หยวนชีกับระฆังใหญ่มาถึงฮ่าวจิง อธิบายสถานการณ์ให้โอรสสวรรค์โจวฟัง โอรสสวรรค์โจวสั่งให้คนออกสืบหาร่องรอยของสวี่อิงไปทั่วทันที เขากังวลเรื่องความปลอดภัยของสวี่อิงยิ่งกว่าหยวนชีและระฆังใหญ่เสียอีก
"ใต้หล้าของโอรสสวรรค์โจวมีผู้แข็งแกร่งปรากฏตัวมากมาย พวกเขาเก่งเรื่องตามหาคน ต้องหาอาอิ้งเจอแน่"
ระฆังใหญ่วางใจลง กล่าวตะกุกตะกักว่า "ถ้าอย่างนั้นท่านเจ็ด ธุระสำคัญของพวกเราควรจะจัดการได้แล้วหรือยัง?"
หยวนชีเข้าใจความหมาย แย้มยิ้มกล่าว "พวกเราไปคุนหลุน ซีหวังหมู่ประทานของวิเศษและทองเซียนมาตั้งมากมาย อีกทั้งไปสำนักอู๋จี๋ก็ได้ของวิเศษมามากขนาดนี้ สมควรไปพบปรมาจารย์ฉานฉานสักหน่อยแล้ว"
หนึ่งงูหนึ่งระฆังเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น มาพบจู๋ฉานฉาน เห็นเพียงช่างเทวะจู๋สวมตรวนข้อเท้ากำลังทำงานอยู่ ด้านข้างยังมีร่างยักษ์หน้าตาถมึงทึงถือกระบี่ลงทัณฑ์สวรรค์คอยคุมงานอยู่ข้างๆ ท่าทางพร้อมจะฟันนางได้ทุกเมื่อ
"คราวก่อนช่างเทวะจู๋หลบหนี แม้จะกลับมาเอง แต่ก็มีความผิดเพิ่มขึ้นอีกกระทง"
ยักษ์หน้าตาดุร้ายราวกับเทพมารผู้นั้นคือเสนาบดีตุลาการแห่งฮ่าวจิง รับผิดชอบเรื่องการลงทัณฑ์ กล่าวกับหยวนชีว่า "ฝ่าบาทมีรับสั่ง หากขุนนางต้องโทษจู๋ฉานฉานกล้าหนีอีก หรือว่าลักไก่ลดวัสดุ ให้ฟันนางทิ้งตรงนั้นเลย"
หยวนชีลดเสียงกระซิบ "ฟันจริงหรือฟันหลอก?"
เสนาบดีตุลาการร่างยักษ์ผู้นั้นปรายตามองจู๋ฉานฉานแวบหนึ่ง ขยับเข้าไปใกล้เขา กระซิบเสียงเบาว่า "ของปลอมน่ะสิ ฝ่าบาทตรัสไว้ว่า หากข้ากล้าแตะต้องเส้นขนนางแม้แต่เส้นเดียว จะฟันข้าทิ้งก่อน เจ้าอย่าเอาไปพูดเชียวนะ!"
หยวนชีรับคำ
จู๋ฉานฉานเห็นทองเซียนแห่งคุนหลุนและแร่ล้ำค่าที่พวกเขานำมา อีกทั้งยังมีของวิเศษที่ผู้บำเพ็ญปราณขั้นทะยานเป็นเซียนหลอมขึ้นมากมายขนาดนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะดีใจอย่างยิ่ง ผ่านไปครู่หนึ่ง น้ำตาของคุณหนูผู้นี้ก็ร่วงเผาะๆ ลงมาอีก
หยวนชีกับระฆังใหญ่รีบเอ่ยถาม "ปรมาจารย์ฉานฉานเหตุใดจึงดีใจแล้วค่อยเศร้าโศกเล่า?"
