กินข้าวเสร็จ ไปรับตำราและเครื่องแบบ ซูอวี่ก็กลับมาที่สวนบ่มเพาะจิตอีกครั้ง
ห้องข้างๆ ไม่กี่ห้อง ตอนนี้ก็เริ่มมีคนทยอยมาแล้ว
เซี่ยหู่โหยวในเวลานี้ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่พ่อค้าใหญ่ที่เพิ่งพูดถึงการซื้อขายระดับหลายพันหรือหลายหมื่นแต้มเมื่อครู่อีกต่อไป เขาหันขวับวิ่งไปทักทายและช่วยเด็กใหม่เหล่านั้นทำความสะอาดไปแล้ว
……
ภายในห้อง ซูอวี่ปูที่นอนเสร็จ เปิดหน้าต่างระบายอากาศ นั่งลงบนโซฟาพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ
ทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้ว
พรุ่งนี้เมื่อเซี่ยหู่โหยวส่งของที่เขาต้องการมาให้ เขาก็สามารถลงมือได้อย่างเต็มที่ และบ่มเพาะได้อย่างรวดเร็วเสียที
ด้วยโลหิตแก่นแท้ระดับวั่นสือ 5 หยด หน้าวิหคปีกเหล็กจะเปิดใช้ใหม่ได้หรือไม่
ซูอวี่ไม่รู้
ไม่ว่าจะได้หรือไม่ แต่การบ่มเพาะด้วยโลหิตแก่นแท้ระดับวั่นสือนั้น ความเร็วต้องเร็วกว่าระดับเชียนจวินอย่างแน่นอน
อีกทั้งพลังต้นกำเนิดของเขตปกครองต้าเซี่ย ก็สูงกว่าที่หนานหยวนมากอยู่แล้ว
ถึงแม้จะไม่มีของเหล่านี้คอยช่วย ซูอวี่ก็รู้สึกว่าความเร็วในการบ่มเพาะนั้นรวดเร็วมาก เขาขนาดยังไม่ได้เริ่มบ่มเพาะ ก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังต้นกำเนิดระลอกแล้วระลอกเล่าที่ถูกจุดชีพจรของตัวเองดูดซับเข้าไป
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ซูอวี่มั่นใจว่า ถึงแม้ตัวเองจะไม่มีสมุดภาพหมื่นเผ่าพันธุ์ ผ่านไปหลายปี การบ่มเพาะไปถึงระดับไคหยวนขั้นหกขั้นเจ็ดก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไร
ดังนั้นที่เขตปกครองต้าเซี่ยนี้ แม้แต่นักเรียนจากครอบครัวธรรมดา หากไม่ถึงระดับไคหยวนขั้นหกขั้นเจ็ด ในสายตาซูอวี่ก็ถือว่าเป็นการแสดงออกถึงพรสวรรค์ที่แย่มากแล้ว
ซูอวี่กำลังคิดอะไรเพลินๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เปิดประตู
นอกประตูคือชายวัยกลางคนคนหนึ่ง พอเห็นซูอวี่เปิดประตู เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบพูดขึ้นว่า "ผมเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยยามประจำตึก 3 ต่อไปการเข้าออกหอพัก อนุญาตให้เข้าออกได้เฉพาะตัวเองเท่านั้น ห้ามพาคนอื่นเข้ามา! นอกจากนี้ ปกติแล้วการแจ้งเตือนเรื่องวิชาเรียน หรือการจัดตารางเวลา พวกเราก็จะเป็นคนรับผิดชอบแจ้งให้ทราบ"
"เรื่องทำความสะอาด สามารถติดต่อหน่วยยามของเราได้ เราจะจัดคนมาทำความสะอาดให้ถึงห้อง เดือนละ 3000 หยวน ส่วนเรื่องซักผ้า ชั้นล่างมีร้านซักรีด... ค่าใช้จ่ายทั้งหมด สามารถชำระด้วยบัตรแต้มผลงาน หรือจะใช้บัตรสถาบันก็ได้"
ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่พูด เขาพูดได้อย่างคล่องแคล่วมาก
พอซูอวี่ฟังจบ ความคิดแรกก็คือเซี่ยหู่โหยวต้องเจ๊งแน่!
ธุรกิจรับจ้างทำความสะอาดของเขา เริ่มตั้งแต่วินาทีนี้ คงต้องเจ๊งแล้วล่ะ
มาเร็วเคลมเร็วจริงๆ!
"อีกอย่าง พวกคุณที่เป็นเด็กใหม่ช่วงบ่ายวันนี้ไม่มีอะไร ตอนบ่าย 3 โมงลงไปรวมตัวกันที่ชั้นล่างได้ หน่วยยามจะจัดคนพาทัวร์สถาบันให้"
ชายวัยกลางคนพูดจบ ก็พูดต่อว่า "เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกคุณต้องเลือกคณะที่อยากเข้าเรียน และต้องรีบตัดสินใจเลือกอาจารย์ของตัวเองให้ชัดเจน"
ตึก 3 ล้วนแต่เป็นอัจฉริยะ ฝั่งสวนบ่มเพาะจิตนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นนักเรียนระดับสูงทั้งนั้น
แน่นอนว่าก็มีนักเรียนระดับกลางอยู่บ้างประปราย
ล้วนอยู่ในขั้นบ่มเพาะจิต ทว่าอักษรเทวะอาจจะยังวาดได้ไม่สมบูรณ์ ตอนสอบประเมินจึงทำคะแนนได้ไม่สูงพอจะเข้าเป็นระดับสูง
"ครับ ผมทราบแล้ว"
ซูอวี่กล่าวขอบคุณ ชายวัยกลางคนก็ไม่พูดอะไรอีก เขารีบไปเคาะประตูห้องถัดไปทันที
ไม่นาน ซูอวี่ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนดังลั่นอยู่ที่โถงทางเดิน "บริการทำความสะอาดของหน่วยยามน่ะ เสียเวลาจะตาย! ต้องทำเรื่องขอ ต้องรอจัดคน ถ้าคุณอยู่ในห้อง ก็ยังต้องรอเป็นชั่วโมงสองชั่วโมงอีก การต้องอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้าเป็นชั่วโมงสองชั่วโมงมันน่าสนุกนักหรือไง"
"มาหาผมนี่ ห้านาทีจบปัญหา! แถมยังสะอาดกว่าที่พวกเขาทำอีกนะ ไม่มีจุดอับ!"
