สำหรับสถานการณ์ที่ถูกคนอื่นโอบไหล่เดินเช่นนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกไม่คุ้นเคยจริงๆ
ไม่คุ้นเคยอย่างมาก
ทว่า หวงเป่ยเสวียนก็ปล่อยมือออกในเวลาไม่นาน
จ้าวฟู่อวิ๋นกับหวงเป่ยเสวียนเดินไปตามท้องถนน สัมผัสถึงกลิ่นอายชีวิตของผู้คน ความเหน็บหนาวและเงียบเหงาเมื่อคืนวาน พลันถูกกลิ่นอายชีวิตเหล่านี้พัดพาให้มลายหายไปในยามเช้าหลังหิมะหยุดตก
เดิมทีหัวใจของจ้าวฟู่อวิ๋นที่เจือด้วยความเหน็บหนาวในยามราตรี ก็กลับมานุ่มนวลและอบอุ่นขึ้นมากในพริบตานี้
ไม่นานนัก ทั้งสองก็เดินทะลุถนนสายหนึ่ง และเห็นร้านซาลาเปาตรงสี่แยก ร้านซาลาเปาแห่งนี้ใหญ่โตมาก มีถึงสามชั้น พวกเขาเลือกที่นั่งแล้วเป็นหวงเป่ยเสวียนที่สั่งซาลาเปามาหลายเข่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวฟู่อวิ๋นได้กินซาลาเปาในโลกนี้ หรือจะพูดให้ถูกคือ ก่อนหน้านี้เขาแทบไม่ได้กินอาหารบนโลกนี้อย่างจริงจังเลย หากไม่กินได้ก็จะไม่กิน หากจะกินสักหน่อยก็เป็นสิ่งที่เขาทำเอง รสชาติจึงไม่ค่อยดีนัก
เมื่อซาลาเปาถูกยกมาเสิร์ฟ ทันทีที่เขากินไส้ข้างในเข้าไป ก็สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดา
“ไส้นี้คืออะไรหรือ” จ้าวฟู่อวิ๋นอดไม่ได้ที่จะถาม
“ของท่านคือซาลาเปาสามสหาย ฟังดูชื่ออาจจะธรรมดา แต่ไส้ข้างในทำมาจากตานเซิน เนื้อวาฬ และหญ้าสงบจิตรวมกัน กินแล้วช่วยบำรุงลมปราณและสงบจิตใจ รสชาติก็ถือว่าดีเยี่ยม” หวงเป่ยเสวียนแนะนำ
จ้าวฟู่อวิ๋นมองไปรอบๆ ก็พบว่าคนที่มากินซาลาเปาส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ที่มีอายุระดับหนึ่ง ส่วนมากมักมีจิตวิญญาณอ่อนล้าและปราณเสื่อมถอย หรือจะกล่าวว่าจิตวิญญาณและปราณกำลังอยู่ในช่วงขาลงแล้ว
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงประโยคหนึ่ง 'ไม่ว่าตอนหนุ่มสาวเจ้าจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่เมื่อถึงวัยหนึ่ง อารมณ์ย่อมจะอ่อนลงตามธรรมชาติ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ย่อมต้องการการบำรุงตามธรรมชาติเช่นกัน'
จ้าวฟู่อวิ๋นนั้นไม่ต้องการการบำรุง แต่รสชาตินี้ดีจริงๆ
หลังจากนั้นก็มีน้ำแกงยกมา น้ำแกงก็อร่อยมาก เป็นน้ำแกงที่เคี่ยวจากเห็ดขนขาวและหมูป่าอายุมากกว่าสามปี
หวงเป่ยเสวียนกล่าวว่าเห็ดขนขาวมีพิษร้ายแรง ทว่าเมื่อถอนพิษออกไปแล้วรสชาติกลับดีเยี่ยม
“วัตถุดิบหลักของน้ำแกงนี้ก็คือเห็ดขนขาว วิธีการถอนพิษมีเพียงร้านนี้เท่านั้นที่ทำได้” หวงเป่ยเสวียนกล่าว
แต่จ้าวฟู่อวิ๋นไม่เชื่อว่าจะมีเพียงร้านเดียวที่สามารถถอนพิษได้ จึงตั้งข้อสงสัยในทันที หวงเป่ยเสวียนมองซ้ายมองขวา แล้วลดเสียงลงต่ำพลางกล่าวว่า “แต่คนที่จะทำน้ำแกงเช่นนี้ได้ มีเพียงร้านนี้ร้านเดียว”
