ฉู่เซียงเซียงเดินเข้ามาใกล้ ในใจรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “ข้านึกว่าที่เขาหลอกให้ข้ามา เพื่อจะเขียนอักขระวิถีสวรรค์ลงบนตัวข้าเสียอีก ที่แท้ก็พบรอยร้าวบนร่างของเสด็จพ่อ...”
ร่างของสวี่อิงลอยขึ้น บินวนรอบศพของฮ่องเต้ชางอู๋ เขามองออกไปด้านนอกด้วยความตื่นเต้นอย่างยิ่ง พลางกล่าวว่า “เจ้าดูสิ! ข้าคิดว่ารอยร้าวที่ถูกผนึกเอาไว้นี้ คือทางเชื่อมไปสู่ดินแดนเซียน!”
ฉู่เซียงเซียงเหยียบย่ำลงบนผิวน้ำแม่น้ำ เหาะเหินขึ้นไปหาสวี่อิง แล้วกล่าวว่า “เสด็จพ่อบอกว่า ดินแดนเซียนก็มีรอยร้าวอยู่สายหนึ่งจริงๆ แต่รอยร้าวนั้นถูกดินแดนเซียนผนึกไปแล้ว พระองค์ยังบอกอีกว่า ตอนที่ยังไม่มีผนึก พระองค์ก็สามารถก้าวเข้าสู่ดินแดนเซียนได้เช่นกัน”
สวี่อิงแหงนหน้ามอง พิจารณารอยร้าวแห่งมิติเวลาที่ถูกผนึก ภายในรอยร้าวมีแสงสีทองไหลเวียน ในแสงนั้นมีแสงเซียนทอประกาย ก่อตัวเป็นอักขระวิถีเซียน
อักขระวิถีเซียนเหล่านี้ ได้ผนึกรอยร้าวของดินแดนเซียนเอาไว้
เขาพยายามบินไปยังรอยร้าวนั้น ทว่าไม่ว่าเขาจะบินเร็วแค่ไหน หรือบินไปไกลเพียงใด ก็ยังคงมีระยะห่างจากรอยร้าวของดินแดนเซียนอยู่เสมอ
ภาพนี้ทำให้เขาอดนึกถึงตอนที่ตนเองแย่งชิงอักขระสะกดมารที่ได้รับการเซ่นไหว้ไม่ได้
ตอนนั้นเขาก็พยายามบินข้ามสะพานเทวะของเป่ยเฉินจื่อ เพื่อมุ่งตรงไปยังเมืองอวี้จิง แต่ก็ไม่สามารถบินเข้าไปในอวี้จิงได้สักที
เป่ยเฉินจื่อบอกว่า มีเพียงจิตวิญญาณระดับเซียนเท่านั้นจึงจะสามารถก้าวเข้าสู่เมืองอวี้จิงได้ หากไม่เป็นเซียน ก็จะไม่มีวันเข้าใกล้อวี้จิงได้เลย
และรอยร้าวที่เชื่อมไปสู่ดินแดนเซียนของฮ่องเต้ชางอู๋ก็เป็นเช่นนี้ เกรงว่าหากไม่เป็นเซียน ก็คงไม่มีวันเข้าใกล้รอยร้าวนี้ได้
“บนเขาคุนหลุน ก็มีถ้ำสวรรค์แห่งหนึ่งที่เชื่อมไปยังดินแดนเซียน ถ้ำสวรรค์นั้นก็ถูกดินแดนเซียนผนึกไว้เช่นกัน”
สวี่อิงนึกขึ้นมาได้กะทันหัน ซีหวังหมู่เคยบอกเขาว่า ในช่วงที่พลังเทพของเขาคุนหลุนรุ่งเรืองที่สุด มีถ้ำสวรรค์สิบแห่งแทงทะลุไปถึงดินแดนเซียน ราวกับบ่อน้ำสิบแห่งที่คอยดูดซับพลังงานจากดินแดนเซียน กลายมาเป็นน้ำเซียนสระเหยาฉือ
ถ้ำสวรรค์ของคุนหลุน กับรอยร้าวของชางอู๋ก็เหมือนกัน หากไม่เป็นเซียนก็ไม่สามารถเข้าใกล้ และไม่สามารถบินข้ามไปได้
“แต่ที่แปลกก็คือ โลกหน้าของทะเลปรโลกที่อยู่บนทะเลปรโลก สถานที่ซึ่งสามารถผลิตโอสถเซียนวิญญาณได้นั้น ก็มีความคล้ายคลึงกับถ้ำสวรรค์ของคุนหลุนและรอยร้าวดินแดนเซียนของชางอู๋มาก”
สวี่อิงครุ่นคิด “นี่เป็นเพราะเหตุใดกัน?”
