วันแรกของการเข้าเรียนผ่านพ้นไปกับการทำความคุ้นเคยกับมหาวิทยาลัย
วันที่สอง
เช้าตรู่ ซูอวี่เพิ่งล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เสียงทุบประตู "ปัง ปัง ปัง" ก็ดังขึ้น
"ซูอวี่ เปิดประตูหน่อย!"
ซูอวี่ได้ยินเสียงจึงไปเปิดประตู
พอประตูเปิดออก เซี่ยหู่โหยวก็พุ่งพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย เขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้พลางพูดว่า "จบเห่แล้ว!"
"หืม?"
ซูอวี่ขมวดคิ้ว หมอนี่เป็นอะไรของเขา
"จบเห่แล้วไงล่ะ!"
เซี่ยหู่โหยวกล่าวอย่างรันทด "จบเห่จริงๆ เมื่อวานกองกำลังคุ้มกันออกปฏิบัติการ กวาดล้างตลาดมืดของสถาบันไปจนหมด! จับคนไปเพียบ ยึดแต้มผลงานและทรัพยากรไปนับไม่ถ้วน พวกที่ถูกจับกำลังโดนสอบสวน ต่อให้ไม่มีปัญหาอะไรก็ต้องโดนปรับเงินถึงจะออกมาได้"
"กวาดล้างเหรอ?"
ซูอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วมองเขา "นายมาหาฉันทำไม?"
"ซูอวี่ เมื่อวานนายสั่งของราคา 30 แต้มผลงานไว้ไม่ใช่เหรอ ของมาถึงแล้ว ฉันกำลังเตรียมจะเอามาให้นายวันนี้เลย แต่ดันมาโดนกวาดล้างไปซะก่อน นายดูสิ... นายช่วยรับผิดชอบสักหน่อยได้ไหม?"
ซูอวี่ยังไม่ได้จ่ายเงินเลยนะ!
เซี่ยหู่โหยวทำหน้าจะร้องไห้ "30 แต้มผลงานเลยนะซูอวี่ นี่มันของที่ซื้อให้นายเลยนะ ฉันเห็นแก่ความเป็นเพื่อนร่วมชั้นก็เลยไม่ได้เก็บมัดจำ ตอนนี้เกิดเรื่องแล้ว นายว่า..."
ซูอวี่ปรายตามองเขา ก่อนจะนิ่งไปพักใหญ่แล้วพูดว่า "มาทำเป็นบีบน้ำตา คิดว่าฉันจะเชื่อเหรอ?"
"เรื่องจริงนะ!"
เซี่ยหู่โหยวพูดอย่างเจ็บปวดและเคียดแค้น "โดนกวาดล้างไปจริงๆ!"
"บังเอิญขนาดนั้นเลย?"
"ก็บังเอิญขนาดนี้แหละ!"
เซี่ยหู่โหยวกล่าวอย่างน่าเวทนา "ทุกปีตอนนักศึกษาใหม่เข้าเรียน เป็นช่วงเวลาทองของการซื้อขายในตลาดมืดเลยนะ ไม่เคยมีปัญหาอะไรมาตลอด ใครจะไปรู้ว่าปีนี้ดันมีปัญหา"
"สถาบันหน้าเลือดเกินไปแล้ว!"
"ที่ฉันเสียไปยังถือว่าน้อยนะ บางคน... ถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวเลยล่ะ!"
พูดจบเขาก็ถอนหายใจ "คนอื่นไม่เท่าไหร่ แต่หลิวหงนั่น ตอนนี้น่าจะใกล้ร้องไห้แล้ว ธุรกิจตลาดมืดของตระกูลหลิวก็ไม่ใช่น้อยๆ หมอนั่นลงทุนทรัพยากรไปเพียบเลยคราวนี้... คราวนี้สูญเปล่าหมดเลย!"
จู่ๆ ซูอวี่ก็อยากจะขำ คราวนี้สถาบันน่าจะรวบยอดกวาดเรียบจริงๆ
พวกนี้น่าจะขาดทุนจนกระอักเลือดเลยทีเดียว!
"ไม่ชดใช้ให้หรอก"
ซูอวี่ส่ายหน้าทันที "ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน ข้อแรก ฉันไม่เชื่อหรอกว่านายจะโดนจับ เพราะนายไม่ได้ถูกจับ"
"ข้อสอง ถึงนายจะโดนจับก็เถอะ ทำธุรกิจใหญ่โต ขาดทุนแค่นิดหน่อยนายก็จะมาให้ลูกค้าช่วยรับผิดชอบ... คนแบบนายคงร่วมงานด้วยไม่ได้แล้วล่ะ!"
ซูอวี่ส่ายหน้าพลางพูดว่า "ต่อให้คราวนี้ฉันชดใช้ให้นายไปไม่กี่แต้มผลงาน วันหลังนายก็อย่าหวังจะได้ทำธุรกิจกับฉันอีก คนแบบนายมองเห็นแต่ผลประโยชน์ตรงหน้า มองไม่เห็นผลประโยชน์ในระยะยาว งั้นเราก็ไม่มีความจำเป็นต้องร่วมงานกัน"
เซี่ยหู่โหยวทำหน้าเจื่อน หัวเราะแห้งๆ "ซูอวี่ อย่าพูดแบบนั้นสิ แค่ล้อเล่นเอง! เมื่อวานสูญเสียไปเยอะ ฉันก็ต้องเสียดายเป็นธรรมดาสิ! ของของนายเดี๋ยวช่วงบ่ายก็มาถึง ยังราคา 30 แต้มผลงานเหมือนเดิม ความจริงตอนนี้ตลาดมืดโดนกวาดล้าง ของน่าจะขึ้นราคาแล้วนะ แต่ฉันไม่ขึ้นราคาก็ได้!"
"เมื่อกี้แค่ล้อเล่นขำๆ เอง อย่าถือสาสิ!"