“อ้อ ธุรกิจผูกขาด” จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
หวงเป่ยเสวียนใช้ตะเกียบชี้ไปด้านบน แล้วกล่าวว่า “สายสัมพันธ์จากที่นั่น”
จ้าวฟู่อวิ๋นเหลือบตามองขึ้นไปด้านบนแวบหนึ่ง
เบื้องบน เบื้องบนคือใคร? อาจจะหมายถึงราชวงศ์ต้าโจว อาจจะหมายถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่อยู่เหนือผู้คน หรืออาจจะหมายถึงผู้มีอำนาจที่แท้จริงในเมืองแห่งนี้
ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้ เขาไม่ได้สืบสาวราวเรื่องต่อ คนอื่นจะมีสายสัมพันธ์อะไรก็ช่าง ในเมื่อขายซาลาเปาสูตรเฉพาะของเขา ตัวเองมีให้กินก็พอแล้ว
หลังจากนั้นตอนจ่ายเงินหวงเป่ยเสวียนก็เป็นคนเลี้ยง เขาบอกว่าเมื่อก่อนเขามักจะมากินคนเดียว ตอนนี้มีเพื่อนมาด้วย กินแล้วก็มีความสุขมาก
ตอนที่จ้าวฟู่อวิ๋นกลับไป เขาได้ซื้อมีดแกะสลักหนึ่งเล่มที่ร้านพู่กันยันต์พันขนที่อยู่ถัดจากร้านของเขาไปอีกหนึ่งคูหา
คนที่เฝ้าร้านคือนักพรตหญิงวัยกลางคน เป็นคนเดียวกับที่เขาซื้อพู่กันยันต์ขนกระต่ายเมื่อวันก่อน แม้ใบหน้าของนางจะยังคงขาวผ่อง แต่จ้าวฟู่อวิ๋นก็มองเห็นรอยย่นลึกที่หว่างคิ้วของนาง แววตาลึกๆ ดูเหมือนจะมีความทุกข์ใจอยู่บ้าง
นี่เป็นเพียงความรู้สึกของจ้าวฟู่อวิ๋นเท่านั้น เขาถือมีดแกะสลักกลับไป เตรียมตัวจะแกะสลักยันต์วิญญาณสักสองสามชิ้น
ยันต์วิญญาณมีอีกชื่อหนึ่งว่ายันต์ศิลาวิญญาณ ทำมาจากศิลาวิญญาณ
ในมือจ้าวฟู่อวิ๋นยังมีศิลาวิญญาณอยู่อีกไม่น้อย
เขาไขกุญแจประตู เสียงดังเอี๊ยด ประตูถูกผลักออก มีลมพัดตามเข้ามาด้วย
เมื่อมองเข้าไปก็เห็นไปถึงด้านหลัง เขารู้สึกว่าตรงนั้นจำเป็นต้องซื้อม่านมาติดสักผืน ไว้ค่อยซื้อตอนออกไปคราวหน้าก็แล้วกัน ในเมื่อกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่
เขามองดูตู้โชว์สินค้าที่ค่อนข้างว่างเปล่า สินค้ามีน้อยไปหน่อย แต่ยันต์ประเภทนี้มักเก็บไว้ได้ไม่นาน ขึ้นอยู่กับหมึกและตบะของคนวาด ตลอดจนกระดาษยันต์
กระดาษยันต์ดี หมึกดี ตบะล้ำลึก ย่อมเก็บไว้ได้นาน บางแผ่นถึงขั้นเก็บไว้ได้หลายปีโดยที่เจตจำนงแห่งธรรมไม่แตกซ่าน
จ้าวฟู่อวิ๋นตัดสินใจว่าจะรอดูจนกว่ายันต์พวกนี้จะขายหมดก่อนค่อยว่ากัน
แม่กุญแจเมื่อครู่เป็นเพียงการล็อคไว้หลวมๆ เท่านั้น หากมีใครบุกเข้ามา ก็สามารถบิดแม่กุญแจเปิดเข้ามาหยิบยันต์ไปได้อย่างง่ายดายโดยที่เขาไม่รู้ตัว
เขานำหนังสือที่อ่านมาทั้งคืนเมื่อวานไปวางไว้บนชั้นที่สองของตู้โชว์ด้านข้าง จากนั้นก็หยิบศิลาวิญญาณก้อนหนึ่งออกมาจากถุงสมบัติ
