“แม่ แล้วน้องเล็กอยากเรียนเองหรือเปล่าล่ะ? งานฝีมือมันไม่เหมือนอย่างอื่นนะ ต้องชอบเองถึงจะทำได้ดี
เอาไว้ถ้าว่าง ๆ แม่ก็ลองถามเธอดูก่อนก็ได้ ถ้าเธออยากเรียน เดี๋ยวฉันไปถามน้องสาวของเราดูให้
แต่ถ้าเธอไม่สนใจ ก็ไม่ต้องฝืนกันหรอก คนไม่ชอบใจมันยังไงก็เรียนไม่ไหวอยู่ดี”
ซูอันอิงรู้ดีว่าน้องสาวตัวเองเป็นคนแบบไหน
ฝีมือเย็บปักถักร้อยของซูอันฮวาธรรมดามาก แล้วเธอก็ไม่ได้ชอบงานแบบนี้เท่าไรนัก ถ้าจะให้ไปเรียนตัดเย็บ คงจะยากอยู่
หานซื่อพอได้ยินก็ถอนหายใจ “แม่ก็แค่เป็นห่วงน่ะสิ...
นี่อีกหน่อยก็จะเริ่มระบบแบ่งที่ดินทำกินแล้ว แต่ในบ้านก็เหลือแค่ลูกสาวคนที่ห้ากับหกที่ยังไม่ได้ออกเรือนไปไหน
แต่เด็กสองคนนี้ก็ใช่ว่าจะทำงานสู้ลูกสาวคนโตหรือลูกชายคนที่สามได้นี่นา...
จะให้หวังว่าพวกเธอจะหาเลี้ยงตัวเองได้จากการทำงานในกองเกษตร? นั่นก็ยังไม่แน่เลยว่าจะไหวไหม
แม่ก็เลยคิดว่า อย่างน้อยให้เรียนงานฝีมือไว้ก็ยังดีกว่าไปตรากตรำใช้แรงงาน”
หานซื่อเองก็จนใจเต็มทีแล้ว ถึงได้เสนอความคิดแบบนี้ออกมา
ลูกสาวคนที่ห้ากับหกอายุก็ยังไม่มาก พอมีพี่สาวคอยดูแล ก็ไม่ต้องออกแรงทำงานหนัก
แถมพ่อของพวกเธอ ซูเหวยจง ก็ยังแข็งแรงดีอยู่ แต่สองปีมานี้เขาเริ่มสุขภาพไม่ดี งานหนักก็ทำไม่ไหว แล้วลูกสาวสองคนก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก
อนาคตจะอยู่กันยังไงนี่...
ส่วนทางด้านซูเหวยจงเอง ตอนนี้ก็กำลังคุยกับสวี่ซื่อเยี่ยนเรื่องคล้าย ๆ กันอยู่
“ซื่อเยี่ยน เธอว่าที่กองของเธอ มีหนุ่มคนไหนอายุพอเหมาะบ้างไหม?
ไม่ต้องหน้าตาดี ไม่ต้องฐานะร่ำรวย แค่ขอให้เป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ ตั้งใจสร้างครอบครัวก็พอ
ลูกสาวพ่อสองคนนี้ก็โตกันแล้ว ถ้ามีคนดี ๆ พ่อก็อยากให้ลองแนะนำให้รู้จักดู พ่อว่ากองของเธอดูดีกว่ากองใหญ่อีกนะ”
ความคิดของซูเหวยจงนั้นเรียบง่าย ลูกสาวโตแล้ว ยังไงก็ต้องแต่งงาน
ถ้าเจอผู้ชายดี ๆ ก็อยากให้แต่งไป จะได้มีที่พึ่ง
กองที่สองของตงกัง เป็นกองเกษตรที่ร่ำรวยขึ้นชื่อ ถ้าลูกสาวได้แต่งเข้าไป ชีวิตก็ไม่น่าลำบากอะไร
อีกอย่างก็อยู่ไม่ไกลจากลูกสาวคนที่สองด้วย พี่น้องจะได้คอยดูแลกันได้
คราวก่อนงานศพที่บ้านโจว สวี่ซื่อเยี่ยนก็สังเกตได้อยู่ ว่าซูเหวยจงเหมือนจะบอกเป็นนัยเรื่องนี้
แต่ตอนนั้นเขาแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ แล้วก็ถ่วงเวลาไปก่อน
กลับถึงบ้านเขาก็ถามภรรยาดู ปรากฏว่าซูอันอิงไม่อยากให้เขายุ่งเรื่องแต่งงานของน้องสาว เพราะพวกเธอยังเด็กอยู่
ไม่คิดเลยว่าคราวนี้ ซูเหวยจงจะพูดตรง ๆ สวี่ซื่อเยี่ยนเลยเริ่มรู้สึกกดดันขึ้นมาทันที
“พ่อ น้องห้าปีนี้ก็ยี่สิบแล้ว ส่วนน้องหกเพิ่งสิบแปดเอง มันจะไม่เร็วไปหน่อยเหรอ?
