(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 408
บทที่ 408 ขาบวมไม่ใช่โรคจากการทำงาน แต่เป็นโรคร้ายแรง
"???"
ในห้องไลฟ์ปรากฏเครื่องหมายคำถามขึ้นมามากมาย
สัมภาษณ์บ้าบออะไรกัน?
ฟานเซิ่งหนานพูดว่า "น้องชายของฉันแม้จะเพิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวกว่าคนอายุสี่สิบห้าสิบหลายคนเสียอีก"
การหลอกลวงผู้หญิงพวกนี้ แน่นอนว่าเพื่อต้องการมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพวกเธอ
แต่ทว่า น้องชายของฟานเซิ่งหนานกลับไม่มีเงินเปิดห้อง
แม้พ่อแม่จะตามใจน้องชาย แต่พวกเขาก็เป็นแค่เกษตรกรที่ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศในการทำมาหากิน
จึงไม่สามารถให้เงินค่าขนมน้องชายได้มากนัก
เงินค่าขนมเพียงน้อยนิดนั้น ก็ถูกเขาเอาไปซื้อของมาสร้างโปรไฟล์อวดรวยจนหมด
น้องชายจึงคิดแผนการหนึ่งขึ้นมา ซึ่งคนปกติไม่มีทางคิดได้เลย
เขาเสนอว่าจะจ่ายค่าเลี้ยงดูให้เดือนละหนึ่งแสนหยวน
แต่เงินก้อนนี้ไม่ได้ให้เปล่าๆ
จะต้องมีการทดสอบผู้หญิงที่ต้องการให้เขาเลี้ยงดูก่อน ว่าปรนนิบัติผู้ชายเป็นหรือไม่
เมื่อมองดูคอมเมนต์ที่ตกตะลึงจนพูดไม่ออกบนหน้าจอ ฟานเซิ่งหนานก็พูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า "เพื่อบรรลุเป้าหมายให้แนบเนียนยิ่งขึ้น น้องชายฉันยังแต่งเรื่องโกหกขึ้นมาอีกเป็นชุด"
"ถ้าสัมภาษณ์ไม่ผ่าน เขาก็จะไม่เอาเปรียบใครฟรีๆ"
"เขาจะให้เงินชดเชยกับฝ่ายหญิงก้อนหนึ่ง"
"จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังคิดไม่ตก ว่าทำไมพวกเธอถึงยอมหลงกล"
"เรื่องโกหกพรรค์นั้นของน้องชายฉัน แค่คนมีสมองสักนิดก็ดูออกแล้ว"
"ผู้หญิงสิบกว่าคนที่ถูกน้องชายฉันหลอก มีทั้งนักศึกษา แล้วก็แม่บ้าน"
"แถมยังมีพนักงานออฟฟิศที่มีการศึกษาสูงอีกไม่น้อย"
"แต่พวกเธอกลับหลงกลกันหมด"
สถานที่สัมภาษณ์ที่น้องชายของฟานเซิ่งหนานเลือก ยิ่งทำให้คนฟังทั้งขำทั้งฉุน
มันคือสวนสาธารณะเล็กๆ ที่ห่างไกลผู้คนในเมือง
ส่วนเหตุผลก็คือ เขาชอบบรรยากาศแบบนี้
เป็นเวลากว่าครึ่งปี
น้องชายของฟานเซิ่งหนานได้ 'สัมภาษณ์' ผู้หญิงสิบกว่าคนที่มีอายุต่างกัน อาชีพต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน
ทุกครั้งที่สัมภาษณ์เสร็จ น้องชายของฟานเซิ่งหนานก็จะหาข้ออ้างสารพัดมาประกาศว่าการสัมภาษณ์ครั้งนี้ไม่ผ่าน
ส่วนไอ้ที่เรียกว่าเงินชดเชยน่ะเหรอ
ก็คือค่าแท็กซี่ยี่สิบหยวนไงล่ะ
ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์ส่วนใหญ่มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็รู้ตัวว่าตัวเองถูกหลอก
แต่ก็ไม่มีใครเลือกที่จะแจ้งความ
เพราะถ้าแจ้งความ จุดประสงค์ของพวกเธอก็จะถูกเปิดโปง
นักศึกษากลัวถูกไล่ออก พวกแม่บ้านก็กลัวต้องหย่าร้าง
พนักงานออฟฟิศก็กลัวจะไม่มีที่ยืนในสังคม
ตลอดระยะเวลาครึ่งปีเต็ม น้องชายของฟานเซิ่งหนานใช้ชีวิตราวกับเป็นองค์รัชทายาทตัวจริง
มีนางสนมกำนัลมากมาย สนุกสุดเหวี่ยงไปเลย
ทุกๆ สองสามวัน ก็จะมีผู้เข้ารับการสัมภาษณ์มาหาเขา
จนกระทั่งเขาได้พบกับผู้เข้ารับการสัมภาษณ์คนสุดท้าย
ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์คนนี้เคยทำงานอยู่ที่ก่วนเฉิงมาก่อน
หลังจากเรียนจบ ก็กลับมาหางานทำที่บ้านเกิด
