“ผู้ใดในอดีตกาลปรารถนาจะเชิดชูคุณธรรมอันสว่างไสวให้ประจักษ์แก่ใต้หล้า ผู้นั้นต้องปกครองแคว้นของตนให้ดีเสียก่อน ผู้ใดปรารถนาจะปกครองแคว้นของตนให้ดี ผู้นั้นต้องจัดระเบียบครอบครัวของตนให้ดีเสียก่อน ผู้ใดปรารถนาจะจัดระเบียบครอบครัวของตนให้ดี ผู้นั้นต้องขัดเกลาตนเองให้ดีเสียก่อน...”
ภายในสถานศึกษาเอกชนของหมู่บ้านเฝิงเจีย ซิ่วไฉต่งกำลังสอนหนังสือบรรดาลูกศิษย์
หลี่อี้แอบฟังอยู่หน้าประตู เขาฟังอย่างจดจ่อ ขัดเกลาตน จัดระเบียบครอบครัว ปกครองแคว้น นำความสงบสุขสู่ใต้หล้า นี่คือประโยคคลาสสิกของลัทธิขงจื๊อที่มาจากตำราต้าเสวีย
หลังเลิกเรียน ท่านต่งก็เชิญหลี่อี้ไปใต้ร่มไม้
“อู๋อี้มีความเข้าใจอย่างไรต่อบทเรียนที่ข้าเพิ่งสอนไปเมื่อครู่รึ”
“การนำความสงบสุขสู่ใต้หล้าคือเป้าหมายสูงสุดของลัทธิขงจื๊อขอรับ”
“อันใดคือการนำความสงบสุขสู่ใต้หล้า”
“การบรรลุถึงอุดมคติที่ใต้หล้ามีความเสมอภาคเท่าเทียมกันขอรับ”
“อันใดคือความเสมอภาคเท่าเทียมกัน”
“ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ความสมดุล และความเป็นระเบียบเรียบร้อยขอรับ”
ท่านต่งมองหลี่อี้ด้วยสายตาชื่นชม “เจ้าเข้าใจได้ลึกซึ้งทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก”
“อาจารย์เคยสั่งสอนมาก่อนขอรับ”
หลี่อี้ยังเอ่ยถึงจุดประสงค์ที่ตนมาที่นี่ เขาอยากส่งสองพี่น้องโก่วเซิ่งกับสือโถวมาเรียนหนังสือที่สถานศึกษาเอกชนแห่งนี้ หลัวซานเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตตน เด็กสองคนนี้ปกติก็เป็นที่เอ็นดูของหลี่อี้ เขาเต็มใจจ่ายค่าเล่าเรียนแทนพวกเด็กๆ เพื่อให้พวกเขาได้มาเรียนหนังสือรู้หนังสือและเปิดหูเปิดตา
แต่ซิ่วไฉต่งกลับส่ายหน้า
“สถานศึกษาเอกชนของข้ามีขนาดเพียงเท่านี้ แต่ก็รับลูกศิษย์ไว้มากแล้ว หากรับเพิ่มอีกข้าคงดูแลไม่ทั่วถึง รังแต่จะทำให้ลูกหลานผู้อื่นเสียเวลาเปล่า” เขามองหลี่อี้ “เหตุใดเจ้าไม่เปิดสถานศึกษาเอกชนและรับลูกศิษย์มาสั่งสอนบ้างเล่า”
หลี่อี้ชะงักไป เขาไม่เคยคิดถึงปัญหานี้มาก่อนเลยจริงๆ
ซิ่วไฉต่งกล่าวอย่างจริงจัง “ช่วงนี้เจ้าบริจาคเงินและเสบียงอาหารให้สถานศึกษาของพวกเราหลายครั้ง ได้ยินว่าเจ้าเปิดโรงงานทำเต้าหู้และกิจการก็ไม่เลว ตอนนี้เจ้าก็น่าจะมีความสามารถเปิดสถานศึกษาเอกชนได้แล้ว”
โดยปกติแล้วสถานศึกษาเอกชนทั่วไปจะสามารถทำเงินได้บ้าง แต่สถานศึกษาเอกชนของซิ่วไฉต่งไม่ได้ทำเงิน เขารับเด็กยากจนมาเรียนมากมาย นอกจากจะไม่เก็บค่าเล่าเรียนแล้วยังต้องออกค่ากระดาษและพู่กันให้อีกด้วย