ผมว่าให้พวกเธออยู่กับพ่อแม่ไปก่อน ดูแลบ้านอีกสักพักก็ดีออก”
สวี่ซื่อเยี่ยนเองก็คิดว่าพวกน้องยังเด็ก ไม่จำเป็นต้องรีบแต่งงาน
แต่งเร็วไปก็มีแต่จะลำบาก มีลูกเร็ว ชีวิตก็มีแต่ความเหนื่อยไม่จบไม่สิ้น
“พ่อกับแม่ของเธอก็ยังแข็งแรงดี ไม่ต้องให้ใครมาดูแลหรอก
แต่ลูกสาวถ้ายังอยู่บ้านจนโตเกินไป คนเขาจะนินทาเอาได้
ตอนแต่งอิงจือ พ่อก็ยังรู้สึกผิดอยู่เลย มัวแต่ช้าไปหน่อย ดีที่ดวงเธอดีมาเจอเธอ
ทุกวันนี้เห็นพวกเธอมีความสุขขึ้นเรื่อย ๆ พ่อก็เบาใจไปเยอะแล้ว
แต่ลูกสาวอีกสองคน ถ้าไม่รีบหาคู่ดี ๆ ให้ พ่อก็ยังห่วงอยู่ดี”
ซูเหวยจงยังยึดแนวคิดเก่าว่า “ลูกสาวโตแล้วต้องแต่งออกไป” แต่งช้าไม่ดี แต่งเร็วสบายใจ
ในเมื่อพ่อตาพูดตรงขนาดนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนจะปฏิเสธยังไงได้? ได้แต่พยักหน้ารับปากไปก่อน
“งั้นก็ได้ครับ ผมจะลองถามดู ถ้ามีคนเหมาะ ๆ เดี๋ยวผมแจ้งข่าวให้พ่อทราบอีกทีนะครับ”
ทั้งพ่อตา ทั้งภรรยา สวี่ซื่อเยี่ยนอยู่ตรงกลางก็ลำบากใจไม่น้อย ยังไงก็ต้องกลับไปปรึกษากับภรรยาก่อนอยู่ดี
พูดถึงหนุ่มดี ๆ ในกองสองของตงกัง ก็มีไม่น้อยจริง ๆ
น้องภรรยาสองคนนั้นหน้าตาก็ดี แถมทำงานก็ไม่ขี้เกียจ ถ้าจะจับคู่ให้จริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
“พี่เขย ที่กองสองของพวกพี่ยังรับคนเพิ่มไหม? ไม่งั้นผมกับอันเฟินจะย้ายไปอยู่ทางนั้นดีไหม?
ทางฝั่งชวงหลงน่ะไม่ค่อยดีเท่าไร มีแต่ทำนา พอถึงเวลาคิดเงินค่าคะแนนแรงงาน ปี ๆ หนึ่งก็แทบไม่ได้อะไรเลย”
ในที่สุดจี้ถงจงก็หาโอกาสพูดขึ้นมาบ้าง
สวี่ซื่อเยี่ยนพอฟังแล้ว ก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ...
เขยคนที่สี่คนนี้นะ ถ้าจะพูดกันตามแบบคนเฒ่าคนแก่ ก็ต้องเรียกว่าพวกเปลือกนอกดูดีแต่ไม่มีอะไรข้างใน เหมือนหมอนปักลาย ดูเผิน ๆ เหมือนดี แต่พอเอาเข้าจริงกลับใช้การอะไรไม่ได้เลย
จี้ถงจงหน้าตาดีอยู่หรอก คิ้วเข้มตาโต ดูหล่อเหลา แต่เป็นพวกไม่เอาถ่าน กลัวเหนื่อย ไม่ขยันทำงานหนัก
ในชาติก่อน ตอนปี 1987 ตอนที่ซูเหวยจงจากไป หานซื่อก็พาลูกสาวสองคนย้ายไปอยู่ที่ฮุนเจียง
แล้วสองสามีภรรยาจี้ถงจงก็ทิ้งบ้านทิ้งที่นา ตามเขาไปอยู่ฮุนเจียงเหมือนกัน
สองคนนี้ทะเบียนบ้านอยู่ชนบท หางานก็ไม่ได้ เป็นแค่พวกเร่ร่อนในเมือง ชีวิตก็ลำบาก แต่อย่างไรก็ไม่ยอมกลับหมู่บ้านไปทำนาให้มันเป็นเรื่องเป็นราว
อยู่ฮุนเจียงสิบกว่าปีก็ไม่รอด สุดท้ายจนตรอกต้องกลับไปทำนาที่ซวงหลง
แต่พอกลับมาทำนา ก็ยังไม่เลิกเพ้อฝัน คิดแต่จะลองโน่นลองนี่ ปลูกพืชแปลก ๆ อย่างเมล็ดงาภูเขา ผลคือไม่มีคนรับซื้อ ขาดทุนยับเยิน
พออายุมากหน่อยก็เริ่มรู้จักทำงานบ้าง ช่วงฤดูใบไม้ผลิกับใบไม้ร่วงก็อยู่บ้านทำนา หน้าร้อนก็ออกไปทำงานก่อสร้าง
ในที่สุดก็พอเก็บเงินได้บ้าง ซื้อบ้านชั้นเดียวที่เชิงเขาทางตะวันออกของตัวอำเภอ แล้วหาภรรยาให้ลูกชายจนได้
“เสี่ยวจี้ ปลูกโสมมันก็พอได้เงินดีอยู่หรอก แต่เหนื่อยมากนะ
ต้องก้ม ๆ เงย ๆ ทำงานหนักอยู่ตั้งสามปี กว่าจะได้ขุดมาขายไม่ง่ายเลย
อีกอย่าง ตอนนี้กำลังจะแบ่งที่นา ทีมผลิตเขาก็วางแผนพื้นที่ไว้หมดแล้ว
นายมาอยากย้ายเอาตอนนี้ ซวงหลงก็ไม่มีที่ให้ ที่ตงกังเขาก็ไม่แบ่งให้นาย
สุดท้ายจะไม่ได้ทั้งสองที่ แบบนี้จะย้ายมาทำไมให้ลำบากตัวเอง?”
