91. บทที่ 91 ผู้มาใหม่
ความเงียบอันน่าอึดอัดก่อตัวขึ้นท่ามกลางพวกเขาทั้งสามคน
จางจื้อหย่วนคิดว่าอีกฝ่ายจะแค่หัวเราะกลบเกลื่อนเรื่องนี้ไป ทว่าหลังจากที่เซวียเฉวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขากลับเอ่ยปากถามว่า "ไปยังไงครับ?"
จางจื้อหย่วนอดประเมินอีกฝ่ายให้สูงขึ้นไปอีกระดับไม่ได้ "เชิญตามผมมาครับ"
หลังจากผ่านการยืนยันตัวตนและประตูนิรภัยอีกสองชั้น ทั้งสามก็มาถึงห้องอันกว้างขวางสว่างไสว เดิมทีที่นี่คือห้องตรวจสอบ แต่หลังจากได้รับการดัดแปลงก็กลายเป็นสถานที่ล็อกอินเข้าเกมแห่งใหม่ ทั้งยังเป็นห้องเพียงไม่กี่ห้องในที่นี้ที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอกได้ เมื่อเทียบกับห้องลับในตึกตำรวจสากลแล้ว อุปกรณ์ภายในห้องนี้ย่อมครบครันกว่ามาก ไม่เพียงแต่สามารถตรวจสอบดัชนีชี้วัดทางร่างกายของผู้เข้าร่วมได้หลายรายการ แต่ยังสามารถบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เช่น ชั้นความจำของสมองและคลื่นสมองได้อีกด้วย
"รู้สึกเหมือนที่นี่เป็นห้องทดลองมากกว่า ส่วนพวกเราก็คือตัวทดลอง" เซวียเฉวียนพูดตรงไปตรงมา
"นั่งก่อนเถอะครับ พวกเรายังมีเวลา" จางจื้อหย่วนเดินไปที่หน้าคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง แล้วส่งข้อความตามเบอร์โทรศัพท์ก่อนหน้านี้ เนื่องจากเครือข่ายของที่นี่ล้วนใช้ระบบสายไฟเบอร์ออปติก และยังบล็อกสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้า จึงไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือสื่อสารได้โดยตรง "ก่อนที่จะเข้าไปอย่างเป็นทางการ ผมอยากจะคุยกับคุณเรื่องดินแดนหรรษาสักหน่อย"
"ผมรอฟังอยู่ครับ" เซวียเฉวียนให้ความร่วมมือ
จางจื้อหย่วนเริ่มเล่าตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้เรื่องเกมดินแดนหรรษา ลากยาวไปจนถึงตอนที่พวกเขาปล้นรถไฟ และหลบหนีออกมาได้ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด เขาไม่ได้เน้นย้ำถึงความเป็นจริงของเรื่องนี้ หรือระดับความลับของมันอีก เพราะเขามองว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าบุคคลหมายเลขสามที่ผ่านการคัดกรองมาอย่างเข้มงวด การพูดซ้ำไปซ้ำมาก็ไร้ความหมาย
เป็นไปตามคาด เซวียเฉวียนตั้งใจฟังมาก แม้บนใบหน้าของเขาจะเผยแววเคลือบแคลงออกมาเป็นระยะ แต่ตั้งแต่ต้นจนจบเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าเรื่องนี้เหลวไหลหรือพิลึกพิลั่นแต่อย่างใด
"...ดังนั้น ภารกิจของผมก็คือการบริหารบริษัทที่พวกเขาก่อตั้งขึ้นในป้อมรุ่งโรจน์แทนดินแดนหรรษาสินะครับ?"
