"เลือด!"
ภายในห้วงคำนึง ตัวอักษรที่เลือนรางกำลังสั่นไหว ราวกับต้องการดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการควบคุมของเขา
ซูอวี่ทุ่มเทกำลังทั้งหมด พยายามเพ่งสมาธิ เข้าควบคุม และสะกดมันเอาไว้
ตัวอักษร "เลือด" พุ่งพล่านอยู่ในหัว ซูอวี่ไม่รู้ว่ามันอยู่ในหัวจริงๆ หรืออยู่ในมิติเบื้องลึกอื่น ทว่าเวลานี้เขาไม่มีแก่ใจจะไปคิดเรื่องนั้นแล้ว
ต้องควบคุมมันให้ได้!
ตัวอักษรนี้ต่อไปจะเป็นของเขา!
เจตจำนงกำลังสะกดข่มตัวอักษรนี้ ซูอวี่ไม่รู้ว่ามันคือเจตจำนงหรือเปล่า แต่อย่างไรเขาก็รู้สึกเหนื่อยเอาเรื่อง เหมือนกับการวิ่งหนีในความฝัน เป็นความรู้สึกแบบนั้นเลย สมจริงมาก
ตัวอักษรนี้กำลังต่อต้าน กำลังดิ้นรน ซูอวี่ก็รวบรวมกำลังทั้งหมดไปสะกดข่มมัน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดตัวอักษร "เลือด" ก็ดูเหมือนจะยอมจำนน
ภายในห้วงคำนึง ตัวอักษรหยุดนิ่งไม่ไหวติง
"ยอมหรือไม่ยอม?"
ซูอวี่เอ่ยถามในจิตสำนึก เขารู้สึกเหมือนเพิ่งจะเตะต่อยตัวอักษร "เลือด" นี้ไปหมาดๆ จนในที่สุดก็ทำให้มันยอมสยบได้
จึงเผลอถามออกไปโดยจิตใต้สำนึกว่า "ยอมหรือไม่ยอม"
ผลปรากฏว่าวินาทีต่อมา ตัวอักษร "เลือด" คล้ายจะไม่ยอมแพ้ จู่ๆ มันก็เริ่มสั่นไหวขึ้นมาอีกครั้ง
"ฉันจะตีแกให้ตาย!"
ตู้ม! ตู้ม!
วินาทีนี้ ซูอวี่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังต่อสู้ในความฝัน เมื่อก่อนเขามักจะสู้พวกสัตว์ประหลาดไม่ได้จนถูกฆ่าตาย แต่ครั้งนี้เขารู้สึกว่าตนเองมีความหวังที่จะชนะ
ก็แค่ดูว่าใครจะทำให้ใครยอมสยบได้ไม่ใช่หรือไง!
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาได้เจอเจ้านี่ที่อ่อนแอกว่าตัวเองสักหน่อย เมื่อก่อนเขาเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในฝัน
แต่ครั้งนี้เจ้า "เลือด" นี่อ่อนแอที่สุด!
"ฉันจะตีแกให้ตาย!"
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ตัวอักษร "เลือด" ก็หยุดนิ่งไปอีกครั้ง
"ยอมหรือไม่ยอม?"
"ตู้ม!"
แล้วก็เริ่มปะทะกันอีกครั้ง!
เป็นอีกครั้งที่เขาทุบตีจนอีกฝ่ายไม่ไหวติง
"ยอมหรือไม่ยอม?"
"ตู้ม!"
"..."
เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างนี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง กระทั่งตอนที่ซูอวี่เอ่ยถามอีกหน ตัวอักษร "เลือด" ก็ไม่ขยับเขยื้อนแล้ว ราวกับสูญสิ้นเรี่ยวแรงไปจนหมด
มันยอมแพ้แล้ว!
...
ภายในห้อง ไป๋เฟิงคอยเฝ้ารออยู่ตลอด
ยิ่งรอก็ยิ่งประหลาดใจ
ยังไม่ตื่นอีกหรือ?
