สายลมยามเย็นพัดใบไม้ไหวส่งเสียงสวบสาบ เมื่อพัดกระทบกายก็รู้สึกเย็นเยียบเล็กน้อย
เฉกเช่นเดียวกับความรู้สึกของเขาในยามนี้
หมี่ฝู หยางหลิ่วชิง เหวินไป๋ เหวินสวิน
สิ่งนี้จะเป็นฝีมือผู้ใดที่ใส่ลงไปกันแน่?
เวลานี้เขายังไม่อาจแน่ใจนัก ทว่าเขารู้ดีว่าย่อมต้องเป็นหนึ่งในบรรดาคนเหล่านี้
เขาคิดว่าตนเองมิได้ปฏิบัติต่อพวกเขาย่ำแย่อันใด แล้วมันเป็นเพราะเหตุใดกัน?
เพียงความคิดแวบผ่านเข้ามาในหัว เขาก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง ของที่ได้รับมาในตอนที่เข้าไปยังถ้ำวิเศษครานั้น ย่อมต้องมีสิ่งใดที่เตะตาพวกเขาเข้าเป็นแน่
'ไข่มุกสองเม็ดนั่นหรือ?' จ้าวฟู่อวิ๋นคิดในใจ
จากนั้น ภูมิหลังของคนทั้งสี่ก็ปรากฏขึ้นในใจ
ท่านปู่ของหมี่ฝูเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ตั้งรกรากอยู่ในตลาดการค้าแห่งหนึ่ง และเปิดร้านค้าอยู่หนึ่งร้าน
บรรพบุรุษของหยางหลิ่วชิงเป็นคนขายมีดเงินเชื่อ ปัจจุบันที่บ้านทำอาชีพต้มสุรา
เหวินไป๋กับเหวินสวินมาจากตระกูลเล็กๆ ที่ไม่เคยมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานปรากฏขึ้นมาเลยแม้แต่คนเดียว ครอบครัวต้องพึ่งพิงตระกูลใหญ่ บุกเบิกนาปราณ และต้องจ่ายภาษีเสบียงเป็นประจำทุกปี
เขาสัมผัสได้ถึงจุดอันตรายสามจุด จุดหนึ่งตามอยู่ด้านหลังของเขา จุดหนึ่งดักรออยู่เบื้องหน้า และอีกจุดหนึ่งอยู่ห่างออกไปไกลหน่อย
เขามั่นใจได้ว่าการที่ตนเองเปลี่ยนเส้นทางนั้น ทำให้จุดทั้งสามของอีกฝ่ายไม่อาจตีวงล้อมได้อย่างราบรื่น
เขานำขวดใบนั้นมายังถ้ำแห่งหนึ่ง ขุดหลุมแล้วฝังมันลงไป
จากนั้นเขาก็พบว่า ความรู้สึกอันตรายในใจตนเองกลับเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
ภายในใจเกิดความหวั่นไหว เขาพบว่าความเข้าใจของตนเองที่มีต่อยันต์ตัดอาคมนั้นดูเหมือนจะแจ่มแจ้งขึ้นมาบ้างแล้ว
แม้ในใจจะยินดีเล็กน้อย ทว่าก็ยังคงมิอาจเจือจางความโศกเศร้าในใจของเขาไปได้
เขารู้ดีว่าย่อมต้องเป็นหนึ่งหรือสองคนในกลุ่มคนทั้งสี่นั้น
จุดประสงค์ย่อมเป็นเพราะของที่อยู่บนตัวเขา
ก็แค่เห็นสมบัติแล้วเกิดความโลภเท่านั้น
...
