หลังจากกู้สิงจากไป ในห้องพักก็เหลือเพียงกงชิงอี๋อยู่คนเดียว กับกองโน้ตเพลงที่ถูกเปิดกระจัดกระจายบนโต๊ะ ทว่าในอากาศดูเหมือนจะยังมีกลิ่นอายของเขาที่ยังไม่จางหายไป
เธอควรจะซ้อมร้องเพลงต่อสิ
แต่เมื่อกู้สิงจากไป กงชิงอี๋ก็หมดอารมณ์จะทำสิ่งนั้นทันที แน่นอนว่าเธอรู้ดีว่าการรักษาระยะห่างระหว่างกันคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง และการตัดสินใจที่ถูกต้องมักจะทำยากเสมอ ยากเสียจนหลังจากพูดออกไปแล้ว เรี่ยวแรงทั้งร่างก็คล้ายจะถูกสูบออกไปจนหมด เหลือเพียงร่างเปลวงเปล่ายืนอยู่ตรงนี้
ทำไมถึงได้ผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว แต่กลับไม่รู้สึกดีใจเลยล่ะ?
กงชิงอี๋ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาด้วยความรู้สึกว้าวุ่นใจ พลางคิดฟุ้งซ่านว่าตัวเองเผลอใจชอบกู้สิงไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ตั้งแต่คำหยอกล้อที่ว่า "พี่รื่น พี่สะใภ้รุ่น" ในรายการวาไรตี้งั้นหรือ?
ตั้งแต่ตอนที่ร่วมมือกับกู้สิงแสดงละคร แกล้งทำตัวเป็นคนรักกันต่อหน้าเฉินหลิงซูงั้นหรือ?
ตั้งแต่งานแสดงคืนเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่หางโจว ตอนที่ร้องเพลง "เหลียงเหลียง" ร่วมกับกู้สิงงั้นหรือ?
ตั้งแต่ตอนที่ตัวเองพ่ายแพ้ให้ถังเหยา ตอนที่สิ้นหวังที่สุดแล้วถูกกู้สิงใช้ป้ายทองคืนชีพช่วยเอาไว้ หรือตั้งแต่ตอนที่ตัวเองอดใจไม่ไหวจนเผลอจูบเขากันแน่?
กงชิงอี๋เองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
การชอบใครสักคนมักจะเกิดขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจเสมอ กว่าจะรู้ตัว ก็มักจะผ่านไประยะหนึ่งแล้ว
สายตาเหม่อลอยมองไปที่โต๊ะ
กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิของกู้สิงยังคงวางอยู่ เขาคงจะลืมหยิบกลับไป กงชิงอี๋ไม่รู้ว่าด้วยความรู้สึกอะไรถึงทำให้อดไม่ได้ที่จะเปิดมันดู
เมื่อเห็นว่ามีเก๋ากี้แช่อยู่ข้างใน เธอก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
เธอปิดฝากระบอกน้ำลงอีกครั้ง กงชิงอี๋คิดในใจว่าเดี๋ยวเขาก็คงจะกลับมาเอา ตัวเองแค่รออยู่ในห้องพักก็พอแล้ว
ทำไมต้องรอด้วยล่ะ?
กงชิงอี๋บอกไม่ถูก คงเพราะไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนตึงเครียดและอึดอัดเกินไปกระมัง ถึงจะรักษาระยะห่างก็ยังเป็นเพื่อนธรรมดากันได้ไม่ใช่หรือไง?
เมื่อคิดได้ดังนั้น
กงชิงอี๋ก็หันไปพูดกับความว่างเปล่าในห้องพักด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า "นี่คุณเข้าสู่วัยกลางคนจนต้องแช่เก๋ากี้ในกระบอกน้ำแล้วเหรอ?"
การหยอกล้อแบบนี้ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติไปหน่อยหรือเปล่า?
ทั้งๆ ที่ตอนทั้งสองเพิ่งแยกจากกันบรรยากาศค่อนข้างแย่ เหมือนคู่รักเพิ่งเลิกกันไม่มีผิด กงชิงอี๋จึงปรับสีหน้า และเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเรียบเฉย
"กลับมาทำไมคะ?"
อืม วิธีพูดแบบนี้จะดูเย็นชาเกินไปไหมนะ?
