ที่คุณหนูฟ่านพูดถึงก็คือหวงอิ่ง
หลังจากเธอวิ่งไปยืมเงินที่สถานที่ตากอากาศบนภูเขา พอกลับมาถึงเมืองหลวงก็ทันช่วงเปิดรับสมัครพอดี จึงจ่ายค่าเทอมล่วงหน้าไปเลยหนึ่งปีเต็ม
ผลการเรียนตอนหวงอิ่งอยู่โรงเรียนจัดว่าอยู่ในระดับปานกลางของห้อง ไม่ใช่ว่าเธอไม่ฉลาด แต่เป็นเพราะเรื่องราวทางบ้านมีมากเกินไปจนทำให้เสียสมาธิ ถึงอย่างนั้น ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเธอก็ยังฮึดสู้จนคะแนนถึงเกณฑ์รับสมัครของมหาวิทยาลัยที่ค่อนข้างดีแห่งหนึ่ง แม้ว่าจะไม่มีเงินเรียน แต่ในใจก็ยังแอบภูมิใจอยู่บ้าง
ตอนเพิ่งเข้าเรียน ด้วยความที่ห่างหายจากการเรียนไปนาน แถมยังต้องเรียนความรู้ใหม่ๆ ทำให้เธอตามบทเรียนไม่ค่อยทัน แต่พื้นฐานของเธอแน่นและเป็นคนขยัน หลังจากผ่านไปครึ่งเทอม เธอก็สามารถรั้งตำแหน่งท็อปๆ ของห้องได้อย่างมั่นคง
หลังจากถ่ายละครเสร็จ ฉู่ชิงก็ตกอยู่ในสภาพว่างจนเบื่อสุดขีด ตรงข้ามกับหวงอิ่งที่ยุ่งจนแทบไม่ได้พัก กลางวันทำงาน กลางคืนไปเรียนหนังสือ ทั้งสองคนจึงไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่แล้ว
หวงอิ่งมาอยู่เมืองหลวงได้หลายปีแล้ว ช่วงตรุษจีนบางทีก็กลับบ้าน บางทีก็ไม่ได้กลับ ปีที่แล้วเธอไม่ได้กลับบ้านเกิดและฉลองปีใหม่กับฉู่ชิง แต่ปีนี้ไม่ได้แล้ว สุขภาพแม่ของเธอแย่ลงมากจริงๆ เธอต้องกลับไปดูแล
พอได้ยินว่าเธอก็จะกลับบ้านเกิด ฉู่ชิงก็รู้สึกหดหู่เล็กน้อย
ความคิดของเขายังคงหัวโบราณมาก ติดมาจากพ่อของเขา ในชาติก่อน พอถึงช่วงปีใหม่ พ่อของเขาก็จะหมกตัวอยู่ในห้องครัวคนเดียว อยู่ในนั้นทั้งวันโดยไม่ยอมให้ใครช่วย พอตกเย็น ก็จะทำอาหารมื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่าชุดใหญ่ออกมาเต็มโต๊ะ แล้วก็นั่งมองคนทั้งครอบครัวกินดื่มหัวเราะกันอย่างมีความสุข ส่วนตัวเองก็นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ข้างๆ
หลังจากพ่อเสียชีวิต หน้าที่นี้ก็ตกเป็นของฉู่ชิง
ดังนั้นการฉลองปีใหม่คนเดียว ปากเขาอาจจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ลึกๆ ในใจเขาสนใจมันมากทีเดียว
พริบตาเดียวก็ถึงวันส่งท้ายปีเก่า
ฉู่ชิงปฏิเสธคำเชิญของตาเฒ่าเฉิงอย่างนุ่มนวล แล้วหมกตัวอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ สวมบทบาทพระเอกผู้แสนเศร้า
ตอนนี้เขาพักอยู่ในเรือนซื่อเหอย่วนขนาดเล็ก เป็นบ้านเก่าๆ ซึ่งค่าเช่าถูกกว่าเช่าตึกมาก