หมี่ฝูถือกล่องใบหนึ่งไว้ในมือ ในภูเขาเทียนตูไม่มีผู้ใดรู้ว่า ท่านปู่ของเขาเคยเป็นโจรที่ล้างมือมาแล้ว
ท่านปู่ของเขาเข้าไปในตลาดการค้าแห่งหนึ่ง จากนั้นก็เปิดร้านค้า ทำการค้าขาย แม้ชีวิตจะสงบสุขขึ้นไม่น้อย ทว่ามันจะไปเทียบกับความตื่นเต้นในอดีตตอนเป็นโจรที่เดี๋ยวรวยเดี๋ยวจนได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเด็กในบ้านเติบโตขึ้น ก็ย่อมต้องบำเพ็ญเพียร ทรัพยากรต่างๆ ที่ต้องใช้ก็มีไม่เพียงพอ จึงอดไม่ได้ที่จะไปหาพี่น้องโจรในอดีตเพื่อออกปล้นอีกสักหลายๆ หน และเนื่องจากข้อมูลภายในที่ครอบครัวพวกเขามี จึงทำให้อัตราความสำเร็จเพิ่มสูงขึ้นมาก
หมี่ฝูเติบโตขึ้นมาในครอบครัวเช่นนี้ แม้ว่าที่บ้านจะตักเตือนให้เขาบำเพ็ญเพียรอย่างสงบใจ แต่เมื่อจำไข่มุกสองเม็ดนั้นได้ แรงกระตุ้นในใจก็มิอาจอดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป หลังจากกลับไป เขาก็นำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวแก่บิดา
ทว่าบิดากลับบอกให้เขาอย่าทำอะไรวู่วาม และขัดขวางไม่ให้เขาไปดักปล้นศิษย์พี่ของตนเอง
แต่เขาก็คิดแล้วคิดอีก ความโลภในใจยากจะทานทน ในที่สุดจึงปิดบังบิดา แล้วไปติดต่อพี่น้องของบิดาสองคน ซึ่งล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน
แม้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานสองคนนี้จะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ แต่ก็เป็นผู้มีระดับสร้างรากฐานมานานปี ประสบการณ์ต่อสู้โชกโชน และลงมือได้เหี้ยมโหดนัก
หมี่ฝูรู้ว่าตอนที่จากกันเมื่อปีกลาย จ้าวฟู่อวิ๋นก็ใกล้จะทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานแล้ว ดังนั้นการเชิญยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานมาพร้อมกันสองคน ย่อมต้องรับประกันความสำเร็จอย่างแน่นอน
เมื่อสองคนนั้นได้ยินว่าบนตัวศิษย์ภูเขาเทียนตูผู้นี้มีของวิเศษล้ำค่าที่นำออกมาจากถ้ำสวรรค์อยู่มากมาย ก็เกิดความหวั่นไหว อีกทั้งยังรู้สึกว่ามั่นใจเต็มสิบส่วน จึงตอบตกลงในทันที
ส่วนที่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานทั้งสองคนนี้ เมื่อถึงเวลาจะเกิดความโลภเมื่อเห็นสมบัติอีกหรือไม่นั้น ก็ต้องไปถามอีกฝ่ายแล้ว
ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานทั้งสองคนนี้มิได้มาเพียงลำพัง ต่างก็พาตัวศิษย์ของตนมาด้วยคนละหนึ่งคน
เวลานี้หมี่ฝูกำลังถือแมลงตัวหนึ่งไว้ในมือ แมลงตัวนั้นมีท่าทางโง่งม ทว่ากลับมีลวดลายคล้ายดวงตาอยู่เต็มไปหมด นี่ก็คือแมลงแม่ลูกตามาก ซึ่งสามารถรับรู้ตำแหน่งของแมลงลูกได้ผ่านทางแมลงแม่
และแมลงลูกนั้น หากอยู่ในสภาวะหนึ่ง จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ราวๆ หนึ่งปี
ผู้ที่อยู่ด้วยกันกับเขาคือหนึ่งในผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน นามว่าซานหู่จื่อ หรือเรียกอีกชื่อว่านายท่านพยัคฆ์ ซึ่งหมี่ฝูเรียกว่าท่านอาพยัคฆ์ นี่มิใช่ชื่อจริง แต่เป็นฉายา
เหตุที่ตั้งฉายานี้ขึ้นมา ก็เพื่อจะสื่อว่าคนผู้นี้เปรียบเสมือนพยัคฆ์หิวโซลงเขา มีจิตสังหารรุนแรง และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเขาเชี่ยวชาญการควบคุมพยัคฆ์
การสร้างรากฐานของเขามิได้ใช้ปราณซา แต่ใช้พยัคฆ์วิญญาณในการสร้างรากฐาน
ในใต้หล้านี้มีสำนักแปลกประหลาดอยู่มากมาย การเลี้ยงดูพยัคฆ์วิญญาณเพื่อบรรลุการหลอมรวมระหว่างคนกับพยัคฆ์ ก็สามารถสร้างรากฐานได้เช่นกัน
แน่นอนว่าหากมองว่าพยัคฆ์วิญญาณเป็นปราณซาชนิดหนึ่ง ก็พอจะเข้าใจได้
"เสี่ยวฝู เจ้าลองสัมผัสดูอีกทีสิว่าศิษย์พี่ของเจ้าผู้นั้นไปถึงไหนแล้ว" นายท่านพยัคฆ์กล่าว
หมี่ฝูประคองแมลงแม่ตัวนั้นไว้ในมือ ยืนนิ่งอยู่กับที่ หลับตาลง แล้วกล่าวว่า "ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ขยับไปไหนแล้วขอรับ"
