เจียวตง
ที่นี่คือเขตที่พักอาศัยระดับกลางค่อนข้างสูง เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่กี่ปี ผู้ที่ย้ายเข้ามาอยู่ไม่มีเศรษฐีระดับมหาเศรษฐี ล้วนแต่เป็นครอบครัวที่มีฐานะพอสมควร
แม้ฟ่านปิงปิงจะไม่ได้เกิดที่นี่ แต่งานของพ่อแม่ล้วนอยู่ในเมืองนี้ ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่เธอจึงอยู่ที่นี่
แม่ฟ่านเป็นนักเต้น ส่วนพ่อฟ่านตอนอยู่หน่วยศิลปะการแสดงของกองทัพก็เป็นนักร้อง หลังจากเปลี่ยนสายงานก็มาทำธุรกิจด้านวงการบันเทิง ทำธุรกิจไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็เพียงพอให้ครอบครัวใช้ชีวิตและยังมีเงินเหลือเก็บไม่น้อย
ตอนนี้ในห้องรับแขก โทรทัศน์กำลังออกอากาศรายการเสียงดังเจื้อยแจ้ว พ่อกับแม่กำลังยุ่งอยู่ในห้องครัว คุณหนูฟ่านเฝ้าโทรศัพท์อยู่คนเดียวด้วยความโมโห
“คนบ้า! ไม่แม้แต่จะอวยพรปีใหม่! ไม่ยอมโทรกลับด้วยซ้ำ!”
ขณะที่เธอกำลังก่นด่าฉู่ชิงด้วยความโมโห แม่ฟ่านก็ยกกับข้าวมาวางบนโต๊ะ เห็นเธอนั่งกอดเข่าขดตัวอยู่บนโซฟาไม่พูดไม่จา จึงอดถามไม่ได้ว่า “ลูกทำอะไรอยู่น่ะ?”
“เอ๊ะ? ไม่มีอะไรค่ะ!” คุณหนูฟ่านตอบ
“มากินเกี๊ยวได้แล้ว!”
“อ้อ!”
แม่ฟ่านจัดเตรียมถ้วยชามและตะเกียบพลางถามอีกว่า “เมื่อกี้ลูกโทรหาใครเหรอ?”
คุณหนูฟ่านบอกว่า “ไม่ได้โทรค่ะ ส่งเพจเจอร์ไป”
“แล้วลูกจะอารมณ์เสียทำไมล่ะ?”
แม่ฟ่านรู้จักลูกสาวตัวเองดีเกินไป เธอไม่เชื่อคำพูดเมื่อครู่ของลูกเลยสักนิด
คุณหนูฟ่านพูดทีเล่นทีจริงว่า “หนูถามธุระเขานิดหน่อย แต่คนคนนั้นไม่โทรกลับมาเลย”
“ปีใหม่แบบนี้ใครบ้างไม่ยุ่ง จะเอาเวลาที่ไหนมาสนใจลูกล่ะ!”
แม่ฟ่านไม่ซักไซ้ต่อ หันไปตะโกนใส่ห้องครัว “เหล่าฟ่าน คุณยังมัวชักช้าอะไรอยู่อีก?”