ข้างนอกมีเสียงจุดประทัดดังเปรี้ยงปร้างสลับกับเสียงเด็กร้องไห้โวยวาย ช่วงปีใหม่ในยุคนี้คึกคักกว่าในยุคหลังมาก ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ล้อมวงห่อเกี๊ยว พูดคุยเรื่องสัพเพเหระ ปล่อยให้เด็กๆ วิ่งเล่นไปมา แล้วก็รอรอดูงานกาล่าฉลองตรุษจีนด้วยกัน
ได้ยินมาว่าในยุคหลังเมืองหลวงจะไม่อนุญาตให้จุดประทัดแล้ว คิดๆ ดูก็สมควรอยู่ ทุกวันนี้ก็มีหมอกควันปกคลุมราวกับแดนเซียนอยู่แล้ว ถ้าจุดประทัดอีกคงได้ลอยขึ้นสวรรค์ของจริงแน่
ฉู่ชิงส่ายหน้า เปิดฝาหม้อ ตักเกี๊ยวแช่แข็งขึ้นมาหนึ่งชาม และตักน้ำซุปเกี๊ยวมาอีกหนึ่งชาม
เขาขี้เกียจแม้กระทั่งจะเทจิ๊กโฉ่ว สูดเส้นกินรวดเดียวจนหมด ตบพุงตัวเองเบาๆ รู้สึกแปลกพิลึก จะบอกว่าอิ่มก็ไม่อิ่ม จะบอกว่าหิวก็ไม่หิว
จากนั้นก็ยกชามน้ำซุปเกี๊ยวขึ้นมาซดไปครึ่งชาม ถอนหายใจเฮือกใหญ่
ช่างอ้างว้าง โดดเดี่ยว และเหน็บหนาวเหลือเกิน...
เขาเหลือบมองทีวี มีแต่เสียงโฆษณาดังเจื้อยแจ้ว เพิ่งจะทุ่มเดียว ถ้าอยากดูงานกาล่าฉลองตรุษจีนยังต้องรออีกตั้งหนึ่งชั่วโมง
ปีนี้มีรายการอะไรบ้างนะ?
ฉู่ชิงพยายามเค้นสมองคิด แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า หนึ่งจังหวะ สองจังหวะ สามจังหวะ ลุงสี่...
อาจารย์ฟ่าน คุณนี่มีประสบการณ์ชีวิตชะมัด!
เขาถอนหายใจอีกครั้ง แม่งเอ๊ย ผมก็มีประสบการณ์ชีวิตเหมือนกันนั่นแหละ เขาอยากจะควานหาบุหรี่มาสูบสักมวน แต่พอตบเสื้อดู มันแฟบไปแล้ว
ยังไงก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ออกไปซื้อบุหรี่สักซองดีกว่า
พอออกจากประตูบ้าน เดินไปตามตรอกเล็กๆ จนสุดทาง ก็จะเจอร้านค้าเล็กๆ
ฉู่ชิงเหยียบขึ้นไปบนขั้นบันได แล้วตบหน้าต่างเบาๆ
มีเสียงตะโกนดังมาจากข้างใน "วันนี้ปิดร้านแล้ว!"
"พี่จาง ผมชิงจื่อเอง ขอซื้อบุหรี่ซองนึง!"
หน้าต่างถูกเลื่อนเปิดออกดัง "ครืด" ชายร่างใหญ่โผล่ครึ่งตัวออกมาพูดพร้อมรอยยิ้ม "โห! ออกมาซื้อบุหรี่ป่านนี้เนี่ยนะ!"
"เสบียงหมดน่ะสิพี่!" ฉู่ชิงพูดพลางชะโงกหน้ามองเข้าไปข้างใน กัดฟันพูดว่า "ขอทรีไฟว์ซองนึง!"
ชายร่างใหญ่สะดุ้ง มือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบต้าเฉียนเหมินเปลี่ยนทิศทางอย่างขัดเขิน หัวเราะพลางพูดว่า "ได้สิ พ่อหนุ่ม รวยแล้วเหรอ?"
ฉู่ชิงหัวเราะ "ใครเขาไม่กินเกี๊ยวตอนปีใหม่บ้างล่ะพี่!"
