"เมืองหนานหลิงมีภูตผีปีศาจมาก ยามค่ำคืนยิ่งเป็นเช่นนั้น พวกเราจงระวังตัวให้ดี เดินตรงไป อย่ามองให้มากความ และยิ่งอย่าไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน" นายท่านพยัคฆ์เป็นผู้ช่ำชองในยุทธภพ ย่อมรู้จักภูตผีมากมาย ขอเพียงเจ้าไม่ไปรบกวนพวกมัน ก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
หมี่ฝูก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน
เขาระมัดระวังตัวป้องกันอย่างรอบคอบ พลันพบว่าคนในป่าเหล่านั้นต่างหันมามองตนเองอย่างกะทันหัน
ใจของเขากระตุกวูบ
เขาพยายามทำตัวให้เงียบเชียบที่สุด ในใจรู้สึกขนลุกซู่เล็กน้อย ทว่าในขณะที่เขากำลังจะเดินผ่านถนนสายนั้น เขาก็พลันได้ยินเสียงคนในป่าตะโกนขึ้นว่า "หมี่ฝู เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่"
ใจของหมี่ฝูเย็นเยียบ นายท่านพยัคฆ์ที่อยู่ด้านข้างกลับกล่าวเสียงต่ำว่า "อย่าตอบรับ รวบรวมสมาธิให้มั่น ระวังจะถูกเรียกวิญญาณ!"
นายท่านพยัคฆ์ยังนับว่าดี เขาและพยัคฆ์วิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกัน พยัคฆ์วิญญาณมีพลังของตัวมันเอง พลังของพยัคฆ์วิญญาณก็เทียบเท่ากับพลังของเขา
เขามาจากหมู่บ้านพยัคฆ์หมอบ หนึ่งพยัคฆ์หนึ่งคน เทียบได้กับการบำเพ็ญคู่ระหว่างคนและพยัคฆ์ พยัคฆ์ก็เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ยันต์ของเขา เพียงแต่ก่อกำเนิดอยู่ภายนอกเท่านั้น พยัคฆ์มีพลังสิ่งใด เขาก็มีสิ่งนั้น
โดยธรรมชาติพยัคฆ์มีอำนาจข่มขู่ต่อสิ่งชั่วร้ายจำพวกภูตผีอย่างมาก อีกทั้งยังมีพลังในการควบคุมผี ดังนั้นเขาจึงไม่หวาดกลัว
เพียงแต่เขาไม่อยากสร้างปัญหาเพิ่ม ท้ายที่สุดที่นี่คือเมืองหนานหลิง ภูเขามากภูตผีก็มาก
ดังนั้นจึงให้หมี่ฝูไม่ต้องไปสนใจ เพียงแค่รวบรวมสมาธิ ไม่ถูกเรียกวิญญาณ เดินผ่านถนนสายนี้ไปก็พอแล้ว
แม้ในใจของเขาจะสงสัยเช่นกันว่าภูตผีในภูเขานี้จะรู้ชื่อหมี่ฝูได้อย่างไร แต่เวลานี้ก็ไม่ใช่เวลามาคิดให้มากความ
ทันใดนั้น ในใจของเขาก็บังเกิดความรู้สึกถึงอันตรายถึงชีวิต พยัคฆ์วิญญาณข้างกายสื่อใจถึงกันกับเขา มันจึงคำรามลั่นทันที เสียงคำรามของพยัคฆ์ขจัดบรรยากาศอันแปลกประหลาดที่ลอยวนอยู่รอบๆ จนหมดสิ้น
ส่วนในมือของนายท่านพยัคฆ์ก็มีกระดองเต่าสีดำเพิ่มขึ้นมาหนึ่งชิ้น นี่คืออาวุธวิเศษคุ้มกายของเขา เห็นเพียงแสงน้ำผุดขึ้นบนกระดองเต่ากำลังจะกลายเป็นโล่เพื่อกำบังแผ่นหลังของตนเอง