ซูอวี่ขี้เกียจจะสนใจเขา คิดๆ ดูแล้วก็ถามว่า "เมื่อวานนายโดนกวาดล้างจริงๆ เหรอ?"
"จริงสิ!"
เซี่ยหู่โหยวสาบานต่อฟ้า "โดนกวาดล้างจริงๆ ปวดใจจะตายอยู่แล้ว โชคดีที่เมื่อวานฉันเพิ่งเข้าเรียน ธุรกิจยังไม่ใหญ่โต ถ้าทำใหญ่โตล่ะก็ คงขาดทุนย่อยยับแน่! แต่เมื่อวานฉันอุตส่าห์ทำความสะอาดไปทั้งวัน ที่หามาได้ขาดทุนกลับไปหมดเลย!"
ซูอวี่กลอกตาบน สรุปว่านายก็ไม่ได้ขาดทุนอะไรเท่าไหร่นี่หว่า
ก็นึกว่านายรับของมาล็อตใหญ่ แล้วโดนกวาดเรียบไปซะอีก
"สถาบันกวาดล้างบ่อยไหม?"
"ไม่นะ" เซี่ยหู่โหยวพูดอย่างหมดหนทาง "ฉันได้ยินคนเขาบอกกันว่า ปีก่อนๆ ปีนึงกวาดล้างสักสองสามครั้งก็เต็มกลืนแล้ว ปีนี้สิ เดือนก่อนหน้าโน้นเพิ่งกวาดล้างไปรอบนึง เมื่อคืนดันมาอีกแล้ว!"
พูดพลางด่าว่า "สถาบันจะอดตายอยู่แล้วหรือไง ถึงได้มาหาของดีๆ กลับไปยาไส้แบบนี้!"
ซูอวี่ไม่ต่อความยาวสาวความยืดกับเขา ถามต่อว่า "ในเมื่อโดนกวาดล้างไปแล้ว ตอนบ่ายนายยังจะเอามาส่งได้อีกเหรอ?"
"แน่นอนสิ!"
เซี่ยหู่โหยวพูดอย่างภาคภูมิใจ "ยิ่งเป็นช่วงเวลาแบบนี้ยิ่งปลอดภัย เมื่อคืนเพิ่งกวาดล้างไป วันนี้ยังจะกวาดล้างอีกหรือไง? อีกอย่าง สินค้าฉันมีน้อย ไม่เป็นไรหรอก"
"ฉันโอนแต้มผลงานให้นาย พวกเขาจะไม่รู้เหรอ?"
"ตราบใดที่ไม่โดนจับได้คาหนังคาเขาก็พอแล้ว!"
เซี่ยหู่โหยวยิ้มตาหยี "เว้นแต่จะถูกจับได้คาที่ ไม่งั้นก็มีข้ออ้างถมเถไป ฉันไม่มีเงิน นายให้ฉันยืมหน่อยได้ไหม? นายเคยติดหนี้ฉัน ตอนนี้คืนฉันได้ไหมล่ะ?"
ซูอวี่พยักหน้า ไม่ถามอะไรต่อ
ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา
รอให้ได้ของมาก่อนค่อยจ่ายเงิน ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่ยอมตกลงเด็ดขาด
"จริงสิ ยังมีอีกข่าวที่ลืมบอกไป สถาบันเตรียมจะทดลองใช้ระบบวิชาเสริม นักเรียนระดับสูงสามารถเลือกวิชาเอกได้หนึ่งวิชา และวิชาเสริมได้หนึ่งวิชา"
"หืม?"
ซูอวี่ถามด้วยความประหลาดใจ "วิชาเสริมเหรอ? ยังไงกัน?"
เซี่ยหู่โหยวอธิบายคร่าวๆ สองสามประโยค ซูอวี่ก็เข้าใจ ในใจรู้สึกสนใจขึ้นมาบ้าง
"จ้าวลี่..."
แต่เพียงไม่นาน ซูอวี่ก็ส่ายหน้า เขามีความคิดนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจ้าวลี่จะยอมตกลง
วิชาเสริม ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่วิชาเอก
เขาเลิกคิดเรื่องนี้ เอาไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที
ซูอวี่เก็บข้าวของเตรียมตัวไปกินข้าว กินข้าวเสร็จ วันนี้ยังมีเรื่องให้ทำอีกตั้งเยอะ
เมื่อคืนหัวหน้ากลุ่มเฉินเฟิงแจ้งมาแล้วว่า วันนี้ต้องเลือกคณะให้เรียบร้อย
ทางเขตถ่ายทอดวิชา วันนี้แต่ละคณะจะจัดแสดงความสามารถ เพื่อให้นักศึกษาใช้ประกอบการตัดสินใจเลือก
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ลานกว้างเขตถ่ายทอดวิชา
ซูอวี่ยังไม่ทันถึงลานกว้าง ก็เห็นฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจเข้าเสียก่อน
อสูรเวทประเภทนกขนาดมหึมาตัวหนึ่งกำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้า บนหลังนกยักษ์ มีเงาร่างเล็กๆ ลอยอยู่กลางอากาศ พร้อมประกาศเสียงดังกังวาน "ยินดีต้อนรับสู่การสมัครเข้าคณะฝึกอสูร แม้ระดับไม่ถึงขั้นเหินเวหาก็สามารถบินได้!"
ขณะที่คนผู้นี้กำลังพูดอยู่นั้น อีกด้านหนึ่งก็มีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ไม่ใช่ผู้ฝึกตนขั้นเหินเวหา!
อีกฝ่ายบินอยู่กลางอากาศ ดูยังหนุ่มแน่นมาก แต่ด้านหลังกลับมีปีกงอกออกมา!
"ยินดีต้อนรับสู่การสมัครเข้าคณะวิวัฒนาการ! ไม่มีปีก เราก็งอกปีกได้ ขั้นเชียนจวินก็สามารถทะยานขึ้นสู่หมู่เมฆได้เช่นกัน!"