พ่อฟ่านยกชามน้ำแกงใบใหญ่เดินออกมาพลางหัวเราะ “เอาล่ะ กับข้าวครบแล้ว”
ครอบครัวสามคนผ่านไปกว่าครึ่งปีถึงจะได้มานั่งรวมกัน แต่ในที่สุดก็ได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความสุขชื่นมื่น
นิสัยของคุณหนูฟ่านเห็นได้ชัดว่าถอดแบบมาจากแม่ ส่วนพ่อเป็นคนใจเย็น พูดจาเนิบนาบ เดินเนิบนาบ แม้แต่ตอนกินข้าวก็ยังเนิบนาบ
สองแม่ลูกฝั่งนั้นกินกันเสร็จหมดแล้ว เขากลับเพิ่งกินไปได้แค่ครึ่งเดียว เขากินปลาที่เหลืออีกครึ่งตัว จิบเหล้าทีละนิด โคลงหัวไปมาอย่างสบายอารมณ์
แม่ฟ่านมองแล้วก็หงุดหงิด จึงดึงลูกสาวแล้วบอกว่า “ไปเถอะ เราสองคนไปดูทีวีกัน ไม่ต้องไปสนใจเขา”
พ่อฟ่านหัวเราะ “ผมนั่งตรงนี้ก็ดูได้เหมือนกัน แถมยังสงบดีด้วย”
คุณหนูฟ่านชินกับการที่พ่อแม่ชอบเถียงกันบ่อยๆ แล้ว เธอขดตัวอยู่บนโซฟากับแม่เพื่อรอดูงานกาล่าฉลองตรุษจีน
“ปิงปิง แม่มีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย” แม่ฟ่านเอ่ยขึ้นมาทันที
“เรื่องอะไรคะ?”
“หมดช่วงปีใหม่แล้ว แม่ว่าจะไปอยู่เป็นเพื่อนลูกที่เมืองหลวง”
“หา?” คุณหนูฟ่านตั้งตัวไม่ทันไปชั่วขณะ
แม่ฟ่านบอกว่า “เราอยากซื้อบ้านที่นั่นสักหลัง จะได้ไปดูแลลูกโดยเฉพาะ ปล่อยให้ลูกอยู่ข้างนอกคนเดียว พวกเราไม่วางใจจริงๆ”
“บ้านที่เมืองหลวงแพงจะตาย!”
“ก็ไม่ได้จ่ายเต็มจำนวนหรอก แค่จ่ายดาวน์ บ้านเรายังพอจ่ายไหว”
คุณหนูฟ่านอึ้งไป “แล้วบ้านกับบริษัทที่นี่ล่ะคะจะทำยังไง?”
“พ่อลูกก็ยังอยู่ที่นี่แหละ แม่จะไปคนเดียว เราปรึกษากันแล้วว่าอย่างน้อยจะรอจนกว่าลูกจะพึ่งพาตัวเองได้ค่อยว่ากันอีกที”
คุณหนูฟ่านหน้าเจื่อน “แม่! หนูอายุสิบเจ็ดแล้วนะคะ!”
แม่ฟ่านถลึงตาใส่ “สิบเจ็ดแล้วยังไง? แม่ยังไม่รู้หรือไงว่าลูกไปอยู่ข้างนอกคนเดียว แม้แต่ถุงเท้าก็ยังไม่ยอมซัก แล้วแบบนี้จะให้แม่วางใจได้ยังไง?”
คุณหนูฟ่านทำหน้าอมทุกข์ เธอไม่อยากให้แม่ไปเมืองหลวง
ถ้าเป็นแบบนั้น เธอต้องไม่มีอิสระแน่ๆ ต้องถูกตามคุมแจทุกฝีก้าว
อีกอย่าง ถ้าแม่ทิ้งพ่อแล้วไปอยู่ที่เมืองหลวงคนเดียว ก็กลายเป็นว่าต้องแยกกันอยู่ แม่ไม่คุ้นเคยกับที่นั่น แถมยังทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากคอยอยู่เป็นเพื่อนเธอ คงไม่มีความสุขเท่ากับอยู่ที่นี่แน่นอน เธอไม่อยากให้พ่อแม่ต้องรู้สึกลำบากใจและยุ่งยากเพราะตัวเอง
แน่นอนว่าเหตุผลข้อแรกให้ตายเธอก็พูดออกไปไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงอธิบายเหตุผลข้อที่สองออกไป
แม่ฟ่านรู้สึกประหลาดใจมากและพูดด้วยความปลื้มใจ “เด็กคนนี้รู้จักคิดแล้วสินะ! แต่พ่อกับแม่จะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ ศูนย์กลางของบ้านเราก็คือลูก ถ้าลูกมีความเป็นอยู่ที่ดี แม่กับพ่อก็ดีใจแล้ว เพราะงั้นไม่ต้องเป็นห่วงเราสองคนหรอก”
คุณหนูฟ่านรีบแย้ง “ตอนนี้หนูก็อยู่สบายดีนี่คะ หนูมีเพื่อนแล้ว พวกเขาคอยดูแลหนูอย่างดี”
แม่ฟ่านบอกว่า “พอเลย! เพื่อนไม่กี่คนของลูกน่ะแม่ยังไม่รู้อีกหรือไง ใครจะมีเวลามาสนใจลูกล่ะ!”
