เมื่อสวี่ซื่อเยี่ยนและภรรยาอุ้มลูกกลับมาถึงบ้านใหญ่ ครอบครัวฝ่ายซูต่างก็พากันดีใจต้อนรับอย่างอบอุ่น
เช้าวันที่สามของปีใหม่ ลูกสาวที่แต่งออกไปแล้วของบ้านซู ต่างก็พากันกลับมาพร้อมหน้ากัน
ฉินเหม่ยหลิงกับสามี ซุยหงจื้อ พาลูกสาวและลูกชาย ซุยเสี่ยวหลิงกับซุยเสี่ยวจวินกลับมาด้วย
ซูอันเจินแต่งงานอยู่ใกล้ๆ ในหมู่บ้านใหญ่เช่นกัน สามีของเธอชื่อหนานเจิ้นตง บ้านอยู่ฝั่งตะวันตกของหมู่บ้าน ไม่ไกลจากบ้านซู
ลูกชายคนโตของซูอันเจิน ชื่อหนานเสี่ยวหมิง อายุน้อยกว่าสวี่จิ่นผิงหนึ่งปี ส่วนคนเล็ก หนานเสี่ยวเลี่ยง เพิ่งจะอายุไม่ถึงหนึ่งขวบ
ซูอันเฟินแต่งไปอยู่ที่ซวงหลง สามีชื่อจี้ทงจง ลูกชายของพวกเขา จี้หงเลี่ยง เพิ่งคลอดเมื่อเดือนพฤศจิกายน
ช่วงนั้นสวี่ซื่อเยี่ยนอยู่ที่เมืองหลวงของจังหวัด ส่วนซูอันอิงต้องดูแลลูกสองคน เลยไม่มีโอกาสไปเยี่ยมน้องสาว
ตอนนี้บ้านซูคึกคักมาก มีลูกสาวหกคน ลูกเขยสี่คน หลานชายหลานสาวเก้าคน
ซูเหวยจงกับภรรยามองดูบ้านที่เต็มไปด้วยคนแล้วก็ยิ้มจนปากแทบจะหุบไม่ลง
เห็นหลานๆ แต่ละคนตัวน่ารัก อวบอั๋น หน้าตาฉลาดเฉลียว ก็อดเอ็นดูไม่ได้ อุ้มคนนี้ จุ๊บคนนั้น ทุกคนก็น่ารักไปหมด
“พ่อ นี่เป็นเนื้อแกะที่บ้านเราฆ่าไว้ก่อนปีใหม่ ผมเอามาฝากครึ่งตัว
แล้วก็พวกของพวกนี้ เป็นของที่ผมซื้อติดมือมาจากตอนออกไปเมืองหลวงของจังหวัด
พวกเราสองคนมีลูกตั้งสี่คน ก็เลยถือของมาได้ไม่เยอะเท่าไหร่ครับ”
เด็กสองคนเล็กถูกวางไว้บนเตียงอุ่น ถอดเสื้อกันหนาวและหมวกออก ปล่อยให้ทั้งคู่คลานเล่นอยู่บนเตียง
สวี่ซื่อเยี่ยนถึงได้มีเวลามานั่งคุยกับพ่อตา
ซูอันอิงกลับบ้านปีละครั้งสองครั้ง ยังไงก็ต้องเอาของฝากกลับมาบ้าง
ตอนนี้จะออกจากบ้านไปทีไม่ง่ายเลย ต้องอุ้มเด็กเล็กสองคน พาเด็กโตอีกสองคนไปด้วย
โชคดีที่ออกเดินทางพร้อมกับสวี่ซื่อเต๋อ ตอนขึ้นรถมีจ้าวเจี้ยนเซ่อช่วยส่ง ตอนลงรถก็มีสวี่ซื่อเต๋อช่วยถือของ คนบ้านซูก็ยังมารับที่ศูนย์
ไม่อย่างนั้น ถ้าต้องพึ่งแค่สวี่ซื่อเยี่ยนกับภรรยา สี่เด็กก็เหนื่อยแย่แล้ว ไหนจะเหลือแรงหิ้วของอีก?