ฉู่เซียงเซียงเห็นเขาเหม่อลอยไปกะทันหัน จึงรีบโบกมือไปมาตรงหน้าเขา
สวี่อิงพึมพำกับตัวเองว่า “มหาจักรพรรดิเป่ยอินบอกข้าว่า พระองค์มุ่งหน้าจากผิวน้ำทะเลไปยังโลกหน้าของทะเลปรโลก แต่ก็ไม่มีวันเดินไปถึงโลกหน้าได้เลย เซียงเซียง โลกหน้าของทะเลปรโลกกับดินแดนเซียนคล้ายกันถึงเพียงนี้ จะสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า...”
ฉู่เซียงเซียงรีบสลัดความคิดอื่นทิ้งไป แล้วเอ่ยถาม “อธิบายว่าอะไรหรือ?”
“อธิบายว่า แท้จริงแล้วดินแดนเซียน ก็คือโลกหน้าของโลกมนุษย์เรา?”
สวี่อิงหันขวับมา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง พลางกล่าวว่า “หากดินแดนเซียนคือโลกหน้าของโลกมนุษย์ จะสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า พวกเราเองก็สามารถเปิดถ้ำสวรรค์ดินแดนเซียนได้ เหมือนกับการเปิดถ้ำสวรรค์โลกหน้าของความลับทั้งหกในร่างกายมนุษย์?”
ฉู่เซียงเซียงถูกเขาจ้องจนหัวใจเต้นโครมคราม ใบหน้าร้อนผ่าว นางรีบตั้งสติแล้วกล่าวว่า “ร่างกายมนุษย์มีความลับทั้งหก แต่ไม่มีขุมทรัพย์ลับดินแดนเซียนเสียหน่อย!”
สวี่อิงกระจ่างแจ้งในทันที เขาหัวเราะ “เซียงเซียง เจ้าพูดมีเหตุผล”
เขาเงยหน้ามองรอยร้าวดินแดนเซียน จู่ๆ ก็หัวเราะออกมา “ทว่า ถึงแม้ข้าจะหาขุมทรัพย์ลับดินแดนเซียนในร่างกายมนุษย์ไม่พบ แต่ข้ากลับเข้าใจอักขระวิถีเซียนบนผนึกนี้ การคลายอักขระวิถีเซียน เพื่อลอบขโมยปราณเซียน ก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก”
อักขระวิถีเซียนที่ผนึกรอยร้าวดินแดนเซียน เมื่อสวี่อิงมองดูก็เข้าใจความหมาย อักขระวิถีเซียนไม่กี่ตัวนี้ เทียบไม่ได้เลยกับอักขระวิถีเซียนที่ใช้ผนึกเขา ดังนั้นการทำลายผนึกจึงไม่ยุ่งยากนัก
เขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถคลายผนึกได้
ฉู่เซียงเซียงทั้งตกใจทั้งดีใจ จากนั้นก็สลดลง นางส่ายหน้า “ต่อให้พวกเราคลายผนึกได้ ก็เข้าใกล้รอยร้าวไม่ได้อยู่ดี หากเข้าใกล้ไม่ได้ ก็คลายผนึกไม่ได้”
สวี่อิงหยิบขวดหยกออกมาใบหนึ่ง เดินมาอยู่ข้างศพของฮ่องเต้ชางอู๋ แล้วกล่าวว่า “หากช่วยชีวิตบิดาของเจ้าได้ พระองค์ก็คงจะคลายผนึกได้แล้ว”
ฉู่เซียงเซียงชะงักงัน “เจ้า...”
สวี่อิงเทน้ำเซียนสระเหยาฉือลงในปากศพของฮ่องเต้ชางอู๋ เฝ้ารอให้น้ำเซียนสระเหยาฉือออกฤทธิ์อย่างเงียบๆ
ฉู่เซียงเซียงยังคงมีท่าทีเหม่อลอย “เขาไม่ต้องการร่างกายของข้าแล้วหรือ?”