ตอนที่ชายร่างใหญ่กำลังหยิบบุหรี่ ก็มีเสียงดัง "ปี๊บๆๆ!"
บีบีไอดันมาดังเอาป่านนี้
ฉู่ชิงเองก็แปลกใจ หยิบมันขึ้นมาดู ข้อความตัวอักษรจีนบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้น: ลุงฉู่ สุขสันต์วันตรุษจีน! หมดช่วงปีใหม่แล้วฉันจะกลับไปนะ!
ยัยเด็กคนนี้นี่!
ฉู่ชิงยิ้ม เอามือไปแตะที่โทรศัพท์สาธารณะแล้ว แต่ก็ชักกลับมา
เพราะยังไงเธอก็อยู่ที่บ้าน พ่อแม่ก็อยู่พร้อมหน้า เขาจะโทรไปหรือไม่โทรไปก็คงมีค่าเท่ากัน
"เอ้า ทรีไฟว์!"
เถ้าแก่โยนบุหรี่มาให้หนึ่งซอง ฉู่ชิงจ่ายเงิน
"ปี๊บๆๆ!"
เพจเจอร์ดันดังขึ้นมาอีก
เถ้าแก่กวาดเงินทอนพลางพูดว่า "ธุรกิจยุ่งรัดตัวจังนะ! รวยแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย?"
ฉู่ชิงไม่ได้สนใจเขา ก้มลงมอง ก็เป็นข้อความอีกหนึ่งบรรทัด: ไอ้น้อง! สุขสันต์วันตรุษจีน ขอให้ยิ่งโตยิ่งหล่อนะ!
ยิ่งโตยิ่งหล่อ...
พี่สาวคนนี้กำลังด่าเขาทางอ้อมหรือเปล่าเนี่ย? แต่อันนี้คงต้องตอบกลับแล้ว
"ผมขอโทรศัพท์แป๊บนะพี่!"
พูดจบก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา กดเบอร์โทรศัพท์บ้านห้องเช่าของหวังถง
"ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด..."
ดังอยู่นานก็ไม่มีคนรับ
หืม? ไม่เห็นเธอเคยบอกว่าจะกลับบ้านเกิดเลย หนีไปไหนแล้วล่ะ?
ไม่มีทางเลือก จึงต้องเพจหาเธออีกครั้ง
"ขอโทษด้วยนะพี่! เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว" ฉู่ชิงยิ้มแหยๆ รู้สึกเกรงใจที่ต้องให้คนอื่นมายืนรอเขาโทรศัพท์ในวันส่งท้ายปีเก่าแบบนี้
"ไม่เป็นไร! ยังไงงานกาล่าฉลองตรุษจีนก็ยังไม่เริ่มฉายอยู่ดี!" เถ้าแก่ตอบอย่างอารมณ์ดี
รออยู่ไม่กี่นาที โทรศัพท์ฝั่งนี้ก็ดังขึ้น
ฉู่ชิงคว้าหูโทรศัพท์ขึ้นมาถามทันที "ฮัลโหล? พี่เหรอ?"
ปลายสายหัวเราะเบาๆ "หึๆ รู้อยู่แล้วว่าเป็นนาย"
"เมื่อกี้ผมเพิ่งโทรไปที่บ้านพี่ พี่ทำอะไรอยู่เนี่ย?"
"ฉันเดินเล่นอยู่น่ะ"
"อะไรนะ?" ฉู่ชิงชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "พี่บ้าไปแล้วเหรอ! วันส่งท้ายปีเก่าออกมาเดินเล่นคนเดียวเนี่ยนะ?"
"อยู่คนเดียวมันน่าเบื่อนี่นา แล้วนายล่ะทำอะไรอยู่?"
"ผมออกมาซื้อบุหรี่น่ะ"
"นายยังมาว่าฉันอีก วันส่งท้ายปีเก่านายก็ออกมาซื้อบุหรี่คนเดียวไม่ใช่รึไง?"