กงชิงอี๋ส่ายหน้า ปรับน้ำเสียงของตัวเองให้อ่อนลงหน่อย "เพลง 'เสี่ยวฟาง' ของคุณซ้อมไปถึงไหนแล้ว ต้องการให้ฉันช่วยให้คำปรึกษาไหมคะ?"
แบบนี้ก็ไม่ถูกอีก
บอกว่าจะรักษาระยะห่างแล้ว ทำไมยังเป็นฝ่ายเสนอตัวเข้าหาอีกล่ะ?
กงชิงอี๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปยังความว่างเปล่าอีกครั้ง ราวกับว่าตรงนั้นมีกู้สิงยืนอยู่ แล้วถามด้วยน้ำเสียงอยากรู้อยากเห็นอย่างเป็นธรรมชาติว่า "นอกจากลั่วหนิงกับเฉินหลิงซูแล้ว แฟนคนที่สามของคุณคือใครคะ?"
อืม
ประโยคนี้ดูเป็นธรรมชาติกว่า
เพราะประโยคนี้ดูไม่จงใจจนเกินไป และกงชิงอี๋ก็อยากรู้จริงๆ ว่าในเมื่อกู้สิงบอกว่าเธอคือคนที่สี่ แล้วแฟนคนที่สามคือใครกันแน่?
ทำไมถึงไม่เปิดเผยล่ะ?
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้หมอนี่ออกจะแมน กล้าประกาศความสัมพันธ์กับลั่วหนิงและเฉินหลิงซูให้คนทั้งอินเทอร์เน็ตได้รับรู้แท้ๆ
งั้นก็ซ้อมร้องเพลงไปพลางรอเขาไปพลางก็แล้วกัน กงชิงอี๋คิดเช่นนั้น ทว่าผลปรากฏว่ารอไปเต็มๆ กว่าหนึ่งชั่วโมง โน้ตเพลง "โม่" แทบจะถูกเปิดจนเปื่อยแล้ว กู้สิงก็ยังไม่กลับมาเอากระบอกน้ำของเขาสักที
กงชิงอี๋ลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก
กงชิงอี๋ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับน้ำเสียง "ใครคะ?"
เสียงของทีมงานดังมาจากด้านนอก "อาจารย์กง คุณยังซ้อมอยู่ไหมครับ?"
แววตาของกงชิงอี๋ฉายแววผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด เธอเม้มริมฝีปากแล้วเอ่ยถาม "การซ้อมทางฝั่งอาจารย์กู้เป็นยังไงบ้างคะ?"
ทีมงานตอบ "อาจารย์กู้กลับไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้วครับ"
กงชิงอี๋อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มขื่นออกมา "เดี๋ยวฉันก็จะกลับแล้วค่ะ"
หลังจากบอกปัดทีมงานไปแล้ว กงชิงอี๋ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หยิบกระบอกน้ำที่กู้สิงลืมทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วเดินจากไป
……
ตอนที่กู้สิงกลับมาถึงบ้าน เขาเห็นเฉินหลิงซูกำลังพูดกับโทรศัพท์มือถืออยู่ในห้องหนังสือ ตอนแรกเขายังคิดว่าเธอวิดีโอคอลคุยกับเพื่อนหรืออะไรทำนองนั้น จนกระทั่งลั่วหนิงที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นหันมาบอกเขาว่า
"ซูซูกำลังไลฟ์สดอยู่น่ะ"
กู้สิงชะงักไป "ไลฟ์สดเหรอ?"
ลั่วหนิงพยักหน้า "เธอบอกว่าอยู่บ้านน่าเบื่อเกินไป ก็เลยเปิดไลฟ์สดน่ะ"
กู้สิงยิ้มออกมา พอคิดดูแล้วนี่ก็เข้ากับนิสัยของเฉินหลิงซูดี การให้เธอวางมือจากเรื่องงานทั้งหมดแล้วอยู่บ้านบำรุงครรภ์อย่างสบายใจ นานวันเข้าก็คงจะรู้สึกเบื่อบ้าง การเปิดไลฟ์สดพูดคุยกับแฟนคลับ ก็ถือเป็นการฆ่าเวลาแก้เบื่อได้พอดี
ปล่อยเธอทำตามใจไปเถอะ
กู้สิงจับมือลั่วหนิง นั่งดูทีวีเป็นเพื่อนเธออยู่บนโซฟาครู่หนึ่ง
"เจ็บไหมคะ?"