"ถึงจะแพงไปนิด แต่แพงก็มีข้อดีของของแพงนะ ถ้าเหมาจ่ายเป็นเดือนยังมีส่วนลดให้ด้วย เหมาเป็นปียิ่งถูกเข้าไปใหญ่!"
"..."
ในห้อง ซูอวี่ถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ ดูท่าทางหมอนี่คงยังไม่อยากล้มเลิกความตั้งใจ ยังอยากจะดิ้นรนดูอีกสักตั้ง
แต่จะว่าไป ก็อาจจะมีเศรษฐีบางคนยอมจ้างเขาจริงๆ ก็ได้
ทว่าราคามันค่อนข้างแพงจริงๆ ถ้าเป็นในเขตระดับสูงหรือเขตระดับพิเศษ พวกนักเรียนเศรษฐีเหล่านั้นก็คงยอมจ้างเขาจริงๆ เพราะเขาทำความสะอาดได้เร็วมาก
พวกเศรษฐีพวกนั้น ไม่มานั่งสนใจเรื่องเงินหรอก
ถ้ามัวแต่สนใจ จะยอมจ่าย 100 แต้มผลงานเพื่ออยู่เขตระดับพิเศษหรือไง
……
ซูอวี่เลิกสนใจเซี่ยหู่โหยว แล้วหันมาอ่าน 'คู่มือทั่วไปของสถาบันต้าเซี่ย' ในห้องต่อ
รอจนใกล้จะ 3 โมง ซูอวี่ก็ลงไปข้างล่าง
……
ชั้นล่าง
นักเรียนมากันไม่น้อยเลย ชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปีคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น พร้อมแนะนำตัวว่า "ผมชื่อเฉินเฟิง เป็นหัวหน้าหน่วยยามของตึก 3 ช่วงบ่ายนี้ผมจะเป็นคนพาพวกคุณไปทำความรู้จักกับสถาบันเอง"
ซูอวี่ใจกระตุก เฉินเฟิงคนนี้ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นจุดแสงที่เจิดจ้าเช่นกัน
พลังต้นกำเนิดที่รวมตัวอยู่รอบๆ นั้นสว่างจ้าจนแสบตา นี่คือลักษณะของผู้ที่อยู่เหนือระดับวั่นสือขึ้นไป
ระดับวั่นสือหรือ?
หรือว่าจะเก่งกว่านั้น?
หน่วยยาม ว่ากันตามตรงก็คือยามรักษาความปลอดภัย แค่เฝ้าตึกตึกเดียว ถึงกับต้องใช้คนระดับวั่นสือเลยหรือ?
ซูอวี่สัมผัสได้ นักเรียนคนอื่นๆ ย่อมสัมผัสได้เช่นกัน
พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในขั้นบ่มเพาะจิต ความแข็งแกร่งอาจจะไม่มาก แต่ประสาทสัมผัสนั้นเหนือกว่าผู้ใช้วรยุทธ์มากนัก
ในหมู่นักเรียน มีคนเอ่ยถามขึ้นมาว่า "หัวหน้าเฉินอยู่ระดับไหนเหรอครับ อยากรู้จัง ช่วยบอกพวกเราหน่อยได้ไหมครับ"
เฉินเฟิงกวาดสายตามองเหล่านักเรียน แล้วยิ้มพลางตอบว่า "ระดับวั่นสือขั้นเจ็ด หน่วยยามของตึก 3 มีทั้งหมด 5 คน นอกจากผมแล้วก็ยังมีอีก 4 คน ล้วนเป็นระดับวั่นสือทั้งสิ้น พวกเราสังกัดหน่วยคุ้มกันสวนบ่มเพาะจิต สวนบ่มเพาะจิตมีกองร้อยทั้งหมด 3 กอง สถาบันให้ความสำคัญกับพวกคุณมาก ดังนั้นกำลังพลของหน่วยคุ้มกันสวนบ่มเพาะจิตจึงแข็งแกร่งกว่าที่อื่น"
ที่นี่ล้วนแต่เป็นอัจฉริยะ!
สถาบันนอกจากดินแดนลับที่สำคัญบางแห่งแล้ว ก็มีสวนบ่มเพาะจิตนี่แหละที่สำคัญที่สุด
หากใครกวาดล้างสวนบ่มเพาะจิตได้หมด สถาบันอารยธรรมก็ถือว่าสิ้นสุดสายันต์ไปแล้ว
เพราะอัจฉริยะระดับสูงตายกันหมด!
ระดับวั่นสือขั้นเจ็ด คุมทีมคุ้มกันตึกตึกเดียว สวัสดิการระดับนี้ที่หนานหยวนไม่อาจจินตนาการได้เลย
เฉินเฟิงไม่ได้พูดอะไรเรื่องนี้มากนัก เขามองดูเวลา "งั้นก็มีแค่นี้แหละ นักเรียนคนอื่นคงจะคุ้นเคยกันแล้ว พวกคุณตามผมมานะ อย่าวิ่งเพ่นพ่าน"
……
นักเรียนที่ตามเฉินเฟิงไปทำความคุ้นเคยกับสถาบันมีไม่มากนัก รวมๆ แล้วไม่ถึง 50 คน
ตึก 3 มีคนอยู่กี่คนซูอวี่ไม่รู้ แต่ถ้าอยู่เต็มก็คือ 120 คน
ในกลุ่มคน ไม่เห็นเซี่ยหู่โหยว
หมอนั่นคุ้นเคยกับที่นี่ดี ครั้งนี้คงไม่อยากมาหรอก
"สถาบันมี 8 เขตใหญ่ คนที่อ่านคู่มือทั่วไปมาแล้วคงจะรู้กันดี วันนี้ผมจะพาพวกคุณไปทำความคุ้นเคยกับเขตการสอน เขตถ่ายทอดวิชา และเขตดินแดนลับเป็นหลัก"
"สวนบ่มเพาะจิตจัดอยู่ในเขตที่พักอาศัย พอออกจากสวนบ่มเพาะจิตไปก็จะเป็นเขตที่พักอาศัยของนักเรียนธรรมดา..."