...
ซูอวี่มองจนตาค้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมดัดแปลงตัวเอง
ติดปีกให้ตัวเองเนี่ยนะ!
ด้านข้าง เซี่ยหู่โหยวและอีกหลายคนก็ยืนดูอยู่พักหนึ่ง ไม่นานก็มีคนกระซิบเสียงแผ่ว "ดัดแปลงตัวเอง... ฉันรับไม่ค่อยได้แฮะ หน้าตาแทบจะเหมือนพวกนักศึกษาเผ่าหมื่นเผ่าไปทุกทีแล้ว ขืนขึ้นสนามรบไป ไม่รู้ว่าจะโดนเผ่ามนุษย์ฆ่าผิดตัวเอาหรือเปล่า"
ขณะที่กำลังคุยกัน แสงสีทองหลายสายก็สาดประกาย โปรยปรายลงบนร่างของนักศึกษาทุกคน
วินาทีต่อมา เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า บนศีรษะมีอักษรเทวะตัวใหญ่ปรากฏขึ้น!
ไม่ใช่ภาษาเผ่ามนุษย์ ซูอวี่มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นภาษาเผ่าเซียน
"เยียวยา!"
"คณะอักษรเทวะ รอคอยให้ทุกคนมาร่วมทาง มีโรคก็รักษาโรค ไม่มีโรคก็เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง!"
สิ้นคำพูด ซูอวี่และคนอื่นๆ ต่างสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายที่แผ่ซ่านมาตามร่างกาย
คนบนฟ้าหัวเราะพลางกล่าว "นี่คืออักษรเทวะสายสนับสนุนขั้นพื้นฐาน วันนี้รับสมัครนักศึกษา จะไม่ใช้อักษรเทวะสายต่อสู้ หากใครสนใจ สามารถมาสอบถามรายละเอียดที่คณะอักษรเทวะได้เลย!"
พวกซูอวี่ยังไม่ทันตั้งตัว แสงสีทองอีกสายก็พุ่งวาบเข้ามา วินาทีต่อมา ป้ายหยกชิ้นหนึ่งก็ตกลงตรงหน้าพวกซูอวี่
"คณะยันต์เทวะ รอคอยให้ทุกคนมาร่วมทาง! ไม่ต้องออกแรง ไม่ต้องเตรียมตัว แค่กระตุ้นการทำงานก็พอ!"
"นักศึกษา ช่วยกระตุ้นมันหน่อยสิ ง่ายมาก แค่ขว้างมาทางฉันก็พอ!"
ซูอวี่เงยหน้าขึ้นมอง ไม่ไกลนัก มีชายชราท่าทางเหนือโลกราวนักพรตผู้หนึ่งกำลังยิ้มตาหยีมองมาที่เขา
ซูอวี่ประหลาดใจเล็กน้อย ให้ฉันกระตุ้นเนี่ยนะ?
ลองคิดดูแล้ว ซูอวี่ก็หยิบยันต์เทวะขึ้นมา ชายชรารีบพูดต่อว่า "แค่ปลดปล่อยพลังเจตจำนงออกมานิดหน่อย..."
ซูอวี่พยักหน้า แล้วขว้างยันต์เทวะไปทางชายชรา
เสียงระเบิดตูมดังสนั่น!
พริบตานั้น รังสีปราณกระบี่นับหมื่นสายปรากฏขึ้นรอบด้าน พุ่งทะยานเข้าโจมตีชายชราอย่างดุดัน
ชายชราหัวเราะลั่น บีบยันต์เทวะชิ้นหนึ่งจนแหลกละเอียด วินาทีต่อมา รอบกายเขาก็ปรากฏแสงสีทองหลายสาย
"นี่คือยันต์เทวะสายป้องกัน ดูให้ดีล่ะ!"
ตูม ตูม ตูม!
รังสีปราณกระบี่พุ่งเข้าใส่รอบกายเขา ทว่ากลับถูกยันต์เทวะสายป้องกันสกัดเอาไว้ แสงสีทองระเบิดออก ต้านทานการโจมตีของรังสีปราณกระบี่ไว้ได้หมดสิ้น
วินาทีต่อมา ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความสงบ
ชายชราหัวเราะพลางกล่าว "คณะยันต์เทวะ การต่อสู้ไม่ได้ยากเย็นขนาดนั้นหรอก!"
ซูอวี่เบิกตากว้าง ยอดเยี่ยมไปเลย!
ตอนที่แสงสีทองระเบิดออกเมื่อครู่ เขารู้สึกว่ารังสีปราณกระบี่แต่ละสายมีพลังโจมตีระดับขั้นว่านสือเลยทีเดียว แต่สุดท้ายกลับถูกสกัดไว้ได้ทั้งหมด!
แถมเขายังใช้พลังเจตจำนงไปแค่นิดเดียวเท่านั้นจริงๆ!
ด้านข้าง เซี่ยหู่โหยวกล่าวเสียงกระซิบ "ลงทุนน่าดู ตั้งใจชัดๆ รู้ว่านายเป็นนักเรียนระดับสูงขั้นสูงสุด พวกเราก็ระดับสูง เลยจงใจให้พวกเราเป็นคนกระตุ้น"
ซูอวี่ทั้งขำทั้งฉิว สรุปว่ามีลูกไม้นี้ด้วยสินะ
มิน่าล่ะ ตาแก่นี่ถึงไม่ไปหาคนอื่น พอมาถึงก็โยนยันต์เทวะมาทางเขาเลย
เขามองจนตาลายไปหมด ทางฝั่งสถาบันนี้ แต่ละคณะต่างงัดกลเม็ดเด็ดพรายออกมาโชว์กันแบบสุดฤทธิ์จริงๆ
ทางนี้ยังไม่ทันจบ ทางด้านโน้น สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ทะยานขึ้นฟ้า พลางกล่าวเสียงกังวาน "คณะเจตจำนง ไม่จำเป็นต้องแสดงปาฏิหาริย์อะไรทั้งนั้น เดือนมิถุนายนปีนี้มีนักศึกษาขั้นเหินเวหาจบการศึกษา 62 คน 30 คนในจำนวนนั้นมาจากคณะเจตจำนง ให้นักศึกษาพิจารณากันเอาเองเถอะ!"
