหวเทียนหยวนปรายตามองตัวเองด้วยท่าทีหยิ่งยโสเล็กน้อย
"เอ่อ..." บนใบหน้าของหลี่ตงเจ๋อเต็มไปด้วยรอยยิ้มพลางพูดอย่างจนใจว่า
"การที่เจ้าวังหยุดสังหารกล้ารังแกคุณชายเซี่ยโหวเทียนเวิ่นนั้นทำเกินไปจริงๆ ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย เพียงแต่ว่า หลังจากศึกเมื่อคืน วังหยุดสังหารก็ตื่นตูมระแวงไปหมด จะยอมหลงกลง่ายๆ ได้ยังไงล่ะครับ? ผมเองก็อยากช่วยแต่ไร้กำลังจริงๆ"
เซี่ยโหวเทียนหยวนปรายตามองจางหยวนชิงอีกครั้ง แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
"เรื่องนี้ง่ายจะตายไป ก็แค่ส่งข้อความไปหาหวังเชียน บอกว่าคนในพันธมิตรห้าธาตุมีคนทนดูตระกูลเซี่ยโหวไม่ได้ ถามวังหยุดสังหารว่าต้องการความช่วยเหลือไหม ทำทีเป็นผูกมิตร ล่อเขาให้ติดกับ แล้วค่อยๆ จัดการทีหลัง ถ้าคุณทำไม่เป็น ก็เอาโทรศัพท์มาให้ผม"
ขอแค่ติดต่อกับหวังเชียนคนนั้นได้ พวกเขาก็มีวิธีล่อคนคนนี้ออกมาตั้งมากมาย สิ่งที่ขาดตอนนี้ก็คือคนที่ทำให้หวังเชียนยอม 'พูดคุย' ด้วยเท่านั้น
หลี่ตงเจ๋อถอนหายใจ "เอาเถอะ ผมจะพูดตามตรงเลยแล้วกัน เฮ้อ เทวดาตีกัน คนเดินดินก็ซวย พวกเราไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความแค้นของตระกูลเซี่ยโหวและวังหยุดสังหารหรอกครับ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่ช่วยไม่ได้"
"คุณพูดว่าอะไรนะ?" เซี่ยโหวเทียนหยวนแทบไม่อยากเชื่อ
ตระกูลเซี่ยโหวล็อกเป้าเบาะแสของสมาชิกวังหยุดสังหารไว้หลายคนแล้ว ทีมสองแห่งเขตคังหยางก็เป็นหนึ่งในนั้น ในสายตาของเซี่ยโหวเทียนหยวน เมื่อต้องเผชิญกับคำขอของตระกูลเซี่ยโหว ทีมเล็กๆ ที่ไม่โดดเด่นอะไรแบบนี้ สมควรจะตอบรับทุกคำขอ ประจบสอพลอยังแทบไม่ทันด้วยซ้ำ
ไม่ใช่ว่าเซี่ยโหวเทียนหยวนหยิ่งผยองจองหอง แต่ทีมเล็กๆ แบบนี้มีนับไม่ถ้วนในพันธมิตรห้าธาตุ ทว่าตระกูลแดนวิญญาณอย่างตระกูลเซี่ยโหว ในประเทศนี้มีอยู่กี่ตระกูลกันเชียว?
นี่ก็เปรียบเหมือนกับหน่วยเทศกิจที่ปฏิเสธกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่มีภูมิหลังเป็นเส้นสายทางการเมืองระดับสูง
กวนหย่ากรอกตา "ฟังไม่รู้เรื่องเหรอ? จะให้แปลเป็นภาษาต่างประเทศให้ฟังไหม"
"เธอ..." เซี่ยโหวเทียนหยวนมีสีหน้าโกรธจัด ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่พนักงานหญิงคนหนึ่งกล้าพูดกับเขาแบบนี้
ต่อหน้าเขา หน้าตาสวยก็ไม่มีอภิสิทธิ์หรอกนะ
เซี่ยโหวซินปรายตามองกวนหย่า ใช้สายตาห้ามปรามลูกชายที่กำลังโกรธจัด แล้วพูดอย่างจริงใจว่า
"เรื่องนี้สำคัญกับตระกูลเซี่ยโหวมาก ขอให้ผู้กองหลี่รับปากด้วยครับ"
ปากพูดกับผู้กองหลี่ แต่สายตากลับมองไปที่กวนหย่า
หลี่ตงเจ๋อมีสีหน้าลำบากใจ ด้วยฐานะของเขา การปฏิเสธครั้งหนึ่งก็ถือเป็นขีดจำกัดแล้ว หากปฏิเสธอย่างนุ่มนวลอีก เกรงว่าจะต้องโดนกดดันแน่
ในเวลาแบบนี้ จึงจำเป็นต้องให้กวนหย่าออกโรง
"เรื่องของตระกูลเซี่ยโหวเกี่ยวอะไรกับพวกเราล่ะ?" กวนหย่าปรายตามองสองพ่อลูกฝั่งตรงข้าม
"สำคัญกับตระกูลเซี่ยโหวแล้วพวกเราต้องช่วยด้วยเหรอ? วันหลังถ้าวังหยุดสังหารมาแก้แค้นเพื่อนร่วมงานฉัน ตระกูลเซี่ยโหวของพวกคุณจะรับหน้าแทนเขาไหม? คุ้มครองตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยหรือเปล่า? หรือว่าพวกคุณแค่อยากใช้บารมีของตระกูลมากดดัน หลอกใช้เพื่อนร่วมงานฉันเป็นเครื่องมือ? แค่คำว่าตอบแทนอย่างงามคำเดียวก็อยากให้พวกเราเสี่ยงช่วยแล้ว คิดคำนวณได้คุ้มค่าดีนี่ อยากล่อหวังเชียนออกมาใช่ไหม ได้สิ เอาไอเทมสิบชิ้นมาแลกสิ"
"บ้าไปแล้วเหรอ?" เซี่ยโหวเทียนหยวนโกรธจนหัวเราะออกมา "เธอเป็นตัวอะไร ไอเทมสิบชิ้น เกรงว่าเธอจะไม่มีชีวิตอยู่ใช้มันน่ะสิ"
กวนหย่ายิ้มเย็น "ถ้าพูดมากอีกคำเดียว แม่จะยิงแกให้ไส้แตกเลย"
เซี่ยโหวซินใช้สายตาดุดันห้ามปรามลูกชายที่กำลังเต้นผาง มองกวนหย่าอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า
"รบกวนแล้วครับ!"