"โอ้ อาจจะกำลังพักผ่อนอยู่กระมัง" นายท่านพยัคฆ์กล่าว
"ขอรับ หรืออาจจะกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ ศิษย์พี่ของข้าผู้นี้ฝึกฝนอย่างหนักหน่วงยิ่งนัก" หมี่ฝูกล่าว
"อืม ทว่าจู่ๆ เขาก็เปลี่ยนเส้นทางล่วงหน้า เราเองก็ต้องป้องกันไว้บ้าง เส้นทางสายนี้ต้องผ่านสำนักมังกรหิมะ ศิษย์สำนักมังกรหิมะนั้นแม้จะไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่หากถูกพวกเขาสะดุดตาเข้า ก็อาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนได้ ถึงเวลานั้นต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้มีผู้ใดพบเห็น" นายท่านพยัคฆ์กล่าว
"ขอรับ ห้ามให้ผู้ใดพบเห็นเด็ดขาด" ภายในใจของหมี่ฝูยังคงนึกถึงการได้เข้าไปในอารามบน ย่อมไม่ยินยอมให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าตนเองสังหารศิษย์พี่ร่วมสำนัก
"เขาอยู่ในที่สว่าง ส่วนเราอยู่ในที่มืด การจะสังหารเขานั้นมิใช่เรื่องยาก ต่อให้เขาสร้างรากฐานแล้ว อาพยัคฆ์ของเจ้าอย่างข้าก็ยังสามารถสังหารเขาได้อยู่ดี การมาครั้งนี้ แม้หมาป่าสี่จะไม่มาก็ไม่เป็นไร" ระหว่างที่นายท่านพยัคฆ์เอ่ยปาก ก็ยื่นมือไปลูบหัวพยัคฆ์ลายพาดกลอนตัวใหญ่ที่อยู่ข้างกาย
"หลานทำเช่นนี้ก็เพื่อความรัดกุมมิใช่หรือขอรับ ศิษย์พี่ของข้าผู้นั้น แม้ในมือจะไม่มีอาวุธวิเศษอันใด แต่ก็ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง คาถาอาคมลึกล้ำ ภายใต้ยันต์อัคคีหนึ่งแผ่น ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับสร้างรากฐาน น้อยคนนักที่จะรับมือไหว" หมี่ฝูกล่าว
เขาคิดในใจว่า หากจ้าวฟู่อวิ๋นสร้างรากฐานแล้ว เช่นนั้นจ้าวฟู่อวิ๋นย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานทั่วไปอย่างแน่นอน เขารู้ดีว่ายอดฝีมือในอารามล่างของภูเขาเทียนตูนั้น หลังจากสร้างรากฐานแล้วย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าระดับสร้างรากฐานทั่วไป ดังนั้นเขาจึงเรียกผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานมาสองคน เพื่อรับประกันความปลอดภัยอย่างถึงที่สุด
พวกเขาเดินหน้าต่อไปตามเส้นทาง มุ่งหน้าไปหาจ้าวฟู่อวิ๋น ทว่าในการรับรู้ของหมี่ฝูนั้น จ้าวฟู่อวิ๋นมิได้ขยับเขยื้อนแล้ว ดังนั้นการเดินไปตามทางจึงค่อนข้างผ่อนคลาย
แต่เขากลับหารู้ไม่ว่า จ้าวฟู่อวิ๋นมิเพียงมิได้หยุดอยู่กับที่ กลับกำลังมุ่งหน้ามาหาเขาเช่นเดียวกัน
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดลง ภายในใจพลันสั่นไหว เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบหุ่นกระดาษออกมาหลายตัว แล้วสะบัดโยนขึ้นไปในอากาศ ใช้วิชามายาเปลี่ยนให้กลายเป็นคนหลายคน จากนั้นก็ให้พวกมันเข้าไปในป่าข้างทาง นั่งล้อมวงอยู่ข้างกองไฟ ทำทีราวกับว่ากำลังก่อไฟค้างแรม
สัมผัสถึงศัตรูที่มีก่อนหน้านี้ ทำให้เขารู้สึกว่า ศัตรูน่าจะอยู่ไม่ไกลแล้ว
ส่วนตัวเขาเองนั้นไปซ่อนตัวอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนน
ที่เท้าของหมี่ฝูสวมยันต์ม้าเกราะเหล็ก ส่วนนายท่านพยัคฆ์นั้นนั่งอยู่บนตัวพยัคฆ์วิญญาณของเขา ทันใดนั้น พยัคฆ์วิญญาณก็ส่งเสียงคำรามต่ำๆ ออกมา
หลังจากนั้น พวกเขาก็มองเห็นแสงไฟสลัวๆ กองหนึ่งในป่าท่ามกลางหมอกยามค่ำคืน
และท่ามกลางแสงไฟนั้น ก็สามารถมองเห็นคนหลายคนนั่งล้อมวงอยู่ข้างกองไฟอย่างเลือนรางโดยมิได้ขยับเขยื้อน
ท่ามกลางหมอกยามราตรี ช่างดูแปลกประหลาดยิ่งนัก
ด้วยเพราะอยู่ห่างไกล อีกทั้งวิชามายาของจ้าวฟู่อวิ๋นก็ล้ำเลิศอยู่แล้ว และเพราะได้สร้างรากฐาน จึงยิ่งดูสมจริงมากขึ้นไปอีก ดังนั้นในชั่วขณะหนึ่ง พวกเขาก็มิอาจมองออกว่านั่นคือหุ่นกระดาษ