จู่ๆ ลั่วหนิงก็เอ่ยถามขึ้นมา
กู้สิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรู้ตัวว่าลั่วหนิงกำลังพูดถึงรอยแผลที่ริมฝีปากของเขา ซึ่งเป็นแผลที่ถูกกงชิงอี๋กัด
กัดเสียแรงจนเห็นรอยแผลได้อย่างชัดเจน
แต่กู้สิงก็ยังแกล้งตีมึน "อะไรเจ็บเหรอ?"
ลั่วหนิงหันหน้าไปมองกู้สิง ปลายนิ้วแตะลงบนริมฝีปากของเขาเบาๆ
กู้สิงแกล้งทำเป็นเพิ่งรู้สึกตัว ใช้ข้อต่อนิ้วหัวแม่มือแตะรอยแผลเบาๆ "ตอนอยู่ข้างนอกไม่ทันระวังก็เลยไปกระแทกโดนเข้าน่ะ"
ลั่วหนิงตีหน้าเรียบเฉย "กระแทกโดนฟันคนอื่นเหรอคะ?"
กู้สิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำนัก "เดินไม่ระวังไปชนกำแพงมาต่างหาก"
ลั่วหนิงไม่พูดอะไรอีก เพียงแค่หันหน้ากลับไปดูทีวีต่อ ปฏิกิริยาแบบนี้ทำเอากู้สิงเริ่มลนลาน เขาคว้ามือของเธอเอาไว้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"คราวหน้าจะไม่ให้เป็นแบบนี้แล้วครับ"
ลั่วหนิงถึงยอมหันหน้ากลับมามองกู้สิงอีกครั้ง "ใครคะ?"
กู้สิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมสารภาพความจริง "กงชิงอี๋น่ะ ผมคุยกับเธอเรียบร้อยแล้วว่าต่อไปจะรักษาระยะห่างกัน"
ลั่วหนิงพลิกตัวขึ้นไปนั่งคร่อมบนตักของกู้สิง ก้มหน้าลงจูบรอยแผลของเขา
จูบไปได้สักพัก จู่ๆ ลั่วหนิงก็กัดลงไปที่ตำแหน่งเดิม แล้วเงยหน้าขึ้นสบสายตาของกู้สิงที่กำลังเจ็บปวดเล็กน้อย เธอเอ่ยขึ้นว่า
"ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ฉันต่างหากที่เป็นเจ้าของรอยแผลนี้"
กู้สิงชะงักไป จากนั้นก็สังเกตเห็นว่าสายตาของลั่วหนิงกำลังมองไปทางห้องหนังสือที่เฉินหลิงซูกำลังไลฟ์สดอยู่ เขาจึงเข้าใจความหมายของเธอในทันที
จะช่วยปิดบังเรื่องนี้จากเฉินหลิงซูให้เขางั้นสินะ
กู้สิงส่ายหน้าเบาๆ พลางเอ่ย "ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ครับ"
ลั่วหนิงถอนหายใจ "เรื่องบางเรื่องหลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยงเถอะค่ะ"
กู้สิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ได้ปฏิเสธอีก ทว่ายิ่งลั่วหนิงแสนดีมากเท่าไหร่ ในใจเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเท่านั้น เดิมทีการตัดสินใจที่รับปากกงชิงอี๋ว่าจะรักษาระยะห่างจากนี้เป็นต้นไป เขายังรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ ทว่าตอนนี้ในที่สุดก็ปล่อยวางลงได้แล้ว ความสัมพันธ์ของคนเราย่อมมีความใกล้ชิดและห่างเหิน
ตัวเขาเองรู้สึกดีกับกงชิงอี๋จริงๆ นั่นแหละ
แต่ถ้าต้องเลือก กู้สิงจะต้องเลือกลั่วหนิง เฉินหลิงซู และหลินนั่วอย่างแน่นอน พวกเธอต่างหากคือคนที่เขารักที่สุด
เมื่อคิดได้เช่นนี้
ทางฝั่งเฉินหลิงซูดูเหมือนจะรู้ตัวแล้วว่ากู้สิงกลับมา เธอจึงรีบปิดไลฟ์สดอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็กระโดดขึ้นโซฟาด้วยความเบิกบานใจ สองมือโอบกอดรอบคอของเขา
"ซ้อมเป็นยังไงบ้างคะ?"