จู๋ฉานฉานปาดน้ำตาไปพลางสะอื้นไปพลาง กล่าวว่า "ข้าเก็บของวิเศษได้มากมายเพียงนี้ ในใจอดไม่ได้ที่จะยินดีปรีดา คิดว่าอาวุธเซียนของตนเองมีความหวังแล้ว แต่พอคิดว่าข้ายังไม่ทันทะยานเป็นเซียน ก็สามารถหลอมอาวุธเซียนสำเร็จได้แล้ว วันเวลาอันยาวนานในวันข้างหน้าจะยังมีความสนุกอันใดให้พูดถึงอีก จึงอดไม่ได้ที่จะเศร้าโศกขึ้นมา"
ระฆังใหญ่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง กล่าวว่า "ปรมาจารย์ฉานฉาน ไม่ใช่จะหลอมข้าให้เป็นอาวุธเซียนหรอกหรือ?"
จู๋ฉานฉานรีบเช็ดน้ำตาให้แห้ง ยิ้มกล่าว "แน่นอนว่าต้องหลอมเจ้าให้เป็นอาวุธเซียนสิ จะเป็นชิ้นไหนได้อีก?"
ระฆังใหญ่คลางแคลงใจ
หยวนชีกระซิบกับจู๋ฉานฉานว่า "ปรมาจารย์ ท่านช่วยเจ้าระฆังโง่เพิ่มอานุภาพพลัง แล้วข้าล่ะ? ข้ารู้สึกว่าหลังจากที่ปรมาจารย์ทุบตีข้า พรสวรรค์และความเข้าใจของข้าก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย อยากจะเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย ตรงนี้ของข้ายังมีของวิเศษอีกมากที่จะนำมามอบให้ปรมาจารย์"
เขาอ้าปากกว้าง ทันใดนั้นของวิเศษเต็มท้องก็ปรากฏออกมา อัดแน่นจนเต็มปาก
จู๋ฉานฉานเห็นของวิเศษเหล่านี้ อดไม่ได้ที่จะเบิกบานใจ หัวเราะร่าสามเสียง พอสิ้นเสียงหัวเราะ ก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้โฮออกมาอีก
หยวนชีรีบเอ่ยถาม จู๋ฉานฉานสะอื้นกล่าว "ข้าคิดว่ายอดเขาเฟยไหลของข้ากำลังจะกลายเป็นของวิเศษวิถีเซียน ทั้งยังเป็นอาวุธหนักอันดับหนึ่งในใต้หล้า ดังนั้นจึงยิ้มแย้มเบิกบาน อดไม่ได้ที่จะหัวเราะดังๆ สามครั้ง แต่พอคิดขึ้นมาได้ว่ายอดเขาเฟยไหลของข้ามีน้ำหนักเกินไปแล้ว ยากที่จะเรียกใช้งาน ตอนนี้เกรงว่าจะยิ่งหนักขึ้นไปอีก ทำให้ข้าอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงโศกเศร้าออกมา"
หยวนชีคิดทบทวนครู่หนึ่ง กล่าวว่า "อาอิ้งตื่นรู้ความทรงจำบางส่วนของท่านอิงแล้ว จำได้ว่ามีวิชาศักดิ์สิทธิ์กระบวนท่าหนึ่งเรียกว่าเขาปู้โจว เป็นยอดเขาสำริดเช่นกัน มีรูปลักษณ์มรรคาที่เป็นอมตะชั่วนิรันดร์ ในระหว่างที่ปรมาจารย์หลอมของวิเศษให้พวกเราสองพี่น้อง หากท่านโลภให้น้อยลงหน่อย ข้าจะขอร้องอาอิ้งให้ถ่ายทอดกระบวนท่ายี้แก่ท่าน"
ระฆังใหญ่ลอบชมว่าท่านเจ็ดฉลาดนัก ค่อยๆ ตะล่อมชักจูงว่า "เขาปู้โจวของท่านอิง สามารถช่วยให้ท่านสกัดยอดเขาเฟยไหลให้บริสุทธิ์ขึ้นได้ หลังจากท่านหลอมสำเร็จ มันก็จะเป็นอาวุธเซียนระดับยอดเยี่ยม ขอเพียงท่านโลภของวิเศษของพวกเราสองพี่น้องให้น้อยลงหน่อย พวกเราก็จะขอให้อาอิ้งถ่ายทอดให้ท่าน"
จู๋ฉานฉานหวั่นไหวอย่างยิ่ง
นางเคยเห็นภาพตอนที่เป่ยเฉินจื่อปลดผนึกความทรงจำบางส่วนของสวี่อิง ตอนนั้นสวี่อิงเรียกทัณฑ์สวรรค์มาเติมพลังให้ตัวเอง ด้านหลังก็ปรากฏนิมิตยอดเขาสำริดขึ้นมา น่าจะเป็นเขาปู้โจวนั่นเอง!