ซูอวี่หันไปมองเซี่ยหู่โหยวโดยสัญชาตญาณ เซี่ยหู่โหยวไหวไหล่พลางพูดว่า "เรื่องปกติ อัจฉริยะคณะพวกเขาเยอะ แถมปกติก็มุ่งฝึกฝนแต่พลังเจตจำนง พลังเจตจำนงเลยแข็งแกร่งขึ้นไวมาก ไม่ต้องหล่อเลี้ยงอักษรเทวะ... พลังการต่อสู้เลยน่าอนาถไปหน่อย แต่อัตราส่วนคนบรรลุขั้นเหินเวหาก็สูงกว่าจริงๆ นั่นแหละ!"
พูดจบเขาก็เสริมว่า "พวกเขาเรียนจบกันไปตั้งเยอะ แถมเป็นขั้นเหินเวหาด้วย แต่... บนทำเนียบร้อยอันดับกลับมีนักศึกษาจากคณะเจตจำนงอยู่ไม่กี่คน เป็นตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมที่แท้จริงที่มีร่างกายอ่อนแอ ถูกสถาบันสงครามซ้อมจนยับเยินทุกปี น่าเวทนาที่สุดทุกปีเลย!"
ซูอวี่พยักหน้า มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียเป็นธรรมดา
ฝึกฝนได้ไว ไม่หล่อเลี้ยงอักษรเทวะ ไม่หลอมโอสถ ไม่หลอมศาสตรา มุ่งฝึกฝนเพียงพลังเจตจำนงอย่างเดียว อัตราส่วนขั้นเหินเวหาก็สูงกว่าคณะอื่นจริงๆ
พวกเขางัดไม้เด็ดออกมาประชันกันอย่างดุเดือด ที่มุมหนึ่ง ตาแก่คนหนึ่งกำลังร้อนรนจนเหงื่อแตกพลั่ก
เขาสบถด่าเสียงดัง "พวกแกนี่มันไม่ได้เรื่องเลย คิดลูกไม้ใหม่ๆ ออกมาบ้างไม่ได้หรือไง?"
"อาจารย์จ้าว..." ชายวัยกลางคนด้านข้างยิ้มขื่น "พวกเราจะไปมีลูกไม้อะไรได้ล่ะครับ? การหลอมศาสตราก็ไม่เหมือนกับอาชีพอื่น ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก!"
จ้าวลี่เดือดดาล มิน่าล่ะ ภาควิชาหลอมศาสตราถึงได้ตกต่ำลงทุกวัน!
ดูเอาเถอะ คณะอื่นเขาจัดโชว์จนนักศึกษาตาลายกันไปหมดแล้ว หรือจะให้พวกเขามานั่งตีเหล็กโชว์ให้คนดูอยู่ที่นี่ล่ะ?
คิดไปคิดมา จ้าวลี่ก็กัดฟันพูดว่า "ไป รีบไปเอาศาสตรามา เอาแบบสวยงามตระการตาเลยนะ ไอ้พวกดำปี๋ทื่อๆ ไม่เอา ยิ่งสวยยิ่งดี ทำให้มันบินขึ้นไปให้ฉันดู!"
ไม่นานนัก ก็มีคนตาเป็นประกาย รีบวิ่งไปขนศาสตรามาทันที
เพียงชั่วครู่ มุมหนึ่งของลานกว้าง ศาสตราที่ส่องประกายแสงสีทองนับร้อยเล่มก็ร่ายรำอยู่กลางอากาศ!
"คณะหลอมศาสตรา ยินดีต้อนรับทุกคน! อักษรเทวะหาง่าย ศาสตราเทวะนั้นหายาก!"
...
ไม่ไกลออกไปนัก ซูอวี่มองเห็นจ้าวลี่ แล้วหันไปมองฝั่งพวกเขาที่มีศาสตรานับร้อยร่ายรำอยู่กลางอากาศ ก็อดขำไม่ได้
สวยแต่รูปจูบไม่หอม!
แน่นอนว่ามันก็แค่การแสดงเท่านั้น แต่ซูอวี่มองแวบเดียวก็รู้สึกว่าวิธีนี้ไม่ค่อยได้ผล ศาสตราเทวะ... มันซื้อเอาได้นี่นา!
ขณะที่กำลังคิดอยู่ จมูกก็ได้กลิ่นหอมโชยมา
พริบตานั้น ซูอวี่รู้สึกวิงเวียนศีรษะหน้ามืดไปเล็กน้อย
วินาทีต่อมา ไม่ไกลนัก เตาหลอมโอสถขนาดยักษ์ก็ถูกเปิดออก เสียงระเบิดตูมดังสนั่น เม็ดยาแต่ละเม็ดพุ่งทะยานแหวกอากาศออกมา!
"โอสถเชียนจวิน หล่อหลอมกายา เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง! คณะโอสถเทวะ ขออวยพรให้นักศึกษาใหม่ทุกท่านมีเส้นทางการฝึกตนที่ราบรื่น ขอมอบโอสถเชียนจวินหนึ่งร้อยเม็ดให้แก่ทุกท่าน!"
วินาทีต่อมา เม็ดยาเหล่านี้ก็พุ่งกระจายไปทุกทิศทุกทาง
ซูอวี่ใจเต้นตึกตัก แจกฟรีเหรอ?
เขาเพิ่งจะยื่นมือไปคว้าเม็ดยาที่พุ่งมา วินาทีต่อมา เม็ดยากลับหล่นลงมาใส่มือเขาเอง
เขายังไม่ได้ออกแรงเลยด้วยซ้ำ!
ซูอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปรอบๆ ไม่นานก็รู้สึกทั้งขำทั้งฉิว ไอ้พวกจอมเจ้าเล่ห์เอ๊ย!
พริบตานี้ คนที่คว้าเม็ดยาได้เหมือนเขามีไม่น้อยเลย
แต่พอซูอวี่สังเกตดู แทบทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะระดับสูงทั้งนั้น!
ขี้โกงนี่หว่า!
เขาเห็นในมือเซี่ยหู่โหยวก็มี ในมือหลิวเข่อที่อยู่ไม่ไกลก็มี แถมยัยเด็กนี่ยังทำหน้าเหวอสุดๆ เห็นได้ชัดว่ากำลังงงว่าเม็ดยามันตกมาใส่มือนางได้ยังไง?
โอสถเทวะหนึ่งร้อยเม็ด แทบจะถูกอัจฉริยะระดับสูงกวาดไปจนหมด
เห็นได้ชัดว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลัง ยอดฝีมือของคณะโอสถเทวะผู้นั้นเป็นคนควบคุมอยู่
แต่ละคณะต่างก็งัดกลเม็ดเด็ดพรายออกมาใช้
เพื่อรับสมัครนักศึกษา คนพวกนี้งัดเอาอุบายสารพัดออกมาใช้จนหมดเปลือก
ซูอวี่ยืนดูอยู่พักหนึ่ง ก็ไม่ได้ดูต่อ
...
ไม่กี่นาทีต่อมา ซูอวี่ก็มาถึงจุดรับสมัครของคณะอักษรเทวะ
"ซูอวี่?"
ฝั่งนี้ มีบูธเรียงรายอยู่แถวหนึ่ง กำลังทำหน้าที่ลงทะเบียน
ผู้ลงทะเบียนคืออาจารย์ผู้สอนหลายคน อาจารย์ผู้สอนไม่ใช่นักวิจัย เป็นเพียงนักศึกษารุ่นพี่ที่ยังไม่บรรลุขั้นเหินเวหา จึงมาทำหน้าที่อาจารย์ผู้สอนในสถาบัน
พอได้ยินซูอวี่แนะนำตัว อาจารย์ผู้สอนท่านนี้ก็หัวเราะพลางกล่าว "ฉันว่าแล้วเชียวว่านายต้องมาที่คณะอักษรเทวะ! ผู้ช่วยสอนไป๋เฟิงฝากฝังมาแล้ว นายจะลงทะเบียนเข้าสังกัดผู้ช่วยสอนไป๋เฟิงตอนนี้เลย หรือจะรอไปก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าจะเลือกอาจารย์คนไหนดี?"
ซูอวี่ยังไม่ทันได้อ้าปากพูด อาจารย์ผู้สอนหญิงอีกคนที่อยู่ข้างๆ ก็ร้องอุทานขึ้นมา "เซี่ยฉาน? ยอดอัจฉริยะของตระกูลเซี่ยคนนั้นน่ะเหรอ?"
"..."
ตรงหน้าอาจารย์ผู้สอนหญิง เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มผู้หนึ่งขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยิน ก่อนจะกลับมายิ้มแย้มอย่างรวดเร็วแล้วพยักหน้า "ฉันคือเซี่ยฉานค่ะ"
"เธอ... เธอจะเข้าคณะอักษรเทวะงั้นเหรอ?"
อาจารย์ผู้สอนหญิงทั้งดีใจและประหลาดใจ
ยอดอัจฉริยะของตระกูลเซี่ย ไม่แน่ว่าจะต้องเข้าคณะอักษรเทวะเสมอไป
คณบดีคณะอักษรเทวะคือโจวหมิงเหริน ในขณะที่ตระกูลเซี่ยก็มีรองผู้อำนวยการท่านหนึ่งคอยดูแลคณะเจตจำนงอยู่ ปีก่อนๆ คนตระกูลเซี่ยหลายคนก็เลือกที่จะเข้าคณะเจตจำนงกัน
"ฉันคุยกับผู้อำนวยการโจวเรียบร้อยแล้วค่ะ คราวนี้ฉันจะฝากตัวเป็นศิษย์ผู้อำนวยการโจว"
เซี่ยฉานพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าผู้คนรอบข้างกลับฮือฮากันเบาๆ ขึ้นมาอีกครั้ง
โจวหมิงเหริน!
รองผู้อำนวยการลำดับที่หนึ่ง คณบดีคณะอักษรเทวะ ยอดฝีมือขั้นซานไห่ระดับสูงสุด!
ปีนี้ถึงกับรับลูกศิษย์ใหม่เลยเหรอ!
ต่อให้เป็นยอดอัจฉริยะของตระกูลเซี่ยก็เถอะ ต้องรู้ไว้ด้วยว่า ยอดอัจฉริยะน่ะมีให้เห็นทุกปี บุคคลสำคัญระดับโจวหมิงเหรินไม่รับลูกศิษย์ง่ายๆ หรอกนะ
เซี่ยฉานไม่สนใจเสียงนกเสียงกา ลงทะเบียนเสร็จก็หันหลังเดินจากไปทันที
ซูอวี่เหลือบมองไปทางนั้นแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
ยอดอัจฉริยะ... ก็แข็งแกร่งจริงๆ นั่นแหละ
เขาสัมผัสได้ว่า อีกฝ่ายอยู่ขั้นเชียนจวิน!
