จ้าวฟู่อวิ๋นอ่าน "วิชาหยวนเสินที่สอง" ที่สวินหลานอินมอบให้จนจบไปหลายรอบ เขารู้ว่าหยวนเสินที่สองนั้นเทียบเท่ากับการบ่มเพาะตัวเขาอีกคนหนึ่งขึ้นมาภายนอกร่างกาย
เปรียบเสมือนรากของต้นไม้ที่แตกหน่อต้นกล้าขึ้นมาอีกต้นหนึ่ง
จำต้องใช้กระแสจิตของตัวเขาเองสายหนึ่งเข้าไปในมุกเสวียนช่าเพื่อเติบโตอย่างต่อเนื่อง ราวกับการตั้งครรภ์ตัวอ่อน ซึ่งระยะเวลาในการฟักตัวเช่นนี้นั้นยาวนานมาก
อีกทั้งยังต้องมีตบะถึงระดับหนึ่ง เพราะการแบ่งแยกกระแสจิตที่แข็งแกร่งออกมาสายหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่ทว่าหากหลอมสำเร็จ ข้อดีประการแรกก็คือพลังเวทจะลึกล้ำกว่าผู้อื่นมาก อย่างน้อยก็เทียบเท่ากับพลังเวทของคนสองคนรวมกัน
ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถใช้วิชามายาได้อย่างไร้ขอบเขต เนื่องจากมุกเสวียนช่านั้นเดิมทีก็ไม่ใช่กายเนื้อ แต่จัดอยู่ในประเภทของวิเศษที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความจริงกับความว่างเปล่า สามารถจำแลงเป็นฝ่ามือยักษ์เสวียนช่า คอยจับกระบี่บิน แย่งชิงของวิเศษผู้อื่น และยังสามารถจำแลงเป็นเมฆมงคลคุ้มกายได้อีกด้วย
หากถูกลอบทำร้าย ก็สามารถใช้หยวนเสินที่สองมารับเคราะห์แทนได้โดยตรง
สามารถผ่านทางหยวนเสินที่สองเพื่อใช้ออกด้วยคาถาอาคมที่ตัวเขาเองไม่สามารถใช้ได้ ตัวอย่างเช่นตอนนี้เขาไม่สามารถใช้คาถาอาคมธาตุน้ำได้ เพราะในพลังเวทของเขานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยธาตุไฟ จึงไม่อาจใช้มันได้เลยแม้แต่น้อย
ยังสามารถให้ร่างต้นบ่มเพาะ ในขณะที่หยวนเสินที่สองออกไปเคลื่อนไหวตามที่ต่างๆ ได้
จ้าวฟู่อวิ๋นยื่นมือไปสัมผัสธงดาราผืนนี้ บนมือพลันมีความรู้สึกคล้ายถูกเข็มทิ่มแทงส่งผ่านมา เมื่อพินิจมองลวดลายบนนั้นอย่างละเอียด ก็พบว่านั่นคือภาพเจ็ดดาวเหนือพอดี
เขาเพ่งมองตัวอักษรจ้วนโบราณไม่กี่ตัวบนด้ามธงนั่น ธงเจ็ดดาวเหนือ
เขาสามารถคิดออกว่าสรรพคุณหลักของธงผืนนี้คือการชักนำพลังดารา ในขณะเดียวกัน เจ้าของเดิมของธงผืนนี้จะต้องบ่มเพาะคาถาอาคมที่เกี่ยวข้องกับเจ็ดดาวเหนืออย่างแน่นอน
สรรพคุณของของวิเศษ แต่ไหนแต่ไรมาล้วนเพื่อทำให้การบ่มเพาะของตนเองสะดวกดายยิ่งขึ้น หรือเพื่อเพิ่มอานุภาพให้คาถาอาคมของตนเอง หรือเพื่อใช้ปกป้องมรรค หรือไม่ก็คือมีคุณสมบัติที่ว่ามาทั้งหมดรวมอยู่ด้วยกัน