ทั้งสองคนหัวเราะคิกคักกันผ่านสายโทรศัพท์
"งั้น... งั้นพี่มาหาผมที่นี่ไหม?" ฉู่ชิงเสนอไอเดียที่ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่อย่างลังเล
ปลายสายเงียบไปสองสามวินาที แล้วหัวเราะ "เอาสิ เราจะได้มีเพื่อนกัน"
ฉู่ชิงอึ้ง ไม่คิดว่าเธอจะตกลงจริงๆ จากนั้นก็บอกที่อยู่ไป เขากล่าวสวัสดีปีใหม่กับเถ้าแก่อีกครั้ง แล้วไปยืนรออยู่ปากตรอก เอามือซุกไว้ในแขนเสื้อทั้งสองข้างในท่าประจำของชาวนา
ที่นี่ค่อนข้างเปลี่ยว ไม่รู้ว่าเธอจะหาเจอหรือเปล่า
ฉู่ชิงไม่ได้ใส่เสื้อสเวตเตอร์ ข้างในเป็นแค่เสื้อเชิ้ต สวมทับด้วยเสื้อกันหนาวบุฝ้ายตัวใหญ่แล้วก็ออกมาเลย ตอนนี้จะกลับไปใส่เสื้อเพิ่มก็ไม่ได้ กลัวว่าจะคลาดกัน เลยต้องวิ่งเหยาะๆ ไปมาแก้หนาว
ผ่านไปราวๆ สามสิบนาที ก็ได้ยินเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดัง "ตึก ตึก ตึก"
"น้องชาย?"
"อ้าว พี่มาแล้ว!"
ฉู่ชิงที่กำลังวิ่งเหยาะๆ หยุดชะงักอย่างกระอักกระอ่วน ค้างอยู่ในท่าทางที่ดูแปลกประหลาดมาก
หวังถงหัวเราะร่วน พูดว่า "นายผีเข้าหรือไงเนี่ย?"
เธอสวมเสื้อขนเป็ดสีแดง ปล่อยผมยาวสยายไม่ได้มัด สวมรองเท้าบูทหนังทรงสูง
"ผมออกกำลังกายต่างหาก!"
หวังถงเห็นหน้าเขาซีดเผือดด้วยความหนาว ก็ถามอย่างแปลกใจ "นายรออยู่ที่นี่ตลอดเลยเหรอ?"
"ผมกลัวพี่หาไม่เจอ มาสิ ทางนี้"
ฉู่ชิงทำท่าทีไม่ใส่ใจ เดินนำไปก่อน
"นายบ้าหรือเปล่า! ถ้าหนาวจนป่วยขึ้นมาจะทำไง?" หวังถงพูดอย่างโมโห
ฉู่ชิงไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด หัวเราะถามว่า "พี่มายังไงเนี่ย?"
"นั่งแท็กซี่มาน่ะสิ!"
"ป่านนี้ยังมีรถอีกเหรอ?"
"นายก็ดูด้วยสิว่าฉันเป็นใคร!"
"นั่นก็จริง"
ฉู่ชิงผลักประตูเข้าไป ในลานบ้านมีเด็กกำลังนั่งยองๆ จุดพลุดอกไม้ไฟ จุดไปดอกหนึ่ง ดัง "ฟิ้ว!" พุ่งทะยานขึ้นฟ้าไปจนมองไม่เห็นแม้แต่จุดไฟ
"ไอ้นี่มันสู้ดอกไม้ไฟไม่ได้เลย"
ฉู่ชิงเบ้ปาก เดินเข้าไปพูดว่า "ไอ้หนู พี่จะบอกไม้เด็ดให้ เอ็งเอาพลุพวกนี้มัดรวมกันแล้วค่อยจุดสิ ถึงจะสวย"
เด็กชายไม่แม้แต่จะปรายตามอง ตอบกลับอย่างรำคาญว่า "พี่คิดว่าผมโง่หรือไง! พลุนี่อันละตั้งเท่าไหร่ ผมเอาไปซื้อดอกไม้ไฟมาจุดไม่ดีกว่าเหรอ!"
"..."
ฉู่ชิงโดนดูถูกจนรู้สึกเซ็ง หวังถงที่อยู่ข้างๆ หัวเราะจนแทบหายใจไม่ทัน
"นายพักอยู่ที่นี่เหรอ?"