เซี่ยโหวเทียนหยวนมองพ่ออย่างตกตะลึง
เซี่ยโหวซินลุกขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชา แล้วเดินออกจากห้องทำงานไป
เซี่ยโหวเทียนหยวนถลึงตาใส่กวนหย่าอย่างดุเดือด แล้วเดินตามพ่อออกไป
หลี่ตงเจ๋อค่อยๆ พ่นลมหายใจออกมา ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย แล้วพูดด้วยสีหน้าผ่อนคลายว่า
"เอาล่ะ เรื่องนี้จบลงแค่นี้แหละ เฮ้อ ตระกูลใหญ่พวกนี้รับมือยากจริงๆ..."
เขารีบพูดเสริมเพื่อรักษาหน้าตัวเอง "อยู่ในระบบก็ต้องเจอกับเรื่องทำนองนี้อยู่เรื่อยแหละ การประนีประนอมและการยอมถอยคือสุดยอดกฎเกณฑ์ในระบบ"
ผู้กอง คุณไม่ต้องอธิบายเรื่องพวกนี้ให้ผมฟังหรอก ตระกูลเซี่ยโหวก็ไม่ได้กร่างขนาดนั้นนี่นา หรือว่าเบื้องหลังของกวนหย่าจะยิ่งใหญ่เกินไป? จางหยวนชิงพบว่าบางทีตัวเองอาจจะประเมินนักซิ่งสาวต่ำไป
ขอแค่ตาไม่บอดก็ดูออกว่าเซี่ยโหวซินผู้เป็นทายาทสายตรงของตระกูลเซี่ยโหวคนนี้ เกรงใจกวนหย่าอย่างเห็นได้ชัด
ผู้กองที่เป็นตัวไร้ประโยชน์คนนี้ ดูเหมือนจะนิ่งสงบดั่งหมาแก่ แต่ที่แท้ก็หลบอยู่ใต้กระโปรงของกวนหย่า
แต่ผมจำไม่ได้ว่าในบรรดาตระกูลแดนวิญญาณมีตระกูลกวนด้วยนะ อ้อ จริงสิ กวนหย่าเป็นไอดีแดนวิญญาณ ไม่ใช่ชื่อจริง
"เฮ้อ เมื่อเทียบกับลูกเขยแต่งเข้าตระกูลเซี่ยแล้ว จู่ๆ ผมก็อยากเป็นลูกเขยแต่งเข้าตระกูลกวนมากกว่าแฮะ" จางหยวนชิงพูดกึ่งล้อเล่นกึ่งหยั่งเชิง
นักซิ่งสาวไม่ต่อความยาวสาวความยืด เธอมองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วเดาะลิ้นสองที
"นายไม่ไหวหรอก นายมันเล็กเกินไป"
จางหยวนชิงไม่ยอมแพ้ "คุณยังไม่เคยเห็นเลย รู้ได้ไงว่าเล็ก?"
"ได้สิ ไปห้องน้ำให้ฉันดูหน่อยสิ"
"ไปสิ!"
"ไปสิ!"
หลี่ตงเจ๋อใช้ไม้เท้าค้ำยันพลางส่ายหน้าเบาๆ สองคนนี้ คนหนึ่งไม่เคยมีแฟนหนุ่ม อีกคนไม่เคยมีแฟนสาว ความเก่งกาจอยู่ที่ปากล้วนๆ
จางหยวนชิงกินมื้อเที่ยงในที่ทำงาน เตร็ดเตร่จนถึงบ่ายโมง พอคิดได้ว่าเดี๋ยวมีเรียนวิชาเอกอีกวิชา ก็เลยสะพายเป้ออกจากกรมรักษาความสงบ สแกนจักรยานสาธารณะคันหนึ่ง แล้วปั่นเอื่อยๆ ไปมหาวิทยาลัย
เพิ่งผ่านสัญญาณไฟจราจรมา รถเก๋งสีดำคันหนึ่งก็แล่นฉิวเข้ามา บีบให้เขาต้องหยุดรถอยู่ริมถนน
เบาะหลังรถเก๋งสีดำ คือสองพ่อลูกตระกูลเซี่ยโหว