"ตกลง!"
จู๋ฉานฉานรับคำอย่างตรงไปตรงมา "ข้าจะโลภให้น้อยลงหน่อย แล้วไปหาชดเชยจากฮ่าวจิงก็แล้วกัน"
เจ้ายักษ์นั่นในฐานะเสนาบดีตุลาการ พอได้ยินคำพูดนี้ กระบี่ลงทัณฑ์สวรรค์ในมือก็ขยับไปมา อดไม่ได้ที่จะอยากฟันคน นึกในใจว่า "ขุนนางต้องโทษพูดต่อหน้าข้าว่าจะหาชดเชยจากฮ่าวจิง ข้าควรจะรักษากฎหมายอย่างเที่ยงธรรมดีไหม? หรือว่าหลับตาข้างลืมตาข้างดี?"
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจหลับตาข้างลืมตาข้าง
เวลานั้นเอง ความสั่นไหวที่อธิบายไม่ถูกขุมหนึ่งก็แผ่ซ่านมาในฟ้าดิน ราวกับการสั่นสะเทือนของมิติเวลา ประหลาดล้ำยิ่งนัก
จู๋ฉานฉาน หยวนชีออกมาด้านนอก ต่างพากันเงยหน้ามองไป เห็นเพียงท้องฟ้าทางทิศตะวันตกเต็มไปด้วยแสงเมฆารุ้ง ราวกับหงส์หลากสีนับร้อยตัวกำลังโบยบิน บินวนเวียนไม่ยอมจากไป
"คือคุนหลุน"
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังพวกเขา หยวนชีหันกลับไปมอง เห็นว่าเป็นเจียงฉี ราชครูเจียง
"คุนหลุน จากโลกหยวนโซ่วไปแล้ว กว่าจะได้เห็นคุนหลุนอีกครั้ง เกรงว่าคงต้องรออีกสามพันปีให้หลัง"
ราชครูเจียงค่อนข้างเศร้าซึม กล่าวว่า "ทว่าในฐานะผู้บำเพ็ญปราณ ต่อให้บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นทะยานเป็นเซียน ก็มีเวลาเพียงสามพันปีเท่านั้น คุนหลุนก็เหมือนกับการทะยานเป็นเซียน ผู้บำเพ็ญปราณคนหนึ่งชั่วชีวิตนี้จะได้เห็นเพียงครั้งเดียว..."
หยวนชีกล่าว "อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น ที่คุนหลุนจากโลกหยวนโซ่วไปเร็วถึงเพียงนี้ เป็นเพราะมีเทพธิดาใช้พลังเวทอันยิ่งใหญ่ เคลื่อนย้ายคุนหลุนไปยังโลกสรรพจักรวาลอื่น นางสามารถย้ายคุนหลุนไปได้ เช่นนั้นก็ต้องสามารถย้ายคุนหลุนกลับมาได้เช่นกัน"
ราชครูเจียงเผยสีหน้าตกตะลึง "ในโลกยังมีบุคคลระดับนี้อยู่อีกหรือ? คนผู้นี้คือใครกัน?"