เฉินเฟิงไม่มีแววในการเป็นไกด์เลย การแนะนำของเขานั้นสั้นกระชับมาก
เมื่อออกจากสวนบ่มเพาะจิต ก็ถือว่าเข้าสู่เขตการสอนแล้ว
เขตการสอนกว้างใหญ่มาก มีตึกมากมาย
หอตำรา หอสมุดล้วนอยู่ในเขตการสอน เฉินเฟิงเพียงแค่พาพวกเขาไปดูข้างล่างเท่านั้น ไม่ได้พาเข้าไป เพราะเป็นเขตที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
นอกจากพวกซูอวี่แล้ว ก็ยังมีกลุ่มอื่นที่กำลังเยี่ยมชมสถาบันอยู่เช่นกัน
น่าจะเป็นเด็กใหม่ของปีนี้ทั้งนั้น
ไม่นาน เฉินเฟิงก็พาทุกคนมาถึงตึกเก่าแห่งหนึ่ง ตอนนี้บริเวณตึกเก่ามีผู้คนเดินขวักไขว่ เฉินเฟิงหันมาพูดว่า "บางคนอาจจะรู้แล้วว่าที่นี่คือที่ไหน ที่นี่คือตึกร้อยอันดับ!"
"สถาบันจัดตึกนี้ไว้เป็นการเฉพาะ เพื่อให้บริการแก่นักเรียนในทำเนียบร้อยอันดับ!"
"พวกเขารับภารกิจ บ่มเพาะ ประลอง... ล้วนทำกันที่ตึกนี้!"
เฉินเฟิงหัวเราะ "ความฝันสูงสุดของนักเรียนก็คือการได้เข้ามาในตึกนี้ ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน นักเรียนในทำเนียบร้อยอันดับกับนักเรียนธรรมดาในสถาบันนั้นเป็นคนละแนวคิดกันเลย นักเรียนทำเนียบร้อยอันดับรุ่นก่อน เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีคนทะลวงสู่ระดับเถิงคงถึง 16 คน!"
เฉินเฟิงรำพึงว่า "จากตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่า ทำเนียบร้อยอันดับมีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน! นักเรียนทำเนียบร้อยอันดับรุ่นนี้ พอถึงปีหน้า คงมีคนเรียนจบไม่น้อยเลยล่ะ"
ซูอวี่รู้สึกสงสัยเล็กน้อย จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "หัวหน้าเฉินครับ ทำเนียบร้อยอันดับนี่ประเมินกันปีละครั้งเหรอครับ"
"ไม่ใช่"
เฉินเฟิงส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม "ทำเนียบร้อยอันดับจะอัปเดตเดือนละครั้ง ที่ผมบอกว่าเรียนจบ 16 คนน่ะ ไม่ได้หมายความว่าจบพร้อมกันนะ เรานับจากทำเนียบร้อยอันดับในหนึ่งปี สมมติว่าถึงปีหน้า ก็จะนับจากรายชื่อนักเรียนทำเนียบร้อยอันดับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีนี้ ไปจนถึงเดือนมิถุนายนปีหน้า ดูว่ามีนักเรียนคนไหนเรียนจบบ้าง"
"วันที่ 3 ของทุกเดือน ทำเนียบร้อยอันดับจะถูกประเมินใหม่ อัปเดต และประกาศผล นักเรียนที่ไม่ติดอันดับ สามารถเลือกที่จะท้าประลองกับนักเรียนที่ติดอันดับได้ในช่วงระหว่างวันที่ 3 ถึง 25 หลังจากวันที่ 25 ไปแล้ว นักเรียนในทำเนียบร้อยอันดับจะไม่รับคำท้าประลองอีก"
ข้างกายซูอวี่ นักเรียนรูปร่างผอมสูงคนหนึ่งถามขึ้นว่า "หัวหน้าเฉินครับ ผมได้ยินมาว่าการท้าประลองต้องจ่ายแต้มผลงานถึง 10 แต้มเลยเหรอครับ มันไม่แพงไปหน่อยเหรอครับ"
"เพื่อให้พวกคุณรู้จักประมาณตนบ้างน่ะสิ!"
เฉินเฟิงพูดเรียบๆ "ถ้าไม่รู้จักประมาณตน เอาแต่ท้าประลองกับนักเรียนในทำเนียบร้อยอันดับอย่างเดียว นักเรียนในทำเนียบร้อยอันดับเขาไม่ต้องบ่มเพาะกันหรือไง แพ้ทีนึงก็เสียแต้มผลงาน 10 แต้ม เพื่อเป็นบทเรียนให้พวกคุณไง! ถ้าคุณรวย คุณจะท้าประลองวันละสิบครั้งก็ได้ เดี๋ยวก็มีคนรับคำท้าคุณเองแหละ!"
นี่คือเกณฑ์ขั้นต่ำ ถ้าชนะก็ได้แต้มผลงานคืน ถ้าแพ้ก็เสียไปเลย
เพื่อกันไม่ให้นักเรียนบางคนที่ไม่รู้จักประมาณตน ไปท้าประลองทุกวัน แบบนั้นนักเรียนในทำเนียบร้อยอันดับคงไม่ต้องเป็นอันบ่มเพาะกันพอดี
คนผอมสูงถามต่อ "แล้วต้องเริ่มท้าประลองตั้งแต่อันดับที่ 100 ขึ้นไปเลยหรือเปล่าครับ"
"ไม่ใช่ อันดับที่ 91-100 พวกคุณสามารถท้าประลองได้หมด ถ้าเอาชนะพวกเขาได้ ก็จะติดอันดับ หลังจากนั้นถึงจะท้าประลองกับ 10 อันดับที่สูงกว่าได้ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าคุณอยากท้าประลองกับท็อปเท็น คุณก็ต้องเข้าไปอยู่ในท็อปทเวนตี้ให้ได้ก่อน!"
พูดจบ เฉินเฟิงก็พูดต่อว่า "ความจริงแล้วทำเนียบร้อยอันดับคือทำเนียบการจัดอันดับด้านการต่อสู้ สถาบันยังมีทำเนียบอื่นอีก พวกคุณลองดูก็ได้ ไม่จำเป็นต้องท้าประลองทำเนียบร้อยอันดับเสมอไป สถาบันอารยธรรมน่ะ ก่อนจะเรียนจบ พลังต่อสู้อาจจะไม่ใช่เกณฑ์เดียวที่ใช้วัดเสมอไปหรอก"
ทำเนียบร้อยอันดับ หลักๆ แล้วก็ดูที่พลังต่อสู้
นักเรียนบางคน ก่อนจะเรียนจบก็คงยังไม่มีพลังต่อสู้อะไรมากมายนัก ซึ่งมันไม่ยุติธรรมกับพวกเขาเลย บางคนไปทางสายโอสถเทวะ หรือสายหลอมศัตราวุธ ช่วงแรกๆ พลังต่อสู้จะอ่อนแอมาก
เวลานั้น ชายหนุ่มผมสั้นเกรียนคนหนึ่งเดินออกมาจากตึก ท่าทางเดินดูสง่างาม สายตามองตรงไปข้างหน้า ไม่ได้มองมาทางเฉินเฟิงเลย
เฉินเฟิงกลับรีบหลีกทางให้ พลางกระซิบว่า "อย่าขวางทาง!"
