หลังจากสอนทั้งวันเต็ม ๆ วันถัดมาก็เริ่มลงมือปฏิบัติจริง
วัตถุดิบอย่างแป้งกากถั่วนั้นถูกบดเตรียมไว้แต่เช้าแล้ว ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรมาก ทุกชุมชนมีโรงโม่กันอยู่แล้ว การบดจึงไม่ใช่ปัญหา
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “สัดส่วนการผสมวัตถุดิบ” กับ “การควบคุมระดับการหมักให้แม่นยำ”
ถ้าหมักน้อยไป ปุ๋ยจะร้อนจนเผารากโสมจนเสียหาย ทำให้ผลผลิตลดลง
แต่ถ้าหมักเกินไป สารอาหารจะสูญเสียไป ปุ๋ยก็จะไม่ได้ผลตามที่คาดหวังไว้
ทว่ากระบวนการหมักนั้นต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน พวกคนที่มาฝึกก็ไม่สามารถอยู่ต่อเนื่องได้
สุดท้ายก็ต้องทำตามที่สวี่ซื่อเยี่ยนคิดไว้ ให้ทีมของกองพลที่สองส่งคนออกไปเป็น “ที่ปรึกษาเทคนิค” ไปสอนถึงพื้นที่จริง
งานนี้เล่นเอาชุมชนต่าง ๆ แทบตีกันเพื่อแย่งชิงตัวผู้เชี่ยวชาญ
เพราะหลายปีมานี้ สวี่ซื่อเยี่ยนฝึกไว้แค่ห้าคนเท่านั้น คือพวกจ้าวเจี้ยนเซ่อ
แต่ทั้งอำเภอมีตั้งหลายชุมชนกับไร่โสม จะให้พอได้ยังไง?
สุดท้ายเลยตกลงกันว่า ให้จ้าวเจี้ยนเซ่อและพรรคพวกแต่ละคน ดูแลสองชุมชน
พวกชุมชนใกล้เคียงกันก็เลยตกลงแบ่งกันใช้ผู้เชี่ยวชาญหนึ่งคน ให้ไปอยู่ตั้งแต่เดือนหกถึงเดือนเก้า รับผิดชอบสอนเต็มช่วงฤดูกาล โดยมีที่อยู่และอาหารให้ พร้อมให้แต้มแรงงานสองเท่า
จ้าวเจี้ยนเซ่อ หยางชุนหมิง และคนอื่น ๆ ต่างก็ยิ้มแย้มดีใจ กลับบ้านเก็บกระเป๋า เตรียมออกเดินทางเป็นที่ปรึกษาเทคนิค
ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนตัวเขาเอง ก็อยู่ดูแลในเขตตงกัง เช่น ไร่โสมที่หนึ่ง ไร่ของชุมชน หน่วยที่หนึ่ง และหน่วยที่สาม
ด้วยเหตุนี้ ไร่โสมที่แม่น้ำเสี่ยวเฮย ก็ต้องหาใครอื่นมาดูแลแทน
อวี่โส่วกวง เลยจัดคนจากกองพลที่สองไปสี่คน เป็นลุง ๆ วัยห้าสิบทั้งนั้น โดยให้ สวี่เฉิงโฮ่ว เป็นคนคุม
โชคดีที่แถวนั้นอยู่ห่างจากแม่น้ำซงเจียงเหอ อีกทั้งมีปืนและกับดักปืนยิงใช้ได้ดี คนเลยไม่กล้าไปก่อกวน
ลุงแก่ ๆ สี่คนก็อยู่กันบนเขา เป็นเพื่อนคุยกัน ตอนเย็นก็เดินตรวจไร่ สองรอบ
กลางวันก็จับปลา หว่านแห ถ้าโชคดีก็ได้ไก่ป่าหรือกระต่ายไว้ทำอาหารเสริม แม้ไม่ดีเท่าตอนสวี่ซื่อเยี่ยนอยู่บนเขาเอง แต่ก็ถือว่าไม่เลวเลย
กลับกัน ที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์กลับเริ่มมีปัญหา
เพราะหวงเซิงลี่กับพวกออกไปหมดแล้ว ที่ฟาร์มก็เลยไม่มีใครคุม
ถึงกลุ่มแรงงานเร่ร่อนจะทำงานได้ แต่ก็ยังต้องมีคนไว้ใจได้คอยประจำการ
สวี่ซื่อเยี่ยนคิดแล้วก็เลยไปหาพี่รองสวี่ซื่ออัน
เมื่อเทียบกับพี่ชายคนโตที่โชคดีเจริญก้าวหน้าหลายปีมานี้ พี่คนรองอย่างสวี่ซื่ออันกลับใช้ชีวิตเรียบ ๆ ธรรมดา
ช่วงหลัง ๆ หน่วยผักที่เขาทำงานอยู่ถูกหน่วยป่าไม้ตัดหางปล่อยวัด ส่งต่อให้กับทางตำบลดูแลแทน
ประกอบกับที่ตลาดเริ่มเปิดเสรีในช่วงสองปีนี้ พ่อค้าแม่ค้าเริ่มขายของได้อย่างอิสระ ชาวบ้านจากหมู่บ้านรอบ ๆ ก็แห่มาขายผักมากขึ้น ทำให้หน่วยผักเสียรายได้ไปไม่น้อย