นางรู้สึกสับสนเล็กน้อย ตามคำพูดของฮ่องเต้ชางอู๋ สวี่อิงจะต้องขูดรีดอย่างหนักแน่ ไม่เพียงแต่จะต้องแต่งนางเข้าบ้าน แต่ยังต้องรีดไถสินสอดก้อนโตอีก ถึงจะยอมนำน้ำเซียนสระเหยาฉือออกมา
อีกทั้งการที่ฮ่องเต้ชางอู๋ออกจากบ้านครั้งนี้ ก็เพื่อเอาใจลูกเขย ยอมเสี่ยงใช้จิตวิญญาณของตนไปสู้ตายกับปรมาจารย์นั่ว
แต่ตอนนี้ สวี่อิงกลับดูเหมือนไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย และหยิบน้ำเซียนสระเหยาฉือออกมาให้ฮ่องเต้ชางอู๋ดื่มโดยตรง!
ภายในร่างของฮ่องเต้ชางอู๋ พลันมีพลังชีวิตอันมหาศาลปะทุขึ้น ชั่วพริบตาก็แผ่ขยายไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทะลวงผ่านห้วงลึกแต่ละสายในสรรพจักรวาล!
ภายในห้วงลึกเหล่านั้น เปลวเพลิงพลุ่งพล่าน ร่างกายอันใหญ่โตพลิกตลบอยู่ท่ามกลางชั้นหิน พลังเทพอันเก่าแก่และหลับใหลกำลังค่อยๆ ฟื้นตัว!
และในขณะนี้ จิตวิญญาณของชางอู๋ที่อยู่ไกลออกไปในโลกหวงหลง ก็สัมผัสได้ถึงการตื่นขึ้นของพลังเทพของตน รวมถึงการฟื้นคืนของร่างกาย!
“เซียงเซียง ลูกสาวที่ดีของข้า”
พระองค์รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก ภายในใจซับซ้อน เอ่ยเสียงเบาว่า “สองวันนี้ เซียงเซียงคงต้องเสียสละเพื่อการนี้ไปมากทีเดียว...”
ร่างกายของพระองค์ฟื้นตัวแล้ว แต่จิตวิญญาณยังคงต่อสู้กับนั่วตี่อยู่ จึงไม่อาจรีบไปที่แดนลับชางอู๋ได้ในทันที
ภายในแดนลับ สวี่อิงช่วยชีวิตฮ่องเต้ชางอู๋ไว้ได้ แต่กลับไม่เห็นพระองค์ฟื้นขึ้นมาเสียที
ฉู่เซียงเซียงหัวเราะ “จิตวิญญาณของเสด็จพ่ออยู่ข้างนอก คงยังกลับมาไม่ได้ในตอนนี้ เจ้าเรียกข้าว่าเซียงเซียง งั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าอาอิ้งก็แล้วกัน ข้าจะพาเจ้าออกไปเดินเล่น!”
นางจับมือสวี่อิง วิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วสองก้าว จู่ๆ ก็กระโจนตัวลอยขึ้น พาสวี่อิงกระโดดขึ้นไปบนอากาศ
ใต้เท้าของทั้งสอง มีสายน้ำของแม่น้ำเซียงไหลผ่าน แม่น้ำเริ่มมีชีวิตชีวา เกลียวคลื่นพยุงพวกเขาทั้งสองคนพุ่งทะยานไปในอากาศ ชั่วพริบตาก็ทะลุผ่านรอยร้าวสายหนึ่งที่อยู่ข้างฮ่องเต้ชางอู๋
แม่น้ำเซียงพาทั้งสองบินไปในรอยร้าวแห่งมิติเวลา พุ่งทะยานไปท่ามกลางหุบเหวลึกอันสูงชัน ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นจนพ้นจากหุบเหว
ภายนอกหุบเหวเป็นอีกโลกหนึ่ง สองข้างทางมีเรือกสวนไร่นา มีมังกรเทพพุ่งพรวดออกมาจากโคลนตมในนาข้าว สะบัดหัวอันใหญ่โต สลัดโคลนบนร่างทิ้งไป บันดาลเมฆเสกฝน ไถนาปลูกข้าว
ข้างทุ่งนา มีชาวบ้านกำลังจุดธูปสวดมนต์ภาวนา และถวายเครื่องเซ่นไหว้
แม่น้ำเซียงพาสวี่อิงและฉู่เซียงเซียงล่องลอยไปในอากาศ ค่อยๆ ลดระดับต่ำลง บินผ่านคันนาที่ตัดสลับกันไปมา มองเห็นชนบทของโลกใบนี้ ชาวบ้านพากันเซ่นไหว้ทวยเทพต่างๆ และทวยเทพเหล่านี้ก็จะทำตามคำอธิษฐานของชาวบ้าน คอยช่วยเหลือพวกเขา