หมอนี่ถือว่าวางรากฐานอักษรเทวะสำเร็จแล้ว ตามหลักก็น่าจะตื่นได้ตั้งนานแล้ว ทำไมถึงยังไม่ตื่นอีก?
เขาเฝ้ารออย่างใจเย็น
เนิ่นนานให้หลัง ซูอวี่ก็ฟื้นคืนสติ
เมื่อลืมตาขึ้นมาและเห็นไป๋เฟิงอยู่ตรงหน้า ซูอวี่ก็รีบพูดขึ้นว่า "อาจารย์ไป๋ เมื่อครู่นี้ผมเผลอหลับไป..."
"นายไม่ได้หลับหรอก"
ไป๋เฟิงไม่ได้พูดอะไรมาก เขาเอ่ยถามว่า "รั้งเอาไว้ได้เท่าไหร่?"
"หา?"
ซูอวี่มีสีหน้างุนงง
"การจับอักษรเทวะครั้งแรก นายยังไม่มีประสบการณ์ พลังเจตจำนงก็ไม่แข็งแกร่งพอ ย่อมไม่สามารถรั้งมันไว้ได้ทั้งหมด ตัวอักษร 'เลือด' นั่นน่ะ นายรั้งเอาไว้ได้สักเท่าไหร่?"
"รั้งเอาไว้ได้เท่าไหร่อย่างนั้นหรือครับ?"
ซูอวี่ยังคงงุนงง หมายความว่าอย่างไร?
"ก็หมายความว่ายังเหลือเส้นขีดที่ชัดเจนอยู่กี่เส้นน่ะสิ!"
ไป๋เฟิงถึงกับพูดไม่ออก มันเข้าใจยากนักหรือไง?
"ตัวอักษรเลือดมีหกเส้นขีด ตอนนี้นายยังเหลืออยู่เท่าไหร่? แค่เส้นเดียวก็ถือว่าไม่เลวแล้ว ขอแค่มีหลงเหลืออยู่บ้าง ก็ถือว่านายวางรากฐานได้อย่างเป็นทางการแล้ว"
ครั้งนี้ซูอวี่เข้าใจแล้ว
เหลืออยู่กี่เส้นขีดงั้นหรือ?
ตัวอักษรตัวเดียวต้องแบ่งเป็นหลายเส้นขีดด้วยหรือ?
ไม่ใช่ว่าต้องรั้งเอาไว้ทั้งหมดหรอกหรือ?
เขาลังเลใจ หรือว่าผมจะหลอนไปเอง หรือว่า... ความจริงแล้วผมรั้งเอาไว้ไม่ได้เลย?
เพราะเขารู้สึกว่า ตัวอักษรของตัวเองนั้นมันสมบูรณ์ครบถ้วนเลยนี่นา
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ปริปาก ไป๋เฟิงจึงพูดต่อว่า "ไม่ต้องท้อแท้ไปหรอก รั้งไว้ได้หนึ่งเส้นขีด หรือแม้กระทั่งครึ่งเส้นขีดก็ถือว่าเก่งมากแล้ว การวาดอักษรเทวะสักตัวนึง สำหรับผู้เริ่มต้นอย่างนายมันยากมากๆ ต้องใช้เวลาพอสมควร"
"ต่อให้เป็นเพียงอักษรเทวะที่ฉันเขียนขึ้นมา ด้วยพลังเจตจำนงของนาย การจะวาดมันออกมาให้สมบูรณ์ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสามเดือนหรืออาจจะครึ่งปี แต่ขอแค่มีรากฐานอยู่ วันหลังนายก็ค่อยๆ วาดมันไปได้..."