สัญชาตญาณบอกเขาว่าอันตรายมาจากด้านหลัง เพราะเบื้องหน้าสายตาเขามองเห็นได้ ทว่าเบื้องหลังกลับมองไม่เห็น
ทว่าในขณะที่โล่กระดองเต่าในมือลอยขึ้น และเพิ่งจะแผ่ขยายอยู่เหนือศีรษะ ในความรู้สึกของเขา ก็สัมผัสได้ถึงแสงสีทองเล็กๆ ร่วงหล่นลงมา
หนึ่งในอาวุธวิเศษลอบโจมตีที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเข็ม ทั้งรวดเร็วและเร้นลับ อีกทั้งยังเชี่ยวชาญในการทำลายแสงธรรมคุ้มกายของผู้คน
เขาร้องลั่น เพราะโล่กระดองเต่าในมือไม่ทันการเสียแล้ว ทำได้เพียงพยายามใช้พลังอาคมของตนเองมาต้านทาน
หากเป็นอาวุธวิเศษประเภทอื่น เช่น อิฐ ตราประทับ หรือหิน เขายังพอมั่นใจว่าจะทนรับได้บ้าง แต่อาวุธวิเศษประเภทเข็มนั้นต้านทานได้ยากยิ่ง เว้นแต่พลังอาคมจะบริสุทธิ์ และมีพลังจับกุมที่แข็งแกร่ง
พลังอาคมของเขารวมตัวกันที่แผ่นหลัง บังเกิดเป็นกำแพงปราณหนาสามฉื่อขึ้นมาทันที
ทว่ามันกลับสลายไปอย่างรวดเร็ว หัวใจของเขาเจ็บปวดอย่างรุนแรง
เพราะก่อนที่พลังอาคมจะก่อตัวเป็นกำแพงปราณ ก็มีเข็มแทงทะลุแผ่นหลังเข้าไปในหัวใจของเขาแล้ว อีกทั้งยังไม่ได้มีเพียงจุดเดียว
พยัคฆ์วิญญาณตัวนั้นในขณะที่เขาตะโกนก้อง ด้วยความที่สื่อใจถึงกันกับเขา มันจึงกระโจนไปด้านหลังของเขาทันที ทว่าขณะที่กระโจนอยู่กลางอากาศ มันกลับร้องโหยหวนออกมา แสงไฟสองจุดพุ่งทะลวงเข้าสู่ดวงตาของพยัคฆ์วิญญาณ
พยัคฆ์วิญญาณตาบอดลงในพริบตา
ส่วนนายท่านพยัคฆ์แม้จะเจ็บปวดเจียนตาย แต่ก็ยังคงบีบรัดหัวใจและกล้ามเนื้อ พยายามจะขับเข็มออกมา
ทว่าเวลานี้สิ่งสำคัญคือการขับไล่ศัตรู เขาหันตัวกลับ รวบรวมพลังอาคมอย่างแน่นหนาไม่ให้แตกซ่าน โล่กระดองเต่าในมือหลังจากพลังอาคมไหลทะลักเข้าไป ในที่สุดก็กางออก กลายเป็นโล่เต่าขนาดใหญ่ที่มีแสงสีน้ำดำแผ่ซ่าน
บนโล่กระดองเต่านี้มีร่องรอยด่างพร้อย มองออกว่าเคยผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือดมานับครั้งไม่ถ้วน
โล่กระดองเต่าวงนี้เคยช่วยชีวิตเขาไว้หลายต่อหลายครั้ง
กระดองเต่าขวางอยู่เบื้องหน้า แต่หางตายังคงมองเห็นที่ขอบโล่ ชายหนุ่มผู้หนึ่งอยู่ในท่าทางราวกับกำลังชักดาบ มือขวาประสานกับมือซ้ายที่ระดับเอว เอียงตัว บิดกาย ชักออกไปด้านนอก แล้วตวัดฟัน
เขาเห็นแสงไฟอันควบแน่นสายหนึ่งพุ่งทะลักออกมา
ในขณะเดียวกัน หูก็ได้ยินเสียงหนึ่งตวาดว่า "ไฟ"