ในใจกำลังครุ่นคิด
การวาดอักขระเขียนยันต์ ตัวอักขระเป็นตัวแทนของรูปลักษณ์บางอย่างในฟ้าดิน ซึ่งถูกอธิบายออกมาด้วยตัวอักษรลึกลับ ส่วนคำว่ายันต์นั้นหมายถึงนามเทพที่สอดคล้องกัน เมื่อนำทั้งสองอย่างมารวมกัน จึงกลายเป็นยันต์
จ้าวฟู่อวิ๋นเรียนรู้อักขระเมฆามาแล้ว
เมฆเปลี่ยนแปลงได้นับพัน หมื่นรูปแบบอันแปลกประหลาด ถูกนำมาใช้อธิบายรูปลักษณ์ในฟ้าดิน
แน่นอนว่า ผู้ที่วาดอักขระทุกคน ล้วนต้องไปศึกษานามเทพศักดิ์สิทธิ์บนสรวงสวรรค์ เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการวาดอักขระยันต์
เนื่องจากประเภทของอักขระที่ใช้บรรยายรูปลักษณ์กฎเกณฑ์ของฟ้าดินนั้นมีไม่น้อย อักขระเมฆาเป็นเพียงหนึ่งในนั้น ดังนั้นยันต์ของแต่ละสำนักแต่ละค่ายจึงมีความแตกต่างกันมาก อักขระที่แตกต่างกันเมื่อจับคู่กับนามเทพที่แตกต่างกัน ย่อมให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้ ยันต์จึงนับเป็นความสามารถที่ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนล้วนทำได้
แต่มันก็เรียนรู้ง่ายทว่าเชี่ยวชาญยาก หรืออาจกล่าวได้ว่าแม้จะเข้าถึงแก่นแท้แล้ว การจะกลายเป็นปรมาจารย์ก็ยังยากแสนยาก
จ้าวฟู่อวิ๋นได้เรียน 'บันทึกอักษรเมฆาเก้าชั้นฟ้า' จากอารามบน และยังบรรลุ 'อักขระวิญญาณไท่ซวี' ที่ยอดเขาหลักของภูเขาเทียนตู เพียงแต่สิ่งที่เขาสามารถจำได้มีเพียงสิบกว่าตัวเท่านั้น
แม้ว่าอักขระวิญญาณไท่ซวีสิบกว่าตัวนี้จะซ้ำซ้อนกับอักขระเมฆาใน 'บันทึกอักษรเมฆาเก้าชั้นฟ้า' แต่อักขระวิญญาณไท่ซวีเป็นรูปแบบที่แตกต่างกัน เป็นอักขระวิญญาณที่เข้าใกล้เต๋ามากกว่า
ตามความเข้าใจของเขา อักขระวิญญาณแต่ละตัวล้วนเป็นหนึ่งวิชา ไม่จำเป็นต้องนำมารวมกับนามเทพเพื่อสร้างเป็นยันต์อีกต่อไป ทุกสิ่งดูเหมือนจะเชื่อมต่อกับขอบฟ้า บรรลุถึงจุดสูงสุด โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใดมากั้นกลางอีกแล้ว
ทว่าจนถึงตอนนี้จ้าวฟู่อวิ๋นก็ยังไม่สามารถวาดอักขระวิญญาณไท่ซวีตัวใดลงบนกระดาษได้เลย
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าจิตวิญญาณของเขาไม่สามารถแบกรับมันได้ ดังนั้นตอนนี้เขาจึงยังคงวาดอักขระเมฆาบนยันต์ ทว่าในช่วงเวลาสองปีเศษมานี้ เขาได้ซึมซับอักขระวิญญาณไท่ซวีทั้งสิบกว่าตัวนั้นไว้ในใจอย่างต่อเนื่อง และนำมาเปรียบเทียบกับอักขระเมฆา ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมอักขระเมฆาอย่างมาก
หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน อักขระวิญญาณไท่ซวีเป็นการยกระดับทัศนะและเจตจำนงแห่งธรรมจากมุมมองที่สูงกว่า ส่วนอักขระเมฆาก็คือการเสริมสร้างพื้นฐานให้แน่นหนา