ไป๋เฟิงเผยรอยยิ้ม ครั้งนี้เขาอารมณ์ดี ไม่ขัดข้องที่จะพูดกับซูอวี่ให้มากขึ้นอีกสักสองสามประโยค
"เมื่อวาดอักษรเทวะสำเร็จอย่างสมบูรณ์ ต่อให้นายยังไม่มีเจตจำนงก่อรูป นายก็สามารถสัมผัสได้ถึงประโยชน์อันน่าอัศจรรย์บางอย่างของอักษรเทวะ"
"สิ่งที่นายวาดคืออักษร 'เลือด' ตัวอักษรนี้เคยมีคนวาดมาแล้ว แต่การใช้งานนั้นแตกต่างกันไป"
"บางคนสามารถใช้ตอนต่อสู้ เพื่อดูดซับเลือดของศัตรูได้ บางคนสามารถควบแน่นแก่นแท้แห่งโลหิตของหมื่นเผ่าพันธุ์ ซึ่งก็คือโลหิตแก่นแท้ในปัจจุบัน ความจริงแล้วหลายๆ ครั้งมันก็ถูกสกัดออกมาโดยผู้ใช้อารยธรรมนี่แหละ"
"แน่นอนว่าโลกกว้างใหญ่นี้ไม่มีอะไรแปลก ตัวอักษรตัวหนึ่ง อาจมีผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากความหมายตามตัวอักษรอย่างสิ้นเชิงก็เป็นได้ รอให้นายวาดมันจนสำเร็จสมบูรณ์ในวันใดวันหนึ่ง นายก็จะสามารถสัมผัสถึงมันได้ เมื่อถึงเวลานั้นนายก็จะค้นพบประโยชน์ของมันเอง"
ซูอวี่ตั้งใจฟัง ขณะที่ฟังก็รับรู้สัมผัสภายในห้วงคำนึงไปด้วย
ลูกพี่ลูกน้องตัวอักษร "เลือด" ของเขามีประโยชน์อะไรบ้างนะ?
ต้องวาดให้สมบูรณ์ถึงจะสัมผัสได้ แล้วแบบเขานี่ถือว่าวาดสมบูรณ์แล้วหรือยัง?
ตัวอักษร "เลือด" ภายในห้วงคำนึงกำลังสั่นไหว วินาทีต่อมา ซูอวี่ก็รับรู้ถึงสัมผัสอันเลือนรางบางอย่าง
ไป๋เฟิงยังคงพูดอยู่ ทว่าจู่ๆ ภาพเบื้องหน้าก็สั่นไหวเล็กน้อย ปรากฏภาพอันเลือนรางของวิหคปีกเหล็กตัวหนึ่งกำลังพุ่งเข้ามาสังหาร!
"แสงจันทร์!"
เสียงคำรามอันดุร้ายดังก้องอยู่ข้างหู ไป๋เฟิงชะงักไปชั่วครู่ เขาแข็งแกร่งมาก ภาพลวงตาเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้สำหรับเขาแล้ว เพียงแค่เป่าลมก็พังทลาย
แต่เขาไม่ทำเช่นนั้น เขาปล่อยให้ภาพเหตุการณ์ช่วงสั้นๆ นี้ดำเนินต่อไป ปล่อยให้วิหคปีกเหล็กตัวนั้นพุ่งเข้ามา
เขาตะลึงงัน!
เขาตะลึงงันไปแล้วจริงๆ
วินาทีต่อมา เขาพุ่งทะยานแหวกอากาศออกไป ประตูใหญ่แตกกระจาย เขาก็ไม่สนใจ พริบตาเดียวเขาก็ไปปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าหลิวเหวินเยี่ยน
หลิวเหวินเยี่ยนมองเขาอย่างเหม่อลอย แกคิดจะทำอะไร?
"ท่านลุง ท่านล้อผมเล่นใช่ไหมครับ?"
หลิวเหวินเยี่ยนกะพริบตา จากนั้นก็ถลึงตาใส่ แกเล่นพุ่งพรวดพราดเข้ามาหาฉันแบบนี้ ฉันก็ตกใจหมดสิ ใครไปล้อแกเล่น!