เปลวไฟในสายตาของเขาไม่ใช่ไฟที่กระจัดกระจาย ทว่าควบแน่นราวกับมังกร
ชั่วพริบตาที่เขาเห็นไฟ เขากลับรู้สึกว่าตนเองมองเห็นมังกรไฟตัวเล็กๆ สายหนึ่ง ถูกชายหนุ่มผู้นี้ตวัดออกมา มังกรไฟตัวน้อยนั้นพับตัวในความว่างเปล่า เลื้อยขดไปมา ขยายใหญ่ทวนกระแสลม ราวกับไฟได้พึ่งพากระแสลม เพียงพริบตาเดียวก็กลายเป็นมังกรไฟยาวกว่าหนึ่งจั้ง
มังกรไฟพุ่งชนเข้ามา ร่างของเขาหดเกร็ง ซ่อนตัวอยู่ใต้โล่กระดองเต่า เขาออกแรงควบคุมโล่ดันออกไปด้านนอก ทว่ากลับรู้สึกว่ามีพลังสายหนึ่งลากดึงออกไปตามแรงดันของเขา
ที่แท้เป็นกรงเล็บของมังกรไฟที่ตะปบลงบนขอบโล่กระดองเต่าแล้วงัดออกไปด้านนอก
ไม่รอให้เขาหดรั้งพลังอาคม โล่กระดองเต่าก็ถูกดึงเปิดออก จากนั้นเขาก็เห็นมังกรไฟตัวนั้นโฉบลงมา
เขารู้สึกถึงพลังที่จับกุมและพันธนาการกักขังตนเองไว้ทันที ในเวลาเดียวกัน ร่างกายทั้งภายในและภายนอกก็ลุกไหม้
เขาร้องเรียกพยัคฆ์วิญญาณ ทว่าพยัคฆ์วิญญาณกลับตกอยู่ในความบ้าคลั่งบางอย่าง
พยัคฆ์วิญญาณสื่อใจถึงกันกับเขา เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของมัน
ในใจเขาตื่นตระหนก ไม่รู้ว่านี่คือศัตรูมาจากที่ใด การประยุกต์ใช้พลังอาคมถึงได้พลิกแพลงแยบยลเพียงนี้
"ศิษย์พี่!"
หูของเขาได้ยินเสียงหวาดกลัวที่เปล่งออกมาจากหมี่ฝูที่อยู่ด้านข้าง นายท่านพยัคฆ์ก็เข้าใจทันทีว่า คนที่ลอบโจมตีตนผู้นี้ ที่แท้ก็คือศิษย์ภูเขาเทียนตูที่ตนตั้งใจจะไปจัดการ
อดไม่ได้ที่จะนึกเสียใจอย่างใหญ่หลวง
หมี่ฝูไม่เคยบอกเลยว่า ทักษะการร่ายคาถาอาคมของศิษย์พี่ของเขาผู้นี้จะเชี่ยวชาญถึงเพียงนี้
โลกมนุษย์มีวิทยายุทธ์ มีผู้ใช้อาวุธหลากชนิด ล้วนมีเคล็ดวิชาแตกต่างกันไป สิ่งนี้ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเรียกว่าการควบคุมอาวุธวิเศษ อาวุธวิเศษนั้นมีหลากหลายประเภท เช่น ตราประทับ กระจก กระบี่ น้ำเต้า ธง แส้ อาวุธวิเศษแต่ละประเภทก็มีมากมาย ตัวอย่างเช่นประเภทตราประทับ ก็มีตราประทับภูเขา ตราประทับอสนีบาต อิฐ และอื่นๆ ซึ่งวิธีการควบคุมอาวุธวิเศษแต่ละชนิดนี้ ล้วนไม่เหมือนกัน
หากต้องการควบคุมอาวุธวิเศษให้ได้ดี เช่นนั้นพลังอาคมของตนเองก็จำเป็นต้องพลิกแพลงว่องไว
เปรียบดั่งคนผู้หนึ่งฝึกยุทธ์ ต้องฝึกการใช้แรงรูปแบบต่างๆ ก่อน เช่น ผลัก เบียด หวด ทุบ กระแทก แทง ทะลวง บิด หมุน เป็นต้น พลังต้องหนักแน่น พลังต้องทะลวง พลังต้องแผ่วเบา พลังต้องควบแน่น การใช้พลังอาคมก็เป็นเช่นเดียวกัน