ลมระลอกหนึ่งพัดเข้ามาในบ้าน หมุนวนอยู่ภายใน ทำให้ไฟบนเตาด้านข้างลุกโชนโอนเอนไปมา เขาก็เข้าใจทันทีว่าตัวเองควรสร้างยันต์วิญญาณอะไรเป็นอันดับแรก
เขาตัดสินใจที่จะแกะสลักยันต์หยุดลม สยบลม และสลายลม
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรทั้งหมด สิ่งที่ทุกคนเรียนรู้ก็คือยันต์สยบลมนี่แหละ หากจะพูดให้ชัดเจนขึ้น สิ่งที่เรียนรู้เป็นหลักคือตัวอักขระ 'สยบ'
อีกทั้ง มันยังจัดเป็น 'ตัวอักขระ' ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุดในโลกการบำเพ็ญเพียร ตั้งแต่สำนักใหญ่อย่างสำนักเร้นลับ ไปจนถึงผู้บำเพ็ญเพียรอิสระล้วนต้องเรียนรู้
การใช้ตัวอักษรธรรมดาที่สุดเพื่อรวบรวมเจตจำนงแห่งธรรมอันล้ำลึกที่สุดของตน ก็ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่งเช่นกัน
ทว่า เขาได้แกะสลักลวดลาย 'ภูเขา' ลงไปก่อน นี่คืออักขระเมฆา ภูเขาเป็นตัวแทนของการสะกดข่ม เป็นตัวแทนของความสงบนิ่ง เป็นตัวแทนของความเงียบ ภูเขาสามารถต้านลม สามารถขวางน้ำได้
จากนั้นเขาก็แกะสลักนามเทพของเทพแห่งภูเขา
แต่ทว่า นามเทพที่เขาแกะสลักนั้นกลับเป็นชื่อของเทพแห่งภูเขาสายหนึ่งในภูเขาหิมะใหญ่ เขาเคยเห็นผู้คนบูชาอย่างศรัทธา และเขาก็รู้สึกได้ลึกๆ ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของภูเขาลูกนั้น
ตอนที่เขาแกะสลักนามเทพ เขาได้หวนนึกถึงความรู้สึกนั้นในใจ
ในชั่วพริบตาที่แกะสลักนามเทพเสร็จ ศิลาวิญญาณก้อนนั้นก็เกิดเจตจำนงแห่งธรรมขึ้นมา เมื่อจ้าวฟู่อวิ๋นประคองมันไว้ในฝ่ามือ ศิลาวิญญาณก็มีความหนักอึ้งเพิ่มขึ้นสายหนึ่ง
ต่อจากนั้น เขาก็หยิบศิลาวิญญาณออกมาอีกหลายก้อน คราวนี้ตัวอักษรที่แกะสลักบนศิลาวิญญาณเป็นตัวอักษรที่ใช้กันทั่วไป
ตามลำดับคือ สยบ, หยุด, สะกด, สงบ, สลาย แม้ความหมายของคำว่า 'สลาย' จะไม่ค่อยเข้ากับเจตจำนงแห่งธรรมของภูเขานัก แต่เมื่อถูกภูเขาขวางไว้ ลมก็ย่อมสลายกระจายออกไป ก็พอกล้อมแกล้มไปได้
ศิลาวิญญาณเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหน้าสลักตัวอักษรเหล่านี้ไว้ เมื่อนำศิลาวิญญาณที่สลักยันต์อักขระเมฆาภูเขาวางไว้ตรงกลาง แสงศักดิ์สิทธิ์ของยันต์ที่แผ่ออกมาจากยันต์ศิลาวิญญาณตรงกลางอย่างเลือนลางนั้น กลับไม่ได้สอดประสานกับศิลาวิญญาณก้อนอื่นๆ เลย
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เขียนนามเทพของเทพแห่งภูเขาองค์นั้นลงบนด้านหลังของศิลาวิญญาณก้อนอื่นๆ อีกครั้ง
เมื่อนำมาวางรวมกันอีกครั้ง ศิลาวิญญาณเหล่านั้นก็เกิดการเชื่อมโยงสอดประสานกันในทันที
ตัวอักษรอื่นๆ เหล่านั้นดูเหมือนกำลังขยายความหมายของยันต์ตรงกลาง ทำให้มันแสดงเจตจำนงแห่งธรรมในมุมที่แตกต่างกันออกมา