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงของวิเศษที่ตนเองมีอยู่ในตอนนี้ โคมดอกบัวน้ำเงินเข้ม มุกเสวียนช่าที่ยังไม่ได้หลอม เทวรูปมารฝันที่ไม่รู้จัก และธงเจ็ดดาวเหนือที่ยังไม่ได้หลอม
ในบรรดาของเหล่านี้ สิ่งที่สามารถนำมาใช้งานได้อย่างแท้จริงก็มีเพียงแค่โคมดอกบัวเท่านั้น
เขาจินตนาการถึงโคมดอกบัวอยู่ในใจ ว่าในภายภาคหน้าเปลวเพลิงจากโคมหนึ่งดวง จะสามารถคุ้มกายและหลอมมารได้
หากคิดให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกหน่อย ก็คือการถือโคมสาดแสงส่องสว่างไปทั่วแดนปรโลกเก้าชั้นภูมิ เมื่อมีอารมณ์ก็เป่าไฟเผาทำลายภูเขาและต้มน้ำทะเลจนเดือดพล่าน
ความลึกล้ำของมุกเสวียนช่า มากพอที่จะทำให้มันมีที่ทางไม่ว่าจะตกอยู่ในมือของใครก็ตาม
และส่วนธงเจ็ดดาวเหนือผืนนั้น สำหรับจ้าวฟู่อวิ๋นแล้ว มันคือสิ่งไร้ค่าโดยสิ้นเชิง ทั่วร่างของเขามีพลังเวทธาตุไฟ ทั้งยังมีโคมดอกบัวที่เข้ากันได้ดีกับคาถาอาคมของตนเองแล้ว จึงไม่ต้องการธงเจ็ดดาวเหนือผืนนี้เลยแม้แต่น้อย
สวินหลานอินย่อมรู้ดีอยู่แล้ว แต่ทว่านางก็ยังคงมอบมันให้
คำพูดตอนที่จากไปนั้น ทำให้จ้าวฟู่อวิ๋นอดนึกถึงไม่ได้ว่า อาจารย์สวินเคยพูดไว้หลายครั้ง ให้ตัวเขาอย่าไปบ่มเพาะคาถาอาคมจิปาถะพวกนั้น
ไม่ว่าจะเป็นการหลอมของวิเศษ หรือการฝึกฝนคาถาอาคม ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลาจำนวนมหาศาลทั้งสิ้น
มีคำกล่าวที่ว่า รู้กว้างแต่ไม่เชี่ยวชาญ แต่ก็มีคำกล่าวอีกเช่นกันว่า ต้องรู้กว้างเสียก่อน จึงจะสามารถเชี่ยวชาญได้อย่างแท้จริง
เมื่อความรู้บางอย่างไปถึงระดับหนึ่ง ก็จำต้องอาศัยความรู้อื่นมาช่วยสนับสนุน
เพียงแต่สวินหลานอินกลับดูเหมือนจะร้อนใจมาก คล้ายกับรู้สึกว่าในสถานการณ์ตอนนี้ ทางที่ดีอย่าไปฝึกฝนคาถาอาคมอื่นๆ พวกนั้นเลยจะดีกว่า
เขาก็สามารถเข้าใจได้ ท้ายที่สุดแล้วเรี่ยวแรงของคนเรานั้นมีขีดจำกัด
อาวุธวิเศษของผู้อื่น หากคิดอยากจะนำมาเป็นของตนเอง ก็จำเป็นต้องใช้พละกำลังอย่างมากในการชำระล้าง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน
พลันอดคิดไม่ได้ว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ แม้ตนเองจะไม่ได้ละทิ้งการบ่มเพาะ แต่อาจารย์สวินได้ตักเตือนให้เขาตั้งใจศึกษาอักขระวิญญาณให้ดี แล้วตัวเขานั้นไม่ได้อ่าน "บันทึกอักษรเมฆาเก้าชั้นฟ้า" มานานเท่าใดแล้วเล่า?