พอรู้ตัวว่าถูกหลอก เธอก็ให้ทางเลือกน้องชายของฟานเซิ่งหนานสองทาง
ทางเลือกแรก จ่ายค่าทำขวัญมาหนึ่งแสนหยวน
ทางเลือกที่สอง ส่งเขาเข้าไปเหยียบจักรเย็บผ้าในคุก
"น้องชายของฉันแม้แต่เงินเปิดห้องยังไม่มี ประสาอะไรกับเงินหนึ่งแสนหยวน นั่นมันเท่ากับเอาชีวิตเขาเลยนะ"
"เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเข้าไปกินข้าวแดงในคุก เขาเลยแย่งมือถือของผู้หญิงคนนั้นมา"
"และด้วยเหตุนี้เอง สุดท้ายเขาจึงถูกจับ"
"เนื่องจากผู้หญิงคนอื่นๆ ไม่มีใครยอมออกเป็นพยาน ประกอบกับเจ้าของมือถือคนนั้นเคยมีประวัติถูกตำรวจกวาดล้างจับกุมมาก่อน"
"ท้ายที่สุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงตัดสินจำคุกน้องชายฉันสามปีในข้อหาชิงทรัพย์"
หลังจากฟังจบ ห้องไลฟ์ก็เงียบสงัดลงทันที
ไม่กี่วินาทีต่อมา คอมเมนต์จำนวนมากก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
"สัมภาษณ์บ้าบออะไรกัน พล็อตเรื่องนี้ฉันให้คะแนนเต็มเลย"
"ต่อหน้าความเป็นจริง ซีรีส์ทุกเรื่องยังต้องยอมศิโรราบ จินตนาการของมนุษย์นี่ไร้ขีดจำกัดจริงๆ"
"นี่มันเป็นการต้มตุ๋นที่โคตรจะฮาร์ดคอร์เลย"
"พูดก็พูดเถอะ ถ้าน้องชายของบอสฟานไม่ได้แย่งมือถือผู้หญิงคนนั้นไป เขาจะยังถูกจับไหม?"
"ผู้หญิงพวกนี้สมองกลับไปแล้วแน่ๆ สมควรโดนหลอกแล้วล่ะ"
"คนที่ไปมีความสัมพันธ์กับเขา ก็น่าจะสมยอมกันหมดไม่ใช่เหรอ?"
"เล่นตุกติกเลี่ยงกฎหมายได้ขนาดนี้ อาชญากรตัวเอ้เห็นยังต้องคุกเข่าขอฝากตัวเป็นศิษย์เลย"
ชาวเน็ตพากันหัวเราะจนเสียงหลง
ผู้หญิงในเมืองกลุ่มใหญ่ ถูกไอ้เด็กเปรตบ้านนอกที่เพิ่งโตเป็นผู้ใหญ่หลอกจนหัวปั่น
เกิดเรื่องขึ้นแล้วก็ยังไม่กล้าแจ้งความอีก
เรียกได้ว่าเป็นเรื่องจริงที่โคตรจะแฟนตาซีที่สุดแห่งปีเลยทีเดียว
อย่าว่าแต่ชาวเน็ตที่รู้สึกว่ามันเหลือเชื่อเลย
ฟานเซิ่งหนานเองก็รู้สึกว่ามันเหลือเชื่อเช่นกัน
แต่ถึงจะเหลือเชื่อแค่ไหน สุดท้ายมันก็คือความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว
"แม้น้องชายฉันจะเข้าไปอยู่ในคุก แต่ชีวิตของฉันก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย"
"พ่อแม่กลัวว่าพอน้องชายออกจากคุกมาแล้วจะหาเมียไม่ได้"
"พวกท่านเลยฉีกใบแจ้งรับเข้าเรียนของฉันทิ้ง แล้วบังคับให้ฉันเข้ามาทำงานในเมือง เพื่อเก็บเงินค่าสินสอดและซื้อบ้านให้น้องชาย"
ฟานเซิ่งหนานหุบรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าลง
แล้วเล่าเรื่องที่ค้างไว้เมื่อครู่ต่อไป
"ฉันอยากจะออกจากบ้านหลังนั้นมาตั้งนานแล้ว จึงเก็บกระเป๋าเข้ามาในเมืองโดยไม่ลังเลเลยสักนิด"
"เพื่อที่จะได้เก็บเงินซื้อบ้านในเมืองให้เร็วที่สุด แล้วรับคุณปู่มาอยู่ด้วยกัน"
"คนที่ไม่มีวุฒิการศึกษาอะไรอย่างฉัน จึงเลือกที่จะเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์"
"หลายปีที่เข้ามาดิ้นรนในเมือง ฉันถูกหลอกลวงและถูกกดขี่มานับไม่ถ้วน"
"แต่เรื่องพวกนี้เมื่อเทียบกับสิ่งที่ฉันเจอมาตั้งแต่เด็ก มันเทียบกันไม่ได้เลย"
ความยากลำบากที่ต้องเผชิญมาหลายปี ฟานเซิ่งหนานเลือกที่จะเล่าข้ามๆ ไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
"หมอเฉิน เรื่องราวครึ่งชีวิตแรกของฉันก็เล่าจบหมดแล้วค่ะ"
"อีกครึ่งชั่วโมง ฉันมีประชุม"
"คุณช่วยบอกฉันทีได้ไหม ว่าร่างกายของฉันมีปัญหาอะไรกันแน่?"