"แกอยากโดนอัดรึไง?"
ไป๋เฟิงมองเขา มองอย่างจริงจัง ไม่ใช่เขา
เมื่อครู่นี้ไม่ใช่เจตจำนงของหลิวเหวินเยี่ยนที่เข้ามารบกวนเขา!
เขาแค่รู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นถึงได้มาถาม มาทดสอบดู ว่าตกลงหลิวเหวินเยี่ยนล้อเขาเล่นหรือเปล่า
อ่อนแอเกินไปแล้ว!
ทำอันตรายเขาไม่ได้แม้แต่ปลายขน รบกวนเขาไม่ได้แม้แต่น้อย เขามองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นภาพลวงตา แถมยังเป็นแบบอ่อนๆ เสียด้วย
แต่จะบอกว่าไม่ใช่หลิวเหวินเยี่ยน หรือว่าจะเป็นซูอวี่?
ล้อเล่นหรือเปล่า!
ฉันไม่เชื่อหรอก!
ซูอวี่วางรากฐานอักษรเทวะ เขาเชื่อ เขาเห็นกับตา ดังนั้นเขาถึงพอจะเชื่อได้ว่าหมอนี่เป็นอัจฉริยะ
แต่บ้าเอ๊ย ตอนนี้ซูอวี่กำลังบอกเขาว่า ไม่เพียงแค่วางรากฐานแล้ว แต่ยังวาดอักษรเทวะออกมาได้อย่างสมบูรณ์ เขาไม่เชื่อเด็ดขาด!
เขาไม่เชื่อหรอก!
ถ้าหมอนี่อยู่ในขั้นบ่มเพาะจิต เขาก็คงเชื่อ เพราะยังไงซะอัจฉริยะก็ย่อมมีความพิเศษอยู่บ้าง
แต่พลังเจตจำนงแค่ 10% จะบอกว่าวาดสำเร็จแล้วเนี่ยนะ?
แกอยากจะอธิบายว่า อักษรเจตจำนงที่ไป๋เฟิงคนนี้เขียนขึ้นมามันไร้ค่ามากใช่ไหม?
ถึงได้ถูกแกจับมาได้อย่างง่ายดาย แถมยังวาดออกมาได้อย่างสมบูรณ์อีก?
"นี่!"
หลิวเหวินเยี่ยนหน้าดำคร่ำเครียดตวาดว่า "ไป๋เฟิง แกมาหาเรื่องฉันใช่ไหม?"
ไป๋เฟิงได้สติกลับมา เพิ่งจะอ้าปากพูด จู่ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไป เขาหัวเราะกล่าวว่า "ท่านลุง ล้อเล่นครับ ล้อเล่น วันนี้ผมช่วยชี้แนะซูอวี่ไปนิดหน่อยไม่ใช่เหรอครับ? ผมรู้สึกว่าพรสวรรค์ของเขาถึงจะธรรมดา เข้าเรียนที่สถาบันอารยธรรมก็คงเป็นแค่นักเรียนธรรมดา แต่ยังไงซะก็เป็นนักเรียนที่ท่านลุงสอนมา..."
ไป๋เฟิงดูเหมือนจะลังเลเล็กน้อย เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "หน้าของท่านลุง ผมคงไม่ไว้ไม่ได้ ผมลองคิดดูแล้ว เขาไปที่สถาบันอารยธรรมก็คงไม่มีใครรับเขาเป็นลูกศิษย์ เป็นได้แค่นักเรียนธรรมดา ถึงผมจะเป็นแค่ผู้ช่วยนักวิจัย แต่ตอนนี้ก็รับลูกศิษย์ได้แล้ว เอาเป็นว่าให้เขามาเป็นลูกมือผมก็แล้วกันครับ"
"แกน่ะเหรอ?"
