เมื่อสวี่ซื่อเยี่ยนตัดสินใจแล้วว่าจะเปิดเผยสูตรปุ๋ย เขาก็ไม่คิดจะปิดบังอะไรอีกต่อไป
เนื่องจากแต่ละชุมชนและไร่โสมมีเงื่อนไขต่างกัน ไม่สามารถใช้สูตรปุ๋ยชนิดเดียวกันทั้งหมดได้ ดังนั้นสวี่ซื่อเยี่ยนจึงบอกเทคนิคทุกอย่างที่เขารู้ให้ผู้คนฟัง
ยังไงพวกเขาก็แค่นำไปเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง
“ปุ๋ยเสริมก็มีหลายวิธีนะ
วิธีแรกคือ บดกากถั่วให้ละเอียดแล้วหมักกับน้ำ อัตราส่วนพื้นฐานคือถั่วหนึ่งจิ้น ต่อน้ำห้าจิ้น
ในพื้นที่หนึ่งจั้ง ให้ใช้ปุ๋ยหมักถั่วนี้ประมาณ 30-40 จิ้น ควบคู่กับปุ๋ยรองพื้น จะช่วยเพิ่มผลผลิตได้ราว 50 เปอร์เซ็นต์”
“วิธีที่สอง ใช้มูลกวางหมักเป็นปุ๋ยโรยข้างราก
ในช่วงพรวนดินรอบแรก ให้นำมูลกวางที่หมักจนสมบูรณ์และบดละเอียดแล้ว ใส่ลงไปในร่องระหว่างแถวโสม ประมาณ 20 จิ้นต่อหนึ่งจั้ง”
“วิธีที่สาม ใช้ซูเปอร์ฟอสเฟตโรยข้างราก
นำซูเปอร์ฟอสเฟตผสมกับดินที่มีอินทรียวัตถุสูง หมักจนเข้ากันดี แล้วโรยลงระหว่างแถวโสมในช่วงพรวนดินรอบแรก”
“และยังมีอีกวิธีคือ ‘ปุ๋ยทางใบ’ หรือ ‘ปุ๋ยพ่นทางใบ’
ใช้ซูเปอร์ฟอสเฟต 2 จิ้น ผสมกับน้ำใส 20 จิ้น แช่ทิ้งไว้หนึ่งคืน กรองเอาแต่น้ำ แล้วพ่นใส่ลำต้นและใบโสมในช่วงบ่ายสี่โมง
ในหนึ่งฤดูปลูก สามารถพ่นได้สามครั้ง ครั้งแรกหลังจากใบโสมเริ่มกางเต็มที่ ครั้งที่สองในช่วงติดผลเขียว ครั้งที่สามหลังเก็บผลแล้ว
การใช้ปุ๋ยทางใบจะช่วยให้ใบโสมเขียวเข้ม เจริญเติบโตดี กระตุ้นการสังเคราะห์แสง ทำให้รากและลำต้นโสมได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้น ชดเชยพลังงานที่ใช้ในการติดเมล็ดได้”
สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่สวี่ซื่อเยี่ยนสั่งสมมาจากชาติที่แล้ว และทดลองจริงกับไร่โสมของทีมสองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เห็นผลชัดเจน
แค่ขยายรายละเอียดของแต่ละข้อก็พูดไปได้ทั้งช่วงเช้าแล้ว บรรดาคนที่มาฟังการบรรยายต่างก็บันทึกลงสมุดกันไปหลายหน้า
ช่วงเที่ยง ทุกคนก็ถูกจัดให้ไปรับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารของโรงเรียนมัธยม
ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าภาพ ต่างคนต่างเอาบัตรแลกข้าวและเงินไปต่อแถวซื้ออาหารเอง
ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้ไปกินกับพวกเขา เพราะบ้านเขาก็อยู่ที่ตะวันออกของดงกัง จะมาลำบากกินอาหารโรงเรียนไปทำไม?
“พี่สาม พี่ถึงกับยกเทคนิคให้เขาฟรีๆ เลยเหรอ? มันไม่ใจดีเกินไปหน่อยหรือ?