"บอกได้แค่ว่าดินแดนหรรษามีความต้องการแบบนั้น แต่คงไม่โยนความรับผิดชอบทั้งหมดให้คุณคนเดียวหรอกครับ" จางจื้อหย่วนครุ่นคิดแล้วตอบกลับ
"เพราะนี่คือเกมที่มีผู้เล่นหลายคน หรือพูดอีกอย่างก็คือ ดินแดนหรรษาหวังว่ามันจะยังคงเหมือนเกมใช่ไหมคะ?" ชุยเจินเอินจู่ๆ ก็แทรกขึ้นมา
"จะเข้าใจแบบนั้นก็ไม่เป็นไรครับ"
เซวียเฉวียนหันไปมองชุยเจินเอิน "ทำไมดินแดนหรรษาถึงต้องทำแบบนี้ด้วย?"
"อะไรนะคะ?" อีกฝ่ายยังตอบสนองไม่ทัน
"ทำไมมันถึงต้องทำให้โลกของดินแดนหรรษาดูเหมือนเกมด้วยล่ะครับ?"
"อ้อ คุณถามเรื่องนี้เองเหรอคะ..." ชุยเจินเอินผายมือ "เพราะไม่อยากให้พวกเราสืบสาวราวเรื่องล่ะมั้งคะ ขอออกตัวก่อนนะคะว่าฉันยังไม่เคยไปที่นั่น ข้อมูลทั้งหมดก็ฟังมาจากปากของจื้อหย่วน แต่พอลองคิดดูดีๆ แล้วก็จะพบว่า การสร้างสิ่งของขึ้นมาจากความว่างเปล่าในโลกแห่งความเป็นจริงมันหมายความว่ายังไง ถึงแม้ของชิ้นนั้นจะมีจำกัดเวลาก็เถอะ ในเกมทำได้ก็เพราะมีโค้ดโปรแกรมทำงานอยู่เบื้องหลัง แล้วถ้าในโลกความเป็นจริงล่ะ มันต้องใช้หลักการอะไรอยู่เบื้องหลังกันแน่? ถ้าไม่ทำให้เป็นเกม เกรงว่าแม้แต่จะยอมรับผลลัพธ์นี้พวกคุณก็คงทำใจลำบาก ไม่ต้องพูดถึงการให้ความร่วมมือกับคำขอของพิธีกรเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จเลยค่ะ"
จางจื้อหย่วนพบว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาก็มีเหตุผลอยู่บ้าง
แม้แต่ตัวเขาเอง ต่อให้เชื่อไปแล้วว่าโลกฝั่งนั้นมีอยู่จริง แต่เวลาที่ต้องเผชิญกับวิธีการจัดการต่างๆ ของพิธีกร เขาก็ยังคงเกิดความรู้สึกคุ้นชินขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวอยู่ดี
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ โดยพื้นฐานแล้วเขายอมรับไปแล้วว่าดินแดนหรรษาคือเกมจำลองที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง
ตอนนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนก็ดัง 'ติ๊ดๆ' มาจากคอมพิวเตอร์
หลังจากจางจื้อหย่วนอ่านข้อความจบ เขาก็พยักหน้าให้ทั้งสองคน "ดินแดนหรรษาเปิดให้พวกเราเข้าไปได้แล้วครับ ตอนนี้แค่สวมแว่น VR ก็พอ"
"พูดตามตรง ผมจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่าพาหนะที่จะพาไปอีกโลกหนึ่งคือ VR" เซวียเฉวียนนอนลงบนเตียงพยาบาลพลางหยิบแว่นที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมา "มันน่าจะจำลองความรู้สึกอื่นไม่ได้นี่นา"
มันจำลองไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ
หน้าที่เพียงอย่างเดียวของแว่น VR ก็คือการทำให้ดินแดนหรรษามองเห็นตัวผู้เล่นเท่านั้น
จางจื้อหย่วนคิดในใจ แต่ไม่ได้พูดออกไป
"พวกเราจะไม่ถูกแยกกันใช่ไหมคะ?" ชุยเจินเอินถามด้วยความกังวลเล็กน้อย
"ไม่หรอกครับ ตามประสบการณ์ที่ผ่านมา พอคุณไปถึงก็จะเห็นผมเลย" จางจื้อหย่วนสวมแว่น "ถ้าอย่างนั้น ไว้เจอกันในดินแดนหรรษานะครับ"
ความรู้สึกหดตัวอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้เขาหน้ามืดไปชั่วขณะ
แต่เขาก็เอาชนะความรู้สึกอึดอัดนั้นได้อย่างรวดเร็ว
แสงสว่างในครั้งนี้มาเร็วกว่าหลายๆ ครั้งก่อนหน้า
สิ่งที่สัมผัสได้เป็นอย่างแรกก็คือกลิ่นแผ่นไม้ชื้นๆ ที่มีกลิ่นเน่าเหม็นเจือปนมาเล็กน้อย
จางจื้อหย่วนลืมตาขึ้นแล้วค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง เขาพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในโลงศพ
ดินแดนหรรษานี่ชักจะหลุดโลกขึ้นทุกทีแล้วนะ!