หวังถงพิจารณาบ้านหลังนี้ รู้สึกทั้งสงสัยและประหลาดใจ
"มันถูกน่ะสิ!"
ฉู่ชิงกำลังจะถอดเสื้อกันหนาวบุฝ้ายตัวใหญ่ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าข้างในใส่แค่เสื้อเชิ้ต จึงรีบดึงมาปิดไว้ตามเดิม
หวังถงโยนกระเป๋าลงบนเตียง ทำตัวเหมือนอยู่บ้านตัวเอง ถอดเสื้อขนเป็ดออกอย่างผ่าเผย เผยให้เห็นเสื้อไหมพรมคอเต่าสีขาวข้างใน พอเห็นฉู่ชิงทำท่าทางอิดออด เธอก็กลอกตาแล้วพูดว่า "ให้ฉันออกไปหลบข้างนอกก่อนไหม?"
ฉู่ชิงยิ้มเจื่อนๆ ถอดเสื้อออก แล้วหยิบเสื้อสเวตเตอร์มาสวมทับ
เขาถามว่า "พี่กินอะไรมาหรือยัง?"
"ยังเลย ไม่รู้จะกินอะไรเหมือนกัน แล้วนายล่ะ?" หวังถงถาม
"เอ้อ ผมก็ยังไม่ได้กิน!" ฉู่ชิงส่ายหน้า แล้วก็พูดขึ้นมาว่า "พวกเรามาห่อเกี๊ยวกันเถอะ!"
"หา? นายห่อเกี๊ยวเป็นด้วยเหรอ?" หวังถงประหลาดใจ
"ผมผสมไส้เป็น" ฉู่ชิงบอกตามตรง เขาสามารถทำอาหารเต็มโต๊ะได้ด้วยตัวคนเดียว แต่กลับห่อเกี๊ยวไม่เป็น ภรรยาของเขามักจะหัวเราะเยาะว่าเป็นปัญหาเรื่องพรสวรรค์
หวังถงฟังแล้วก็หัวเราะ "ฉันรีดแป้งเป็น เยี่ยมไปเลย เราสองคนนี่เข้ากันได้ดีจริงๆ!"
ฉู่ชิงไปที่ห้องครัวหิ้วแป้งมาครึ่งถุง พร้อมด้วยกุยช่ายกับไข่ไก่ เกาหัวพูดว่า "ไม่มีเนื้อเลยแฮะ!"
หวังถงก้มๆ เงยๆ ไม่รู้ว่ากำลังหาอะไรอยู่ ปากก็พูดว่า "งั้นก็ทำไส้กุยช่ายไข่ไก่นั่นแหละ ใครเขาจะไปอยากกินเนื้อกัน"
"พี่หาอะไรอยู่น่ะ?" ฉู่ชิงสงสัย
"บ้านนายไม่มีรองเท้าแตะเลยเหรอ?"
"มีแค่คู่ที่ผมใส่อยู่ พี่จะใส่ไหมล่ะ?"
"เอามานี่!"
ฉู่ชิงหยิกรองเท้าแตะสองคู่ออกมาจากมุมหนึ่ง คู่หนึ่งเป็นแบบผ้าฝ้าย อีกคู่เป็นแบบพลาสติก
หวังถงหัวเราะ "นายประหยัดจริงๆ เลยนะ หน้าหนาวคู่หนึ่ง หน้าร้อนคู่หนึ่ง"
"ที่นี่ไม่มีใครมาน่ะสิ" ฉู่ชิงยิ้ม แล้วสวมรองเท้าแตะพลาสติกคู่นั้นเอง
หวังถงนั่งลงบนเก้าอี้ โน้มตัวลง มือเรียวยาวดึงรองเท้าบูทออก เผยให้เห็นถุงเท้าสีแดงคู่หนึ่ง
ดูเหมือนเธอจะชอบสีแดงเป็นพิเศษ
ฉู่ชิงมองดูการกระทำที่เป็นธรรมชาติของเธอจนเกือบจะตกตะลึง ใบหน้าร้อนผ่าว หันหน้าหนีไปถามว่า "นี่ปีชงของพี่เหรอ?"