นี่แค่ระดับการบ่มเพาะร่างกายนะ ส่วนอักษรเทวะ ต้องวาดโครงร่างสมบูรณ์แล้วแน่ๆ พลังเจตจำนงแข็งแกร่งกว่าเขาแน่นอน
ส่วนวาดโครงร่างอักษรเทวะไปกี่ตัวนั้น ยังไม่ทราบ
อาจจะมีแค่ตัวเดียว แต่ถึงจะมีแค่ตัวเดียว อักษรเทวะก็มีความแข็งแกร่งอ่อนแอแตกต่างกันไป บางทีอาจจะแข็งแกร่งมากก็ได้
คนตระกูลเซี่ย แข็งแกร่งหน่อยก็เรื่องปกติ
เขายังคงคิดเรื่องนี้อยู่ อาจารย์ผู้สอนตรงหน้าก็ดึงสติกลับมาได้แล้ว พลางทอดถอนใจ "คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าปีนี้คณบดีจะรับลูกศิษย์ แถมยังรับยอดอัจฉริยะของตระกูลเซี่ยอีก ยอดฝีมือร่วมมือกับยอดฝีมือ ไม่รู้ว่าจะมีหวังทำลายสถิติของคนจากเขตปกครองต้าโจวผู้นั้นได้หรือเปล่านะ"
"เขตปกครองต้าโจว?"
ซูอวี่ชะงักไปเล็กน้อย "ยอดอัจฉริยะที่ใช้เวลาครึ่งปีบรรลุขั้นเหินเวหาคนนั้นน่ะเหรอ?"
"นายก็รู้ด้วยเหรอ?"
"เคยได้ยินคนพูดถึงน่ะครับ"
"เขาแหละ!" อาจารย์ผู้สอนรำพึง "ครึ่งปีบรรลุขั้นเหินเวหา ไวเกินไปแล้ว! อีกฝ่ายอายุยังไม่มากเลย อัจฉริยะที่เกิดในตระกูลใหญ่ก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่คนที่สามารถทำได้ภายในครึ่งปี หลายปีมานี้ก็มีแค่เขาคนเดียวนี่แหละ!"
"แล้วนักวิจัยเซี่ยอวี้เหวินล่ะครับ?"
ซูอวี่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น อาจารย์ผู้สอนยิ้ม "เซี่ยอวี้เหวิน... เขาใช้เวลาสองปีน่ะ"
"สองปี?"
"รุ่นนั้นก็ใช้เวลาประมาณสองปีกันแทบทุกคนแหละ หมายถึงพวกยอดอัจฉริยะไม่กี่คนนั้นน่ะนะ..."
อาจารย์ผู้สอนกล่าวอย่างอิจฉา "สองปี ก็ถือว่าสั้นมากแล้วล่ะ! แน่นอนว่าตอนที่พวกนั้นเข้ามา แทบทุกคนก็อยู่ขั้นบ่มเพาะจิตระดับสูงสุดกันแล้ว ในสถานการณ์ปกติ ใช้เวลาห้าปีจบการศึกษาได้ ก็ถือว่าเป็นระดับยอดอัจฉริยะกันทั้งนั้นแหละ!"
"คนที่จบการศึกษาได้ก่อนอายุ 30 แทบทั้งหมดก็เป็นพวกนักศึกษาที่มียศยอดอัจฉริยะตอนเข้าเรียนทั้งนั้น นักศึกษาอายุต่ำกว่า 30 ที่จบการศึกษาปีนี้ 16 คน มีถึง 10 คนเลยนะที่ตอนเข้าเรียนได้ผลการประเมินระดับยอดอัจฉริยะ!"
พูดจบเขาก็ส่ายหน้า "น่าเสียดาย ยอดอัจฉริยะบางคนตอนเข้าเรียนน่าทึ่งมาก แต่สุดท้ายกลับไปติดแหง็กอยู่ที่ด่านขั้นเหินเวหา น่าเสียดายจริงๆ!"
เมื่อก่อน ปีนึงก็มียอดอัจฉริยะอยู่หลายคน
สรุปว่าคนที่อายุต่ำกว่า 30 สะสมมา 12 รุ่น มียอดอัจฉริยะอยู่ราวๆ สามสี่สิบคน แต่สุดท้ายยอดอัจฉริยะที่จบการศึกษาปีนี้มีแค่ 10 คน แสดงว่ามีบางคนที่ยังไงก็เรียนไม่จบอยู่ดี
ซูอวี่ไม่ถามอะไรต่อ อาจารย์ผู้สอนจึงถามย้ำ "นายแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าจะให้ผู้ช่วยสอนไป๋เฟิงเป็นอาจารย์ของนาย?"
ซูอวี่ยิ้ม "ตอนนี้ยังไม่แน่ใจครับ ผมยังไม่เจออาจารย์ไป๋เฟิงเลย ไว้เจอตัวแล้วค่อยตัดสินใจอีกทีครับ"
เงาของไป๋เฟิงยังไม่เห็นเลย!
ถึงแม้ซูอวี่จะวางแผนเอาไว้แล้ว แต่ท่าทีของไป๋เฟิงแบบนี้... ก็ทำให้เขาลังเลอยู่บ้าง
คนยังไม่โผล่หัวมาให้เห็นเลย!
"ผู้ช่วยสอนไป๋เฟิงช่วงนี้น่าจะค่อนข้างยุ่งน่ะ..." อาจารย์ผู้สอนพอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง จึงเอ่ยขึ้น "ได้ยินว่าช่วงนี้หมกตัวอยู่แต่ในศูนย์วิจัยตลอดเลย..."
ขณะที่เขากำลังพูด ร่างที่ดูซูบโทรมสายหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
ไป๋เฟิง!
ไป๋เฟิงหนวดเคราเฟิ้ม ถุงใต้ตาบวมเป่ง เดินหาวหวอดๆ ตรงดิ่งเข้ามา
พอเห็นซูอวี่ก็ส่งยิ้มให้ พยักหน้าแล้วเอ่ยปากบอก "ลงทะเบียนซะนะ วันนี้พักผ่อน พรุ่งนี้ค่อยไปรายงานตัวที่ศูนย์วิจัยของฉัน ฉันไปล่ะ..."
พูดจบ เขาก็ทำท่าจะเดินจากไปทันที!