ทิวทัศน์อันแปลกประหลาดเช่นนี้ สวี่อิงไม่เคยเห็นมาก่อน เรียกได้ว่าเป็นกลิ่นอายของต่างแดนอย่างแท้จริง
แม่น้ำเซียงพาทั้งสองกลับมายังแดนลับชางอู๋ ทะลุผ่านรอยร้าวแห่งมิติเวลาอีกแห่งหนึ่ง
ทั้งสองเข้าไปในท้องทะเลกว้างใหญ่ หุบเขาชางอู๋ปรากฏขึ้นใต้ก้นทะเลของโลกที่ไม่มีใครรู้จักแห่งนี้
มีปลาตัวใหญ่เท่าภูเขาว่ายผ่านข้างกายพวกเขาไป ดวงตาอันใหญ่โตลึกล้ำเป็นสีฟ้าคราม ฉู่เซียงเซียงพาสวี่อิงไปอยู่บนหน้าผากของปลาใหญ่ ปลาใหญ่พากันว่ายน้ำไปในหุบเหว ราวกับกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า
“ฟิ้ว ”
ปลาใหญ่พุ่งตัวออกจากหุบเหว ว่ายน้ำขึ้นไปอย่างสุดกำลัง กระโจนพรวดพ้นผิวน้ำทะเล กลายร่างเป็นมังกรชือหลงสีเงินยวง เหยียบเมฆมงคลโบยบินไปบนท้องฟ้า
บนหัวของมังกรชือหลง ฉู่เซียงเซียงกางแขนออกด้วยความตื่นเต้น รับลมทะเลที่เค็มปร่า
มังกรชือหลงพุ่งทะยานลงสู่ทะเล กลายร่างเป็นปลาใหญ่อีกครั้งและดำดิ่งลงสู่หุบเหวลึก
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉู่เซียงเซียงก็พาสวี่อิงมาปรากฏตัวบนยอดเขาสูงตระหง่าน บนหัวคือดวงดาวอันใหญ่โต ที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านน่านฟ้าของโลกใบนี้ไปอย่างช้าๆ
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง พวกเขาก็มาถึงทะเลลาวา สองข้างของหุบเหวลึก ลาวาที่เดือดพล่านไหลทะลักลงสู่หุบเหวราวกับน้ำตกขนาดใหญ่ ส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนหูอื้อ
ฉู่เซียงเซียงเกิดความรู้สึกอยากสนุกขึ้นมา จึงพาสวี่อิงพุ่งทะลุผ่านโลกต่างๆ ทีละใบ ได้เห็นทิวทัศน์อันงดงามตระการตามากมาย
นางเล่นสนุกจนลืมเหนื่อย ในที่สุดก็เล่นจนเหนื่อยล้า จึงนอนลงบนผืนหญ้ากว้างกับสวี่อิง
ทั้งสองนอนเอาศีรษะชนกัน ฉู่เซียงเซียงเหยียดแขนตรง กางมือออกราวกับจะคว้าดวงดาวบนท้องฟ้าลงมา
“เสด็จพ่อของข้าอยากจะยกข้าให้แต่งงานกับเจ้า พระองค์อยากฟื้นคืนชีพจนแทบจะบ้าอยู่แล้ว ข้าไม่เต็มใจ ก็เลยแอบหนีออกไปหาเจ้าด้วยตัวเอง เจ้าเป็นคนดี ไม่น่ารังเกียจเลย”
จู่ๆ ฉู่เซียงเซียงก็พลิกตัวกลับมา ก้มหน้ามองใบหน้าของสวี่อิง พลางหัวเราะเสียงเบา “ครั้งนี้เจ้ากลับมาพร้อมเสด็จพ่อ ข้าทั้งอายทั้งกลัว แต่พอได้อยู่ด้วยกันสองวันนี้ ข้าก็รู้สึกว่าเจ้าน่าชื่นชอบอยู่เหมือนกัน”
ศีรษะของทั้งสองสลับทิศกัน สวี่อิงรู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้กำลังขยับเข้ามาใกล้ ทำให้จิตใจว้าวุ่นหลงใหลเล็กน้อย จึงรีบกล่าวว่า “เซียงเซียง ข้าเชี่ยวชาญอักขระวิถีสวรรค์ สามารถช่วยเพิ่มอักขระวิถีสวรรค์ที่เหมาะกับเจ้าได้นะ...”