สวี่ซื่อเยี่ยนชี้ไปที่ถุงสานนั่น ข้างในมีเนื้อแกะอยู่
แล้วก็หยิบวิทยุทรานซิสเตอร์จากกระเป๋าหลังออกมา เป็นของขวัญให้ซูเหวยจง
ตอนนี้วิทยุแบบนี้ไม่แพงเท่าเมื่อก่อนแล้ว พ่อแท้ๆ กับพ่อภรรยาก็ได้เท่ากัน ไม่ลำเอียง
อีกสองผืนเป็นผ้าผืนใหม่ คล้ายกับที่ให้โจวกุ้ยหลาน
แม่ยายก็เหมือนแม่แท้ๆ หานซื่อทำดีกับสวี่ซื่อเยี่ยนมาตลอด ของพวกนี้แม้จะไม่จำเป็น แต่ก็ต้องให้ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
“ใช่แล้ว น้องหก นี่เป็นเงินค่าจ้างที่ได้จากไปทำงานในโรงงานช่วงฤดูใบไม้ร่วง”
สวี่ซื่อเยี่ยนหยิบเงินร้อยหยวนออกมายื่นให้ซูอันฮวา
ซูอันฮวาไปทำงานในโรงงานแค่เดือนครึ่ง จริงๆ ได้ไม่ถึงเจ็ดสิบหยวน แต่สวี่ซื่อเยี่ยนกับภรรยาคุยกันแล้ว เลยเพิ่มเงินให้อีกหน่อย
“แล้วนี่เป็นเสื้อผ้าที่พี่ฉินตัดให้ ลองดูสิว่าใส่ได้มั้ย”
ซูอันฮวาเคยมาช่วยเลี้ยงลูกที่บ้านสวี่อยู่เกือบครึ่งปี ถือว่าเป็นกำลังสำคัญมาก
ตอนเธอกลับบ้าน สวี่ซื่อเยี่ยนยังอยู่ที่เมืองหลวงของจังหวัด ซูอันอิงเลยให้เงินน้องสาวไว้หกสิบหยวน
พอกลับมาแล้วสวี่ซื่อเยี่ยนพูดถึงเรื่องนี้ ก็รู้สึกว่าให้น้อยไป
ซูอันฮวาอยู่ที่บ้านนั้น ทั้งช่วยงานบ้านเลี้ยงเด็ก เหนื่อยไม่ใช่น้อย หกสิบหยวนถือว่าน้อยเกินไป
ทั้งสองสามีภรรยาจึงตกลงเพิ่มเงินให้อีก แล้วก็ทำเสื้อผ้าให้ชุดหนึ่ง
พอดีสวี่ซื่อเยี่ยนซื้อผ้ากลับมาจากเมืองหลวงของจังหวัดเยอะ สวี่ซื่อฉินก็ว่าง เลยตัดเย็บให้จนเสร็จเรียบร้อย
“พี่เขย ฉันไปทำงานที่โรงงานแค่เดือนครึ่ง จะไปได้เงินเยอะขนาดนี้ได้ไง
พี่อย่าหลอกฉันเลย นี่ต้องเป็นพี่กับพี่สาวจงใจเพิ่มเงินให้แน่ๆ”
ซูอันฮวาไม่ได้โง่เสียหน่อย หลังจากทำงานในโรงงานแปรรูปมานาน เธอย่อมรู้ว่าคนอื่นๆ ได้ค่าแรงกันประมาณเท่าไหร่
แต่เงินที่เธอได้มานั้น มากกว่าที่เธอเคยได้ยินมาถึงสองเท่า ไม่ต้องคิดให้มากก็รู้แล้วว่า พี่สาวกับพี่เขยคงแอบให้เงินเธอเพิ่มโดยอ้างเป็นค่าแรงแน่ๆ
“เดิมทีคนอื่นเขาก็เห็นแก่หน้าพี่เขยรองถึงได้ให้ฉันทำงาน แถมยังให้ทำจนถึงรอบสุดท้าย ได้เงินมากกว่าคนอื่นอีกนะ
พี่เขยยังจะให้เงินฉันเพิ่มอีก แบบนี้ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ฉันไปบ้านพี่แล้วเหรอ?”
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงล่ะ? ปีนี้ทีมที่สองของตำบลตงกังได้กำไรเยอะ ค่าคะแนนแรงงานเลยสูงกว่าแต่ก่อนน่ะสิ”
สวี่ซื่อเยี่ยนกระแอมเบาๆ เดี๋ยวนี้เด็กสาวหลอกยากขึ้นทุกที “ไม่เชื่อก็ไปถามพี่สาวเธอดูสิ จริงนะ”
ฝั่งนั้นซูอันอิงก็พยักหน้าอย่างร่วมมือ “อืม ปีนี้ตำบลเรามีผลผลิตโสมดี รายได้เลยเยอะ
รับไปเถอะ ถ้าฤดูใบไม้ร่วงปีนี้เธออยากมาทำงานอีก ก็ยังมาทำได้เหมือนเดิม พวกเรายังรวมกลุ่มทำกันอยู่”
ซูอันอิงพูดแล้วแบบนั้น ซูอันฮวาก็ไม่พูดอะไรอีก รับเงินแล้วยิ้มแย้มถือเสื้อผ้าไปห้องฝั่งตะวันตกอย่างร่าเริง
“พวกเธอสองคนก็เอาแต่ตามใจน้องอยู่เรื่อย ทั้งให้เงินทั้งทำเสื้อให้ แบบนี้ต้องเสียเงินไปเท่าไหร่กันนะ?”