อยากย้ายก็ต้องรีบย้ายตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ตอนนี้สายไปแล้ว จะหวังผลประโยชน์อะไรไม่มีแล้ว จะย้ายมาก็เปล่าประโยชน์
จี้ถงจงพอได้ยินแบบนั้นก็หน้าเสียทันที “เฮ้อ ก็เพิ่งได้ยินมาน่ะสิ ว่าตงกังนั่นดีจริง ๆ
พี่เขย ถ้าไม่มีทางอื่นจริง ๆ งั้นผมไปทำงานที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของพี่ก็ได้?”
ไอ้หมอนี่ก็ช่างเพ้อเจ้อเหมือนเดิม
สวี่ซื่อเยี่ยนได้แต่ส่ายหัว นี่แหละเขยคนที่สี่ ไม่เคยเอาจริงเอาจังอะไรกับชีวิตเลย
ใครกันที่บ้านตัวเองมีที่นาแต่ไม่คิดจะทำ มาขอไปทำงานกับคนอื่นแทน?
“เสี่ยวจี๋ ฉันจะพูดยังไงดีล่ะ? ฟาร์มฉันงานเยอะมากนะ ต้องทำทั้งวันไม่มีพัก เหนื่อยจะตาย
คนงานที่ฉันจ้างก็เป็นพวกเร่ร่อน ค่าแรงต่ำ แค่มีข้าวให้กินก็พอแล้ว
อีกอย่าง ฟาร์มนั่นไม่ใช่ของฉันคนเดียว เป็นของหลายคนร่วมกันลงทุน แถมยังมีส่วนของทีมผลิตด้วย ฉันจะตัดสินใจอะไรเองทั้งหมดไม่ได้หรอก ไม่มีที่ให้จัดการนายหรอกนะ”
พูดแบบนี้ก็เป็นข้ออ้างทั้งนั้นแหละ
ที่ดินของฟาร์มเลี้ยงสัตว์นั้น จริง ๆ แล้วได้มาจากการประสานงานของทีมผลิตกับชุมชน พื้นที่เลยได้จัดสรรมาโดยเฉพาะ ทุกปีต้องแบ่งกำไรให้ทีมผลิตหนึ่งส่วน ถือเป็นค่าเช่าที่
ส่วนหวงเซิ่งลี่กับคนอื่นแม้จะมีหุ้น แต่ก็ถือหุ้นน้อย สิทธิ์ตัดสินใจยังอยู่ที่สวี่ซื่อเยี่ยน
แต่สวี่ซื่อเยี่ยนไม่สามารถรับเขยคนนี้เข้ามาทำงานได้จริง ๆ เพราะพื้นที่ไม่ใหญ่ รับคนกินแรงไม่ได้ จึงได้แต่พูดข้ออ้างไปแบบนั้น
จี้ถงจงได้ยินว่าทำงานที่นั่นทั้งเหนื่อยทั้งค่าแรงต่ำ ก็ห่อเหี่ยวลงทันที
เขาก็แค่อยากหางานที่ไม่เหนื่อย แต่ได้เงินเยอะ ทำไมมันยากขนาดนี้นะ?
ซูเหวยจงที่ได้ยินบทสนทนาระหว่างสองเขยก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า ลูกสาวคนที่สี่แต่งงานผิดคนจริง ๆ
ตอนนั้นแม่สื่อบอกว่า หนุ่มคนนี้หน้าตาดี มีพี่สาวคนหนึ่งกับน้องสาวอีกคน ไม่มีพี่น้องผู้ชายให้วุ่นวาย สบายใจได้
ตอนเจอกันครั้งแรก ซูเหวยจงก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ไม่อยากยอมรับ
แต่ก็เพราะซูอันเฟินพอใจเสียเอง ดื้อรั้นจะต้องแต่งให้ได้
ตอนนี้มองย้อนกลับไป เขยคนที่สี่นี้ใช้ไม่ได้จริง ๆ เทียบกับเขยคนที่สองยังไม่ได้เลย กระทั่งเขยคนที่สามยังดูดีกว่าเสียอีก