ทุกคนพากันหลีกทางให้ ชายหนุ่มผมเกรียนไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองพวกเขา สายตาไม่วอกแวก และจากไปอย่างรวดเร็ว
"นักเรียนระดับท็อปเท็น!"
เมื่อเขาเดินลับไปแล้ว เฉินเฟิงก็เอ่ยปากขึ้น "อันดับหก เจียงมู่ แข็งแกร่งมาก ระดับวั่นสือขั้นหก จุดสูงสุดของขั้นบ่มเพาะจิต"
พูดพลางเยาะเย้ยตัวเองเล็กน้อย "อย่าเห็นว่าระดับร่างกายเป็นแค่ระดับวั่นสือขั้นหกนะ ถ้าผมสู้กับเขา ผมคงอยู่ไม่ถึง 30 วินาทีหรอก"
ทุกคนใจกระตุก เฉินเฟิงระดับวั่นสือขั้นเจ็ด ก็นับว่าเป็นยอดฝีมือแล้ว
ระดับวั่นสือขั้นปลาย มาเจอเจียงมู่กลับยืนระยะได้ไม่ถึง 30 วินาที
นี่เขาพูดเองเลยนะ ไม่ใช่คนอื่นลือกัน ดูท่าทางของเฉินเฟิงแล้ว ก็ไม่เหมือนกำลังประจบสอพลอด้วย
มีนักเรียนรีบถามขึ้นว่า "หัวหน้าเฉินครับ แล้วอันดับหนึ่งอย่างจานไห่ แข็งแกร่งขนาดไหนเหรอครับ"
"จานไห่?"
เฉินเฟิงยิ้มพลางตอบว่า "พวกคุณนี่นะ เอาที่มันเป็นไปได้ก่อนเถอะ อย่าเพิ่งไปคิดถึงจานไห่เลย เขาเคยประมือกับระดับเถิงคงมาแล้ว แล้วก็ไม่แพ้ด้วย"
ไม่แพ้!
นั่นแปลว่าชนะงั้นเหรอ?
ทุกคนไม่รู้ว่าชนะหรือเสมอ แต่ทุกคนก็รู้สึกตื่นตะลึง นี่คืออัจฉริยะที่สามารถสู้กับระดับเถิงคงได้เลยนะ
ในกลุ่มคน มีคนพูดด้วยความอิจฉาว่า "งั้นเป้าหมายของเราก็คือตึกร้อยอันดับแล้วล่ะ หวังว่าจะได้เข้ามาเร็วๆ นี้นะ"
"..."
เฉินเฟิงยิ้มๆ ไม่ได้พูดทำลายกำลังใจพวกเขา
สถาบันมีนักเรียนตั้งเท่าไหร่?
อายุต่ำกว่า 30 ปีก็มีเป็นหมื่นคนแล้ว!
มีคนติดอันดับแค่ร้อยคน!
ปกติเข้าเรียนตอนอายุ 18 ก็เท่ากับว่า ทำเนียบร้อยอันดับเป็นการรวมเอานักเรียน 12 รุ่นเข้าไว้ด้วยกัน
สุดยอดอัจฉริยะบางคน ช่วงหลายปีมานี้ก็ทะลวงสู่ระดับเถิงคงไปแล้วตามธรรมชาติ
แต่อัจฉริยะธรรมดาบางคนเมื่อ 12 ปีก่อน ตอนนี้ก็มีพลังที่แข็งแกร่งจนน่ากลัวเช่นกัน
ในสถานการณ์ปกติ ต่อให้เป็นอัจฉริยะระดับสูง ก็ต้องเข้าเรียนไปแล้วสามปี ถึงจะมีความหวังฝ่าเข้าไปอยู่ในทำเนียบร้อยอันดับได้ นี่ขนาดยังเป็นกลุ่มระดับท็อปในนั้นนะ
"อย่าดูถูกนักเรียนทำเนียบร้อยอันดับเด็ดขาด ต่อให้เป็นอันดับสุดท้าย พลังต่อสู้ก็เข้าใกล้ระดับวั่นสือขั้นสามช่วงสูงสุดแล้ว!"
เฉินเฟิงเอ่ยเตือน "อันดับท็อป 50 ล้วนมีพลังระดับวั่นสือขั้นห้าขั้นหก อันดับท็อป 30 ยิ่งเข้าใกล้ระดับวั่นสือขั้นเจ็ดขึ้นไป ส่วนท็อปเท็นนั่นถือว่าเป็นระดับวั่นสือช่วงสูงสุดแล้ว!"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา เหล่านักเรียนก็รู้สึกใจเสียไปบ้าง
แค่อันดับสุดท้ายก็เข้าใกล้ระดับวั่นสือขั้นกลางแล้ว ทำเนียบร้อยอันดับนี่มันเข้ายากจริงๆ
"ตึกร้อยอันดับไม่ต้องดูแล้ว เดี๋ยวผมจะพาพวกคุณไปดูรอบนอกของเขตดินแดนลับ ข้างในตอนนี้พวกคุณยังเข้าไปไม่ได้หรอก..."
เฉินเฟิงพาทุกคนเดินออกจากตึกร้อยอันดับ หลายคนยังคงเหลียวหลังกลับไปมองอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาส่วนใหญ่เป็นอัจฉริยะระดับสูง ย่อมต้องมีความทะเยอทะยานอยู่บ้างเป็นธรรมดา
ไม่มีใครยอมรับความธรรมดาหรอก!
……
เขตดินแดนลับมองไม่เห็นอะไรเลย ทำได้แค่เดินวนอยู่รอบนอก ข้างในเข้าไปไม่ได้
ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของซูอวี่ก็คือ ยอดฝีมือเยอะจริงๆ!