หานซื่ออ้าปากบ่น แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับซ่อนเอาไว้ไม่อยู่
ถึงแม้ว่าลูกสาวคนที่สองจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่ก็เติบโตมาด้วยกัน เหมือนเป็นลูกแท้ๆ ไม่มีผิด
ส่วนลูกเขยก็ไม่ต้องพูดถึง เขานอบน้อมกับเธอและสามีมาก ทุกครั้งที่มาเยี่ยมก็ไม่เคยมือเปล่า อาหารของใช้ขนกันมาเพียบ
ถึงจะเป็นลูกชายแท้ๆ พอแต่งงานมีครอบครัวแยกไปแล้ว ก็ใช่ว่าจะทำได้แบบนี้
ซูอันอิงกับสวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้ตอบอะไร แค่ยิ้มรับเท่านั้น
หานซื่อเห็นแบบนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก อุ้มหลานสองคนขึ้นมานั่งบนตัก เล่นกับพวกเขาไปพลาง คุยกับลูกสาวไปพลาง
อีกด้านหนึ่ง สวี่ซื่อเยี่ยนถูกซูเหวยจงกับเหล่าพี่เขยดึงตัวไปคุย
ปีนี้ทีมที่สองของตำบลตงกังทำคะแนนแรงงานได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ คนทั้งอำเภอรู้กันหมด
หนานเจิ้นตงกับจี้ถงจงต่างก็อิจฉาเป็นอย่างมาก รีบคว้าตัวสวี่ซื่อเยี่ยนมาถามไถ่ไม่หยุด
ซูเหวยจงสนใจเรื่องการจัดสรรที่ดินแบบครัวเรือนมากกว่า ก็เลยอดไม่ได้ที่จะถามสวี่ซื่อเยี่ยนเรื่องนี้เหมือนกัน
ซูอันฮวาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็วิ่งกลับมาด้วยท่าทีร่าเริง
“พ่อ แม่ ดูสิ เสื้อที่พี่ฉินตัดให้พอดีตัวหนูมากๆ เลย ฝีมือพี่ฉินนี่สุดยอดจริงๆ เสื้อสวยมากๆ เลย”
ซูอันฮวาเป็นลูกสาวคนสุดท้องของบ้าน พ่อแม่ก็รัก พี่สาวทั้งหลายก็เอ็นดู อีกทั้งเธอยังอายุน้อยที่สุด และ มีนิสัยร่าเริงสดใส
ได้เสื้อผ้าสวยๆ แบบนี้ แน่นอนว่าอยากอวดให้ทุกคนเห็น
เสื้อที่สวี่ซื่อฉินตัดให้เธอเป็นสีข้าวฟ่างอ่อนๆ มีทรงกระเป๋าเฉียง คอปกเล็ก ทรงเข้ารูปที่เอว
ตรงเอวยังออกแบบให้มี “เข็มขัดปลอม” พอใส่แล้วดูเอวเล็ก หุ่นตั้งตรง ดูกระฉับกระเฉงมาก
ส่วนกางเกงสีน้ำเงินเข้มก็ออกแบบให้ขากางเกงเข้ารูป ไม่เหมือนกางเกงรุ่นเก่าทั่วไปที่ขากว้าง
แต่ก็ไม่ถึงกับแนบขาแบบยุคหลัง เรียกว่ากำลังดี ใส่แล้วดูขาเรียวยาว
ซูอันฮวาตัวไม่สูงมาก แค่ประมาณ 158 เซนติเมตร แต่พอแต่งตัวแบบนี้ก็ดูสูงขึ้นทันตา ดูดีมาก
หานซื่อเห็นแล้วก็พยักหน้าไม่หยุด “ต้องยอมรับเลยนะ ว่าฝีมือน้องหกของพี่เขยของเธอไม่มีที่ติจริงๆ
เสื้อตัวนี้ฉันยังไม่เคยเห็นใครใส่เลย สวยจริงๆ”
สมัยนี้คนทำเสื้อผ้ามักจะทำเผื่อให้ใส่ได้ทั้งฤดูร้อนฤดูหนาว เลยทำหลวมๆ ไว้ก่อน ทำให้สาวๆ ใส่แล้วไม่ค่อยสวยเท่าไหร่
เสื้อผ้าที่สวี่ซื่อฉินตัดนั้นวัดตามตัวซูอันฮวาช่วงฤดูใบไม้ร่วง เลยเข้ารูปหน่อย ใส่ออกมาเลยดูสวย
“อิงเอ๋อร์ กลับไปช่วยถามให้หน่อยนะ ว่าอาจารย์ของน้องหกยังรับลูกศิษย์อีกไหม?
แม่ว่าอันฮวาของเราก็ไม่ใช่คนที่เหมาะกับการทำไร่ทำนา ถ้าเขายังรับศิษย์อยู่ ให้เธอไปเรียนด้วยก็แล้วกัน
ไม่ได้หวังจะให้ได้เข้าทำงานโรงงานอะไรหรอก ขอแค่เรียนจนมีฝีมือ ตัดเสื้อผ้าอยู่ในหมู่บ้านเราเอง ก็เลี้ยงตัวได้แล้วไม่ใช่เหรอ?”
หานซื่อคิดเรื่องนี้มานานแล้ว แต่เพิ่งได้โอกาสพูดวันนี้เอง