หรือจะบอกว่าผู้เล่นสายเทคนิคที่ไม่จ่ายค่าตั๋วเข้าอย่างพวกเขาสมควรจะอยู่ต่ำกว่าผู้เล่นที่ยอมจ่ายเงินไปหนึ่งขั้นงั้นเหรอ?
"ให้ตายเถอะ! ที่นี่ที่ไหนเนี่ย?" เสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังขึ้นข้างหูอย่างกะทันหัน เขาหันขวับไปมอง ก็เห็นเด็กหญิงผมสีเทาอายุสิบกว่าขวบกำลังปีนออกจากโลงศพอย่างยากลำบาก "เหม็นจัง... เย็นเฉียบเลย อาซีปา... ดันมีประสาทสัมผัสจริงๆ ด้วย!"
คำว่าซีปาประโยคนี้ทำให้จางจื้อหย่วนรู้ตัวตนของอีกฝ่ายได้ในทันที
"ชู่ว ระวังตัวตนของคุณด้วย อย่าโวยวายซี้ซั้วสิ!"
"คุณคือ... จางจื้อหย่วนเหรอคะ?"
"ใช่ครับ แล้วสหายอีกท่านล่ะ?" จางจื้อหย่วนมองไปรอบๆ เขาพบว่าที่นี่ค่อนข้างมืดมิดทีเดียว แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวมาจากเหนือศีรษะ ทว่าก็ส่องสว่างได้เพียงพื้นที่เล็กๆ ของห้องเท่านั้น เมื่อยังหาผู้ร่วมทีมคนที่สามไม่พบ เขาจึงอดร้อนใจขึ้นมาไม่ได้
ปัง ปัง ปัง...!
จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะเป็นจังหวะดังมาจากโลงศพใบหนึ่ง
จางจื้อหย่วนกับชุยเจินเอินสบตากัน ก่อนจะรีบคลำทางฝ่าความมืดไปยังหน้าโลงศพใบนั้น แล้วช่วยกันออกแรงผลักฝาโลงที่ปิดอยู่ออก
"ฟู่... ที่นี่ที่ไหนครับเนี่ย?"
อีกฝ่ายถามคำถามเดียวกับชุยเจินเอิน
"สหายเซวีย?"