"เปล่า หยิบถุงเท้าคู่ไหนได้ก็ใส่นั่นแหละ"
หวังถงล้างมือแล้วพูดว่า "มาเริ่มกันเถอะ นายจะนวดแป้งไหม?"
"ผมนวดเอง!"
ฉู่ชิงเช็ดโต๊ะกินข้าวให้สะอาด เทแป้งลงไป เติมน้ำ แล้วเริ่มนวด
"โห! ชำนาญจังนะ" หวังถงยิ้ม
"แน่นอน ผมทำอาหารอร่อยมากนะ วันหลังจะทำให้ลองชิม"
"ได้ ตกลงตามนี้นะ!"
พอนวดแป้งเสร็จ ฉู่ชิงก็เอาผ้ามาคลุมไว้ ต้องหมักทิ้งไว้สักพัก
หวังถงเด็ดกุยช่าย ล้างให้สะอาด วางลงบนเขียง แล้วพูดว่า "นายหั่นนะ" จากนั้นก็หยิบไข่ไก่ตอกลงในชามเสียงดัง "ป๊อกๆ" แล้วเริ่มตี
เห็นเธอเป็นแบบนี้ ฉู่ชิงก็รู้สึกชอบ
เรียบง่าย สะอาดสะอ้าน คล่องแคล่ว เสน่ห์จากภายในดึงดูดใจมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอกเสียอีก
เขากับหวังถงเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ทั้งสองคนกลับเข้ากันได้ดีเหมือนคบกันมาเป็นสิบๆ ปี โดยไม่มีความกดดันใดๆ เลย
ผ่านไปสักพักก็ผสมไส้เสร็จ แป้งก็หมักได้ที่พอดี
หวังถงถือไม้คลึงแป้ง เริ่มรีดแป้ง จู่ๆ ก็ร้องขึ้นมาว่า "อ๊ะๆ เริ่มฉายแล้วๆ!"
มองไปที่ทีวี เสียงเพลงจังหวะสนุกสนานดังขึ้น งานกาล่าฉลองตรุษจีนปี 97 เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ กลุ่มคนแต่งตัวสีสันฉูดฉาดกรูกันขึ้นมาบนเวที โยกย้ายส่ายสะโพกกันสักพัก ก่อนจะถอยร่นไปด้านหลัง เปิดทางให้นักร้องหลายคนออกมา
ด้านข้างมีชื่อขึ้นบอกไว้ ฉู่ชิงดูแล้ว พวกนี้มันดารายุคดึกดำบรรพ์ทั้งนั้น ความรู้สึกของการทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ช่างสมจริงซะเหลือเกิน
หวังถงรีดแป้งไปพลาง เหลือบมองทีวีเป็นระยะๆ แล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า "ต้องห่อเกี๊ยวไปดูงานกาล่าฉลองตรุษจีนไป โตมาแบบนี้ตั้งแต่เด็กเลยล่ะ"
"ใช่ครับ ตอนเด็กๆ พวกเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน" ฉู่ชิงยิ้มตอบ
"นี่! นายห่อเป็นไหม?" จู่ๆ หวังถงก็เงยหน้าขึ้นมาถาม
ฉู่ชิงส่ายหน้า "ไม่เป็นครับ"
หวังถงก้มหน้าลงอีกครั้ง "ฉันก็ไม่เป็นเหมือนกัน"
"..."
"..."
บรรยากาศชะงักงันไปหนึ่งวินาทีอย่างน่าประหลาด ในทีวี พิธีกรหกคนเดินขึ้นมาบนเวทีและเริ่มพูดเจื้อยแจ้ว
ในวินาทีนั้น ภายในใจของทั้งสองคนต่างก็กำลังปั่นป่วนอย่างหนัก
นายผสมไส้เป็นแต่กลับห่อไม่เป็นเนี่ยนะ?
พี่รีดแป้งเป็นแท้ๆ แต่กลับห่อไม่เป็นเหมือนกันไม่ใช่รึไง?