หลิวเหวินเยี่ยนรู้สึกแปลกใจ ไม่สนแล้วว่าจะถามว่ามาหาเรื่องตัวเองหรือเปล่า เขาถามด้วยความแปลกใจว่า "แกจะรับลูกศิษย์เนี่ยนะ?"
"เป็นลูกมือ ก็ยังดีกว่าเป็นนักเรียนธรรมดาในสถาบันไม่ใช่หรือครับ?"
หลิวเหวินเยี่ยนทำหน้าขึงขังถามว่า "แกพูดจริงเหรอ?"
"ครับ ผมเห็นว่าพรสวรรค์เขาธรรมดา แต่มีความทรหดอดทนสูง เมื่อกี้ตอนเขียนอักษรเจตจำนง เขาก็มองอยู่นานพอสมควร บางทีต่อไปอาจจะมีอนาคตอยู่บ้าง"
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะกล่าวว่า "นั่นมันแน่อยู่แล้ว! เจ้าเด็กนี่ จะบอกว่าพรสวรรค์สูงส่งก็คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่เขามีความอดทนจริงๆ อายุยังน้อยก็รู้จักอดทน เขาสามารถศึกษาวิจัยภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์หนึ่งภาษาได้หลายวันโดยไม่หลับไม่นอน ทนความลำบากได้ แถมยังมีความสามารถนี้..."
"หลายปีมานี้ อัจฉริยะที่สถาบันผลิตออกมา ใช่ว่าจะไม่มีใครที่มีพรสวรรค์ดีกว่าเขา แต่จะบอกว่าฉันให้ความสำคัญมากแค่ไหน ก็ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้น"
"ฉันรู้สึกว่าเจ้าเด็กนี่มีรากฐานของยอดฝีมืออยู่จริงๆ ถ้าหากมีโอกาสนะ"
หลิวเหวินเยี่ยนถอนหายใจ กลัวก็แต่ว่าจะไม่มีโอกาสนี้น่ะสิ
ทว่าเมื่อนึกถึงสิ่งที่ไป๋เฟิงเพิ่งพูดไป หลิวเหวินเยี่ยนก็หัวเราะกล่าวว่า "แกจะรับเขาเป็นลูกศิษย์จริงๆ เหรอ? ผู้ช่วยนักวิจัยอย่างแก ก่อนจะบรรจุเป็นตัวจริง รับลูกศิษย์ได้มากสุดแค่สองคนไม่ใช่เหรอ?"
"ครับ แต่ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้รับใครไว้เลย"
ไป๋เฟิงหัวเราะกล่าวว่า "สถาบันไม่ใช่ว่าไม่มีอัจฉริยะที่อยากฝากตัวเป็นศิษย์ผมหรอกนะ แต่พูดตามตรง อัจฉริยะน่ะ... ผมเห็นมาเยอะแล้ว! มีสักกี่คนที่มีพรสวรรค์ไปกว่าผม? บางคนก็หัวหมอ เห็นว่าผมมีศักยภาพสูง พอโดนผู้ปกครองยุยงเข้าหน่อย ก็เอาแต่จะมุดเข้ามาหาผมให้ได้"
"แถมยังมีฐานะอาจารย์ นักวิจัยอาวุโส ในสถาบันก็มีไม่มาก พวกเขาก็หวังจะใช้โอกาสนี้ประจบประแจงอาจารย์ด้วย"
"แต่ผมมองไม่เข้าตาสักคน กลับเป็นซูอวี่ ผมรู้สึกว่าค่อนข้างถูกชะตา ดีทีเดียว ขอแค่เป็นคนเอาการเอางานก็พอ"
ไป๋เฟิงหัวเราะกล่าวว่า "ไม่ถือว่าโดดเด่น แต่ก็ไม่ใช่แย่ที่สุด แถมยังเป็นนักเรียนที่ท่านลุงสอนมา ครั้งนี้ผมมาเมืองหนานหยวน ได้รู้จักเขา ก็ถือว่าเป็นวาสนา แล้วท่านลุงคิดว่ายังไงล่ะครับ?"