ซูอวี่ถึงกับอ้าปากค้าง!
อาจารย์ไม่มีเรื่องอื่นจะพูดแล้วเหรอ?
แล้วก็ ทำไมหมอนี่ถึงสภาพเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะเนี่ย!
ก่อนหน้านี้ดูสง่างามราวกับเทพเซียน หล่อเหลาเอาการสุดๆ แต่ตอนนี้ทำไมถึงได้เหมือนขอทานแบบนี้ล่ะ?
"อาจารย์ไป๋..."
ซูอวี่รีบวิ่งตามไป ไป๋เฟิงหันกลับมา ถามอย่างประหลาดใจ "มีอะไรเหรอ มีธุระอะไรอีกรึเปล่า?"
"เอ่อคือ..."
ซูอวี่ไม่รู้จะพูดเริ่มยังไงดี!
เห็นหมอนี่ทำท่าทางรีบร้อน ราวกับจะไปซะเดี๋ยวนี้ให้ได้ ซูอวี่ก็ไม่อ้อมค้อม รีบโพล่งออกไป "อาจารย์หลิวบอกว่า มาถึงสถาบัน ถ้ากราบอาจารย์ก็จะมีของขวัญรับศิษย์ เป็นคัมภีร์ เคล็ดวิชาจ้านเสิน ฉบับก้าวหน้าหนึ่งเล่ม โลหิตแก่นแท้ขั้นว่านสือร้อยหยด แล้วก็อักษรเจตจำนงอีกสิบเล่ม อาจารย์ไป๋ เป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอครับ?"
"..."
ไป๋เฟิงถึงกับอึ้งกิมกี่!
ครอบครัวแบบไหนกันเนี่ย บ้านไหนเขากราบอาจารย์แล้วได้ของแบบนี้กันบ้าง?
ต่อให้นายไปกราบว่านเทียนเซิ่งเป็นอาจารย์ เขาก็ไม่ได้ให้ของพรรค์นี้กับนายหรอกนะ!
ซูอวี่เกาหัวแกรกๆ พูดด้วยความเขินอายเล็กน้อย "ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ก่อนหน้านี้อาจารย์จ้าวลี่ก็บอกว่า ถ้าผมกราบเขาเป็นอาจารย์ เขาจะมอบศาสตราอักษรระดับเซวียนขั้นสูงให้ผมเล่มนึง ของชิ้นนี้มีราคาไหมครับ?"
"จ้าวลี่?"
ไป๋เฟิงหันไปมองทางนั้นโดยสัญชาตญาณ ไกลออกไป จ้าวลี่ก็เห็นพวกเขาเช่นกัน ตอนนี้กำลังถลึงตาถมึงทึง มองมาทางซูอวี่ ท่าทางอยากจะพุ่งเข้ามาหา แต่กลับถูกคนจากภาควิชาหลอมศาสตราสองสามคนรั้งเอาไว้ พวกเขายังมีภารกิจต้องทำอยู่อีก
"ศาสตราอักษรระดับเซวียนขั้นสูง?"
ไป๋เฟิงแทบจะสบถด่าบุพการีอยู่ในใจ!
จ้าวลี่บ้าไปแล้วหรือไง!
จะล่อลวงนักศึกษา ก็ไม่ใช่ล่อลวงแบบนี้นี่หว่า ไม่กลัวนักวิจัยทั้งสถาบันจะมาหาเรื่องหรือไง?
บ้านไหนเขามอบศาสตราอักษรระดับเซวียนขั้นสูงให้นักศึกษาใหม่ตอนเข้าเรียนกันล่ะ!
ราคาตั้งหลายพันแต้มผลงานเลยนะ!
เขาหันกลับมามองซูอวี่อีกครั้ง ใบหน้าซื่อๆ นั้นดูเขินอายเล็กน้อย ราวกับรู้สึกว่าไม่ควรพูดเรื่องพวกนี้ออกมา
ไป๋เฟิงยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ก้าวขาไม่ออกเลยทีเดียว
ฉัน... ฉันจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย?
ศิษย์ลุงขุดหลุมฝังฉัน จ้าวลี่ก็ทำลายฉัน!
อะไรคือโลหิตแก่นแท้ขั้นว่านสือร้อยหยด อะไรคืออักษรเจตจำนงสิบเล่ม อะไรคือคัมภีร์ เคล็ดวิชาจ้านเสิน ฉบับก้าวหน้า พวกคุณแน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังล้อฉันเล่น?
รวมๆ กันแล้ว มูลค่าตั้งหลายพันแต้มผลงานเลยนะเฟ้ย!
เขามองซูอวี่อย่างเคลือบแคลงสงสัย นายแต่งเรื่องขึ้นมาเอง หรือว่าเป็นเรื่องจริงกันแน่?
ซูอวี่มีรอยยิ้มซื่อๆ ประดับอยู่บนใบหน้า พอโดนไป๋เฟิงจ้องมอง หน้าก็เริ่มแดงระเรื่อ ยิ่งรู้สึกเขินอายหนักเข้าไปอีก เขาพูดเสียงเบาว่า "อาจารย์ไป๋... ถ้าเกิด... ไม่มีก็ไม่เป็นไรนะครับ ท่าน... ท้ายที่สุดก็เป็นแค่ผู้ช่วยสอน ผมเข้าใจครับ ผมมาถึงสถาบันสองวันแล้ว รู้ดีว่าผู้ช่วยสอนไม่ค่อยมีเงินเดือนเท่าไหร่หรอก..."
ไป๋เฟิงหน้าเขียวปั๊ด!
หมายความว่าไง?
ยั่วโมโหฉันเหรอ?
ดูถูกฉันรึเปล่าเนี่ย?