ทันใดนั้น ทั้งสองคนก็หลุดหัวเราะพรืดออกมา
หวังถงถามยิ้มๆ "นายชอบกินเกี๊ยวนึ่งหรือเกี๊ยวต้ม?"
"แบบต้ม พ่อกับแม่ผมชอบกินแบบนึ่ง ปีใหม่ทีไรก็เลยกินไม่ค่อยพร้อมกันหรอก" ฉู่ชิงตอบ
"ฮ่าๆ บ้านฉันก็เหมือนกัน มีแค่ฉันคนเดียวที่ชอบกินแบบต้ม" หวังถงว่า
ทั้งสองคนไม่มีใครพูดถึงเรื่องห่อเกี๊ยวอีก โตๆ กันแล้ว จะจัดการกับเกี๊ยวแค่นี้ไม่ได้เชียวหรือ!
งานกาล่าฉลองตรุษจีนเนี่ย ต่อให้เอาของปีที่แล้วมาฉายซ้ำก็ยังดูแปลกใหม่อยู่ดี นับประสาอะไรกับฉู่ชิงที่ไม่ได้ดูมาตั้งสิบเจ็ดปีแล้ว
นอกจากรายการตลกเซี่ยงเซิงสองสามชุดที่เขาประทับใจเป็นพิเศษ รายการอื่นๆ เขาก็รู้สึกเหมือนเพิ่งเคยดูเป็นครั้งแรก ทั้งยังหัวเราะคิกคักและวิจารณ์ร่วมกับหวังถงเป็นระยะๆ
ฉู่ชิงผสมไส้ไปครึ่งกะละมัง หวังถงก็รีดแป้งไปได้กว่าสี่สิบแผ่น
ทั้งสองคนหยิบแผ่นแป้งเกี๊ยวขึ้นมาอย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ ตักไส้ใส่ลงไป แล้วเริ่มห่อ
รายการในทีวีกำลังฉายถึงชุดการแสดงร้องเต้น มีคนกลุ่มใหญ่มายืนเบียดเสียดร้องกันอีกแล้ว
ฉู่ชิงนับดูแล้วพูดอย่างตกใจว่า "สิบสามคน! เพลงเดียวร้องกันตั้งสิบสามคน!"
"แค่นี้ทำเป็นตื่นเต้น ตอนฉันเต้นนะ เพลงเดียวเต้นกันเป็นร้อยคนเลยเหอะ!" หวังถงตอบอย่างไม่ใส่ใจ ในมือก็กำลังบีบเกี๊ยวอยู่ ถามว่า "นี่ ต้องบีบกี่ครั้งถึงจะอยู่เนี่ย?"
ฉู่ชิงตอบอย่างไม่แน่ใจว่า "สามครั้งมั้ง ช่างเถอะ บีบๆ ไปอย่าให้ไส้ทะลักก็พอ"
"นั่นสินะ" หวังถงเห็นด้วย เอียงคอบีบต่ออีกสองสามที แล้ววางเกี๊ยวรูปร่างอ้วนฉุเหมือนลูกหมูตัวน้อยลงบนโต๊ะ
ฉู่ชิงก็ไม่น้อยหน้า บีบเกี๊ยวที่ดูเหมือนหมาไส้กรอกออกมาตัวหนึ่ง
"ยี้! นายใส่ไส้น้อยไปแล้ว จะทำเกี๊ยวหลุดหรือไง!" หวังถงต่อว่าเสียงดัง
"พี่ก็ใส่ไส้เยอะไป ไม่ได้ทำซาลาเปานึ่งสักหน่อย!" ฉู่ชิงเถียงกลับ
"นายใส่น้อยไป!"
"พี่ใส่เยอะไป!"
ทีวีเริ่มมีเสียงร้องเพลง "ปีหนึ่งเก้าเจ็ดเก้า ในฤดูใบไม้ผลิปีนั้น มีชายชราคนหนึ่ง..."
แค่คนสองคน แต่กลับมีบรรยากาศคึกคักเอะอะโวยวายได้อย่างน่าประหลาด