สิบแปดกระบวนหยินหยางของจ้าวฟู่อวิ๋น ก็คือวิธีการฝึกฝนประยุกต์ใช้พลังอาคม และทักษะคาถาอาคมต่างๆ เหล่านั้น ยิ่งทำให้เขาได้แสดงทักษะพลังอาคมออกมาอย่างเต็มที่ หลังจากที่ใช้ยันต์ไฟกลายเป็นมังกร
มังกรบิดตัว พับตัวเคลื่อนไปข้างหน้าในความว่างเปล่า หากไร้ซึ่งพลังอาคมอันพลิกแพลงย่อมไม่อาจทำได้
ในนั้นครอบคลุมทั้งการผลักดึง เบียด ตะกายลาก พุ่งกด หวดฟาด และอื่นๆ
ชั่วพริบตาที่ปะทะกับโล่กระดองเต่านั้น นายท่านพยัคฆ์กลับไม่รู้สึกถึงแรงปะทะใดๆ เลย เป็นเพราะมังกรไฟหลังจากสัมผัสได้ถึงพลังอาคมที่อีกฝ่ายดันออกมา ก็พับตัวขึ้นไปตามน้ำ กรงเล็บมังกรตะปบลงบนขอบโล่กระดองเต่า แล้วงัดมันออกไปตามทิศทางแรงผลักดันของพลังอาคมฝ่ายตรงข้าม
จากนั้นก็รัดพันร่างของเขาในชั่วพริบตา ทำให้ทั่วร่างลุกไหม้ อีกทั้งยังไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะแผดเสียงร้องโหยหวนอย่างรุนแรงออกมา
ในเรื่องนี้ สาเหตุหลักคือทักษะการประยุกต์ใช้พลังอาคมของตัวนายท่านพยัคฆ์นั้นค่อนข้างหยาบกระด้าง ดังนั้นเพียงแค่เผชิญหน้าก็พ่ายแพ้เสียแล้ว
"ศิษย์พี่ ข้า ท่าน เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่"
หมี่ฝูตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เขามองแววตาอันเย็นชาของจ้าวฟู่อวิ๋น ร่างกายสั่นเทาไปหมดแล้ว
"นี่คือสิ่งที่ข้ากำลังจะถามเจ้าพอดี เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่" จ้าวฟู่อวิ๋นเดินเข้ามาทีละก้าว พลางกล่าวว่า "เจ้าต้องการทำสิ่งใด"
"ศิษย์พี่ ข้าเพียงแค่ตามผู้อาวุโสในตระกูลมาซื้อยาที่นี่เท่านั้น ท่าน... เหตุใดท่านต้องลอบโจมตีพวกเราด้วย มี... มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือขอรับ" หมี่ฝูแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ
"เจ้ากำลังหวาดกลัวหรือ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
ด้านข้างมีกลิ่นหอมของเนื้อไหม้เกรียมลอยมา เสียงร้องโหยหวนของนายท่านพยัคฆ์หายไปแล้ว เขาล้มลงบนพื้น ไม่ขยับเขยื้อนอีก
เปลวไฟของเขาไม่ใช่ไฟธรรมดา แต่เป็นไฟวิญญาณ ไม่เพียงแต่เผาผลาญวิญญาณภูตผีได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเผาไหม้กายเนื้อได้อีกด้วย