ซิ่วไฉต่งกล่าวว่า แม้ก่อนหน้านี้หลี่อี้จะเป็นนักพรต แต่ก็พอมองออกว่าเป็นผู้ที่เคยอ่านตำรามาไม่น้อย ดังนั้นจึงไม่ควรพอใจอยู่แค่ความร่ำรวยเล็กน้อย และคิดแต่จะเป็นเศรษฐีที่ดินที่อยู่อย่างสุขสบายเท่านั้น
“ขัดเกลาตน จัดระเบียบครอบครัว ปกครองแคว้น นำความสงบสุขสู่ใต้หล้า ปัญญาชนอย่างพวกเราแม้จะอยู่ในชนบท ก็ควรทำตัวเป็นปราชญ์ผู้ทรงคุณธรรม”
หลี่อี้รู้สึกว่าท่านต่งสมกับเป็นปราชญ์ท้องถิ่นที่ชาวบ้านเคารพนับถือ ช่างแตกต่างจากเศรษฐีที่ดินอย่างกัวเอ้อร์หลางที่รู้แต่เรื่องปล่อยกู้และเก็บค่าเช่าอย่างแท้จริง
“การเปิดสถานศึกษาเอกชน สั่งสอนเด็กๆ ในหมู่บ้าน ให้การศึกษาและเปิดหูเปิดตาแก่พวกเขานั้น นับเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ ถือเป็นการสร้างคุณงามความดี”
หลี่อี้คิดทบทวน “ข้ากลัวว่าถึงเวลาแล้วจะดูแลไม่ทั่วถึง กลับจะทำให้เด็กๆ เหล่านี้เสียเวลาเปล่าขอรับ”
“ให้การศึกษาและเปิดหูเปิดตา ก็ยังดีกว่าปล่อยให้พวกเขาโง่เขลาเบาปัญญา ไม่ต้องกังวลให้มากความ เพียงแค่ลงมือทำก็พอ”
ซิ่วไฉต่งชี้แนะเขาด้วยความจริงใจ โรงงานของหลี่อี้ในตอนนี้ทำเงินได้ไม่น้อย และเริ่มมีชื่อเสียงเล็กน้อยในตำบลอวี้ซิ่วแล้ว
แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งหมด
หลี่อี้เป็นเพียงนักพรตที่เพิ่งสึกออกมา มักจะดึงดูดความโลภของผู้อื่นได้ง่าย เขาต้องการเครื่องรางคุ้มภัย
การเปิดสถานศึกษาเอกชน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเองสักหน่อย ความจริงแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่เลวเลย
เปรียบเสมือนกับซิ่วไฉต่งที่มีบารมีและเป็นที่เคารพนับถือในชนบท แม้แต่นายอำเภอว่านเหนียนยังมักจะเชิญเขาไปหารือเรื่องต่างๆ ที่ที่ว่าการอำเภอ และเขายังเป็นแขกคนสำคัญของขุนนางและผู้สูงศักดิ์หลายคนในฉางอัน
ซิ่วไฉต่งเองก็ชื่นชมชายหนุ่มผู้นี้มาก ไม่ใช่แค่เพราะหลี่อี้ส่งเงินและเสบียงให้สถานศึกษาหลายครั้ง ช่วงนี้เขายังได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับหลี่อี้มาไม่น้อย รับรู้ถึงเรื่องที่หลี่อี้ทำหลังจากสึกออกมา คนผู้นี้มีความสามารถและนิสัยใจคอไม่เลว
ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พบกันครั้งแรกก็สามารถนำทองคำหนึ่งตำลึงมามอบให้สถานศึกษา หรือการช่วยเหลือชาวบ้านหมู่บ้านหลัวเจียในตอนนี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนหาได้ยากยิ่ง
สิ่งนี้ทำให้ซิ่วไฉต่งเกิดความรักใคร่เสียดายผู้มีความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจเกี่ยวกับการขัดเกลาตน จัดระเบียบครอบครัว ปกครองแคว้น นำความสงบสุขสู่ใต้หล้าที่หลี่อี้แสดงออกมาเมื่อครู่ ทำให้เขายิ่งชื่นชมมากขึ้นไปอีก
ชายหนุ่มเช่นนี้ สมควรได้รับการสนับสนุนสักหน่อย
“หากเจ้าไม่รังเกียจตาเฒ่าอย่างข้า ข้าก็อยากรับเจ้าเป็นศิษย์”
เรื่องนี้เหนือความคาดหมายของหลี่อี้
“ไม่ยินดีรึ” ซิ่วไฉต่งเอ่ยถาม
“ยินดีขอรับ”
หลี่อี้ได้สติกลับมา รีบเอ่ยตอบ เขารู้ดีว่าการที่ซิ่วไฉต่งยอมรับเขาเป็นศิษย์นั้น แสดงถึงความเมตตาเอ็นดูต่อเขาอย่างยิ่ง
อย่าเห็นว่าซิ่วไฉต่งเป็นเพียงผู้ช่วยกำนัน แต่เขามีบารมีและเป็นที่เคารพ แม้แต่นายอำเภอว่านเหนียนขั้นห้าบริบูรณ์ยังเคารพยำเกรงเขาเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่เรียกว่าผู้ช่วยกำนันเป็นเพียงการยืมชื่อเสียงของเขามาใช้เท่านั้น
ในอดีตเขาเคยเป็นศิษย์ราชวิทยาลัยกั๋วจื่อเจี้ยน แถมยังเคยเข้าร่วมการสอบแผนกซิ่วไฉ ตอนหนุ่มๆ ราชสำนักก็เคยเรียกตัวเข้ารับราชการหลายครั้ง แต่ซิ่วไฉต่งไม่ปรารถนาจะเป็นขุนนาง
“ดีมาก กลับไปเตรียมตัวเสียเถิด อีกสามวันให้หลัง ข้าจะเชิญสหายเก่าบางคนมาเป็นพยาน”
“ขอบคุณท่านอาจารย์ขอรับ”
“ไปเถอะ จำประโยคที่ว่าขัดเกลาตน จัดระเบียบครอบครัว ปกครองแคว้น นำความสงบสุขสู่ใต้หล้านั่นไว้ให้ดี อีกสามวันให้หลัง ข้าจะไปฟังเจ้าสอนหนังสือคาบแรกที่สถานศึกษาของเจ้า”
ตอนที่หลี่อี้จากมา เขายังคงได้สติไม่ครบถ้วนดีนัก
เดิมทีเพียงแค่มาดูหม้อที่สั่งทำที่หมู่บ้านเฝิงเจีย แวะมาเยี่ยมเยียนท่านต่งที่สถานศึกษาเอกชน และนำฟองเต้าหู้กับข้าวฟ่างมามอบให้เล็กน้อย แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องเก็บเกี่ยวได้ถึงเพียงนี้
ปกติท่านต่งดูเป็นคนเย็นชา คิดไม่ถึงว่าจะมีมุมที่มีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นเช่นนี้
การเปิดสถานศึกษาเอกชนค่อนข้างจะเหนื่อยเปล่าและไม่ค่อยได้ดี แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง นี่ก็เป็นวิธีสร้างชื่อเสียงวิธีหนึ่ง
ตอนนี้หลี่อี้ก็ถือว่าเริ่มตั้งหลักได้แล้ว มีความร่ำรวยเล็กน้อย ไม่ขาดแคลนเงินทอง แต่ก็อย่างที่ท่านต่งกล่าวไว้ เขามีกิจการที่ทำเงินได้ไม่น้อย ทว่าไม่มีสถานะที่เหมาะสมมารองรับ หากดึงดูดความโลภของผู้มีอิทธิพลบางคน ก็อาจเกิดเรื่องได้ง่าย
ท่านต่งรับเขาเป็นศิษย์ และเขาก็เปิดสถานศึกษาเอกชนอีกแห่ง ชื่อเสียงและสถานะก็จะสามารถยกระดับขึ้นได้ไม่น้อย
การใช้เงินไปกับสถานศึกษาเอกชนสักหน่อย ก็ถือว่าไม่เท่าไหร่แล้ว
เมื่อกลับมาถึงอารามอู๋จี๋
หลี่อี้ก็หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยกับซานเหนียงและหลัวเอ้อร์
“ท่านต่งจะรับเจ้าเป็นศิษย์ และเจ้าก็จะเปิดสถานศึกษาเอกชนด้วยรึ”
“อืม นักเรียนกลุ่มแรกของสถานศึกษา ก็จะรับพวกเด็กๆ ในหมู่บ้านของเรา สือโถวกับโก่วเซิ่งก็มาเข้าเรียนด้วยกันทั้งหมด”
หลี่อี้ให้หลานชายของหลัวเอ้อร์มาเข้าเรียนด้วย หลัวเอ้อร์ตื่นเต้นมาก แม้เขาจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้และขายเต้าหู้มาครึ่งค่อนชีวิต แต่เป็นเพราะเขาอยู่ในชนชั้นล่างของสังคมมาโดยตลอด จึงยิ่งเคารพยำเกรงผู้รู้หนังสือ ตอนนี้มีโอกาสให้หลานชายได้เรียนหนังสือ จะพลาดได้อย่างไร
ไม่ว่าจะเรียนได้แค่ไหน ต่อให้แค่รู้จักตัวหนังสือเพียงเล็กน้อยก็ยอดเยี่ยมแล้ว อย่างน้อยต่อไปก็ยังไปเป็นลูกจ้างในร้านค้าอะไรทำนองนั้นได้ ดีกว่าไปเป็นลูกจ้างระยะยาวทำงานใช้แรงงานให้ผู้อื่น
แต่สือโถววัยเจ็ดขวบกลับส่ายหน้า “พี่สาว ข้าไม่อยากเรียนหนังสือ”
“ข้าก็ไม่เอา ไม่อยากเรียนหนังสือ” โก่วเซิ่งก็เอ่ยเช่นกัน
หลานเซียงขมวดคิ้ว “ท่านพี่อู๋อี้เต็มใจจะสอนพวกเจ้า พวกเจ้ายังกล้าไม่เรียนอีก ข้าจะฟาดให้ตายเลย รอท่านพ่อกลับมา จะให้ฟาดซ้ำให้ตายอีกรอบ”
หลี่อี้หัวเราะ “หลานเซียง เจ้าก็มาเรียนด้วยกันได้นะ”
“เอ๊ะ เด็กผู้หญิงก็เรียนหนังสือได้หรือเจ้าคะ”
“มาเรียนรู้จักตัวหนังสือกับเรียนคิดเลขเล็กน้อย ไม่ได้ให้ไปเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อันใดเสียหน่อย” หลี่อี้เอ่ย
ซานเหนียงที่ฟังอยู่ด้านข้างตาเป็นประกาย “ข้าก็มาเรียนด้วยได้หรือไม่”
“ขอเพียงเจ้าเต็มใจ ย่อมได้แน่นอน”
หลี่อี้คิดไว้เรียบร้อยแล้วตอนอยู่บนถนน สถานศึกษาของเขาแห่งนี้ อันดับแรกคือทำเพื่อพวกเด็กๆ ในหมู่บ้านหลัวเจีย เน้นหลักคือเป็นโรงเรียนประถมสำหรับการขจัดความไม่รู้หนังสือ ไม่เพียงแต่เด็กๆ จะมาเรียนได้ฟรีเท่านั้น แต่พวกผู้ใหญ่หรือเด็กผู้หญิงที่อยากจะแอบฟังก็ย่อมได้
แม้กระทั่งเขายังคิดเอาไว้แล้วว่า สถานศึกษาเอกชนแห่งนี้สามารถจัดเป็นแบบเรียนครึ่งวันได้ เช่นนี้ก็จะไม่กระทบต่อการที่เด็กๆ จะไปช่วยงานที่บ้าน พูดกันตามตรง สถานศึกษาแห่งนี้ก็มีลักษณะเพื่อการกุศล ไม่ได้หวังจะเก็บค่าเล่าเรียนเพื่อทำเงิน ยิ่งไม่ได้หวังว่าจะสามารถผลิตผู้มีความรู้เก่งกาจอันใดออกมา
เพียงแค่ให้ความรู้เบื้องต้นและขจัดความไม่รู้หนังสือให้แก่ทุกคน
หากเด็กๆ ในหมู่บ้านใกล้เคียงเต็มใจจะมา เขาก็ยินดีต้อนรับ
สำหรับหลักสูตรนั้น เน้นไปที่การรู้จักตัวหนังสือ การเขียน และการคิดเลข ไม่จำเป็นต้องสอนอะไรที่ลึกซึ้ง
ชื่อโรงเรียนก็คิดไว้แล้ว โรงเรียนประถมอู๋จี๋
แบ่งห้องเรือนปีกตะวันออกออกมาห้องหนึ่งเพื่อทำเป็นห้องเรียน หรือจะจ้างคนมาสร้างห้องเพิ่มที่ลานบ้านฝั่งตะวันตกไปเลยดีนะ
สือโถวเบ้ปาก “เรียนหนังสือมีประโยชน์อันใดหรือ ข้าอยากตามท่านพี่ไปทำเต้าหู้ ทำเต้าหู้ได้เงินเยอะ จะได้กินข้าวอิ่มทุกมื้อ”
โก่วเซิ่งก็รีบเอ่ยตาม “พวกเรายังต้องเลี้ยงวัวเลี้ยงเป็ดให้ท่านพี่ด้วยนะ”
หลี่อี้ลูบหัวเด็กน้อยทั้งสอง “ข้อดีของการเรียนหนังสือมีมากมายนัก เรียนไปก่อนเถิด เรียนวันละครึ่งวัน ไม่กระทบการเลี้ยงวัวเลี้ยงเป็ดของพวกเจ้าหรอก”
วันนั้นหลี่อี้ก็แจ้งให้ชาวบ้านหมู่บ้านหลัวเจียมาประชุมกัน
บอกทุกคนว่าอีกสามวันให้หลังเขาจะเปิดสถานศึกษาเอกชนรับนักเรียนมาสอนหนังสือ ไม่เก็บค่าเล่าเรียน เด็กวัยห้าขวบถึงสิบเอ็ดสิบสองขวบ หากยินดีก็สามารถมาเข้าเรียนได้ฟรี
หลี่อี้สอนฟรี แถมยังให้กระดาษและพู่กันฟรี แม้กระทั่งเลี้ยงข้าวอีกหนึ่งมื้อ
เรียนวันละครึ่งวัน สิบวันหยุดหนึ่งวัน
ช่วงฤดูทำนาก็ให้หยุดพัก ฤดูหนาวฤดูร้อนก็ให้หยุดพัก
สรุปก็คือ หลี่อี้ให้การศึกษาเบื้องต้นแก่เด็กๆ ฟรี และหลักสูตรแบบครึ่งวันก็จะไม่กระทบต่อการที่เด็กๆ จะไปช่วยงานที่บ้าน
เขายังกล่าวอีกว่า ต่อไปในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนา จะเปิดชั้นเรียนขจัดความไม่รู้หนังสือเป็นประจำ ผู้ใหญ่ที่ยินดีจะมาเรียนตัวหนังสือก็ยินดีต้อนรับ และให้เรียนฟรีเช่นกัน
คำพูดเหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านสิบกว่าครัวเรือนในหมู่บ้านหลัวเจียตกตะลึงมาก
หมู่บ้านเล็กๆ ที่เดิมทีมีเพียงยี่สิบกว่าครัวเรือนแห่งนี้ ไม่มีใครอ่านออกเขียนได้เลย ผู้ใหญ่อ่านไม่ออก เด็กก็อ่านไม่ออก แม้ว่าหมู่บ้านเฝิงเจียที่อยู่ข้างๆ จะมีสถานศึกษาเอกชน แต่ก็ไม่มีใครส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือ เพราะไม่มีปัญญาจ่ายค่าเล่าเรียน บางคนถึงกับรู้สึกว่าฐานะอย่างพวกตน ไม่คู่ควรที่จะได้เรียนหนังสือเลยด้วยซ้ำ
ตำราหนึ่งเล่มราคาตั้งหนึ่งถึงสองพันอีแปะ พู่กันด้ามหนึ่งก็ราคาสิบถึงร้อยอีแปะ หมึกหนึ่งแท่งก็มีมูลค่าเท่ากับธัญพืชหนึ่งสือ ครอบครัวยากจนไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึงเรื่องเรียนหนังสือ
แต่ตอนนี้หลี่อี้กลับบอกว่าจะเปิดสถานศึกษาเอกชนในหมู่บ้าน ให้เด็กๆ มาเรียนฟรี ให้กระดาษและพู่กันฟรี
หากเป็นผู้อื่นพูดเช่นนี้ ทุกคนคงคิดว่าเขากำลังล้อทุกคนเล่น แต่หลี่อี้เป็นคนพูดเอง เขาสึกออกมาตั้งรกรากในหมู่บ้าน ทั้งยังได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เขาได้ทำสิ่งดีๆ ที่เป็นรูปธรรมมากมาย
ตัวอย่างเช่น ตอนที่ชาวบ้านไปเกณฑ์แรงงาน เขาก็มอบเสบียงแห้งให้ ครอบครัวชาวบ้านมีความยากลำบาก มาขอยืมเงินและเสบียงจากเขา เขาก็ให้ยืม และยังให้ทุกคนมาทำงานหาเงินใช้หนี้ได้อีก
“หวังว่าครอบครัวที่มีเด็ก จะส่งพวกเขามาเข้าเรียนกันทุกคนนะ”
“หากเด็กผู้หญิงยินดีจะมาแอบฟัง ก็ยินดีต้อนรับ”
แค่มาเข้าเรียน ก็เลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อต่อวันแล้ว ชาวบ้านต่างหวั่นไหวใจเต้น เด็กหนุ่มที่กำลังโตเป็นวัยรุ่นกินจุจนพ่อแม่แทบหมดตัว หากลดข้าวที่บ้านไปได้วันละมื้อ ก็อาจประหยัดเสบียงอาหารไปได้ไม่น้อย
“หากเด็กผู้หญิงมาเข้าเรียน ก็เลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อด้วยหรือเจ้าคะ” สตรีผู้หนึ่งร้องถามเสียงดัง
“ขอเพียงมาเข้าฟัง ก็เลี้ยง”
ผู้คนต่างร้องอุทาน
สุดท้ายทุกคนก็แสดงความยินดีที่จะส่งลูกหลานมาเข้าเรียนอย่างตื่นเต้น นักเรียนของโรงเรียนประถมอู๋จี๋ ไม่จำกัดชายหญิง อายุตั้งแต่ห้าถึงสิบสองปี
ชาวบ้านบางคนยังหวังจะส่งเด็กวัยสองสามขวบที่บ้านมาด้วย แต่หลี่อี้ปฏิเสธ นี่คือโรงเรียนประถมไม่ใช่โรงเรียนอนุบาล และยิ่งไม่ใช่สถานรับเลี้ยงเด็ก เล็กเกินไปก็เรียนไม่รู้เรื่อง เขาเองก็ดูแลไม่ไหว
เรียนจนถึงตอนเที่ยง กินข้าวมื้อเที่ยงเสร็จก็เลิกเรียนกลับบ้าน ทุกๆ สิบวันหยุดหนึ่งวัน ช่วงฤดูทำนาก็ให้หยุดพัก
ส่วนชั้นเรียนขจัดความไม่รู้หนังสือนั้น อยู่ในแผนงานอนาคต รอให้เงื่อนไขพร้อมสมบูรณ์แล้วค่อยเปิด
ในพริบตาก็มีเด็กมายี่สิบกว่าคนมาลงชื่อสมัคร
เด็กผู้หญิงก็มีไม่น้อย ล้วนพุ่งเป้ามาที่ข้าวเที่ยงฟรีมื้อนั้น ประหยัดข้าวที่บ้านไปได้มื้อหนึ่งก็คือมื้อหนึ่ง
หลังจากทุกคนจากไปแล้ว
ซานเหนียงก็ดึงหลี่อี้ไปด้านข้าง “เจ้าหวังสิ่งใดกันเล่าเนี่ย เด็กยี่สิบกว่าคนในรวดเดียว เลี้ยงข้าววันละมื้อ ก็ต้องใช้เสบียงสองโต่วแล้ว เดือนหนึ่งก็หกสือเลยนะ ยิ่งไปกว่านั้นเจ้ายังเหมาค่าพู่กัน หมึก กระดาษทั้งหมด นั่นยิ่งเปลืองเงินเข้าไปใหญ่ ตอนนี้แม้โรงงานจะทำเงินได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเอามาผลาญเช่นนี้ได้นะ”
“หาเงินมาได้ก็ต้องใช้สิ วางใจเถอะ สถานศึกษาเอกชนความจริงแล้วไม่ได้ใช้จ่ายเงินทองอันใดมากมายหรอก”
“แล้วถ้าหมู่บ้านอื่นส่งเด็กมาด้วยเล่าจะทำเช่นไร”
“ชั่วคราวก็รับแค่ห้าสิบคนก่อน วันหน้ามีเงื่อนไขพร้อมแล้วค่อยรับเพิ่มหน่อย”
“เจ้าจะดูแลไหวหรือ” ซานเหนียงเอ่ยอย่างเป็นกังวล
“ที่โรงงานมีเจ้ากับท่านอาเอ้อร์คอยดูแลอยู่ ข้าก็ไม่ต้องเปลืองแรงใจมากนัก สถานศึกษาช่วงแรกข้าจะเป็นคนสอนไปก่อน วันหน้าก็สามารถพิจารณาจ้างอาจารย์มาสอนได้นี่นา”