พออยู่หน่วยผักแล้วได้เงินน้อยลง สวี่ซื่ออันก็เลยกลับมาทำเกษตรที่บ้าน
ตอนเลือกทำเลปลูกบ้าน เขาก็คิดไว้แล้วว่าต้องเลือกพื้นที่ใหญ่หน่อย
หลังจากสร้างบ้านเสร็จ เขาก็ล้อมสวนผักไว้ทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน พื้นที่รวม ๆ แล้วก็มีถึงสามถึงสี่ไร่
ข้าวที่ปลูกก็เอาไว้กินเอง ผักก็เอาไปขายในตลาด
รวมรายได้แล้วก็ไม่ได้น้อยไปกว่าทำงานในหน่วยผัก แถมยังมีอิสระ ไม่ต้องอยู่ใต้ใคร
“พี่รอง ช่วยไปช่วยดูแลฟาร์มให้หน่อยนะช่วงนี้
ไม่ต้องลงแรงมาก แค่คอยดูว่าเจ้าพวกแรงงานพวกนั้นทำงานยังไง
ถ้าผมว่าง ผมจะไปแทนพี่ สลับ ๆ กัน
แล้วช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ผมจะช่วยหาเมล็ดโสมกับต้นพันธุ์ให้พี่
ที่หลังบ้านพี่ที่ดินกว้าง ดินก็ดี ขุดแปลงสัก 10 20 วา ปลูกโสม
รับรองรายได้ดีกว่าปลูกผักแน่ ๆ”
สวี่ซื่อเยี่ยนเสนอแผน พร้อมกับให้สัญญาว่าจะช่วยพี่รองเริ่มปลูกโสม
“เจ้าสาม นี่พี่พูดเล่นหรือเปล่า?”
สวี่ซื่ออันตาโตขึ้นมาทันที เขาเองก็รู้สึกเสียดายไม่น้อย
ที่ตอนนั้นไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ตงกังด้วยกัน
เพราะปลูกโสมยังไงก็รวยกว่าปลูกผักอยู่แล้ว!
“ตอนนี้ยังให้คนปลูกโสมเองได้เหรอ? ของแบบนี้มันต้องส่งขายแบบรวมศูนย์ บริษัทโสมเขาไม่รับของจากรายย่อยนะ”
การปลูกโสมมันไม่เหมือนปลูกผัก อย่างน้อยผักยังเอาไปขายที่ตลาดได้ แต่โสมนั้นไม่ใช่ ต้องขายผ่านระบบรับซื้อรวมศูนย์เท่านั้น เขารับเฉพาะจากชุมชนและศูนย์ปลูกโสม ไม่รับจากคนธรรมดา
“พี่รอง ถ้าพี่เชื่อผม ลองทำตามที่ผมบอกดู รับรองว่าไม่มีผิด”
“ช่วงนี้รูปแบบเปลี่ยนเร็วจะตาย พี่ไม่เห็นเหรอว่าทีมเกษตรเราก็เริ่มทยอยแบ่งที่ดินให้แต่ละครัวเรือนแล้ว? ใครจะไปรู้ ปีหน้าอาจจะให้ครอบครัวทำเองได้หมดก็ได้ ตอนนั้นก็ไม่มีแบ่งว่าเป็นของรัฐหรือของใครแล้วล่ะ รับรองว่าไม่มีปัญหา”
เมื่อปีก่อน มีคำสั่งจากทางการว่า ทีมผลิตบางแห่งที่ขาดแคลน หรือพื้นที่ห่างไกล ที่เป็นที่เล็กที่น้อยรอบหมู่บ้าน สามารถทดลองให้แต่ละครัวเรือนทำกินเองได้
นโยบายอะไรก็เหมือนกันทั้งนั้น มันเปลี่ยนทีละขั้น ไม่ใช่เปลี่ยนพลิกฝ่ามือ ต้องให้ชาวบ้านมีเวลาค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองก่อน
ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้จนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า การแบ่งที่ดินให้ครัวเรือนจะทยอยเกิดขึ้น และเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ที่ปลูกโสมก็จะถูกแบ่งให้ครอบครัวด้วย
หลังจากนั้น ก็ไม่มีคำว่าเป็นของรัฐหรือของใครอีก ขอแค่แต่ละครัวเรือนส่งโสมตามเป้าที่กำหนด ส่วนที่เหลือจะเอาไปขายเองก็ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามอีกต่อไป
ถ้าไม่ใช่เพราะแบบนี้ล่ะก็ สวี่ซื่อเยี่ยนจะกล้าแนะนำให้พี่ชายลองปลูกโสมเองเหรอ?