คุนหลุนซวี
ฟ้าดินบิดเบี้ยว มิติเวลาเอียงกระเท่เร่ ค่อยๆ จมลงสู่หุบเขาชางอู๋
ในขณะเดียวกัน สรรพจักรวาลก็ราวกับไข่มุกสว่างไสว ทั้งเล็กและใหญ่ แขวนประดับอยู่บนท้องฟ้าของคุนหลุนซวี
ในบรรดาโลกสรรพจักรวาลเหล่านั้น ยอดเขาที่สูงที่สุดของคุนหลุนได้เผยยอดออกมาจากโลกใบนั้นแล้ว!
คุนหลุน กำลังจะจุติลงมา!
หยวนเว่ยยางนั่งตัวตรงอยู่ท่ามกลางสวรรค์ชั้นเสินเซียว เรือนผมยาวปลิวไสว ผมสีดำแผ่สยายเป็นวงรัศมีสีดำอยู่เบื้องหลัง แแสงเซียนสาดส่องไปทั่วแผ่นหลังของนาง
เด็กสาวผู้นี้มองไปยังโลกหยวนโซ่ว หากมองจากด้านนอก มิติเวลาของคุนหลุนกำลังบิดเบี้ยวอย่างช้าๆ ทว่าเมื่อมองจากมุมของนาง สิ่งที่บิดเบี้ยวกลับเป็นโลกหยวนโซ่ว
"อดีตเหลือเพียงความทรงจำ อนาคตยังคงเฝ้ารอได้"
นางพึมพำเบาๆ ประโยคหนึ่ง เอ่ยเสียงต่ำว่า "ท่านสวี่ วันหน้าพบกันใหม่!"
ฟ้าดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น คุนหลุนซวีเร่งความเร็วจมลงสู่หุบเขาชางอู๋ วินาทีต่อมา ในมิติเวลาของโลกอีกใบหนึ่ง คุนหลุนซวีก็ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก!
บนท้องฟ้า สรรพจักรวาลก็พากันเลือนหายไปจนหมดสิ้น
บนเขาจิ่วอี๋ สวี่อิงเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มองไปยังท้องฟ้าทิศตะวันตก ที่นั่นแสงเมฆารุ้งรูปร่างคล้ายหงส์นับร้อยพากันร่วงหล่นลงมา เพียงไม่นานก็หายวับไป
สวี่อิงดึงสายตากลับมา มองไปยังหลุมศพรกร้างของโจวฉีอวิ๋น เจ้าโง่อาฝูนอนไขว่ห้างอยู่บนเนินหลุมศพ ในปากคาบหญ้าหางสุนัขที่แห้งเหลืองเอาไว้
บนหัวของเจ้าโง่อาฝูยังคงมีรูโหว่ขนาดใหญ่ ในกะโหลกศีรษะว่างเปล่า มีเพียงแสงสว่างขุมหนึ่ง
หากเป็นคนอื่น คงตายไปตั้งนานแล้ว ทว่าเขากลับรอดชีวิตมาได้
"คุนหลุนจากไปแล้ว"
สวี่อิงมาถึงเขาจิ่วอี๋ได้หลายวันแล้ว เขาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ เพื่อหลบหนีการตามล่าจากยอดฝีมือไร้เทียมทานทั้งสาม ได้แก่ นั่วเผิง ชาวสวนผัก และชายตัดฟืน
หลายวันที่เขาหลบซ่อนตัว ได้เรียกใช้ถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วทั้งสองแห่ง สกัดโอสถเซียนอย่างต่อเนื่อง แล้วหลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของตนเอง
โอสถเซียนของถ้ำสวรรค์วังหนีหวานมาจากทะเลโกลาหล สามารถเพิ่มความมีชีวิตชีวาของร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแกร่ง โอสถเซียนของถ้ำสวรรค์เจี้ยงกงมาจากวังโตวซ่วย เพิ่มพูนพลังใจ หากเป็นร่างกายก็คือการเพิ่มพละกำลัง หากเป็นจิตวิญญาณ ก็คือการเพิ่มพลังวิญญาณ
ไม่เพียงเท่านั้น พลังที่ได้จากการสกัดโอสถเซียน ยังสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้รูปลักษณ์มรรคา ทำให้รูปลักษณ์มรรคามีความชัดเจนยิ่งขึ้น และมีอานุภาพมากขึ้น