“หนู...” คุณหนูฟ่านร้อนรนในใจ วงจรความคิดเหมือนจะสะดุดอย่างประหลาดจนโพล่งออกไปว่า “แฟนหนูก็ดูแลหนูได้!”
“อะไรนะ?”
ระดับเสียงของแม่ฟ่านเพิ่มขึ้นแปดเดซิเบลในพริบตา ไม่สนแม้แต่จะสวมรองเท้าแตะ วิ่งเหยาะๆ ไปที่ห้องครัวแล้วตะโกนว่า “เหล่าฟ่าน เลิกกินได้แล้ว! ลูกสาวคุณเกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
“โอ๊ย!”
คุณหนูฟ่านเหงื่อตกเต็มหน้าผาก อดไม่ได้ที่จะตบปากตัวเองเบาๆ หนึ่งทีพลางบ่นอย่างกลัดกลุ้ม “ปากพล่อยจริงๆ! คราวนี้จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย?”
…………
“ซีอิ๊ว! น้ำส้มสายชู! น้ำมันงา!”
ฉู่ชิงปรุงรสเสร็จหนึ่งชาม ใช้ตะเกียบคนให้เข้ากัน ลองแตะชิมไปคำหนึ่งแล้วพูดด้วยความพอใจ “ไม่เลวเลย!”
เกี๊ยวห่อไว้ทั้งหมดสี่สิบกว่าตัว เป็นเกี๊ยวน้ำทั้งหมด แต่ละตัวดูรูปร่างหน้าตาประหลาด แถมยังมีไม่น้อยที่ไส้ทะลักออกมา ปนเปกันจนดูเหมือนเกี๊ยวหลุด
หวังถงเห็นว่าตัวที่แตกล้วนเป็นฝีมือตัวเองห่อ ก็พูดอย่างเขินๆ ว่า “กินๆ ไปเถอะ” เธอคีบขึ้นมาตัวหนึ่งก่อน จิ้มน้ำจิ้มแล้วเอาเข้าปาก พลางหัวเราะ “อืม รสชาติใช้ได้นะ! เป็นเพราะนายปรุงไส้มาดีนั่นแหละ” พูดจบก็คีบอีกตัวเข้าปาก
ฉู่ชิงเพิ่งกินเกี๊ยวแช่แข็งไปหนึ่งถุงเมื่อกี้ แต่ตอนนี้กลับหิวอีกแล้ว พอเห็นเธอกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็รีบคีบมากินบ้างตัวหนึ่ง
งานกาล่าฉลองตรุษจีนแสดงไปได้ครึ่งทางแล้ว พอดีกับที่การแสดงตลกเรื่อง 'ทีมนางแบบข้าวฟ่างแดง' ของคุณลุงเปิ่นซานขึ้นเวทีพอดี
“แคตวอล์ก? แมว กำลังเดินเล่น...”
“ไม่ใช่แมวกำลังเดินเล่น แมวกำลังเดินเป็นเส้นตรงต่างหาก”
“อาจารย์ฟ่าน ผมว่าแมวจะเดินเป็นเส้นตรงไหมมันขึ้นอยู่กับหนูล้วนๆ เลยนะ!”
หวังถงหัวเราะ “ก็มีตลกเรื่องนี้นี่แหละที่น่าสนใจหน่อย!”