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเนื้อหาในหนังสือเล่มหนึ่งที่ตนเองเคยอ่าน
ผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่ง หากต้องการมีระดับตบะที่สูงส่ง พลังเวทลึกล้ำ ของวิเศษพิสดาร คาถาอาคมล้ำลึก เช่นนี้จึงจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นยอดคนผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค เป็นบุคคลที่สามารถกดข่มโชคชะตาของสำนักหนึ่งไว้ได้
ผู้ที่มีระดับตบะสูงส่ง ไม่ว่าจะทำเรื่องใดหรือใช้วิชาอันใด ล้วนเป็นการมองจากมุมสูงและเริ่มลงมือจากจุดสำคัญ ไม่ยึดติดอยู่กับเรื่องเล็กน้อยหยุมหยิม ในด้านการฝึกฝนวิชา ก็จะเลือกฝึกฝนเพียงคาถาอาคมที่มีความสำคัญเท่านั้น เปรียบเสมือนหมากตัวสำคัญบนกระดาน เมื่อวางลงไป ก็จะส่องสว่างไปทั่วทั้งบริเวณ เมื่อฝึกฝนคาถาอาคมที่สำคัญสำเร็จแล้ว มันก็จะนำมาซึ่งความรู้และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมากมาย
เช่นนี้จึงจะเป็นผู้ที่มีระดับอย่างแท้จริง
และพลังเวท ของวิเศษ คาถาอาคม ยังถูกเรียกรวมกันว่าสามวิชา
นี่คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของผู้บำเพ็ญเพียร มีคนกล่าวไว้ว่า มองดูสามวิชาก็สามารถกำหนดอนาคตได้แล้ว
จ้าวฟู่อวิ๋นเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้เอนตัวที่อาจารย์สวินเคยนั่งอย่างเชื่องช้า เอนหลังพิงลงไป จากนั้นจึงหลับตาลง
เขากำลังขบคิดว่าสามวิชาของตนเองนั้นเป็นเช่นไรบ้าง
พลังเวทยังพอว่า เพราะเขาบ่มเพาะอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำวัตรเช้าเย็นไม่เคยขาด
การหลอมของวิเศษในชั่วขณะนี้ก็มาถึงคอขวดแล้ว ส่วนคาถาอาคม ตัวเขาก็มีฝึกซ้อมอยู่บ้าง
ต้าหลัวสะบัดแขนเสื้อ เคล็ดทหารดาบ เคล็ดวิชาควบคุมแสงจำแลงเข็ม นานๆ ทีก็ทบทวนเทคนิคการร่ายเวทสักครั้ง
ใจน้ำแข็ง หนึ่งความคิดแบ่งเป็นสอง ฝากจิตจำแลงวิชามายา แยกจิตส่งถึง ควบคุมจิตจับกุม เรียงรายเป็นระเบียบ คลื่นซัดสาดซ้อนทับ สลับความจริงความว่างเปล่า หมื่นสายรวมสู่ต้นกำเนิด กระแสพลังเวท
สิ่งเหล่านี้ในยามที่เขาฝึกฝนวิชาควบคุมไฟและวิชามายา ล้วนได้รับการฝึกซ้อมทั้งสิ้น
วิชาเหินร่างเป็นเพราะภายในห้องนั้นคับแคบ ไม่อาจฝึกฝนได้อย่างเต็มที่ จึงฝึกซ้อมน้อยมาก
แต่สำหรับเรื่องราวที่อยู่บน "บันทึกอักษรเมฆาเก้าชั้นฟ้า" นั้น เขาไม่เคยฝึกฝนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในใจของเขาอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกละอายใจพาดผ่านขึ้นมาวูบหนึ่ง
เขารู้สึกว่าตัวเองอาจจะทำให้อาจารย์สวินผิดหวังไปบ้างแล้ว
เพราะหากศึกษาอักขระวิญญาณได้ดี คาถาอาคมมากมายก็จะสามารถร่ายออกได้อย่างง่ายดายดั่งใจนึก หากศึกษาอักขระวิญญาณได้ไม่ดี เช่นนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือตั้งหน้าตั้งตาไปเรียนรู้คาถาอาคมที่ผู้อื่นได้ค้นคว้าเอาไว้แล้วอย่างซื่อสัตย์
เขาหยิบผ้าผืนหนึ่งออกมา แล้วนำไปห่อธงเจ็ดดาวเหนือผืนนั้นเอาไว้ อีกทั้งยังห่อเทวรูปนั่นเอาไว้ด้วย
เขาคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ในเวลานี้ตัวเองไม่ควรจับปลาสองมือ ไปฝึกฝนสิ่งที่มีต่อการบ่มเพาะของตนเองไร้ประโยชน์ชั่วคราวอย่างเด็ดขาด
ต้องเชี่ยวชาญก่อน เมื่อถึงยามที่ไร้ซึ่งความก้าวหน้าแล้วค่อยไปเรียนรู้ให้กว้างขวาง จากนั้นก็ค่อยกลับมายังความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอีกครั้ง
เขานั่งอยู่ตรงนั้น บนโต๊ะด้านข้างมีโคมดอกบัวส่องสว่าง ในมือหยิบ "บันทึกอักษรเมฆาเก้าชั้นฟ้า" ออกมาและเริ่มอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ
เนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้ หากนับตามอักขระเมฆาก็จะมีทั้งหมดแปดสิบเอ็ดสาย แต่หากนับตามตัวอักษรทั่วไป ก็ใช้ตัวอักษรมากกว่าสามหมื่นคำในการอธิบาย
ว่ากันว่า ผู้คนที่เรียนรู้สิ่งนี้มีอยู่มากมาย แต่ผู้ที่มีความสำเร็จในด้านนี้อย่างแท้จริงกลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
อักขระวิญญาณที่มาในรูปแบบอักขระเมฆาเดี่ยวๆ หลายคนสามารถใช้งานได้ แต่หากนำมาใช้ต่อเนื่องกัน หลายคนกลับไม่สามารถทำได้
มักจะรู้สึกเหมือนมีก้างติดคอ เหมือนมีเข็มทิ่มแทงอยู่ในสมอง หรือไม่ก็รู้สึกสับสนวุ่นวายจนไม่อาจท่องออกมาได้เลย หรืออาจจะหลงลืมไปเป็นพักๆ
และหากปล่อยระยะเวลาทิ้งไว้ช่วงหนึ่งแล้วไม่ยอมไปทบทวนอักขระวิญญาณแห่งอักขระเมฆาในหนังสือเล่มนี้ เช่นนั้นก็จะลืมเลือนไปอย่างช้าๆ เมื่อผ่านไปไม่กี่ปี ก็จะจำไม่ได้เลยสักตัวเดียว
อักขระวิญญาณนั้นซ่อนเร้นความหมายในตัวเอง มีเพียงผู้ที่มีจิตวิญญาณแจ่มใสเท่านั้นที่จะไม่ลืมเลือน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเริ่มกลับมาทบทวน "บันทึกอักษรเมฆาเก้าชั้นฟ้า" ใหม่อีกครั้งในทุกๆ วัน และจดจำอักขระวิญญาณที่อยู่ด้านในทีละตัวๆ กลับคืนมาอีกครั้ง
วันหนึ่ง สวินหลานอินก็มาเยือนอีกครั้ง นางยืนอยู่ด้านนอกและเห็นจ้าวฟู่อวิ๋นกำลังอ่านลวดลายเมฆาอยู่ตรงนั้นทีละตัวๆ นิ้วมือวาดขีดเขียนไปในความว่างเปล่า คล้ายกับกำลังเขียนหนังสือ