“ที่ดินตรงนั้น หลังปลูกโสมเสร็จ พี่ก็อย่าปล่อยให้รกร้าง ผมจะสอนอีกวิธีให้ เอาไว้ปลูกเทียนหม่าบนที่โสมเดิม ได้ผลผลิตดี คุณภาพสูง แทบไม่ต่างจากที่เจอในป่าเลย”
“ตอนนี้ราคาของเทียนหม่าพี่ก็รู้ดี จะขึ้นเขาไปขุดมันเหนื่อยแค่ไหนล่ะ ปลูกเองไม่ดีกว่าเหรอ?”
ถ้าเป็นเรื่องอื่น สวี่ซื่อเยี่ยนอาจไม่รู้ แต่ถ้าเป็นเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินปลูกโสมอย่างมีประสิทธิภาพ เขารู้ดี
เมื่อปีที่แล้ว ที่เมืองฝูซงมีการทดลองปลูกเทียนหม่าบนที่โสมเก่า และได้รับการรับรองจากหน่วยงานวิทยาศาสตร์ระดับเขตแล้วด้วย
แต่ว่าเทคโนโลยีนี้ยังไม่ถูกนำมาใช้แพร่หลาย เพราะยังมีข้อบกพร่องบางอย่างอยู่
สิ่งที่สวี่ซื่อเยี่ยนรู้ เป็นวิธีที่พัฒนาไปกว่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแล้ว แต่ยังไม่มีฐานทดลอง
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา สวี่ซื่อเยี่ยนก็ทั้งเลี้ยงสัตว์ป่า ทั้งพัฒนาปุ๋ยสำหรับที่ปลูกโสม โดดเด่นจนเป็นที่สนใจ เขาเลยไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาอีก
ถ้ามีอะไรที่ให้ผลดี เขาก็อยากให้พี่น้องได้ก่อน รอจนได้ผลจริงแล้วค่อยขยาย
“ดีเลย ถ้ามีเรื่องดีๆ อย่างนี้ พี่ฝากตัวด้วยนะ อย่าลืมกัน อย่าลืมพี่ล่ะ” สวี่ซื่ออันฟังแล้วก็ยิ้มอย่างดีใจ
ตลอดหลายปีมานี้ เขาเรียนรู้มาว่า ฟังน้องชายคนนี้ไม่ผิดแน่ ถ้าน้องบอกว่าทำได้ เขาก็ไม่ต้องลังเลอีก
“วางใจได้ พี่ชายแท้ๆ ของผม จะให้ขาดตกบกพร่องได้ยังไงกัน”
ถึงจะไม่มีเหตุผลอื่นใด อย่างน้อยก็เพราะลูกชายของพี่คนนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ต้องช่วย
ในอดีต หลานชายสองคนเคยช่วยสวี่ซื่อเยี่ยนไว้ไม่น้อย
ตอนนั้น สวี่ไห่ปัวยังเรียนไม่จบมัธยม ก็ต้องออกมาช่วยงาน ขับรถให้สถานีรับซื้อที่บ้านของสวี่ซื่อเยี่ยน
ช่วงที่สวี่ซื่อเยี่ยนปลูกและเก็บเกี่ยวโสม หลานชายก็ช่วยขับรถไถของนายจ้างมาช่วยทำงาน
พอสวี่ซื่อเยี่ยนประสบอุบัติเหตุเข้าโรงพยาบาล หลานชายทั้งสองก็ผลัดกันเฝ้าไม่ขาดจนเขาออกจากโรงพยาบาล
ถ้าสวี่ซื่อเยี่ยนไม่มีความสามารถก็ว่าไปอย่าง แต่ในเมื่อเขาพอมีบ้าง ก็อยากยื่นมือช่วยพี่ชายให้บ้านพี่มีชีวิตที่ดีขึ้นบ้าง
ขอแค่พี่ชายยังอยู่ หลานทั้งสองก็ไม่ต้องออกจากโรงเรียนเร็ว อย่างน้อยก็เรียนจนถึงมัธยมปลาย ใต้ทะเบียนบ้านของสำนักงานป่าไม้ ยังไงก็พอไหว
ปีนี้สวี่ไห่ปัวอายุสิบขวบ อีกไม่กี่ปีก็เรียนจบมัธยม ถ้าเรียนไม่ดีสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ก็ยังพอฝากงานเข้าไปที่สำนักงานป่าไม้ได้บ้าง ยังไงก็ยังดีกว่าอดีต
แต่ถ้าเด็กมีหัวและสอบเข้าได้ ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่
พวกเขายังพอมีโอกาสได้งานหลวง ขนาดคนเรียนไม่ดี ยังพอมีลู่ทางเอาตัวรอดเลย นี่ไม่ใช่เรื่องดีสุดๆ แล้วหรือ?
แบบนี้เอง สวี่ซื่ออันจึงดีใจยิ่งนัก ติดสอยห้อยตามสวี่ซื่อเยี่ยนไปเฝ้ายามที่ฟาร์มปศุสัตว์ พร้อมคุมคนทำงาน
แม้ฟาร์มจะห่างจากตงกังอยู่มาก แต่ความจริงแล้วอยู่ใกล้กับป่าไม้มากกว่า กลางวันให้สวี่ซื่ออันคุมงาน กลางคืนผลัดกันเฝ้า ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย







