ออร์เดอร์ล้นหลาม
ฟองเต้าหู้และเต้าหู้พองของโรงปฏิบัติงานอู๋จี๋ล้วนมีออร์เดอร์ล้นหลาม ปากต่อปากบอกเล่า คำชมมีมาไม่ขาดสาย
ที่เรือนปีกตะวันตก ตอนนี้กระทะก้นแบนใบใหญ่สำหรับต้มน้ำเต้าหู้และดึงฟองเต้าหู้ เพิ่มจากหนึ่งใบเป็นสิบใบแล้ว พี่สะใภ้ทั้งสองของซานเหนียงรับผิดชอบคนละห้าใบ ยุ่งง่วนอยู่ตลอดเวลา
ท่าทางการดึงแผ่นเต้าหู้ของพวกนางล้วนเชี่ยวชาญยิ่งนัก
หลัวเอ้อร์ตอนนี้กลายเป็นผู้ดูแลโรงปฏิบัติงานไปแล้ว เขาบอกหลี่อี้ด้วยความตื่นเต้นว่า "กระทะมีน้อยเกินไปขอรับ ตอนนี้ตื่นก่อนฟ้าสางมาต้มน้ำเต้าหู้และดึงแผ่นฟองเต้าหู้ กระทะหนึ่งใบดึงได้ประมาณสามสิบแผ่น ใช้เวลาทำประมาณสองชั่วยามจึงดึงเสร็จ กระทะสิบใบวันหนึ่งใช้ถั่วทำได้สองสือกว่า ตากฟองเต้าหู้ได้ถึงหกสิบจิน..."
ขอเพียงอากาศดี ผลผลิตของโรงปฏิบัติงานจะแตะถึงหกสิบจินได้อย่างมั่นคง หากเป็นวันมืดครึ้มฝนตกทำได้เพียงอบแห้ง สิ้นเปลืองทั้งฟืนและแรงงาน แต่ก็ยังรับประกันที่หกสิบจินได้เช่นกัน
ผลผลิตยังเพิ่มขึ้นได้อีกมาก หากเพิ่มคนงาน วันหนึ่งก็สามารถทำได้ถึงแปดเก้าสิบจิน
หลี่อี้มองดูพลางพยักหน้า
โรงปฏิบัติงานเล็กๆ แห่งนี้ในเวลานี้ถือว่าเข้าที่เข้าทางแล้ว ผลผลิตฟองเต้าหู้ล้วนเพิ่มขึ้น เริ่มแรกถั่วหนึ่งจินทำฟองเต้าหู้ได้เพียงครึ่งจิน (แปดเหลียง) ตอนนี้สามารถทำได้ถึงประมาณเก้าเหลียงแล้ว
"กระทะยังคงน้อยเกินไป"
หลัวเอ้อร์ทอดถอนใจพลางกล่าว ฟองเต้าหู้กำไรสูงปานนี้ ขายให้วัดหม่าถีจินละสามร้อยหกสิบอีแปะ หักส่วนแบ่งร้อยยี่สิบอีแปะที่ให้ฮุ่ยเลี่ยวไป ก็ยังเหลืออีกจินละสองร้อยสี่สิบ ต้นทุนถั่วสำหรับทำฟองเต้าหู้หนึ่งจินแค่สี่สิบกว่าอีแปะ ทำเงินได้มากกว่าเมื่อก่อนที่เขาขายเต้าหู้เสียอีก
เพียงแต่ถูกจำกัดด้วยปริมาณผลผลิต
ทว่าหลี่อี้ก็พยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว เขาสั่งทำกระทะก้นแบนเก้าใบแบบรวดเดียวที่โรงหล่อหมู่บ้านเฝิงเจีย ทางนั้นก็ต้องเร่งงานอย่างสุดชีวิตกว่าจะแล้วเสร็จ
ตอนนี้กระทะสิบใบทำไม่หยุดพัก ทุกวันบนราวไม้ไผ่ในอารามอู๋จี๋ล้วนตากฟองเต้าหู้สีเหลืองทองไว้จนเต็ม
เขายังซื้อโม่หินขนาดใหญ่กว่าเดิม และซื้อลามาอีกสองตัวเพื่อดึงโม่ การลงทุนครั้งนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว
กลิ่นหอมของถั่วอบอวลไปทั้งห้อง
ออกจากห้องที่ดึงแผ่นฟองเต้าหู้ มายังห้องข้างๆ ที่นี่มีกระทะเหล็กใบใหญ่เบอร์เจ็ดสองใบกำลังทอดเต้าหู้พอง เต้าหู้แข็งที่ทำเสร็จแล้วนำมาตากให้แห้ง จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเกลือที่ผสมไว้เป็นเวลาสองเค่อ แล้วนำมาตากแห้งอีกครั้งก่อนนำไปทอด ทำเช่นนี้จะมีความเหนียวนุ่มและไม่แตกง่าย
ทอดเต้าหู้พองได้รวดเร็วมาก ครึ่งชั่วยามก็สามารถทอดได้ถึงสามกระทะ
"ตอนนี้ถั่วแห้งหนึ่งจินของพวกเรา ท้ายที่สุดสามารถทอดเต้าหู้พองออกมาได้ยี่สิบเหลียง เต้าหู้พองหนึ่งจินต้องใช้น้ำมันถึงห้าเหลียงเจ้าค่ะ"
ทางด้านนี้กลิ่นหอมของน้ำมันตลบอบอวลไปทั่วห้อง หอมหวนเป็นอย่างยิ่ง
ผู้ที่รับผิดชอบทอดเต้าหู้ทอดในห้องนี้คือภรรยาของหลัวอู่ นอกจากรับผิดชอบทอดเต้าหู้พองแล้ว นางยังช่วยภรรยาของหลัวเอ้อร์รับผิดชอบเรื่องแช่ถั่ว โม่ถั่วเป็นน้ำเต้าหู้ ต้มน้ำเต้าหู้ และหยอดน้ำดีเกลือ
คนในโรงปฏิบัติงานทั้งหมด ตอนนี้ก็มีไม่น้อยเลย
บ้านหลัวเอ้อร์ก็มีพวกเขาสองสามีภรรยารวมกับลูกสะใภ้สองคนและลูกสาว รวมเป็นห้าคนแล้ว จากนั้นก็มีภรรยาของหลัวอู่ บวกกับหลานเซียงลูกสาวของหลัวซาน และซิ่วจือทาสรับใช้ของหลี่อี้ ก็มีคนงานประจำแปดคนแล้ว
เด็กๆ จากบ้านอื่นอย่างโก่วเซิ่ง สือโถว เหมินซ่วน ต่างก็มาช่วยทำงานจิปาถะในโรงปฏิบัติงานด้วย
"ฟองเต้าหู้ตอนนี้จัดหาให้ไม่ทันแล้วขอรับ เมื่อวานวัดหม่าถีก็บอกว่าต้องการเพิ่มอีก"
"ฟองเต้าหู้ชั่วคราวนี้วันหนึ่งจัดหาให้วัดหม่าถีได้เพียงยี่สิบจิน เต้าหู้ทอดสามารถจัดหาให้ได้มากหน่อย"
ข้อจำกัดด้านผลผลิตของฟองเต้าหู้นั้นยังมีค่อนข้างมาก ประการแรกคือขั้นตอนการต้มน้ำเต้าหู้และดึงแผ่นนั้นเร่งรัดไม่ได้ ต้องค่อยๆ ต้มให้ความร้อน กระทะหนึ่งกว่าจะดึงแผ่นเสร็จก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ประการต่อมาคือต้องรอสภาพอากาศเพื่อตาก หากไม่มีแดดแล้วต้องอบแห้งก็จะยิ่งยุ่งยาก
ยังต้องรีบสร้างห้องอบแห้งขนาดใหญ่สักห้องถึงจะดี
เต้าหู้พองกลับไม่มีข้อจำกัดมากปานนั้น ทว่าราคาก็กำหนดไว้แล้ว ตอนนี้ยอดขายวันละหลายสิบจิน ก็ถือว่าดีมากแล้ว
หลี่อี้ไปที่เรือนปีกตะวันออกเพื่อดูขั้นตอนการทำเต้าซี่เค็ม
สิ่งนี้ยังเรียกอีกชื่อว่าถั่วดึงเส้น เริ่มทำกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉินและฮั่นแล้ว เนื่องจากถูกทำขึ้นในห้องครัวของวัดแล้วนำไปเก็บไว้ในถังหมัก ภายหลังพระสงฆ์ได้นำไปเผยแพร่ยังวัดในประเทศวอ ชาววอจึงเรียกมันว่าถั่วเน่าแห่งราชวงศ์ถัง ต่อมาเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างมาก จนพัฒนาเป็นของพื้นเมืองถั่วเน่าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตามแต่ละท้องถิ่น
ขั้นตอนการทำนั้นไม่ยาก ถั่วเหลืองนำไปนึ่งให้สุกก่อน จากนั้นใช้ฟางข้าวห่อเพื่อหมัก
บนฟางข้าวมีเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ซับทิลิส ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าเชื้อนัตโตะ เพียงแค่นำฟางข้าวไปต้มในน้ำเดือดล่วงหน้า เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ จากนั้นนำไปเพาะในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงประมาณสี่สิบองศา เชื้อนัตโตะก็จะทำให้ถั่วเหลืองที่ต้มสุกหมักตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นเส้นใยเหนียวข้น
ตอนกินก็คนเสียหน่อย เติมซีอิ๊วลงไป หรือไม่ก็ใส่ต้นหอม ไข่ดิบลงไปผสม กินคู่กับข้าวสวยก็ให้รสชาติแปลกใหม่ไปอีกแบบ
แน่นอนว่าคนกินไม่คุ้นชินจะรู้สึกว่านี่เป็นถั่วเหม็นเน่าที่เสียแล้ว
กลิ่นเหม็นเล็กน้อย รสชาติหวานนิดๆ
อันที่จริงหลี่อี้คิดถึงเต้าซี่น้ำมากกว่า นำถั่วเหลืองที่หมักได้ที่มาเติมเกลือ พริกสับ พริกป่น ผงฮวาเจียว และขิงสับ รสชาติเปรี้ยวเผ็ดอร่อยลิ้น ไม่ว่าจะใช้ผัดกับข้าว กินคู่กับข้าวต้ม หรือคลุกข้าวสวยล้วนเป็นเลิศ น่าเสียดายที่ต้าถังไม่มีพริก
ห้องหนึ่งของเรือนปีกตะวันออกตอนนี้ใช้เป็นโกดัง
ด้านในมีถั่วเหลืองและข้าวฟ่างกองอยู่เต็ม
"อู๋อี้" หลัวซานเหนียงตะโกนเรียกเขาอยู่ด้านนอก "ผู้ดูแลฮุ่ยเลี่ยวแห่งวัดหม่าถีมาแล้วเจ้าค่ะ"
ฮุ่ยเลี่ยวร่างอ้วนท้วนสวมจีวรสีแดงสด นั่งรถม้ามา บนรถม้ายังบรรทุกธัญพืชมาเต็มคันรถ
"ถั่วเหลืองครึ่งหนึ่ง ข้าวฟ่างครึ่งหนึ่ง" ฮุ่ยเลี่ยวมีรอยยิ้มเต็มหน้า "โยมอู๋อี้ ฟองเต้าหู้วันละยี่สิบจินนี้ไม่พอจริงๆ นะ ต้องเพิ่มแล้วล่ะ"
ฮุ่ยเลี่ยวพูดเรื่องเพิ่มปริมาณจัดส่งฟองเต้าหู้มาหลายครั้งแล้ว แต่หลี่อี้ก็ไม่เคยรับปาก วันนี้เขาจึงมาด้วยตัวเอง
"ฟองเต้าหู้วันละยี่สิบจินสำหรับวัดหม่าถีก็น่าจะพอแล้วมิใช่หรือขอรับ"
"จะพอได้อย่างไรกัน ท่านไม่รู้เสียแล้วว่าตอนนี้ฟองเต้าหู้เป็นอาหารเจที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโรงทานวัดหม่าถีของพวกเรา แม้แต่พระสงฆ์ในวัดก็ยังชื่นชอบ"
ตอนนี้วัดหม่าถีไม่เพียงแต่ใช้ฟองเต้าหู้มาต้อนรับเหล่าประสกสีกาที่มาจุดธูปไหว้พระและทำบุญในทุกๆ วันเท่านั้น ทว่ายังยกให้เป็นของฝากประจำวัดหม่าถีอีกด้วย เวลาเหล่าประสกสีกากลับก็ยังต้องมอบให้ติดมือไปบ้าง
วัดหม่าถียังนำฟองเต้าหู้ เต้าหู้พองไปมอบให้กับวัดอื่นๆ ในนิกายซานเจีย ผู้ที่เคยลิ้มลองล้วนเอ่ยปากชม ความต้องการฟองเต้าหู้ของฝากประจำวัดหม่าถีแห่งนี้จึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก วันละยี่สิบจินไม่พอส่งให้เลยจริงๆ
"วันหนึ่งอย่างน้อยต้องให้ข้าห้าสิบจิน" ฮุ่ยเลี่ยวอ้าปากกว้างราวกับสิงโต เขาเพิ่มของฝากที่ได้รับความนิยมสองสามอย่างให้กับวัดหม่าถี ทำให้มีหน้ามีตามาก และไม่ใช่แค่ได้หน้า ทว่าฟองเต้าหู้ทุกหนึ่งจินเขายังได้ส่วนแบ่งลับๆ อีกร้อยยี่สิบอีแปะ เรียกว่าได้ทั้งหน้าตาและเงินทอง
"ข้าสามารถเพิ่มเต้าหู้พองให้เป็นห้าสิบจินก่อนได้ แต่ฟองเต้าหู้นั้นทำยากเกินไป ไม่ปิดบังท่าน ตอนนี้ทั้งโรงปฏิบัติงานวันหนึ่งยังผลิตฟองเต้าหู้ได้ไม่ถึงห้าสิบจินเลยขอรับ"
"เช่นนั้นก็รีบทำเพิ่มเข้าสิ" ฮุ่ยเลี่ยวรู้ดีว่าฟองเต้าหู้ทำเงินได้มาก เขาย่อมยินดีรับส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเช่นกัน
"ยากนะขอรับ ฟองเต้าหู้แผ่นหนึ่ง ต้องทั้งแช่ถั่ว โม่ถั่ว ต้มน้ำเต้าหู้ ดึงแผ่น ตากแดด อบแห้ง ทุกขั้นตอนล้วนกินเวลาอย่างยิ่ง แค่ต้มน้ำเต้าหู้และดึงแผ่น กระทะหนึ่งก็ต้องใช้ไฟอ่อนต้ม ค่อยๆ ดึงอยู่หลายชั่วยาม การตากแดดและอบแห้งยิ่งต้องดูสภาพอากาศ..."
ฮุ่ยเลี่ยวเดินชมอารามอู๋จี๋ของหลี่อี้ ในที่สุดก็ดึงดันให้หลี่อี้เพิ่มยอดจัดส่งฟองเต้าหู้เป็นวันละสามสิบจิน เต้าหู้ทอดวันละห้าสิบจิน ส่วนถั่วเน่าก็เอาด้วยสิบห้าจิน
เพียงแค่ฟองเต้าหู้กับเต้าหู้พองสองอย่าง วันหนึ่งก็สามารถแลกธัญพืชได้แปดสือ ฮุ่ยเลี่ยวได้ส่วนแบ่งเก้าพันหกร้อยอีแปะ หลี่อี้ก็ได้รับธัญพืชมูลค่าหนึ่งหมื่นเก้าพันสองร้อยอีแปะถึงมือเช่นกัน
เนื่องจากตอนนี้แลกเป็นธัญพืชได้มาก หลี่อี้จึงขอว่าหลังจากนี้เวลาชำระเงิน ส่วนหนึ่งให้จ่ายเป็นถั่วเหลือง ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง หรือข้าวสาร อีกส่วนหนึ่งขอรับเป็นผ้าไหมและเงินตรา ฮุ่ยเลี่ยวก็รับปากอย่างตรงไปตรงมา
"โยมอู๋อี้ ทำฟองเต้าหู้เพิ่มอีกสักหน่อยเถิด หากท่านสามารถส่งให้ข้าได้วันละห้าสิบจิน ท่านก็จะไม่ยิ่งหาเงินได้มากขึ้นหรือ"
ส่งฮุ่ยเลี่ยวกลับไปแล้ว ธัญพืชในโกดังก็เพิ่มขึ้นอีก หลัวเอ้อร์มองดูธัญพืชเหล่านั้นแล้วทอดทอนใจไม่หยุด เขาทำเต้าหู้มาค่อนชีวิต ตื่นแต่เช้าตรู่มืดค่ำถึงได้พัก หาบเต้าหู้ไปตลาดและเดินเร่ขายตามหมู่บ้าน ทว่ากลับได้กำไรเพียงน้อยนิด พอประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น
ดูหลี่อี้ทำเต้าหู้สิ กลับทำเงินได้มากมายปานนี้
ช่วงนี้ซานเหนียงก็ยุ่งมากเช่นกัน แผงขายอาหารเช้าหัวสะพานของนางขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ไม่เพียงแต่ขายน้ำเต้าหู้และเต้าฮวย แต่ยังควบขายข้าวต้มข้าวฟ่าง ขายเต้าหู้ และยังช่วยแนะนำฟองเต้าหู้ เต้าหู้พอง ถั่วเน่า และอื่นๆ ให้กับพ่อค้าที่สัญจรไปมาอีกด้วย ดูเป็นแผงเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตา แต่รายได้กลับไม่เลวเลยทีเดียว
แผนการจุดพักรถริมหัวสะพานที่หลี่อี้เคยพูดไว้แต่แรก กำลังถูกนำมาปฏิบัติทีละขั้น ห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดถูกสุขอนามัยสร้างเสร็จแล้ว แผงลอยชั่วคราวก็เปลี่ยนเป็นเพิงฟางหลายหลังแล้ว ต่อให้ฝนตกก็ไม่กระทบต่อการตั้งแผง
แผงของนางถึงขั้นจ้างท่านป้าในหมู่บ้านมาช่วยงานอีกสองคน
เวลานี้กลุ่มสี่ครัวเรือนของหลี่อี้ ยกเว้นเขาแล้ว บ้านหลัวเอ้อร์ หลัวซาน และหลัวอู่ ล้วนมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อย
หลัวซานกับหลัวอู่ออกไปเกณฑ์แรงงาน ความเป็นอยู่ทางบ้านกลับดียิ่งกว่าเดิมเสียอีก
โรงปฏิบัติงานเลี้ยงอาหารคนงานประจำวันละสองมื้อ คนงานชั่วคราวสองคนที่ทำครึ่งวันที่แผงหัวสะพานเลี้ยงอาหารหนึ่งมื้อ ค่าแรงก็ถือว่าไม่เลว
หลัวเอ้อร์กับซานเหนียงอยู่ในระดับผู้ดูแล ได้ค่าแรงเดือนละหนึ่งสือ คนงานประจำคนอื่นๆ ได้เดือนละเจ็ดโต่ว ส่วนคนงานชั่วคราวได้เดือนละสามโต่ว
ลำพังค่าแรงเท่านี้ พวกหลัวเอ้อร์ยังรู้สึกว่าให้มากเกินไปด้วยซ้ำ
อย่างไรเสียพวกเขาทำงานในโรงปฏิบัติงาน ก็ยังสามารถปลีกตัวไปดูแลนาที่บ้านได้ด้วย ลูกจ้างชายฉกรรจ์คนหนึ่ง ปีหนึ่งได้ธัญพืชสิบถึงสิบสองสือก็ถือว่าเต็มที่แล้ว
หลี่อี้กลับรู้สึกว่าให้ค่าแรงน้อยไป แต่พอเขาจะให้เพิ่ม พวกเขากลับไม่ยอมรับ
ความเจริญรุ่งเรืองของโรงปฏิบัติงานในช่วงนี้ ชาวบ้านล้วนเห็นอยู่ในสายตา ทว่ากลับไม่ค่อยมีใครอิจฉาตาร้อน เพียงแต่มีคนมาขอยืมเงินและเสบียงอาหาร หรืออยากมาทำงานเพิ่มขึ้นไม่น้อย
ผู้ใดที่ตกระกำลำบากจริงๆ หลี่อี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
ทว่าเขาก็ไม่ได้ให้ยืมเงินหรือเสบียงอาหารไปง่ายๆ แต่เปลี่ยนเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ใครที่เดือดร้อนมายืมเงินหรือเสบียงอาหาร หลี่อี้ก็จะให้พวกเขาไปช่วยทำนาแทน คิดค่าแรงเป็นรายวัน นำค่าแรงมาหักลบกับเงินและเสบียงอาหารที่ยืมไป
งานในนาที่ต้องดายหญ้า ถอนวัชพืช และอื่นๆ ก็ให้หลัวเอ้อร์ช่วยจัดแจง โดยให้สิทธิ์บ้านที่ลำบากในหมู่บ้านก่อนเป็นอันดับแรก
บางครั้งที่โรงปฏิบัติงานยุ่งมากเป็นพิเศษ ก็จะจ้างชาวบ้านสองสามคนมาช่วยงานชั่วคราว