ระหว่างทาง บังเอิญเจอนักวิจัยบางคน แต่ละคนล้วนเป็นจุดส่องสว่าง แสงจ้าจนเขาไม่กล้าใช้เจตจำนงตรวจสอบอีก ยังไม่ทันได้ตรวจสอบ เจตจำนงก็ทำท่าจะแตกสลายแล้ว
นักวิจัยของสถาบันอารยธรรม คนที่อ่อนแอที่สุดยังเป็นระดับเถิงคงเลย
ส่วนสถาบันฝึกอบรมหมื่นเผ่าพันธุ์ พวกซูอวี่ไม่ได้เข้าไป และไม่เห็นนักเรียนเผ่าพันธุ์อื่นด้วย
อีกฝ่ายไม่ได้อยู่เขตพักอาศัยเดียวกับพวกซูอวี่ แต่จะอยู่ใกล้ฝั่งเขตพักอาศัยของอาจารย์มากกว่า เห็นได้ชัดว่าสถาบันเองก็กลัวจะเกิดความวุ่นวาย จึงจัดให้พวกเขาไปอยู่ทางนั้น
ทางนั้นมียอดฝีมือเยอะมากราวกับก้อนเมฆจริงๆ ยอดฝีมือที่อยู่เหนือระดับเถิงคงมีเป็นกอบเป็นกำ ใครกล้าไปก่อกวนที่นั่น รับรองว่าในพริบตาเดียวต้องมียอดฝีมือระดับเถิงคงหลายร้อยคนพุ่งเข้าไปจัดการแน่
……
เดินเล่นอยู่ชั่วโมงกว่าๆ พวกซูอวี่ถึงได้กลับมาที่ตึกหอพักอีกครั้ง
ตอนเย็น ซูอวี่กินอะไรนิดหน่อย ก็เริ่มบ่มเพาะและอ่านหนังสือ
ในสถาบัน ทุกอย่างยังคงต้องดูที่ความแข็งแกร่ง
หาแต้มผลงานต้องใช้ความแข็งแกร่ง แย่งชิงทรัพยากรต้องใช้ความแข็งแกร่ง จะทำตัวโอ้อวดก็ต้องใช้ความแข็งแกร่ง... ถ้าไม่มีความแข็งแกร่ง ก็ไม่ใช่ตัวอะไรเลย
เฉินเฟิงผู้เป็นยอดฝีมือระดับวั่นสือขั้นเจ็ดคนนี้ พอเจอเจียงมู่อันดับหก ยังต้องยอมหลีกทางให้ ระมัดระวังเสียยิ่งกว่าตอนเจอนักวิจัยทั่วไปเสียอีก
นักวิจัยทั่วไปมักจะไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้ แต่นักเรียนวัยหนุ่มสาวที่กำลังห้าวหาญ อาจจะเกิดการปะทะกับคุณได้
พวกเฉินเฟิงมีประสบการณ์มากมาย ดังนั้นเวลาเจอนักเรียนพวกนี้ มักจะระมัดระวังมากกว่าตอนเจอนักวิจัยเสียอีก นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักเรียนทำเนียบร้อยอันดับเป็นที่น่าอิจฉาของทุกคน มันช่างมีหน้ามีตาเหลือเกิน
ในตอนนี้ ซูอวี่ไม่มีของเหลวต้นกำเนิดอยู่ในมือแล้ว สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือโลหิตแก่นแท้หนึ่งหยด ซึ่งเขาก็ไม่ได้นำมาใช้ส่งเดช
คืนนี้ เขาเน้นไปที่การอ่านหนังสือเป็นหลัก
อ่าน 'ดาบอัสนีต้นกำเนิด'
ซูอวี่ในตอนนี้ เชี่ยวชาญดาบที่สองแล้ว และกำลังดูดาบที่สามอยู่
น่าเสียดายที่เมื่อเวลาผ่านไป ดาบที่สามดูเหมือนจะสูญเสียความรู้สึกลึกล้ำแบบนั้นไปมากแล้ว
ส่วนดาบที่สี่... ซูอวี่ลองมองดู ก็พอจะเห็นความลึกล้ำอยู่บ้าง แต่หลังจากดาบที่ห้า เขาก็มองไม่ออกเลยจริงๆ ราวกับว่ามันไม่ต่างอะไรกับหนังสือธรรมดาทั่วไปเลย
"ดาบอัสนีต้นกำเนิดดาบที่สาม อัสนีบาต!"
"ต้องเปิดจุดชีพจร 16 จุด ถึงจะบ่มเพาะได้"
ตอนนี้ซูอวี่เปิดจุดชีพจรของดาบอัสนีต้นกำเนิดไปแล้ว 12 จุด ยังต้องเปิดเพิ่มอีก 4 จุดถึงจะทำได้
ซูอวี่เพียงแค่มองดูเท่านั้น ไม่ได้เตรียมตัวจะบ่มเพาะ
เปิดจุดชีพจรของดาบอัสนีต้นกำเนิด 4 จุดเพื่อเชี่ยวชาญดาบที่สาม สู้ไปเปิดจุดชีพจรที่เหลืออีก 3 จุดของ 'เคล็ดเทพสงคราม' ดีกว่า ถ้าเขาไม่ฝึกฉบับอัจฉริยะ อีกไม่นานเขาก็จะบรรลุระดับเชียนจวินแล้ว
ระดับเชียนจวินใช้ดาบที่สอง ร้ายกาจกว่าระดับไคหยวนใช้ดาบที่สามเสียอีก
"ต้องดูให้มากขึ้นอีกหน่อย ขืนไม่ดู ต่อไปของพวกนี้คงพังหมดแน่"
ซูอวี่รู้สึกปวดใจเล็กน้อย 'เคล็ดไคหยวน' ที่ไป๋เฟิงเขียนให้ก็พังไปแล้ว ถ้า 'ดาบอัสนีต้นกำเนิด' พังไปอีก คงเสียหายหนักน่าดู
คืนนี้ ซูอวี่เอาแต่อ่านหนังสือตลอดคืน
ดาบที่สามดูค่อนข้างจะวุ่นวาย แต่ก็นับว่าเป็นการต่อสู้ทางเจตจำนงรูปแบบหนึ่ง เป็นวิธีการฝึกฝนเจตจำนงที่ดีที่สุดแล้ว
หากยังไม่ถึงระดับเถิงคง พวกเขาจะไม่มีทางได้ฝึก 'คัมภีร์หมื่นอักษร' ของสถาบันอารยธรรมเลย
เจตจำนงของซูอวี่ในเวลานี้ มีความจุเข้าใกล้ 30% แล้ว แข็งแกร่งกว่าตอนที่เขาพบไป๋เฟิงในตอนนั้นมาก
ทั้งหมดนี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับเคล็ดวิชาระดับเชียนจวินต้นฉบับที่แตกสลายชิ้นนั้น และยังเกี่ยวข้องกับการที่เขาเฝ้าสังเกต 'เคล็ดไคหยวน' กับ 'ดาบอัสนีต้นกำเนิด' อย่างต่อเนื่องด้วย
รอให้ไปถึงขั้นบ่มเพาะจิต ความแข็งแกร่งจะก้าวกระโดดขึ้นอย่างแน่นอน
ถึงเวลานั้น พลังของอักษรเทวะก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
……
ในขณะที่ซูอวี่กำลังเฝ้าสังเกต 'ดาบอัสนีต้นกำเนิด' อยู่นั้น
ตึกสอนหนังสือ ไฟสว่างไสว
เสียงพูดคุยดังระงม
"ปีนี้ภาควิชาโอสถเทวะของเรา อย่างน้อยก็ต้องได้ยอดอัจฉริยะสักสองสามคนสิ?"