จ้าวฟู่อวิ๋นถือมันไว้ในมือด้วยความดีใจ มีหลายสิ่งที่ต้องลงมือทำด้วยตัวเองเท่านั้น ถึงจะเข้าใจว่าแท้จริงแล้วมันคือผลลัพธ์ของการเก็บเกี่ยว
เขารีบปิดประตูร้านทันที ที่สุดถนนสายนี้ มีร้านขายของประดับและเครื่องรางยันต์อยู่ร้านหนึ่ง
เขาอยากหาของสักชิ้นที่สามารถนำศิลาวิญญาณทั้งหกก้อนของตนมาตั้งหรือแขวนได้
ร้านนี้ก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่กลับมีของวางขายอยู่เยอะมาก คนเฝ้าร้านเป็นสตรีผู้หนึ่ง และยังมีเด็กสาวอีกคน ดูเหมือนจะเป็นแม่ลูกกัน
ไม่ได้มีเพียงจ้าวฟู่อวิ๋นคนเดียวที่กำลังเลือกของที่นี่ เนื่องจากมีของวางอยู่เยอะมาก ผู้คนจึงต้องเดินหน้าเดินหลัง เบียดเสียดกันเล็กน้อย
“ลูกค้า ท่านต้องการอะไรเจ้าคะ” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นถาม
“ที่นี่มีของที่สามารถใช้แขวนศิลาวิญญาณได้หรือไม่ขอรับ” จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
“แขวนศิลาวิญญาณหรือเจ้าคะ” เด็กสาวถามอย่างงุนงงเล็กน้อย “ต้องการถุงหอมหรือเจ้าคะ”
“ไม่ใช่ขอรับ” จ้าวฟู่อวิ๋นหยิบศิลาวิญญาณของตัวเองออกมา แล้วกล่าวว่า “ข้ามีศิลาวิญญาณหกก้อนที่อยากจะแขวนไว้ ให้แขวนไว้ที่นั่นเหมือนกระดิ่งลม”
เด็กสาวคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หันไปถามสตรีผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ นาง สตรีผู้นั้นก็ได้ยินคำอธิบายของจ้าวฟู่อวิ๋นแล้ว นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “พวกเราทำให้ท่านได้เจ้าค่ะ”
“เอ่อ ทำชิ้นหนึ่งต้องใช้เวลานานเท่าใดขอรับ” จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
“สองวันเจ้าค่ะ ลูกค้าอาศัยอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ” สตรีผู้ใหญ่ถาม
“ข้าก็อยู่บนถนนสายนี้ ร้านยันต์เมฆาแห่งนั้นข้าเป็นคนเปิดเอง ท่านทำเสร็จแล้วก็ส่งไปให้ข้าที่นั่นได้เลย”
“ได้เจ้าค่ะ ลูกค้า ที่แขวนชิ้นนี้ น่าจะใช้ศิลาวิญญาณหนึ่งก้อน ท่านเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ”
“ได้ขอรับ” จ้าวฟู่อวิ๋นตอบกลับโดยไม่ลังเล
เขากลับมาที่ร้านของตัวเอง ประจวบเหมาะกับที่หวงตงไหลร้านข้างๆ กำลังยืนอยู่หน้าประตูร้าน ถือกาน้ำชาดื่มชาอยู่พอดี
“นักพรตฟู่อวิ๋น ท่านไปไหนมาหรือ” หวงตงไหลถาม
“ไปสั่งทำของมาบางอย่างขอรับ” จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
“ร้านตรงหัวถนนหรือ” หวงตงไหลกล่าว
“ขอรับ”
“ฝีมือของร้านนั้นไม่เลวทีเดียว แต่ทว่า นักพรตฟู่อวิ๋น ท่านยังไม่มีรายได้เข้าเลย ก็ใช้จ่ายไปไม่น้อยแล้วกระมัง”