เมื่อพูดจบ ฟานเซิ่งหนานก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
เมื่อเห็นคอมเมนต์แสดงความชื่นชมและเห็นใจจากชาวเน็ต มุมปากของฟานเซิ่งหนานก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา
ความทุกข์ยากสามารถบดขยี้คนคนหนึ่งได้ และก็สามารถสร้างคนคนหนึ่งขึ้นมาได้เช่นกัน
แม้ฟานเซิ่งหนานจะยังไม่หลุดพ้นจากความเจ็บปวดที่ครอบครัวมอบให้
แต่อย่างน้อย เธอก็มีธุรกิจเป็นของตัวเองแล้ว
และจะไม่ยอมให้ใครมาบงการชีวิตอีกต่อไป
เฉินหยูพูดด้วยน้ำเสียงซับซ้อนว่า "คุณไม่ได้ป่วยเป็นโรคทางจิตใจ และอาการไม่สบายตัวก็ไม่ได้เกิดจากความเครียดในการทำงานที่มากเกินไปด้วย"
"ตั้งแต่เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ขาทั้งสองข้างของคุณก็เริ่มบวมแล้วใช่ไหมครับ?"
ฟานเซิ่งหนานก้มลงมองขาทั้งสองข้างของตัวเองโดยสัญชาตญาณ
"ฉันทำธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ถึงจะได้เป็นเจ้าของบริษัทแล้ว แต่ฉันก็ยังต้องพาลูกค้าไปดูบ้านและเดินขึ้นลงบันไดทุกวัน"
"นายหน้าขายบ้านต้องเดินขึ้นลงบันไดทุกวัน ขาบวมมันไม่ใช่เรื่องปกติเหรอคะ?"
ฟานเซิ่งหนานพูดว่า "นี่ไม่ใช่โรคปกติจากการทำงานเหรอคะ?"
"คุณทำงานเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์มาเกือบสิบปี การเดินขึ้นลงบันไดสำหรับคุณมันเป็นเรื่องปกติไปนานแล้ว"
"แล้วทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่มีอาการขาบวมล่ะครับ?"
"แถมอาการนี้ยังเป็นต่อเนื่องมาเป็นเดือน โดยที่ยังไม่ยุบลงเลย คุณคิดว่ามันปกติเหรอครับ?"
เฉินหยูส่ายหน้า น้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจัง
เมื่อรู้สึกว่าสถานการณ์อาจจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ฟานเซิ่งหนานจึงกัดริมฝีปากแน่น แล้วพูดว่า "หรือว่าอาการขาบวม จะหมายความว่าฉันป่วยเป็นโรคทางกายอะไรสักอย่าง ไม่ใช่โรคซึมเศร้าอย่างที่ฉันคิดคะ?"
"อาการขาบวม สำหรับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์คนอื่นๆ อาจจะเป็นโรคจากการทำงาน"
"แต่สำหรับคุณ มันไม่ใช่โรคจากการทำงาน แต่มันคือสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงครับ"
เฉินหยูพูดว่า "คุณดื่มเครื่องดื่มชนิดหนึ่งติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ส่วนผสมบางอย่างในนั้น ทำให้คุณป่วยเป็นโรคไตวายครับ"
"ที่คุณรู้สึกวิงเวียนศีรษะ เบื่ออาหาร อ่อนเพลียไม่มีแรง แล้วก็เหมาเอาเองว่าเป็นโรคซึมเศร้า"
"หารู้ไม่ว่า อาการเหล่านี้ไม่ใช่อาการของโรคซึมเศร้า แต่เป็นอาการของโรคไตวายต่างหาก"
"ขาบวม อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร แสดงว่าโรคไตวายกำลังแย่ลงเรื่อยๆ"
"อีกไม่นาน คุณก็จะมีอาการบวมไปทั้งตัว"
ฟานเซิ่งหนานรู้สึกราวกับเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่
"เครื่องดื่มอะไรที่ทำให้ฉันเป็นโรคไตวายได้คะ?"
"เหล้าข้าวหมักพื้นบ้าน ที่คุณปู่ของคุณส่งมาให้เป็นประจำไงครับ"
เฉินหยูพูด