"จะส่งคนไปคณะเจตจำนงกับคณะอักษรเทวะทุกปีไม่ได้หรอกนะ!"
"นั่นสิ คณะของพวกเราจะพังอยู่แล้ว นักเรียนระดับกลางถึงระดับต่ำก็ส่งมาทางเรา ส่วนนักเรียนระดับสูง ยอดอัจฉริยะ ล้วนไปเป็นนักเรียนของสองคณะนั้นหมด ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป สักวันพวกเราต้องไร้ผู้สืบทอดแน่!"
เมื่อเด็กใหม่เข้าเรียน แต่ละคณะก็เริ่มร้อนใจ
ตามธรรมเนียมปฏิบัติในปีก่อนๆ อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะ อัจฉริยะระดับสูงขั้นสูงสุด คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะเลือกคณะอักษรเทวะและคณะเจตจำนง
หาผู้สืบทอดไม่ได้ ขาดแคลนผู้สืบทอด นี่คือข้อเสียเปรียบของคณะอื่นๆ
แม้ว่าทุกปีจะมีเด็กใหม่เข้าเรียน แต่เด็กพวกนี้ก็จะถูกสองคณะใหญ่นั้นแย่งไปทุกปี ทำให้พวกเขาไม่พอใจมาก แต่ก็ไม่มีปัญญาไปขัดขวางได้
ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ไม่ใช่ว่านเทียนเซิ่ง แต่เป็นรองผู้อำนวยการคนที่สาม ซูจื่อหมิง
ตอนนี้ ชายชราผู้นี้กำลังปวดหัวอย่างหนัก เมื่อเห็นนักวิจัยรอบข้างส่งเสียงดังโหวกเหวก เขาก็ตบโต๊ะพร้อมตวาดว่า "เงียบหน่อย!"
"นักเรียนระดับสูงมีอิสระในการเลือก ไม่ใช่ว่าเราบังคับให้เขาไปคณะไหนแล้วเขาจะยอมไปนะ!"
"การที่คณะอักษรเทวะและคณะเจตจำนงรับคนได้เยอะขนาดนั้น มันก็เป็นความสามารถของพวกเขา พวกคุณไม่ยอมออกหน้าเอง แล้วผมจะทำอะไรได้"
ซูจื่อหมิงพูดด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย "แต่ละคนนะ รู้จักแต่เก็บตัว รู้จักแต่หมกตัวอยู่ในศูนย์วิจัย! คณะอักษรเทวะกับคณะเจตจำนงของคนอื่นเขาน่ะ ทุกปีจะมีคนไปรับสมัครนักเรียนระดับสูง แล้วพวกคุณล่ะ? ตัวเองไม่ใส่ใจ แล้วจะหวังให้นักเรียนมาเลือกพวกคุณงั้นเหรอ?"
"พรุ่งนี้และมะรืนนี้ นักเรียนจะต้องเลือกคณะ พวกคุณก็ไปหาวิธีดึงดูดใจเอาเอง! ถ้ายังทำส่งๆ อีก... ไม่ช้าก็เร็วคณะของพวกคุณคงถูกยุบ สู้ยุบรวมกับคณะใหญ่ๆ ไปเลยดีกว่า!"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ก็มีคนพูดขึ้นทันทีว่า "ผู้อาวุโสซู พวกเราก็หมดหนทางเหมือนกัน! อักษรเทวะและเจตจำนงเนี่ย มันแสดงออกทางความแข็งแกร่งได้อย่างชัดเจน เอาเป็นว่าภาควิชาโอสถเทวะของเรา โอสถที่แสดงก็มีเยอะแยะ แข็งแกร่งพอดูแล้ว แต่นักเรียนเขาคิดยังไงกันล่ะ"
ชายชราที่พูดเอ่ยด้วยความหดหู่ "สิ่งที่พวกเขาคิดก็คือ แพงจัง! รอให้ฉันเก่งก่อนเถอะ หาแต้มผลงานได้เยอะๆ เมื่อไหร่ จะซื้อโอสถแบบนี้มาใช้บ้าง! ไม่มีสักกี่คนหรอกที่คิดอยากจะหลอมโอสถเอง!"
ทุกคนหัวเราะครืน ชายฉกรรจ์อีกด้านหนึ่งก็พูดด้วยความโมโหเช่นกัน "คณะฝึกอสูรของเราก็เป็นแบบนี้ ต่อให้เอาสัตว์อสูรที่เก่งกาจแค่ไหนมาแสดง ไอ้เด็กเหลือขอพวกนั้นก็คิดแค่ว่า วันหน้าถ้ารวยแล้ว จะให้คณะฝึกอสูรจัดหาสัตว์อสูรเก่งๆ มาให้ ไม่เห็นมีใครคิดจะเพาะเลี้ยงเองสักคน!"
"คณะยันต์เทวะก็เหมือนกัน คิดแบบนี้กันทั้งนั้น จ่ายเงินซื้อเอาก็สิ้นเรื่อง ทำไมต้องมาฝึกอักษรเทวะแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งด้วย..."
ทุกคนต่างก็ไม่พอใจกันทั้งนั้น!