ฉู่ชิงบอก “แน่นอน งานกาล่าฉลองตรุษจีนก็อยู่รอดได้เพราะพึ่งคุณลุงเปิ่นซานนี่แหละ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก จ้าวลี่หรงก็ดีนะ!” หวังถงแย้งอย่างไม่เห็นด้วย
ฉู่ชิงพูดไม่ออก จะบอกเธอได้ไหมเนี่ยว่าอีกไม่กี่ปีคุณยายเฒ่าจ้าวก็จะขี่กระเรียนคืนสู่สรวงสวรรค์แล้ว
“น้องชาย!” หวังถงกินเกี๊ยวไปอีกตัว จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “กินแต่เกี๊ยว มันค่อนข้าง...”
ฉู่ชิงรับมุก “จืดชืด!”
“ใช่!” หวังถงกลอกตาไปมาแล้วยิ้ม “มีเหล้าไหม?”
ฉู่ชิงถามอย่างไม่แน่ใจ “จะดื่มจริงเหรอ?”
“วันปีใหม่ทั้งที จะไม่ดื่มหน่อยเหรอ?”
“งั้นผมไปซื้อนะ”
ฉู่ชิงสวมเสื้อคลุมแล้ววิ่งเหยาะๆ ไปที่ร้านค้าเล็กๆ เคาะหน้าต่าง “ปังๆๆ” ท่ามกลางเสียงบ่นกระปอดกระแปดของเถ้าแก่ เขาหิ้วเหล้าเอ้อกัวโถวกลับมาหนึ่งขวด พร้อมไส้กรอกแฮมไม่กี่แท่ง ปลากระป๋อง และผักกาดดองอีกสองสามถุง
พอกลับถึงบ้าน เขาก็ผัดผักกาดดองใส่ไส้กรอกแฮมอย่างคล่องแคล่ว เปิดกระป๋อง พริบตาเดียวบนโต๊ะก็มีกับข้าวเพิ่มมาอีกสองอย่าง
หวังถงตบบ่าเขาพลางหัวเราะ “ใช้ได้นี่! ประมาทนายไม่ได้เลยนะ!”
ฉู่ชิงรินเหล้า ทั้งสองคนดื่มรวดเดียว เหล้าเอ้อกัวโถวดีกรีห้าสิบสองขนานแท้ พอเทเข้าปากก็ร้อนผ่าวไปจนถึงกระเพาะ
เขารีบกินเกี๊ยวตามไปหนึ่งตัวเพื่อดับรสชาติ พอเห็นหวังถงสีหน้าไม่เปลี่ยนก็นึกถึงตอนที่กินข้าวด้วยกันคราวก่อน เธอดื่มเบียร์จนเริ่มเห็นแววแล้ว ตอนนี้เขาจึงอดรู้สึกหวั่นใจไม่ได้
หวังถงเห็นสีหน้าเขาแล้วก็หัวเราะ “ตอนเรียนน่ะ ฉันแอบดื่มกับพวกแก๊งเพื่อนสาวในหอพักบ่อยๆ ดื่มกันยันสว่าง แค่นี้จิ๊บๆ!”
ฉู่ชิงรู้สึกใจสั่นระรัว ถามว่า “พี่สาว พี่บอกความจริงมาเถอะ ดื่มได้เท่าไหร่กันแน่?”
หวังถงกะพริบตา บอกว่า “ยังไงก็ต้องเริ่มที่หนึ่งชั่งแหละน่า!”
ฉู่ชิงเดาะลิ้น ปริมาณการดื่มของเขาถือว่าอยู่ระดับกลางๆ คุยโวกับคนทั่วไปยังพอไหว แต่พอมาเจอคนคอแข็งระดับนี้ก็มีแต่ต้องยอมศิโรราบเท่านั้น
“จริงสิ นายจะไปเบอร์ลินเมื่อไหร่?” หวังถงนึกขึ้นได้จึงถาม
“ต้นเดือนกุมภาพันธ์”
“โอเค คราวนี้เหล่าเจี่ยเอาชีวิตเข้าแลกเลยนะ นายก็แสดงให้ดีๆ ล่ะ”
ฉู่ชิงทำหน้าเจื่อน “ผมยังไม่รู้เลยว่าพวกเราไปที่นั่นทำไม แล้วผมต้องทำอะไรบ้าง?”
หวังถงเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเทศกาลภาพยนตร์เท่าไหร่ “รู้สึกว่าจะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อน จากนั้นก็จะมีช่วงเวลาไม่กี่วันที่ฉายภาพยนตร์ที่เข้าร่วมงานโดยเฉพาะ แล้วก็เป็นการประกาศรางวัล”
“แล้วผมตามไปทำไมล่ะ?” ฉู่ชิงรู้สึกมาตลอดว่าตัวเองแค่ตามไปเดินพรมแดงด้วยเฉยๆ จึงรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
หวังถงคว้าคอเขามากอดพลางหัวเราะ “นายต้องเอารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมกลับมาให้ฉัน!”
ฉู่ชิงหันไปมองเธอ ใบหน้าสวยหวานอยู่ชิดจมูกของเขา ดวงตาสีดำขลับแฝงรอยยิ้ม ทำเอาเขาสะดุ้งรีบหันขวับกลับมาแล้วพูดว่า “พอเลย! ผมรู้ระดับของตัวเองดี!”
“ทำไมล่ะ?” หวังถงไม่พอใจ บิดหัวเขาให้หันกลับมาอีกครั้ง ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนหน้าผากแนบกัน แล้วพูดว่า “อย่าดูถูกตัวเองสิ! เซี่ยอวี่อายุสิบแปดยังคว้านักแสดงนำชายยอดเยี่ยมที่เวนิสมาได้เลย นายแสดงเก่งกว่าเขาอีก ทำไมจะคว้านักแสดงนำชายยอดเยี่ยมที่เบอร์ลินไม่ได้ล่ะ?”
ฉู่ชิงไม่ได้สนใจจะคิดว่าเซี่ยอวี่คือใคร แค่รู้สึกว่าเธอเริ่มเมาแล้ว เขาเหลือบมองขวดเหล้า มันพร่องไปกว่าครึ่ง ส่วนเขาเพิ่งดื่มไปได้แค่เป๊กกว่าๆ เอง
ที่สำคัญกว่านั้นคือท่าทางแบบนี้มันน่าอึดอัดมาก ราวกับว่าเขาเป็นน้องชายตัวเล็กที่ถูกพี่สาวรังแกอย่างนั้นแหละ
ถึงเขาจะไม่ยอมรับว่าความรู้สึกนี้มันโคตรจะฟิน แต่เขาก็ไม่สามารถฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งหวังถงได้ เขาจึงบิดคอหนีจากท่าทางพิลึกพิลั่นนี้
“พี่ยังไม่เคยดู 'เสี่ยวอู่' เลย จะรู้ได้ไงว่าผมแสดงดี?”
หวังถงหัวเราะคิกคัก “ก็เพราะนายเป็นน้องชายฉันไง!”
ฉู่ชิงกลอกตา ถามว่า “หลังปีใหม่พี่มีแผนอะไรไหม?”
“ฉันจะมีแผนอะไรได้ล่ะ มีคนจ้างไปถ่ายละครก็ไป ไม่มีคนจ้างก็อยู่เฉยๆ สิ”
“ยังมีคนไม่จ้างพี่ถ่ายละครอีกเหรอ?”
ฉู่ชิงรู้สึกเหลือเชื่อ ในสายตาเขา นักแสดงที่เคยเล่นหนังมาแล้วหนึ่งเรื่องและซีรีส์อีกสามเรื่อง แถมยังประสบความสำเร็จอย่างหวังถง ยังไงก็ถือเป็นดาราแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีงานเข้ามาเลย?
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?”
หวังถงก็แปลกใจเหมือนกัน “หนังที่ฉันเล่นมันเป็นหนังอะไรกันล่ะ ดาราดังก็ไม่มี จุดขายก็ไม่มี คนเขาไม่ดูหรอกว่านายแสดงเป็นยังไง เขาดูแค่ว่านายมีชื่อเสียงหรือเปล่า พี่สาวนายน่ะ เป็นแค่นักแสดงตัวเล็กๆ ที่ครึ่งๆ กลางๆ ไม่ดังไม่ดับ ปีนึงไม่มีงานละครเข้ามาเลยก็เป็นเรื่องปกติ”
“เอ่อ...”