หวงตงไหลเดินตามหลังจ้าวฟู่อวิ๋น และเดินเข้าไปในร้านพร้อมกับเขา
“ใช้ไปบ้างแล้วขอรับ” จ้าวฟู่อวิ๋นตอบ
“ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้นะ ทำการค้า อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด นี่ท่านยังไม่มีรายได้เข้ามาเลย ยังไม่รู้ว่าจะเปิดร้านได้อีกนานเท่าใด จะซื้อของมากเกินไปไม่ได้”
หวงตงไหลเดินมองไปรอบๆ ในร้าน ดูเหมือนอยากจะดูว่าในร้านแห่งนี้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมบ้าง
จ้าวฟู่อวิ๋นเกาหัวเล็กน้อย เมื่อวานคนที่บอกว่าร้านของเขาเรียบง่ายเกินไปก็คือชายผู้นี้ ตอนนี้คนที่บอกให้เขาประหยัดก็คือชายผู้นี้อีก
“ก็ไม่ได้ซื้อหาอะไรขอรับ แค่สั่งทำกระดิ่งลมอันเดียวเท่านั้น” จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
“ของที่สวยแต่รูปจูบไม่หอมเช่นนี้ ท่านจะทำไปไย สู้ท่านวาดอักขระยันต์ให้มากหน่อย แล้วจัดโปรโมชั่นเปิดร้าน สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักก่อน ไม่ต้องหวังกำไรศิลาวิญญาณ ให้ทุกคนได้ลองใช้กันก่อน อย่างน้อยก็ต้องให้ทุกคนได้เห็นถึงความดีงามของยันต์บ้านท่าน” หวงตงไหลชี้แนะอีกครั้ง
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกว่าสิ่งที่เขากล่าวมาก็มีเหตุผล จึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นคงต้องวาดยันต์เยอะมากเลยสินะขอรับ”
“พวกเราที่นี่มี 'คุกปรโลก' อยู่แห่งหนึ่ง ภายในคุกปรโลกมีปีศาจอยู่มากมาย ดังนั้นยันต์อัคคีและยันต์เพลิงเทวะจึงเป็นที่นิยมมาโดยตลอด เป็นยันต์อันดับแรกที่ทุกคนเลือกใช้ในการสำรวจคุก ท่านสามารถวาดสองอย่างนี้ให้มากหน่อย ขายให้ถูกลงสักนิด ถึงตอนนั้นย่อมต้องมีคนรู้จักร้านของท่านมากมายแน่” หวงตงไหลกล่าว
“แล้วต้องใช้ยันต์จำนวนเท่าใด จึงจะสามารถจัดโปรโมชั่นเปิดร้านแบบนี้ได้หรือขอรับ” จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
“อย่างน้อยก็ต้องสักพันแผ่น ท่านไม่ต้องกลัว ข้าจะลดราคากระดาษยันต์ให้ท่านสองส่วน ถึงตอนนั้นข้าจะไปคุยกับร้านหมึกเฒ่าข้างๆ ให้ด้วย ให้นางลดราคาหมึกยันต์ให้ท่านอีกสองส่วน พวกเราล้วนเป็นเพื่อนบ้านกัน ย่อมต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” หวงตงไหลกล่าวอย่างจริงใจ
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูหวงตงไหลที่รูปร่างท้วมและมีผิวขาวสะอาดสะอ้านตรงหน้า เขารู้สึกว่าหวงตงไหลเป็นคนที่ทำการค้าเป็น
ไม่รู้ว่าใครเคยกล่าวไว้ หากลูกค้าไม่มีความต้องการ ก็ต้องหาวิธีสร้างความต้องการให้ลูกค้า