"ภาพรวมถือว่าออกมาดีทีเดียว"
กู้สิงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม จากนั้นสีหน้าของเฉินหลิงซูก็เปลี่ยนไปทันที เห็นได้ชัดว่าเธอสังเกตเห็นรอยแผลบนริมฝีปากของเขาเข้าแล้ว
"แผลนี่คือ...?"
"ไม่ระวังก็เลยกัดโดนน่ะ"
กู้สิงไม่ได้โยนความผิดให้ลั่วหนิงโดยตรง
ทว่าภายใต้สายตาเคลือบแคลงสงสัยของเฉินหลิงซู ลั่วหนิงก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดขึ้นมาเอง "ฉันกัดเองแหละ เมื่อกี้เขาคิดจะทำมิดีมิร้ายฉันน่ะ"
……
เวลาอาหารค่ำ
กู้สิงกำลังนั่งทานข้าว
เฉินหลิงซูกำลังบ่นตำหนิกู้สิง "ไม่ว่าจะยังไง สามี คุณก็ทำเกินไปหน่อยนะ ก่อนหน้านี้คุณเองก็เป็นคนบอกไม่ใช่เหรอว่าฉันกับลั่วหนิงกำลังท้อง ทำเรื่องแบบนั้นไม่ได้น่ะ? อย่าว่าแต่ลั่วหนิงที่กัดคุณเลย ถ้าคุณมาทำแบบนี้กับฉัน ฉันก็จะกัดคุณให้จมเขี้ยวเหมือนกัน"
กู้สิง "……"
นี่คือข้ออ้างที่ลั่วหนิงแต่งขึ้นมา
ถึงกับบอกว่าเขาเป็นฝ่ายอยากจะขืนใจเธอเนี่ยนะ
การงดเรื่องอย่างว่าในช่วงตั้งครรภ์คือสิ่งที่ทุกคนตกลงกันไว้ การที่เขาแหกกฎ แล้วลั่วหนิงกลัวว่าจะเป็นอันตรายก็เลยกัดเขาไปหนึ่งที เหตุผลนี้ฟังดูสมเหตุสมผลจริงๆ แถมตอนนั้นรอยแผลก็ยังใหม่มากด้วย
รอยแผลที่เพิ่งจะเริ่มตกสะเก็ดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ถูกกัดจนแตกออกอีกครั้ง
แม้กู้สิงจะต้องเจ็บตัวนิดหน่อย แต่เฉินหลิงซูก็ปักใจเชื่ออย่างสนิทใจจริงๆ
ไม่ใช่แค่เฉินหลิงซูที่กำลังบ่นตำหนิกู้สิง หลินนั่วเองก็คอยพูดจาประชดประชันอยู่ข้างๆ ไม่หยุด "สงสัยความสวยของน้องสาวคนนี้คงมีจำกัด พี่ชายก็เลยเบื่อแล้วละมั้ง หรือว่าเรือนร่างของหนิงหนิงจะมีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่ากันนะ"
จะมาเลียนแบบหลินไต้อวี้ทำไมเนี่ย
กู้สิงมองหลินนั่วอย่างหมดคำจะพูด "ผมก็แค่อยากจะถูไถนิดหน่อย ไม่ได้ตั้งใจจะสอดเข้าไปสักหน่อย"
พอประโยคนี้หลุดออกมา ลั่วหนิงก็อดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเสียงเย็น เฉินหลิงซูถึงกับแฉออกมาว่า "เมื่อก่อนตอนที่กู้สิงเพิ่งคบกับฉันใหม่ๆ เขาก็มักจะพูดประโยคนี้บ่อยๆ แหละ"
หลินนั่วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "แล้วเธอให้ไหมล่ะ?"
เฉินหลิงซูมีสีหน้ากระอักกระอ่วน "ก็ยอมให้ไปนิดนึง"
หลินนั่วมองเฉินหลิงซูด้วยความรู้สึกขัดใจ "เขาขอเธอก็ให้เลยเหรอ?"