วินาทีต่อมา ชายชราจากคณะโอสถเทวะก็พูดขึ้นว่า "เรื่องทั้งหมดนี้มันเกี่ยวกับห้างการค้าสกุลเซี่ย! ทำธุรกิจกันถึงในสถาบัน ซื้อขายกันอย่างลับๆ ทำการค้าในตลาดมืด เปิดให้ใช้ทรัพยากร สร้างความประทับใจให้นักเรียนว่า ขอแค่มีเงิน ก็ซื้อได้ทุกอย่าง!"
"ผมเสนอว่า ให้ปราบปรามสักครั้ง!"
ชายชรากล่าวอย่างจริงจัง "ต้องเป็นตอนนี้แหละ อาศัยช่วงที่เด็กใหม่เพิ่งเข้าเรียน ปราบปรามให้เด็ดขาด! ทำให้การซื้อขายในตลาดมืดพวกนี้หายไปจากสถาบันให้หมด! บังคับใช้ระบบระดับแต้มผลงานอย่างเข้มงวด ให้พวกเขารู้ว่าต่อให้มีเงินก็ซื้อทรัพยากรพวกนี้ไม่ได้!"
"ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป นอกจากคณะหลักสองสามคณะที่เน้นการต่อสู้แล้ว คณะอื่นๆ คงได้พังพินาศหมดแน่!"
"ใช่เลย ต้องปราบปรามให้เด็ดขาด!"
มีคนผสมโรงทันที "เอาห้างการค้าสกุลเซี่ยเป็นเป้าหมายหลัก กวาดล้างการซื้อขายในตลาดมืดของห้างการค้าสกุลเซี่ยให้สิ้นซาก กวาดล้างตลาดมืดทั้งหมดในสถาบัน โอสถเทวะ ยันต์เทวะ สัตว์พาหนะ ขึ้นราคาให้หมดเวลาขายให้ห้างการค้าสกุลเซี่ย ผมอยากจะดูนักว่าพวกเขาจะยังคิดว่ามีเงินแล้วจะทำอะไรตามใจชอบได้อีกไหม!"
"ใช่เลย ขึ้นราคาให้หมด! ให้นักเรียนต้องหาวิธีพึ่งพาตัวเองให้ได้!"
ซูจื่อหมิงมองพวกเขาที่หน้าดำคร่ำเครียด เอ่ยอย่างจนใจว่า "ขึ้นราคาให้หมดงั้นเหรอ? สันดานห้างการค้าสกุลเซี่ย สุดท้ายก็ต้องไปผลักภาระให้นักเรียนอยู่ดีนั่นแหละ"
"ใช่ไง ก็เพื่อให้นักเรียนรู้สึกเสียดายเงิน การซื้อขายในตลาดมืดไม่ได้กำไร ก็ต้องจำใจมาแลกกับสถาบัน ถึงตอนนั้นถ้าขาดแต้มผลงาน ระดับแต้มผลงานไม่พอ คณะใหญ่ๆ ของพวกเราก็ค่อยเสนอราคาซื้อสำหรับนักเรียนภายในออกมา ถึงตอนนั้นก็ต้องมีนักเรียนเปลี่ยนใจมาเข้าคณะเราแน่นอน!"
ชายชราจากภาควิชาโอสถเทวะหัวเราะ "นักเรียนคณะเรา ซื้อโอสถเทวะลด 20% พวกคุณว่า นักเรียนจะแห่กันเข้ามาไหมล่ะ"
"..."
ทุกคนต่างก็พูดกันไปคนละทิศละทาง ล้วนเห็นด้วยกับความคิดของชายชรา
ซูจื่อหมิงปวดหัว ผ่านไปพักใหญ่ถึงพูดขึ้นว่า "การกวาดล้างการซื้อขายในตลาดมืดน่ะได้ ราคาซื้อขายภายในก็ทำได้ แต่การบีบบังคับให้นักเรียนต้องมาหาพวกคุณแบบนี้ ตัวมาแต่ใจไม่มาหรอก..."
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูจื่อหมิงก็เอ่ยปากว่า "ช่วงนี้ผมกำลังเสนออธิการว่านอยู่ ว่านักเรียนสามารถลงเรียนวิชาเสริมเป็นสาขาที่สองได้!"
ซูจื่อหมิงพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "นอกจากวิชาต่อสู้หลักแล้ว นักเรียนควรมีวิชาชีพติดตัวไว้บ้างจะดีกว่า สถาบันจะเปิดระบบวิชาเสริมเป็นสาขาที่สอง ด้วยวิธีนี้ นักเรียนก็จะมีความสามารถหลากหลายมากขึ้น และเก่งกาจมากขึ้น..."
ทันทีที่คำพูดนี้จบลง หลายคนก็มีแววตาวูบไหว มีคนถามว่า "ผู้อาวุโสซู เรื่องวิชาเสริมสาขาที่สองนี่ ไม่ใช่เพิ่งจะเคยเสนอกันเป็นครั้งแรกนะ! แต่ก่อนหน้านี้เคยมีประสบการณ์มาแล้ว วิชาเสริมทำให้นักเรียนหลายคนต้องสูญเสียพลังงานไปอย่างมหาศาล ทำให้ตามไม่ทันทั้งสองทาง ปัญหานี้จะแก้ยังไงล่ะครับ"
การบ่มเพาะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา การมีวิชาชีพเพิ่มอีกแขนงก็เป็นเรื่องดี แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะกลายเป็นการถ่วงแข้งถ่วงขากันเองทั้งสองทาง
ซูจื่อหมิงยิ้มพลางตอบว่า "ชั่วคราวนี้จะเปิดให้เฉพาะนักเรียนระดับสูงเท่านั้น นักเรียนระดับสูงมีพรสวรรค์สูง มีคุณสมบัติเพียงพอ ทรัพยากรก็มีเยอะ ด้วยวิธีนี้ จึงมีแรงทุ่มเทให้กับทั้งวิชาเอกและวิชาเสริมได้มากกว่า"
"ส่วนนักเรียนระดับกลางถึงระดับต่ำ พวกคุณก็ไม่ได้ขาดแคลนนี่ ที่พวกคุณต้องการก็คือนักเรียนระดับสูงไม่ใช่เหรอ"
ซูจื่อหมิงยิ้ม "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นก็ชั่วคราวให้เปิดเฉพาะนักเรียนระดับสูง ดีไหม"
ทุกคนมองหน้ากัน ไม่นานก็มีคนถามขึ้น "งั้นนักเรียนวิชาเสริม ก็ถือว่าเป็นนักเรียนของเราด้วยหรือเปล่าครับ"
"นับสิ!"