ฉู่เซียงเซียงหลับตาลง ศีรษะก้มต่ำลงเรื่อยๆ
ตอนนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงสตรีคนหนึ่งดังมาจากข้างนอก “อาอิ้ง อาอิ้ง!”
ฉู่เซียงเซียงตื่นจากความว้าวุ่นหลงใหล รีบลุกขึ้นอย่างลุกลี้ลุกลน สวี่อิงเองก็ดึงสติกลับมาได้ รีบกล่าวว่า “จู๋ฉานฉานกับคนอื่นๆ มาแล้ว เซียงเซียง เจ้าไปรับพวกเขาเข้ามาเถอะ”
ฉู่เซียงเซียงตอบรับคำหนึ่ง ใบหน้าแดงเถือกไปถึงลำคอ ในใจรู้สึกเอียงอาย รีบวิ่งฉิวออกไปข้างนอก ก็เห็นว่าในหุบเขาชางอู๋มียอดเขาสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมาลูกหนึ่ง และมีงูยักษ์ตัวหนึ่งเลื้อยคดเคี้ยวลงมาจากยอดเขา
เขาทั้งสองของงูยักษ์มีสีดำหนึ่งขาวหนึ่ง ปราณหยินหยางกระเพื่อมไหวอยู่ระหว่างเขาทั้งสอง มีเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ระหว่างเขา ผิวพรรณขาวดุจหิมะ รูปร่างค่อนข้างอวบอิ่ม เสื้อผ้าที่หลวมโพรกเมื่อสวมอยู่บนตัวนาง กลับดูคับแน่นที่หน้าอกเล็กน้อย
ฉู่เซียงเซียงเดินเข้าไปใกล้ ก็เห็นว่าบนไหล่ของเด็กสาวมีหญ้าเซียนสีม่วงเกาะอยู่ และด้านหลังยังมีระฆังทองแดงที่ดูเก่าแก่อีกใบหนึ่ง
“คือจู๋ฉานฉานใช่หรือไม่? คุณชายสวี่ให้ข้ามาต้อนรับ” ฉู่เซียงเซียงเอ่ยถาม
จู๋ฉานฉานเพิ่งเคยเห็นคุณหนูที่งดงามเช่นนี้เป็นครั้งแรก จึงรีบเดินเข้าไปหา พลางหัวเราะ “จู๋ฉานฉานก็คือข้าเอง พี่สาวท่านนี้มีนามว่าอะไรหรือ?”
ฉู่เซียงเซียงแนะนำตัวคร่าวๆ แล้วเชิญพวกเขาเข้าไปในแดนลับชางอู๋
นางแอบชำเลืองมองสวี่อิง สวี่อิงมีสีหน้าเป็นปกติ ดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตว่าเมื่อครู่นี้นางเกือบจะจูบเขาอยู่แล้ว
หยวนชีและระฆังใหญ่เมื่อเห็นสวี่อิง ก็รีบพุ่งเข้ามาหา
ระฆังใหญ่มีท่าทีภาคภูมิใจ ร้องบอกว่า “อาอิ้ง อาอิ้ง! ปรมาจารย์ฉานฉานหลอมร่างให้ข้าใหม่แล้ว ใช้ทองคำเซียนของคุนหลุนด้วย เจ้าดูออกไหมว่าตอนนี้ข้าต่างไปจากเดิมตรงไหน?”
สวี่อิงพิจารณาอย่างละเอียดอยู่พักหนึ่ง ลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า “ดูไม่ออกว่าต่างกันตรงไหน...”
“ปรมาจารย์ฉานฉานฝีมือดียิ่งนัก ซ่อมของเก่าให้ดูเก่าได้เหมือนเดิมเป๊ะ!”
ระฆังใหญ่เอ่ยชม ส่งเสียงดังกังวาน ‘ตึง’ เสียงระฆังดังก้องกังวาน เสียงสะท้อนไม่ขาดสาย พลางกล่าวว่า “ตอนนี้ความแข็งแกร่งของข้า สามารถประชันกับอาวุธเซียนได้แล้วนะ!”