เราทดลองกันมาหลายปี กว่าจะได้ผลพวกนี้มา”
ระหว่างทางกลับบ้าน จ้าวเจี้ยนเซ่อถามด้วยความไม่เข้าใจ
ตอนที่เริ่มทดลองสูตรปุ๋ยต่างๆ ก็เป็นสวี่ซื่อเยี่ยนที่พาจ้าวเจี้ยนเซ่อกับหยางชุนหมิง ทำไปทีละขั้นตอนด้วยตัวเอง
จะว่าไป หลายปีมานี้ก็ถือว่าพัฒนาทั้งสองคนจนเชี่ยวชาญด้านนี้แล้ว
ดังนั้นคราวนี้สวี่ซื่อเยี่ยนจึงบอกอวี่โส่วกวง ให้จัดเวรผลัดเปลี่ยนคนดูแลไร่โสม ให้จ้าวเจี้ยนเซ่อและหยางชุนหมิงมาฟังการอบรมแทน
ฝั่งฟาร์มปศุสัตว์ก็ให้เฟิงเชา กับพวกอีกสองคนฝากคนในครอบครัวมาทำหน้าที่แทน เพื่อให้ทุกคนมาฟังบทเรียน
ที่สำคัญที่สุดคือ ต่อไปพวกเขาทั้งหมดจะถูกส่งไปเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคในพื้นที่ต่างๆ
ทฤษฎีจะพูดดีแค่ไหน คนตั้งใจฟังแค่ไหน ถ้าไม่เคยลงมือทำจริง ก็เข้าใจไม่ได้ถึงหัวใจสำคัญของการหมักปุ๋ย ต้องให้มีคนไปสอนถึงที่
“จะเป็นไรไปล่ะ? พวกเรารวยคนเดียวไม่เท่ากับทุกคนรวยไปด้วยกันทั้งระบบ
อุตสาหกรรมหนึ่ง จะเติบโตได้ ต้องให้ทั้งระบบเข้มแข็ง มีขนาดใหญ่ขึ้น ถึงจะมีอิทธิพลในวงการนั้น และมีสิทธิ์มีเสียง”
สวี่ซื่อเยี่ยนยิ้ม เขาอาจอธิบายหลักการลึกซึ้งไม่ได้มากนัก แต่เขารู้ดีว่า อุตสาหกรรมโสมคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจในระดับอำเภอ
ตัวเขาเป็นแค่ชาวนาคนหนึ่ง ไม่มีความสามารถอะไรใหญ่โต ชาติที่แล้วก็แค่สั่งสมประสบการณ์พวกนี้มาได้
ถ้าคราวนี้สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคมได้บ้าง ก็ถือว่าการได้เกิดใหม่ของเขาไม่ได้สูญเปล่า
“พี่สามหัวใจสูงจริงๆ เราคนอื่นยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ”
จ้าวเจี้ยนเซ่อแม้จะไม่เข้าใจหมดทุกคำ แต่ก็รู้แน่ชัดอยู่อย่างหนึ่งว่า ติดตามพี่สามไม่มีวันขาดทุนแน่นอน
เพราะแบบนี้ ไม่ว่าสวี่ซื่อเยี่ยนจะทำอะไรพวกเขาก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่
“พรุ่งนี้เริ่มแล้วนะ พวกคนพวกนั้นจะต้องดูเราทำปุ๋ยหมักกันแล้วล่ะ
แต่ดูเฉยๆ คงไม่เข้าใจหรอก เดี๋ยวสุดท้ายก็ต้องให้พวกนายไปตามชุมชนต่างๆ เพื่อเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคอยู่ดี
เพราะงั้นตอนบ่ายฟังให้ดีๆ ถือว่าเป็นการทบทวนก็แล้วกัน ออกไปแล้วอย่าไปทำให้ทีมเราขายหน้าเชียวนะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนมั่นใจในตัวน้องๆ ของเขาอยู่แล้ว อย่างน้อยก็ฝึกกันมาหลายปี ถึงเวลาควรจะแสดงฝีมือได้แล้ว
พอได้ยินแบบนี้ ทุกคนก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น “จริงเหรอ? พวกเราจะได้ไปเป็นที่ปรึกษาจริงๆ เหรอ? โอ๊ย ดีมากเลย!”
ได้ออกไปให้คำปรึกษาที่อื่น ได้แต้มแรงงานสูง รายได้ดี แถมยังไม่ต้องเหนื่อยอะไรมาก ใครจะไม่ชอบล่ะ?
“พี่สาม แล้วพี่จะไม่ไปด้วยเหรอ?”