"ผมเอง"
"พวกเรามาถึงแล้วล่ะครับ" จางจื้อหย่วนฝืนยิ้ม "ที่นี่ก็คือดินแดนหรรษา"
เซวียเฉวียนหอบหายใจอย่างแรงหลายที เขายันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วมองมือทั้งสองข้างของตัวเอง ก่อนจะลูบคลำใบหน้าพลางพึมพำเสียงแผ่ว "ผมขอบอกเลยว่า... หลายสิบปีที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตสูญเปล่าจริงๆ มนุษย์สามารถเปิดเส้นทางไปยังอีกโลกหนึ่งได้จริงๆ"
"ไม่เป็นไรครับ คุณค่อยๆ สัมผัสดู ร่างกายน่าจะถูกเปลี่ยนมาแล้ว เพราะฉะนั้นเลยต้องใช้เวลาปรับตัวสักหน่อย" จางจื้อหย่วนคอยชี้แนะอย่างใส่ใจ
ไม่ว่าภูมิหลังของอีกฝ่ายจะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่เมื่อเข้ามาในดินแดนหรรษาเป็นครั้งแรกก็จะต้องเกิดความรู้สึกเคลือบแคลงในชีวิตขึ้นมาอย่างแน่นอน ข้อนี้เขาเคยสัมผัสมากับตัวแล้ว
"การควบคุมร่างกายไม่มีปัญหา สัมผัสไม่ได้ล่าช้าเลย" ทางด้านชุยเจินเอินก็เริ่มขยับแขนขาอยู่ข้างๆ "ต่อไปคือการทดลองชิมรส... แหวะ ตะไคร่น้ำนี่เหม็นชะมัด เหมือนโคลนตมที่เน่าเปื่อยเลย ดูเหมือนว่าการรับรู้ของความทรงจำต่อการดมกลิ่นและการรับรสก็ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนนะ"
เอ่อ... แต่ก็มีคนที่เกิดมาพร้อมกับความสามารถในการปรับตัวได้เร็วกว่าอยู่สินะ จางจื้อหย่วนเสริมในใจอย่างเงียบๆ
"แปลก..." จู่ๆ เขาก็พบว่านอกจากพวกเขาทั้งสามคนแล้ว ภายในห้องก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ค่อนข้างต่างไปจากเมื่อก่อน โจวจือล่ะ? เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อล่ะ?
ขณะที่กำลังนึกสงสัย ร่างอันคุ้นเคยร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าพวกเขาอย่างเงียบเชียบ
"ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนหรรษา" พิธีกรยังคงสวมหน้ากากใบนั้น "หวังว่าจุดล็อกอินใหม่คงจะไม่ทำให้พวกคุณรู้สึกสับสนนะ"
เซวียเฉวียนกับชุยเจินเอินตกใจสะดุ้ง!
จางจื้อหย่วนรีบอธิบาย "นี่เป็นแค่ภาพสะท้อนน่ะครับ หลังจากเข้าเกมแล้วพิธีกรสามารถติดต่อกับพวกเราได้ตลอดเวลา" หลังจากพูดจบเขาก็มองไปที่ภาพเงาโปร่งแสงนั่น "แล้วคนอื่นๆ ล่ะครับ? หรือว่าครั้งนี้พวกเขาไม่ได้มากันหมดเลย?"
"คนอื่นเข้าเกมไปแล้ว พวกคุณสามคนเป็นกลุ่มสุดท้าย"
อะไรนะ? จางจื้อหย่วนใจกระตุก ผู้เล่นคนอื่นเริ่มทำภารกิจกันแล้วเหรอ? ทำไมครั้งนี้ดินแดนหรรษาถึงไม่ส่งการแจ้งเตือนมาต่างหากล่ะ? จู่ๆ เขาก็นึกถึงคำถามสำคัญขึ้นมาได้ข้อหนึ่ง "ตอนนี้ผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนับตั้งแต่ตอนที่พวกเราปล้นรถไฟ?"
"เข้าวันที่แปดแล้ว" พิธีกรตอบกลับ
จางจื้อหย่วนคิดในใจว่าเป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ด้วย! เขากลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้แค่สามวันกว่าๆ ทว่าความต่างของเวลาทั้งสองฝั่งกลับเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว! แต่ความเร็วในการไหลของเวลาก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทียบกับการเล่นเกมครั้งที่สอง ดูเหมือนว่าจะช้าลงเล็กน้อย
เมื่อนึกเชื่อมโยงไปถึงสถานการณ์ที่เกือบจะไม่มีความต่างของเวลาตอนที่เข้ามาในครั้งที่สาม เขาก็พบว่าตัวเองรับรู้ถึงกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในไทม์ไลน์ของดินแดนหรรษาได้ลางๆ แล้ว