เฉินหลิงซูก้มหน้าทานข้าวอย่างรู้สึกผิด ความจริงก็ไม่ถือว่ายอมให้ทำหรอก แค่ช่วงนั้นเพิ่งคบกันใหม่ๆ กู้สิงอยากจะทำตลอด ตัวเธอเองก็เอาแต่ปฏิเสธ กลัวว่าพอเขาถูกปฏิเสธบ่อยๆ แล้วจะไม่พอใจหรืออะไรทำนองนั้น ก็เลยยอมให้หมอนี่เอามือล้วงเข้าไปสัมผัสดูนิดหน่อย
ก็เพียงเท่านั้นเอง
เพื่อเป็นการปลอบประโลมกู้สิง ตอนนั้นเธอยังให้สัญญาไว้ว่า รอให้เขาติดหนึ่งในร้อยอันดับแรกของการจัดอันดับดัชนีศิลปินก่อนถึงจะยอมให้ทำ
ตอนนี้พอหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตหล่านั้น ก็แอบรู้สึกตลกอยู่เหมือนกัน
ชั่วขณะหนึ่งความรู้สึกกระอักกระอ่วนในใจ กลับแฝงไปด้วยความหวานชื่นเล็กๆ
พอทานข้าวเสร็จ กู้สิงก็หาข้ออ้างออกไปเดินเล่น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทั้งสามสาวรุมโจมตี ดูท่าแล้วฮาเร็มของเขาคงจะขยายอาณาเขตได้ยากซะแล้ว
ขณะเดียวกันภายในห้องนั่งเล่นของบ้าน
เมื่อกู้สิงเดินออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินนั่วก็ค่อยๆ เลือนหายไป เธอมองไปทางลั่วหนิง
"เธอกัดเขาจริงๆ เหรอ?"
ลั่วหนิงพยักหน้ารับด้วยใบหน้าเรียบเฉย
หลินนั่วแค่นเสียงหัวเราะหยัน "คนอย่างเธอตัดใจทำไม่ลงหรอก"
ลั่วหนิงเงยหน้าขึ้นมองหลินนั่วแวบหนึ่ง "ฉันกัดจริงๆ"
เฉินหลิงซูที่อยู่ข้างๆ เอ่ยกลั้วหัวเราะ "ฉันเป็นพยานให้ได้ แผลนั่นเป็นแผลใหม่ ตอนที่ฉันเดินออกมาก็เห็นพอดี ตอนนั้นยังมีเลือดซึมอยู่เลยนะ..."
"เป็นไปไม่ได้หรอก คนอย่างลั่วหนิงตัดใจทำเรื่องแบบนี้ไม่ลงหรอกน่า"
หลินนั่วจ้องมองเฉินหลิงซู "ถ้าเป็นเธอ เธอจะตัดใจกัดเขาลงงั้นเหรอ?"
เฉินหลิงซูชะงักไป ก่อนจะส่ายหน้า ถึงแม้กู้สิงจะอยากทำจริงๆ ตัวเธอเองก็คงไม่ถึงขั้นโกรธจนต้องกัดเขาหรอก
ส่วนลั่วหนิงน่ะ ยิ่งไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาด
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สีหน้าของเฉินหลิงซูก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
หลินนั่วจ้องหน้าลั่วหนิงเขม็ง "ถ้าเธอกัดกู้สิงจริงๆ นั่นก็แสดงว่าเธอต้องมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง อย่างเช่น... ช่วยเขาปกปิดความผิด"
"หมายความว่ายังไง?"
น้ำเสียงของเฉินหลิงซูเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เมื่อลองคิดดูดีๆ แล้ว มันก็ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลยจริงๆ
ต่อให้กู้สิงจะทำตัวเหลวไหลแค่ไหน แต่เขาก็ยังคงใส่ใจเด็กในท้องของเธอกับลั่วหนิงมาก เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่สนความเสี่ยงแล้วขืนใจทำเรื่องแบบนั้น แม้ว่าความเสี่ยงนั้นอาจจะไม่ได้สูงมากก็ตาม
ถ้าอย่างนั้น ลั่วหนิงก็กำลังช่วยปกปิดความผิดให้กู้สิงอยู่งั้นสิ?
เฉินหลิงซูลุกพรวดขึ้นมา "ฉันจะไปถามกู้สิงให้รู้เรื่อง"