พลังของโอสถเซียนบริสุทธิ์อย่างยิ่ง สามารถทำให้รูปลักษณ์มรรคากลายเป็นจริงยิ่งขึ้น เข้าใกล้วิถีเซียน
หลายวันนี้สวี่อิงเพ่งจิตนึกถึงวิชาศักดิ์สิทธิ์อย่างรูปลักษณ์มรรคาเขาปู้โจว เตาหลอมตะวันแปดทิศ ทะเลดาราจลาจล ห้วงลึกฝังมรรคา เป็นต้น ลงลึกถึงรูปลักษณ์มรรคาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
เพียงแค่ทวงคืนถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วสองแห่งมาได้ แม้จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้เขาอย่างมหาศาล แต่การใช้ถ้ำสวรรค์สองแห่งนี้ให้ดีก็เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง
"สหายเต๋าโจว ข้าเป็นเซียนนั่วแล้ว"
สวี่อิงสีหน้าเรียบเฉย กล่าวกับเนินหลุมศพใต้ร่างของเจ้าโง่อาฝูว่า "ตัวข้าในตอนนี้ สามารถกางแดนการแฝงกายอำพราง กลายเป็นดินแดนเซียนแห่งหนึ่ง ในแดนเซียนแห่งนี้ ข้าก็คือเซียนที่ร่างกายและพละกำลังบรรลุถึงระดับเซียน ข้าแข็งแกร่งยิ่งกว่าท่านในตอนนั้นเสียอีก"
เจ้าโง่อาฝูเกาหัวด้วยความสงสัย ลุกขึ้นมองหลุมศพรกร้างใต้ร่าง ถึงได้รู้ว่าเขาไม่ได้พูดกับตนเอง
"ทว่า ในใจข้า ท่านก็ยังคงเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด"
สวี่อิงกล่าว "ความแข็งแกร่งของท่าน เพียงแค่ถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อมในปีนั้นของท่าน หากท่านมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ ความแข็งแกร่งของท่านจะต้องสูงกว่านี้แน่ ข้ารู้สึกว่า ท่านสามารถช่วงชิงตำแหน่งผู้แข็งแกร่งที่สุดในยุคปัจจุบันได้"
เจ้าโง่อาฝูหันขวับกลับมา จ้องมองหลุมศพนี้ ค่อนข้างไม่ยอมรับ
สวี่อิงกล่าว "ในโลกปัจจุบัน หรือจะพูดว่าตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน มีไม่กี่คนที่ทำให้ข้าเลื่อมใสได้ แต่ท่านคือหนึ่งในนั้น ตอนนี้แม้ข้าจะแข็งแกร่งถึงขีดสุดแล้ว แต่ท่านในใจข้า ก็ยังคงเป็นผู้แข็งแกร่ง"
"ท่านสวี่ แล้วข้าล่ะ?"
จู่ๆ เจ้าโง่อาฝูก็เอ่ยปากพูด "ข้าเตรียมการมาสองพันปี ในยุคสิ้นสุดของการฝึกปราณ ข้าปั่นป่วนสถานการณ์ทั่วหล้า ก่อให้เกิดความวุ่นวายหยินหยาง ทำให้ค่ายกลผนึกฟ้าดินปรากฏขึ้นอีกครั้ง เปิดคุนหลุน เปิดเผยหกปรมาจารย์ สร้างความเสียหายอย่างหนักแก่คนตกปลา ทำให้ชื่อเสียงของวิชานั่วป่นปี้ สร้างยุครุ่งเรืองของการฝึกปราณขึ้นมาใหม่! ข้าข้ามทัณฑ์สวรรค์ด้วยตัวคนเดียว ต่อต้านทัณฑ์สวรรค์ที่ไม่มีใครต่อต้านได้มาตลอดสี่หมื่นกว่าปี สติปัญญาของข้าทะลุฟ้า ไม่คู่ควรกับคำว่าเลื่อมใสจากท่านสวี่แม้แต่ประโยคเดียวเลยหรือ?"
สวี่อิงดูเหมือนจะไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อยที่เขาสามารถเอ่ยปากพูดได้ ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง กล่าวว่า "ท่านไม่เคยหลุดพ้นจากเงาของข้า และไม่เคยกระโดดออกจากความควบคุมของข้า อีกทั้งยังคิดว่าวิชานั่วเป็นวิชามารนอกรีต ต้องทำลายทิ้ง จะคู่ควรให้ข้าเลื่อมใสได้อย่างไร? อาฝู ข้าต่างหากที่เป็นเจ้านายของถ้ำสวรรค์หกปรมาจารย์นั่ว ถ้ำสวรรค์ทั้งหก ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าเปิดเบิกขึ้นมา! ตอนนี้..."
เขาเผชิญหน้ากับเจ้าโง่อาฝู เอ่ยถามว่า "ท่านยังคิดว่า วิชานั่วเป็นวิถีทางที่ใช้เก็บเกี่ยวชาวโลกอยู่อีกหรือ?"
เจ้าโง่อาฝูมองไปยังถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วทั้งสองแห่งที่อยู่ด้านหลังเขา กล่าวว่า "ท่านสวี่ ท่านได้ถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วมา สามารถตัดถ้ำสวรรค์ของผู้อื่นได้หรือไม่?"
สวี่อิงได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย พยักหน้ารับ
เจ้าโง่อาฝูหัวเราะฮ่าๆ กล่าวว่า "นี่ไงล่ะ ท่านสามารถตัดถ้ำสวรรค์ของคนทั่วหล้าได้ คนทั่วหล้าสำหรับท่านแล้วต่างอะไรกับต้นกุยช่าย? ท่านสามารถไม่ตัดได้ แต่คนอื่นฆ่าท่าน แล้วใช้ถ้ำสวรรค์ของท่านก็ยังคงสามารถเก็บเกี่ยวคนทั่วหล้าได้อยู่ดี! วิชานั่ว ไม่ใช่วิชาที่ถูกต้องมาแต่ไหนแต่ไร แต่เป็นอาวุธมีคมที่ใช้เก็บเกี่ยวคนทั่วหล้าต่างหาก"
สวี่อิงอึ้งงัน
เจ้าโง่อาฝูล้มตัวลงนอนบนเนินหลุมศพอีกครั้ง สายตาลึกล้ำกล่าวว่า "ท่านสวี่ คนที่ท่านควรยกย่องคือข้า ไม่ใช่ผีตายโหงในหลุมศพ"
เวลานั้นเอง จู่ๆ ท้องฟ้าก็สั่นสะเทือน เห็นเพียงนภาแตกร้าว งูขาวดำสองตัวร่วงหล่นลงมาจากฟ้า เลื้อยคดเคี้ยวลงมา ขดพันรอบหมู่เขา
งูเซียนสองตัวสายตาดั่งคบเพลิง กวาดตามองหมู่เขา ค้นหาร่องรอยของสวี่อิง
สวี่อิงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย โคจรปราณแท้ เขียนยันต์วิถีสวรรค์ขึ้นมาแผ่นหนึ่งอย่างรวดเร็ว แปะลงบนร่างของเจ้าโง่อาฝู จากนั้นก็พลิ้วกายจากไป
งูเซียนสองตัวนั้นเลื้อยมาถึงยอดเขา สายตากวาดผ่านร่างของเจ้าโง่อาฝู ทว่าเจ้าโง่อาฝูที่พวกมันมองเห็นกลับเป็นคนอีกคนหนึ่ง
งูเซียนสองตัวนั้นเหลือบไปเห็นรุ้งบินที่สวี่อิงทิ้งไว้ตอนหลบหนี ก็รีบเชิดหัวขึ้น ทันใดนั้น ร่างของหญิงชรานั่วเผิงก็ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ร่อนลงข้างหลุมศพ