ซูอวี่พูดเสียงอ้อมแอ้มต่อ "อาจารย์ไป๋ ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ ก่อนหน้านี้อาจารย์ก็เคยสอนเรื่องอักษรเทวะให้ผม เป็นอาจารย์คนแรกที่เบิกทางสู่เส้นทางอักษรเทวะให้ผม ก็ถือว่าช่วยผมมามากแล้วครับ ไม่มีทรัพยากร พวกเราก็หาเอาเองได้ครับ..."
ไป๋เฟิงอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนลงคอไป ได้แต่พูดเสียงแห้งๆ "ซูอวี่ นายอย่าไปฟังศิษย์ลุงพูดจาเหลวไหล การกราบอาจารย์... ไม่มีกฎเกณฑ์ว่าต้องมอบของขวัญให้นักศึกษาหรอกนะ..."
"อื้อ อื้อ!"
ซูอวี่พยักหน้า ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง "ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละ การกราบอาจารย์ นักศึกษาอย่างพวกเราควรจะเป็นฝ่ายมอบของขวัญให้อาจารย์สิ จะให้อาจารย์มามอบของขวัญให้พวกเราได้ยังไง! อาจารย์หลิวต้องจำผิดแน่ๆ เลย เขายังให้เบอร์ติดต่อใครบางคนกับผมมาด้วย บอกว่าถ้าผมไปกราบคนคนนั้นเป็นอาจารย์ เขาต้องมอบของขวัญให้ผมเยอะแยะแน่นอน ผมก็เกรงใจ ไม่กล้าฉีกหน้าอาจารย์หลิว..."
"เบอร์อะไร?"
ไป๋เฟิงตกใจ ซูอวี่เกาหัว ท่าทางกระอักกระอ่วน ไม่กล้าพูดต่อ
"ลองท่องให้ฉันฟังรอบนึงสิ ไม่เป็นไรหรอก ฉันกับศิษย์ลุงก็คนกันเองทั้งนั้น จะไปทำร้ายนายได้ยังไง?"
ซูอวี่ท่องเบอร์ติดต่อเสียงเบาไปหนึ่งรอบ ไป๋เฟิงฟังแล้วแทบช็อก!
ให้ตายสิ!
ศิษย์ลุง ท่านทำเกินไปแล้วนะ!
นี่มันเบอร์ของอู๋เยว่ฮวานี่หว่า ใช่แน่ๆ!
ท่านถึงกับให้ซูอวี่ไปกราบอู๋เยว่ฮวาเป็นอาจารย์เลยเหรอ พวกเรากับหล่อนไม่ได้อยู่ขั้วอำนาจเดียวกันสักหน่อย ถึงแม้จะสนิทสนมกันอยู่บ้างก็เถอะ แต่อู๋เยว่ฮวาก็เป็นแค่คนรู้จักส่วนตัวของท่านนะ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับขั้วอำนาจของเราเลย!
จบเห่แล้ว!
แค่จ้าวลี่คนเดียวยังพอรับมือไหว แต่อู๋เยว่ฮวานี่สิ รองคณบดีคณะโอสถเทวะเชียวนะ!
ภาควิชาโอสถเทวะน่ะ รวยจะตายชัก!
ถ้าซูอวี่โทรไปเบอร์นี้ แล้วอู๋เยว่ฮวารู้ว่าเป็นลูกศิษย์ของหลิวเหวินเยี่ยนจะมากราบเป็นอาจารย์ หล่อนต้องไม่ปฏิเสธแน่ๆ!
อะไรคือคัมภีร์ เคล็ดวิชาจ้านเสิน ฉบับก้าวหน้า อะไรคือโลหิตแก่นแท้ขั้นว่านสือร้อยหยด ของแค่นั้นมันจะไปมีความหมายอะไร!
มิน่าล่ะ ศิษย์ลุงถึงได้บอกว่ากราบอาจารย์แล้วจะได้ของขวัญตั้งเยอะแยะ ไม่ได้หมายถึงฉันหรอก หมายถึงอู๋เยว่ฮวาต่างหาก!
"สรุปว่า... ศิษย์ลุงตั้งใจจะส่งไอ้เด็กนี่ไปให้อู๋เยว่ฮวา ถึงได้จงใจบอกเขาแบบนี้ เพื่อให้เขารู้สึกว่าฉันมันจน ฉันเอาของพวกนี้ออกมาให้เขาไม่ได้ ถึงตอนนั้นพอไอ้เด็กนี่โทรไปหา อู๋เยว่ฮวาก็ต้องตกลงแน่ๆ พอเอามาเปรียบเทียบกันแล้ว... เขาจะยังอยากมาเป็นลูกศิษย์ฉันอีกเหรอ?"
ทันใดนั้น ไป๋เฟิงก็สัมผัสได้ถึงความมุ่งร้ายอันเข้มข้น!
ความมุ่งร้ายจากศิษย์ลุง!
ศิษย์ลุงคงไม่กล้าบอกกับซูอวี่ตรงๆ เลยต้องพูดอ้อมค้อมให้ซูอวี่รู้ว่า ตัวเขาไม่คู่ควรจะเป็นอาจารย์ของไอ้เด็กนี่สินะ!
ไป๋เฟิงรู้สึกคอแห้งผาก ฉันไม่มีเงินจริงๆ นะ
ฉันจนมากเลยนะเฟ้ย!
ของพวกนี้ ฉันหามาให้ไม่ได้หรอก!
วินาทีต่อมา ในหัวของเขาก็มีภาพของใครบางคนวาบขึ้นมา หลิวหง!
เหล่าหลิว นายมีเงินไหม?
ตั้งหลายพันแต้มผลงานเชียวนะ นายยังจะยอมเล่นละครฉากใหญ่เป็นเพื่อนฉันอยู่หรือเปล่า?
ลูกศิษย์คนนี้ของฉันยังไม่ทันได้ก้าวเท้าเข้าสำนัก ความอยากอาหารก็พุ่งทะยานจนน่าตกใจแล้ว ฉันก็จนปัญญาเหมือนกันนะ!