แสงแห่งอาคมรอบกายทะลักทลาย บางครั้งก็สว่างไสว บางครั้งก็มืดมน หรือบางคราวก็คล้ายกับมีสายลมพัดโหมกระหน่ำ หรือบางทีก็คล้ายกับมีประกายสายฟ้าสว่างวาบซ่อนอยู่
นางผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา แล้วจึงเดินเข้าไปด้านใน
“คารวะอาจารย์สวิน!” จ้าวฟู่อวิ๋นหยุดการท่องบ่น ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้เขาได้ท่องบ่นอักขระวิญญาณ ถึงกับทำให้จิตสำนึกแห่งตัวตนของเขามีความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายราวกับล่องลอย ราวกับได้สัมผัสถึงธรรมของโลกใบนี้
“ดีมาก ในที่สุดเจ้าก็เดินมาถูกทางเสียที สิ่งนี้เจ้าสามารถนำไปดูได้แล้ว” ในขณะที่สวินหลานอินกำลังพินิจมองจ้าวฟู่อวิ๋นอยู่นั้น นางก็นำหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยื่นส่งไปให้
จ้าวฟู่อวิ๋นรับมาดู ลายมือบนหนังสือนั้นงดงามวิจิตร เห็นได้ชัดว่าเป็นฉบับคัดลอกด้วยมือ
“"ถ้อยคำลับราชโองการสวรรค์" นี่คือ?” จ้าวฟู่อวิ๋นสงสัย
“นี่คือสิ่งที่ท่านป้าของเจ้าทิ้งไว้ให้เจ้า และถือเป็นค่าตอบแทนของข้าด้วย นางบอกว่า หากเจ้ามีความสนใจในอักขระวิญญาณ ก็ให้นำสิ่งนี้มาให้เจ้าดูด้วย หากไม่สนใจก็แล้วไปเถอะ”
เมื่อสวินหลานอินกล่าวจบ จ้าวฟู่อวิ๋นถึงเพิ่งจะเข้าใจ ว่าเหตุใดอาจารย์สวินถึงให้ตนเองไปเรียนรู้อักขระวิญญาณ อีกทั้งตอนที่รู้ว่าเขาเอาเวลาไปทิ้งขว้างกับคาถาอาคมจิปาถะอื่นๆ และอาวุธวิเศษ ถึงได้รู้สึกไม่สบอารมณ์ แต่นางกลับไม่ยอมพูดออกมาชี้ให้เห็นตรงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ในท้ายที่สุดก็ยังมอบธงเจ็ดดาวเหนือให้ตนเองมาอีกหนึ่งผืน นี่ถือเป็นการ ‘ยกยอ’ รูปแบบหนึ่ง นี่คือต้องการจะดูว่าตัวเขาจะใช้ความพยายามอย่างมหาศาลไปกับการหลอมมันหรือไม่
นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นบททดสอบอย่างหนึ่ง
บนเส้นทางการบ่มเพาะนั้นมีหมอกหนาทึบอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทว่าท่ามกลางหมอกหนากลับมีแสงสว่างอยู่ทั่วไปหมด ทำให้เจ้าไม่รู้เลยว่าแสงสว่างจากเรือนหลังใดกันแน่ที่เป็นตัวแทนของมรรคที่แท้จริง
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์สวินจะมอบบททดสอบให้ตนเองโดยไม่รู้ตัวเช่นนี้ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาที่แผ่นหลังวูบหนึ่ง เขาสามารถจินตนาการได้เลยว่า หากตนเองหมกมุ่นอยู่กับการหลอมของวิเศษที่ไร้ประโยชน์ต่อการบ่มเพาะของตนเอง เช่นนั้นเขาก็คงจะไร้วาสนากับ "ถ้อยคำลับราชโองการสวรรค์" เล่มนี้แล้ว