นั่วเผิงในยามนี้ดูน่าเวทนายิ่งกว่าแต่ก่อน บาดแผลเต็มตัว แขนข้างหนึ่งถูกฟันขาด แขนอีกข้างก็ได้รับบาดเจ็บ แผลมรรคาบนร่างมีมากถึงหลายร้อยแห่ง
จิตวิญญาณดั้งเดิมด้านหลังหญิงชราผู้นี้สูงใหญ่กว่าเขาจิ่วอี๋เสียอีก สายตาทะลุปรุโปร่ง สาดส่องไปตามแสงรุ้งที่สวี่อิงทิ้งไว้ มุ่งตรงไปยังภูเขาแสนลูก เพื่อค้นหาร่องรอยของสวี่อิง
นางเก็บจิตวิญญาณดั้งเดิม กำลังจะไล่ตามสวี่อิงไป จู่ๆ ร่างกายก็แข็งทื่อ ตวาดเสียงแหลม "ใครอยู่ตรงนั้น?"
เจ้าโง่อาฝูใจหายวาบ นึกว่านางมองทะลุยันต์ของสวี่อิงได้ แต่กลับเห็นนั่วเผิงสายตาดั่งคบเพลิง กวาดตามองไปในอากาศ
เมฆก้อนหนึ่งบนท้องฟ้าลอยมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ หญิงสาวในชุดนางในวังเดินออกมาจากในเมฆ มองลงมาจากเบื้องบน ยิ้มกล่าว "เทพธิดาเผิงเยียนในปีนั้น วันนี้กลับต้องตกต่ำถึงเพียงนี้ ช่างน่าทอดถอนใจนัก"
นั่วเผิงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "นังหนู เจ้าเป็นใคร?"
หญิงสาวในชุดนางในวังยิ้มกล่าว "ท่านไม่รู้จักข้า แต่ต้องรู้จักของสิ่งนี้แน่"
นางขยับจิตนึกคิด แสงเซียนหมื่นสายด้านหลังพุ่งทะลุชั้นเมฆ เห็นเพียงหอคอยเทพสิบสองชั้นหลังหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากในแสงเซียน แสงเซียนนั้น สาดส่องออกมาจากหอคอยหลังนี้นี่เอง!
นั่วเผิงมองไปยังหอคอยสิบสองชั้นหลังนั้น สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
เจ้าโง่อาฝูเงยหน้าขึ้น มองไปยังด้านหลังของหญิงสาวชุดนางในวังผู้นั้นเช่นกัน เห็นเพียงว่าในหอคอยสิบสองชั้นแต่ละชั้น ล้วนมีเงาร่างสายหนึ่งนั่งตัวตรงนิ่งไม่ไหวติง ราวกับเป็นรอยประทับ ไม่เหมือนคนจริงๆ
สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงก็คือ รอยประทับทั้งสิบสองในหอคอย กลับเป็นรูปลักษณ์ของสวี่อิงทั้งหมด!
"ดูเหมือนเทพธิดาเผิงเยียนจะรู้จักหอคอยหลังนี้"
หญิงสาวชุดนางในวังผู้นั้นตาหยี ยิ้มกล่าว "ท่านอาจารย์ของข้าได้ยินมาว่าเทพธิดาเผิงเยียนได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกคนบีบให้ออกจากคุนหลุน ดังนั้นจึงสั่งให้ข้าถือหอคอยหลังนี้มา เพื่อทวงคืนถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วบนร่างของเทพธิดา"
นั่วเผิงเผยสีหน้าหวาดกลัว โคจรงูยักษ์ปราณเซียนสองตัว ปกป้องรอบกาย ร้องตะโกนว่า "ถ้ำสวรรค์วังหนีหวานของข้าเฒ่า ถูกคนแย่งชิงไปแล้ว ไม่อยู่บนตัว!"