"นับเป็นผลงานของคณะด้วยใช่ไหมครับ"
"นับ!"
"งั้นทางฝั่งคณะวิชาเสริม นักวิจัยสามารถรับศิษย์ได้ไหมครับ?"
หลายคนตาเป็นประกาย รีบถามต่อทันที "วิชาเอกของพวกเขา โดยทั่วไปจะมีอาจารย์หนึ่งคน แล้ววิชาเสริมล่ะ จะกราบอาจารย์เพิ่มได้อีกไหมครับ"
ซูจื่อหมิงเลิกคิ้ว "ถ้าพวกคุณไม่ถือสา ก็ไม่มีปัญหา! นักเรียนหนึ่งคน สามารถเลือกเรียนวิชาเสริมได้มากที่สุดเพียงหนึ่งวิชาเท่านั้น"
พูดจบ ก็กล่าวต่อว่า "นักเรียนคณะพวกคุณ ก็สามารถไปเลือกเรียนวิชาเสริมที่คณะอื่นได้เหมือนกัน ผมรู้นะ คณะโอสถเทวะ ยันต์เทวะพวกนี้เนี่ย มีนักเรียนไม่น้อยเลยที่อยากเปลี่ยนไปเรียนสาขาอื่น"
ทุกคนพยักหน้า มีคนถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจว่า "ผู้อาวุโสซู อธิการว่านจะเห็นด้วยเหรอครับ"
"เห็นด้วยสิ!"
ซูจื่อหมิงเอ่ยว่า "ตอนนี้สถาบันกำลังพยายามปรับปรุงระบบอยู่เรื่อยๆ กฎเก่าๆ บางข้อก็อาจจะไม่เหมาะกับสถาบันในตอนนี้แล้ว! กฎเกณฑ์เรื่องวิชาเสริมเมื่อปีก่อนล้มเหลว สาเหตุหลักเป็นเพราะตอนนั้นนักเรียนอัจฉริยะไม่ได้เยอะเหมือนตอนนี้ ทรัพยากรของสถาบันก็ไม่ได้กว้างขวางเหมือนตอนนี้ แถมตอนนั้นคนก็น้อยด้วย ผลลัพธ์สุดท้ายเลยออกมาไม่ค่อยดี"
"แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว..."
ซูจื่อหมิงกล่าวเสริม "การปะทะกันของระบบที่แตกต่างกัน อาจทำให้นักเรียนก้าวหน้าได้เร็วขึ้น เรียนรู้อย่างรอบด้าน รู้มากขึ้น พวกคุณต้องรู้ไว้นะ สถาบันผ่านมาหลายปีขนาดนี้... ยังไม่เคยมีใครบรรลุระดับเหนือซานไห่เลยสักคน!"
ซูจื่อหมิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง "พวกเราก็กำลังทบทวนกันอยู่ ว่าเป็นเพราะเรามุ่งเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากเกินไปหรือเปล่า ถึงได้เกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้น เมื่อก่อนยังสามารถปั้นคนระดับเหนือซานไห่ได้ ซึ่งคนพวกนั้นส่วนใหญ่ล้วนเชี่ยวชาญร้อยแขนง แต่พวกเรากลับปั้นระดับเหนือซานไห่ไม่ได้สักที นี่เป็นเพราะสถาบันแบ่งแยกระบบยิบย่อยมากเกินไปหรือเปล่า..."
พอได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนก็เงียบไป
เป็นเพราะเหตุผลนี้จริงๆ หรือ?
พวกเขาไม่รู้ แต่หลายปีมานี้สถาบันได้แบ่งระบบอย่างชัดเจน ซึ่งมันทำให้นักเรียนก้าวหน้าได้เร็วขึ้นจริงๆ ช่วงแรกๆ พัฒนาการเร็วมาก แต่พอถึงช่วงหลัง ก็เริ่มที่จะหมดแรงกันแล้ว
กองกำลังระดับกลางถึงระดับต่ำของสถาบัน นับวันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ!
แต่กองกำลังระดับสูง กลับไม่มีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นเลย
ซูจื่อหมิงถอนหายใจ "ลองดูอีกสักตั้งเถอะ ผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าถ้ามีวิชาเสริมแล้ว นักเรียนจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน รวมไปถึงพวกเราเองด้วย ผมขอเสนอว่าทุกคนก็ควรจะเรียนวิชาชีพเสริมติดตัวไว้บ้าง ไม่อย่างนั้น การที่เราอยากจะก้าวไปอีกขั้น... คงจะยากแล้วล่ะ!"
"ผู้อาวุโสซู มันจะได้ผลจริงๆ เหรอครับ"
"ลองดูเถอะ!"
ซูจื่อหมิงกล่าวเสียงเบา "การปฏิรูประบบ มันก็คือการลองผิดลองถูกในระหว่างขั้นตอนไม่ใช่หรือไง ทุกคนก็น่าจะรู้ความหมายของอธิการว่านดี กองกำลังระดับกลางและระดับต่ำน่ะเพียงพอแล้ว เราต้องการชนชั้นนำ ชนชั้นนำระดับท็อปสุด ชนชั้นนำที่มีความหวังจะบรรลุเหนือระดับซานไห่!"
"พูดอะไรที่มันฟังดูแย่หน่อยนะ... ต่อให้ในขั้นตอนการปฏิรูปนี้ จะต้องเสียนักเรียนไปหลายรุ่น แต่ถ้าสามารถคลำทางไปสู่ระดับเหนือซานไห่ได้... มันก็คุ้มค่าแล้ว!"
"ระดับเหนือซานไห่แค่คนเดียว... ก็เทียบได้กับนักเรียนเป็นหมื่นคนแล้ว!"
คำพูดสุดท้ายของซูจื่อหมิง ฟังดูเย็นชาเล็กน้อย
ในกระบวนการปฏิรูประบบ ทุกอย่างล้วนเป็นการทดลอง พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แต่หากสามารถสร้างยอดฝีมือระดับเหนือซานไห่ขึ้นมาได้สักคน ต่อให้นักเรียนสิบรุ่นนี้จะพังพินาศไป มันก็ยังนับว่าคุ้มค่า