“พี่ไม่ไปไกลหรอก ตอนนี้ภรรยาพี่ยังอยู่ในเดือนหลังคลอด พี่จะอยู่ใกล้ๆ ดูแลแค่ศูนย์โสมกับชุมชนที่อยู่ละแวกนี้ก็พอแล้ว”
เรื่องจะให้สวี่ซื่อเยี่ยนกินรวบทุกเครดิตนั้น เขาไม่คิดจะทำอยู่แล้ว ในเมื่อเป็นพี่น้องกัน ก็ไม่จำเป็นต้องแย่งชิงกันให้วุ่นวาย
อยู่บ้านก็ดูแลได้เหมือนกัน สวี่ซื่อเยี่ยนไม่เคยคิดมากเรื่องนี้
พูดคุยกันเพลินๆ ก็เดินมาถึงบ้านสวี่แล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน
พอสวี่ซื่อเยี่ยนเดินเข้าประตูบ้าน ลูกสาวที่เล่นอยู่ในลานบ้านก็วิ่งเข้ามาหาเขา “พ่อ”
หนูน้อยคนนี้ชอบให้พ่ออุ้มที่สุด พอเห็นหน้าปุ๊บก็แบะมือออกทันที ดวงตากลมโตเป็นประกาย รอคอยให้พ่ออุ้มเต็มที่
สวี่ซื่อเยี่ยนจะไปใจร้ายได้ยังไง รีบก้มลงไปอุ้มลูกสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนทันที
ลูกสาวนี่ไม่เหมือนลูกชาย ตอนไห่หยวนเล็กๆ เขาชอบขี่คอพ่อเล่น
แต่พอถึงสวี่จิ่นผิง กลับกลัวความสูง ขอแค่ได้อุ้มเบาๆ ก็พอใจแล้ว
“วันนี้ผิงผิงเป็นเด็กดีหรือเปล่า?” สวี่ซื่อเยี่ยนอุ้มลูกสาวไปด้วย ถามไปด้วย ขณะเดินเข้าบ้าน
“เป็นเด็กดี หนูเป็นเด็กดีสุดๆ เลย” สวี่จิ่นผิงพูดพลางใช้มือน้อยๆ ตบอกตัวเอง แสดงความมั่นใจว่าเธอเป็นเด็กดี
“อืม เด็กดีของพ่อ เด็กดีที่สุดเลยใช่มั้ย?
ตอนนี้แม่ต้องดูแลน้องชายกับน้องสาวของหนูนะ ผิงผิงต้องไม่ซนนะ ต้องเป็นเด็กดีเข้าไว้”
สวี่ซื่อเยี่ยนหอมแก้มลูกสาวเบาๆ แล้วชมลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ตอนนั้นเอง สวี่ไห่หยวนก็เดินเข้ามาแจมด้วย “พ่อ น้องชายกับน้องสาวไม่น่ารักเลย ร้องไห้ตลอดเลยอ่า~”
ลูกชายคนนี้พูดเก่งใช้ได้ แล้วยังรู้จักฟ้องด้วยนะ
สวี่ซื่อเยี่ยนหัวเราะ ก้มลงอุ้มลูกชายอีกคน กลายเป็นอุ้มทีเดียวสองคนพร้อมกัน
“อืม ก็แน่ล่ะ น้องยังเล็กอยู่ ไม่น่ารักเท่าพวกหนูสองคนหรอก
หนูกับน้องสาวโตแล้ว เป็นพี่ชายพี่สาวแล้ว ต้องช่วยดูแลน้องๆ นะ”
บางทีอาจเป็นเพราะตอนแม่ท้องใช้ชีวิตอยู่บนเขาเป็นส่วนใหญ่ ทำให้โภชนาการไม่เพียงพอ เด็กแฝดสองคนนี้เลยดูเลี้ยงยากกว่าสองคนแรกมาก
หิวก็น้ำตาไหล จะฉี่หรืออึ ก็ร้องจ้า แม้แต่เสียงดังนิดหน่อยในบ้านก็ทำให้พวกเขาตกใจจนร้องไห้โวยวายได้
คุณแม่โจวกุ้ยหลานบอกว่า เด็กบางคนก็มีช่วง "งอแงหลังคลอด" แบบนี้แหละ
สวี่ซื่อเยี่ยนเองก็ยังไม่มีทางแก้ที่แน่ชัด ได้แต่รอดูไปก่อน ถ้าหลังพ้นเดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น คงต้องพาไปโรงพยาบาลตรวจกันให้ละเอียด ดูว่าขาดสารอาหารตัวไหน จะได้รีบหาทางเสริมให้
พูดคุยกันเรื่อยเปื่อย สวี่ซื่อเยี่ยนก็อุ้มลูกทั้งสองเข้าบ้านไป ขณะเดียวกันซูอันฮวา กำลังทำอาหารอยู่ในครัว พอได้ยินเสียงก็โผล่หน้าออกมาดู
“พี่เขยกลับมาแล้วเหรอ โอ๊ยตายแล้ว ยังอุ้มลูกทีเดียวสองคนอีกแน่ะ เก่งจริงๆ เลยพี่เขย
เข้าบ้านไปพักก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวกับข้าวก็เสร็จแล้ว”
ตอนนี้ซูอันฮวากับโจวกุ้ยหลานผลัดกันช่วยกันดูแลบ้าน คนหนึ่งทำกับข้าว อีกคนช่วยเลี้ยงเด็ก ไม่งั้นมีหวังโดนแฝดคู่นั้นปั่นหัวจนไม่มีเวลากินข้าวแน่นอน!