มันระเบิดอานุภาพออกมา เสียงแห่งมรรคต่างๆ ดังกังวาน ปรากฏนิมิตอันไม่ธรรมดา ซ้ำยังมีอักขระวิถีเซียนสว่างวาบขึ้นมาจากผนังระฆังของมัน
อานุภาพของมันเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจริงๆ ถึงขั้นให้ความรู้สึกเหมือนยกของหนักได้เบาดุจขนนก ควบคุมได้ดั่งใจนึก เพียงแต่ที่บอกว่ามันสามารถประชันกับอาวุธเซียนได้นั้น สวี่อิงก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก
ปลายด้านหนึ่งของอาวุธเซียนซ่อนอยู่ในดินแดนเซียน อีกด้านหนึ่งตั้งอยู่ในโลกมนุษย์ การใช้อานุภาพแห่งวิถีของดินแดนเซียน โจมตีบุคคลในโลกมนุษย์ ย่อมไร้ผู้ต่อต้านเป็นธรรมดา
อาวุธเซียนคือการยกระดับในเชิงคุณภาพ การที่ภายในร่างของระฆังใหญ่มีทองคำเซียนเพิ่มขึ้นมาไม่กี่ชนิดแล้วจะสามารถเทียบเคียงกับอาวุธเซียนได้นั้น ดูจะเกินจริงไปสักหน่อย ยิ่งไปกว่านั้น ก็ไม่แน่ว่าจะมีทองคำเซียนอยู่จริงด้วยซ้ำ
หยวนชีก็ขยับเข้ามาใกล้ กล่าวด้วยความดีใจว่า “อาอิ้ง ปรมาจารย์ฉานฉานก็ช่วยหลอมข้าใหม่เหมือนกัน เจ้าดูออกไหมว่าต่างไปจากเดิมตรงไหน?”
สวี่อิงพิจารณาอยู่นาน ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า “หรือว่าท่านเจ็ดจะตัวใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อนนิดหน่อย?”
หยวนชีกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ปรมาจารย์ฉานฉานช่วยทะลวงเส้นเอ็นและกระดูกให้ข้า ขจัดสิ่งเจือปน ทำให้ข้าฉลาดขึ้น พรสวรรค์และความเข้าใจก็ดีขึ้นด้วยนะ!”
สวี่อิงนึกสงสัย รู้สึกอยู่เสมอว่าเจ้าสองตัวนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากเท่าใดนัก
แต่ว่า พวกมันกลับแข็งแกร่งขึ้นมากจริงๆ ระดับการบ่มเพาะและพละกำลังเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ช่างแปลกประหลาดนัก
หญ้าเซียนสีม่วงกระโดดขึ้นไปบนไหล่ของสวี่อิง มองเจ้าสองตัวนี้ด้วยสายตาดูแคลนเช่นกัน
จู่ๆ หญ้าเซียนต้นนี้ก็เหลือบไปเห็นฮ่องเต้ชางอู๋ที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ตรงนั้น ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา แอบเลื้อยเข้าไปหาอย่างเงียบๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง หญ้าเซียนสีม่วงก็หยั่งรากลงในร่างกายของฮ่องเต้ชางอู๋อย่างหน้าตาเฉย เพื่อดูดซับสารอาหาร
จู๋ฉานฉานหัวเราะ “อาอิ้ง เจ้าดูออกไหมว่ายอดเขาเฟยไหลของข้าต่างไปจากเดิมตรงไหน?”
สวี่อิงมองยอดเขาเฟยไหลซึ่งอยู่นอกแดนลับชางอู๋ แล้วอุทานด้วยความประหลาดใจว่า “ทั้งสูงทั้งใหญ่กว่าเมื่อก่อนอีก! ฉานฉาน เจ้าไปเอาวัตถุดิบมากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน?”
จู๋ฉานฉานอึกอัก “เรื่องนี้ ย่อมต้องมีวิธีหามาอย่างถูกต้อง...”
สวี่อิงมองนางอย่างมีความหมายแฝง พลางหัวเราะ “ฉานฉาน เรือเทวะโลกหน้าของเจ้าที่หลอมขึ้นมานั้น สามารถตรงไปยังโลกหน้าได้อย่างไร? ช่วยสอนข้าหน่อยได้ไหม?”