“เถ้าแก่หวง ข้าคิดว่าข้าขอลองขายพวกนี้ดูก่อนดีกว่า หากไม่ได้ผลจริงๆ ถึงตอนนั้นข้าค่อยใช้วิธีของเถ้าแก่หวงนะขอรับ” จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
“คนหนุ่มอยากจะสร้างเนื้อสร้างตัว ต้องใจกล้าหน่อยสิ” หวงตงไหลกล่าว “แต่ในเมื่อท่านคิดเช่นนี้ ก็เป็นเรื่องปกติ ท่านนั่งพักผ่อนไปก่อน ข้าจะกลับไปกินข้าวก่อนล่ะ”
หวงตงไหลจากไปแล้ว จ้าวฟู่อวิ๋นก็นั่งลงอีกครั้ง เมื่อนึกถึงภาพตัวเองต้องก้มหน้าก้มตาวาดยันต์พันแผ่นโดยไม่หยุดพักทั้งวันทั้งคืน ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า เหนื่อยเกินไป การขายยันต์ระดับล่างเพื่อเอาปริมาณไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ
สภาพอากาศเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงค่ำอย่างรวดเร็ว จ้าวฟู่อวิ๋นนั่งอยู่ที่นี่ ก็มีคนมาอุดหนุนคนหนึ่ง ถามว่ายันต์อัคคีและยันต์เพลิงเทวะของเขาขายอย่างไร
ของสองอย่างนี้จ้าวฟู่อวิ๋นตั้งราคาเท่ากับที่อื่น ทว่าตอนที่จ้าวฟู่อวิ๋นเตรียมจะหยิบให้เขา อีกฝ่ายกลับถามขึ้นมาประโยคหนึ่งว่ายันต์นี้ใครเป็นคนวาด จ้าวฟู่อวิ๋นตอบว่าเป็นคนวาดเอง ดังนั้นเขาจึงเดินจากไป
จ้าวฟู่อวิ๋นก็ไม่ร้อนใจ เขานั่งอ่านหนังสือ บำเพ็ญเพียรอยู่ที่นั่น และยังไปซื้อกระดาษยันต์ที่ร้านขายกระดาษยันต์ข้างๆ มาอีกหนึ่งโหล ยามที่บังเอิญมีแรงบันดาลใจก็จะหยิบพู่กันขึ้นมาวาดสักแผ่น หวงตงไหลคิดว่าเขาคิดตกแล้ว ยังดีใจและกล่าวชื่นชมอีกหลายประโยค
เมืองลั่วตูเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเทพแห่งหนึ่ง ที่นี่มีคุกเทพอยู่แห่งหนึ่ง เล่ากันว่าเป็นสถานที่ที่เทพเจ้าองค์นั้นเบิกทางขึ้นมาเพื่อเนรเทศนักโทษ
คุกเทพไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่เป็นโลกใบเล็กที่เทพเจ้าเบิกทางขึ้นมา หลังจากอาณาจักรเทพแห่งนั้นล่มสลาย คุกเทพแห่งนั้นก็ถูกตั้งชื่อว่าคุกปรโลก
ถูกควบคุมโดยขุมกำลังใหญ่หลายกลุ่มที่ตีกรุงลั่วตูแตกในตอนนั้น ทว่าหลังจากคุกปรโลกแห่งนี้ผ่านการสำรวจและพัฒนามาหลายปี ผู้ที่ควบคุมก็พบว่าคุกปรโลกแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก ภายในมีปีศาจก่อตัวขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย
พวกเขากลัวว่าของที่อยู่ข้างในจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนพุ่งออกมาในท้ายที่สุด จึงเปิดให้คนภายนอกเข้ามาได้ครึ่งหนึ่ง เพียงแค่จ่ายศิลาวิญญาณ ก็สามารถเข้าไปข้างในได้ และแน่นอนว่าผลผลิตที่ได้จากข้างใน จะถูกหักส่วนหนึ่งเป็นภาษี
จิงชิงและสหายก็เข้ามาในสถานที่แห่งนี้ และตอนนี้ พวกนางก็พบเจอกับความยุ่งยาก ถูกปีศาจที่ไม่รู้จักตามติดเสียแล้ว