"ข้าไม่เชื่อ"
หญิงสาวชุดนางในวังผู้นั้นหลุดขำพรืด ชี้นิ้วออกไป เห็นเพียงหอคอยสิบสองชั้นลอยขึ้น กดทับลงมาที่นั่วเผิง
นั่วเผิงรู้ตัวว่าถึงคราวเป็นตายเท่ากัน ในวินาทีนี้ นางจึงเร่งเร้าตบะทั้งหมดทันที โคจรงูยักษ์ปราณเซียนสองตัวให้พุ่งทะยานขึ้นไปรัดพันหอคอยสิบสองชั้นหลังนั้นไว้ แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "นังหนู จะจัดการข้า ให้ประมุขอาจารย์ของเจ้ามาเองยังจะเข้าท่ากว่า! เจ้ามา ก็แค่เอาหอคอยสิบสองชั้นมาประเคนให้ข้าเฒ่าเท่านั้น!"
นางเพิ่งจะพูดถึงตรงนี้ จู่ๆ รอยประทับสวี่อิงแต่ละร่างในหอคอยสิบสองชั้นก็พากันลืมตาขึ้น แสงสว่างในหอคอยสาดประสานกัน ขาวโพลนไปหมด งูเซียนสองตัวที่ก่อตัวจากปราณขาวดำระเบิดดังปังๆ!
หอคอยสิบสองชั้นหลังนั้นเปล่งแสงเซียนเจิดจ้า ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า เสียงดังตึง กดทับนั่วเผิงจนกลายเป็นกองเนื้อเละเทะ!
เมฆารุ้งร่วงหล่นลงมา หญิงสาวชุดนางในวังผู้นั้นร่อนลงบนยอดเขาจิ่วอี๋ เข้าไปดูใกล้ๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อย กระทืบเท้ากล่าว "นางไม่ได้หลอกข้านี่นา ถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วไม่อยู่บนร่างนางจริงๆ ด้วย! ข้านี่ก็ขี้ระแวงเกินไป!"
นางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง กวาดสายตามองไปทางเจ้าโง่อาฝูที่นอนอยู่บนเนินหลุมศพ
ทันใดนั้น นางก็ยกมือขึ้น ดึงยันต์ที่สวี่อิงแปะไว้บนร่างของเจ้าโง่อาฝูออก เจ้าโง่อาฝูใจหายวาบ "นางมองทะลุยันต์ของท่านสวี่ได้งั้นหรือ?"
หญิงสาวชุดนางในวังผู้นั้นพิจารณายันต์แผ่นนี้ จากนั้นก็เหาะทะยานขึ้นไป "เอาไปให้ท่านอาจารย์ดูดีกว่า!"
เมฆารุ้งพานางบินจากไปจนหายลับตา
เจ้าโง่อาฝูลุกขึ้นอย่างเงียบๆ รวบรวมพลังเวทที่เหลืออยู่ในร่าง ย้ายหลุมศพของโจวฉีอวิ๋นออกไปไกลกว่าสิบจั้ง
แสงสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศดังฟิ้วมาจากแดนไกล ปักฉึกตรงจุดที่เขาเพิ่งนอนอยู่เมื่อครู่ ตรงนั้นระเบิดเสียงดังสนั่น เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ เป็นหญิงสาวชุดนางในวังผู้นั้นที่ลงมือฆ่าปิดปากนั่นเอง
เจ้าโง่อาฝูล้มตัวลงนอนต่อ เหม่อลอยไร้สติ "หอคอยสิบสองชั้นที่หญิงสาวผู้นั้นเรียกใช้ ไม่เหมือนของวิเศษ แต่กลับเหมือนหอคอยสิบสองชั้นในดินแดนซีอี๋เสียมากกว่า แต่เหตุใดถึงมีรอยประทับของท่านสวี่ได้..."