ทำเช่นนี้ชาวบ้านต่างซาบซึ้งใจยิ่งนัก ชาวบ้านหมู่บ้านหลัวเจียล้วนมีรายได้เพิ่มขึ้นบ้าง
หลี่อี้มีรายได้สูงขึ้น ฐานะดีขึ้น ระดับความเป็นอยู่ในตอนนี้ก็ยกระดับขึ้นไม่น้อย เวลาปกติชาวบ้านหากจับปลา ดักกระต่าย หรือจับหนูนา กบนาอะไรได้ แล้วนำมาส่งให้หลี่อี้ที่นี่ เขามักจะควักเงินซื้อไว้ เพื่อเพิ่มเนื้อสัตว์ให้กับทุกคนในโรงปฏิบัติงาน
ในบ้านมีเสบียงอาหารเต็มโกดัง ในใจก็ไม่รู้สึกหวั่นเกรงอันใด
เขายังเตรียมลงมือจ้างช่างไม้มาทำประตูและเครื่องเรือน จ้างช่างมาขุดบ่อน้ำในลานบ้าน
"เมื่อเช้ากัวเอ้อร์หลางมามีธุระอันใดหรือเจ้าคะ" ซานเหนียงถาม
"อืม มาเป็นคนเดินธุระให้ตระกูลตู้ บอกว่าต้องการซื้อฟองเต้าหู้ เต้าหู้พอง และเต้าซี่เค็ม เอ่ยปากขอเสียเยอะเชียว ทว่าเราก็ไม่มีของตุนไว้แล้ว"
ซานเหนียงมีน้ำเสียงหึงหวงเล็กน้อยเอ่ยว่า "มาเดินธุระให้ตู้สือเหนียงท่านนั้นใช่หรือไม่เจ้าคะ นางช่างดีเสียจริง เป็นถึงคุณหนูแห่งสกุลตู้แห่งจิงเจ้า แต่กลับดูแลเอาใจใส่ท่านถึงเพียงนี้ สามวันดีสี่วันไข้ก็ต้องส่งคนมาจับจ่ายซื้อของ ได้ยินว่านางยังเคยมอบภาพวาดให้ท่านด้วยหรือเจ้าคะ"
หลี่อี้หัวเราะหึๆ "ตระกูลตู้เวลานี้ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ของโรงปฏิบัติงานพวกเราเชียวนะ"
"ท่านยังไม่ได้พูดเรื่องภาพวาดเลยนะเจ้าคะ"
"อ๋อ ตู้สือเหนียงขอม้วนอักษรจากข้าไปหลายม้วน ดังนั้นจึงมอบภาพวาดตอบแทน เป็นการตอบแทนตามมารยาทอย่างไรเล่า"
ซานเหนียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "ท่านต้องคิดให้ถ้วนถี่นะเจ้าคะ นางเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่แห่งสกุลตู้แห่งจิงเจ้า การแต่งงานต้องพูดถึงความเหมาะสมของฐานะ ประตูชาดคู่ประตูชาด ประตูไผ่คู่ประตูไผ่..."
หลี่อี้ขัดจังหวะนาง "ข้าจะไปที่ร้านตีเหล็กหมู่บ้านเฝิงเจียเพื่อสั่งทำกระทะเพิ่มอีกสักสองสามใบ เจ้าลองพิจารณาเรื่องจ้างคนงานเพิ่มอีกสักหลายคนดูนะ พอกระทะมาถึง พวกเราก็ต้องเพิ่มคนงานประจำระยะยาวอีกสองสามคน เลือกจากบ้านในหมู่บ้านของเราที่ลำบากสักหน่อย แต่ทำงานขยันขันแข็งคล่องแคล่วเป็นอันดับแรก"
เอ่ยจบ หลี่อี้ก็ออกจากบ้านไป
ความคิดของเด็กสาววัยแรกรุ่นผู้นี้ หลี่อี้มองออกตั้งนานแล้ว ทว่าเขาไม่ได้มีความคิดเช่นนั้น
มีบ้านมีที่ดิน ทั้งยังมีโรงปฏิบัติงานที่ทำเงินได้ หลี่อี้ในวันนี้ถือได้ว่าตั้งหลักได้อย่างมั่นคงแล้ว กระทั่งผู้ใหญ่บ้านอย่างเขา ยังเริ่มมีชื่อเสียงในหมู่บ้านหลัวเจียที่มีเพียงสิบเก้าหลังคาเรือนแห่งนี้แล้ว