ฉู่ชิงพูดไม่ออก นับตั้งแต่อาชีพดาราถือกำเนิดขึ้น ดารากับนักแสดงก็ถูกแยกออกจากกันมาตลอด
เหมือนกับที่หลังจาก 'สองคนสองคม' ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม หวงชิวเซิงเคยกล่าวไว้ว่า "เมื่อก่อนผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักแสดง แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นดารา"
“จริงสิ แล้วแฟนพี่ล่ะ ทำไมเขาไม่อยู่เป็นเพื่อนพี่? พี่บอกว่าเขาเป็นผู้กำกับไม่ใช่เหรอ ไม่ช่วยแนะนำงานให้พี่บ้างเหรอ?” ฉู่ชิงนึกขึ้นได้ก็เลยถาม
ตอนเจอกันครั้งก่อนๆ ได้ยินหวังถงบอกว่ากำลังคบกับแฟนคนหนึ่งที่เป็นผู้กำกับ ฉู่ชิงจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่มีภาพจำเลยสักนิด คาดว่าคงเป็นผู้กำกับที่ผลงานไม่ค่อยดีเท่าไหร่
พอพูดถึงเขา หวังถงก็อารมณ์เสียขึ้นมาทันที โบกมือปัด “เขากลับบ้านไปแล้ว อย่าพูดถึงเขาเลย!”
ฉู่ชิงถามอย่างระมัดระวัง “พวกพี่ทะเลาะกันเหรอ?”
“เปล่า!” ช่วงนี้หวังถงกำลังกลุ้มใจอยู่พอดี เดิมทีไม่อยากเล่า แต่คิดไปคิดมาเล่าให้เขาฟังก็ไม่เสียหายอะไร จึงบอกว่า “ไม่ได้ทะเลาะกัน แค่...แค่ฉันรู้สึกไม่ยุติธรรมในใจน่ะ นายเข้าใจไหม?”
เธอยังไม่ทันรอให้เขาพูดก็เล่าต่อ “ช่วงนี้ฉันเจ็บใจมาก พวกเพื่อนสมัยเด็กกับเพื่อนร่วมชั้นของฉัน ทุกวันมีพวกเสี่ยกระเป๋าหนักต่อคิวรับส่ง อยากได้อะไรก็ได้! ฉันก็เลยคิดว่า ทำไมล่ะ? ฉันเก่งกว่าพวกเธอตั้งเยอะ ทำไมฉันต้องมาทนใช้ชีวิตแบบนี้ด้วย?”
“เรื่องนี้...” ฉู่ชิงไม่คิดว่าจะเป็นเพราะเรื่องนี้ เรื่องแบบนี้ต้องพึ่งตัวเองในการปรับตัว คนอื่นก็พูดอะไรลำบาก
ได้ยินหวังถงพูดต่อว่า “แต่ฉันลองคิดดูอีกที ฉันจะยอมทิ้งความรักในตอนนี้เพื่อแลกกับของพวกนั้นไม่ได้ แฟนฉันน่ะ เราคบกันมาหลายปีแล้ว เขาก็ดีกับฉันมาก ฉันรู้ว่าเขามีความสามารถ อนาคตต้องประสบความสำเร็จแน่ แต่ฉันไม่รู้ว่าจะมีบุญรอจนถึงวันนั้นไหม ปกติเขาเป็นคนทำอะไรลวกๆ ฉันต้องคอยจัดการให้ทุกเรื่อง ทางบ้านฉันก็ไม่เห็นด้วย ฉันรู้สึกเหนื่อยขึ้นทุกวัน!”
เธอดื่มเหล้าเข้าไปอึกหนึ่งแล้วถาม “นายเข้าใจไหม?”
ฉู่ชิงบอก “ผมเข้าใจ ผมเข้าใจ”
“นายเข้าใจบ้าอะไรล่ะ!”
ฉู่ชิงเข้าใจจริงๆ ก็แค่เธอไม่อยากทิ้งความรักไปเพื่อแลกกับความสุขทางวัตถุ แต่ก็รู้สึกว่าความรักของตัวเองไม่สมบูรณ์แบบ จนเกิดเป็นความรู้สึกลังเลที่บอกว่าน่าเบื่อก็ไม่น่าเบื่อ บอกว่าไม่น่าเบื่อก็ยังมีความน่าเบื่ออยู่บ้างไม่ใช่หรือไง?
ทั้งสองคนกินกันต่อไป หวังถงอาจจะระบายความอัดอั้นออกไปพอแล้ว อารมณ์จึงกลับมาเป็นปกติ เธอเหลือบมองนาฬิกาแล้วพูดว่า “อุ๊ย! ห้าทุ่มแล้ว ฉันต้องไปแล้วล่ะ”
ฉู่ชิงพูดไปเรื่อยเปื่อย “ดึกป่านนี้ยังจะกลับอีกเหรอ?”
หวังถงหัวเราะ “ถ้าฉันไม่กลับ จะให้นอนที่นี่หรือไง?”
ฉู่ชิงรู้ตัวว่าพูดผิดไป จึงยิ้มเจื่อนๆ “งั้นผมไปส่งนะ”
คนหนึ่งจะไป อีกคนก็ไม่รั้ง แม้ว่าทั้งคู่จะมีความรู้สึกดีๆ ต่อกันอย่างคลุมเครือ แต่ก็ไม่มีทางเกิดเรื่องอะไรขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบนี้แน่นอน
การออกมาเรียกแท็กซี่บนถนนในคืนวันสิ้นปีเป็นเรื่องที่โง่เง่าที่สุดอยู่แล้ว ทั้งสองคนเดินมาตลอดยี่สิบนาที ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่เห็นแท็กซี่สักคัน สุดท้ายจึงตัดสินใจเดินกลับ
ข้างนอกหนาวมาก ถึงที่นี่จะไม่มีภูเขา ไม่มีน้ำ และไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้พวกเขาวิ่งวนรอบเล่น แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่นเกม “มาจับฉันสิ” อันแสนไร้สาระบนถนนกว้างใหญ่ที่ไร้ผู้คนสายนี้
หวังถงวิ่งอยู่ข้างหน้า ใส่รองเท้าบูตเกิดเสียงดังตึกๆ อย่างชัดเจน ฉู่ชิงวิ่งตามอยู่ข้างหลัง แกล้งทำเป็นวิ่งตามไม่ทัน เพียงแค่วิ่งไปไม่ถึงห้านาที ทั้งคู่ก็หยุด เอามือยันเข่าหอบหายใจแฮ่กๆ ยืนห่างกันสิบกว่าเมตรแล้วหัวเราะอย่างคนบ้า
แบบนี้ก็เลยไม่รู้สึกว่าระยะทางมันไกลเท่าไหร่ ในที่สุดก็มาถึงที่พักของหวังถง ฉู่ชิงปฏิเสธคำพูดติดตลกของเธอที่ชวนขึ้นไปดื่มชา แล้วบอกลาเธอ
ทว่าเส้นทางขากลับกลับดูยาวไกลและมืดมิดเป็นพิเศษ ราวกับเดินไปไม่ถึงปลายทางสักที
ฉู่ชิงล้วงเพจเจอร์ออกมาดูเวลา ไม่น่าเชื่อว่าตีหนึ่งแล้ว เทศกาลตรุษจีนครั้งแรกหลังจากที่เขาเกิดใหม่ ได้มลายหายไปอย่างเงียบเชียบกลางถนนอันหนาวเหน็บเช่นนี้
ปี 1997 ผ่านพ้นไปแล้ว ฉันแม่งไม่คิดถึงมันเลยสักนิด...