หลิวเหวินเยี่ยนปรายตามองเขา เอ่ยเสียงขรึมว่า "ถึงพรสวรรค์เขาจะไม่โดดเด่นมาก แต่ฉันก็หวังว่าเขาจะไปได้ไกลกว่านี้ ถ้าแกแค่จะทำลวกๆ ก็ช่างเถอะ ถึงฉันจะรู้ว่าโอกาสมันดี แต่ฉันยอมให้เขารอโอกาสต่อไปดีกว่า"
"สั่งสมประสบการณ์ในสถาบันสักสองสามปี ฉันเชื่อว่าด้วยนิสัยและความพยายามของเขา สองสามปีให้หลังจะต้องมีคนมองเห็นความสามารถของเขาแน่!"
"ถ้าแกยอมสอนเขาอย่างจริงจัง เขาจะได้เป็นลูกศิษย์ของแก ฉันก็ไม่มีปัญหา นี่คือวาสนาของเขา ฉันจะไม่ขัดขวางเขา มีแต่จะแสดงความยินดีกับเขา"
หลิวเหวินเยี่ยนมีสีหน้าจริงจัง ซูอวี่เป็นอัจฉริยะในเมืองหนานหยวน แต่ในเขตปกครองต้าเซี่ยไม่นับว่าเป็นอะไรเลย
แต่เขารู้สึกว่า ซูอวี่มีรากฐานของยอดฝีมือ ขอเพียงแค่เขาสั่งสมประสบการณ์ในสถาบันสักสองสามปี เขาก็มีความหวังที่จะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้!
เขาไม่อยากให้ไป๋เฟิงพาดึงซูอวี่ให้เสียคน
ต่อให้เวลานี้การได้กราบไป๋เฟิงเป็นอาจารย์ จะเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ของซูอวี่ เขาก็ต้องขัดขวาง
"ท่านลุงวางใจได้เลยครับ!"
ไป๋เฟิงหัวเราะกล่าวว่า "ถ้ารับแล้วก็ต้องสอนให้ดี ไม่รับก็คือไม่รับ ถ้าเขาได้ดี คนเป็นอาจารย์อย่างผมก็ได้ประโยชน์ไปด้วย บางทีอาจจะได้บรรจุเป็นตัวจริงก่อนกำหนดเลยก็ได้"
"ตามกฎของสถาบัน ถ้าผมไม่ทะลวงเข้าสู่ขั้นเมฆา ก็ต้องปั้นลูกศิษย์ที่มีผลงานสักสองสามคน ถึงจะบรรจุเป็นตัวจริงได้ แต่ผมขี้เกียจรับลูกศิษย์ ก่อนหน้านี้ก็คิดว่าจะรีบๆ ก้าวเข้าสู่ขั้นเมฆาให้เร็วที่สุด แต่ถ้าเขามีโอกาสนั้นจริงๆ ไม่แน่ว่าผมอาจจะได้บรรจุเป็นตัวจริงก่อนกำหนดก็ได้"
หลิวเหวินเยี่ยนยิ้มกว้าง "แกสอนเขาให้ดีล่ะ ต้องมีโอกาสนี้แน่ ฉันดูคนไม่ผิดหรอก!"
"งั้นท่านลุงตกลงแล้วใช่ไหมครับ?"
"เรื่องนี้... ฉันไม่มีปัญหาหรอก แกไปถามเขาดูเอาเองเถอะ"
ไป๋เฟิงหัวเราะกล่าวว่า "ท่านลุงสนิทกับเขามากกว่า ช่วยพูดกับเขาสักหน่อยสิครับ จะได้ไม่ทำให้เขารู้สึกว่ามาเป็นลูกศิษย์ผมแล้วเสียเปรียบ ผู้ช่วยนักวิจัยอย่างผม เขาอาจจะไม่เห็นอยู่ในสายตาก็ได้ นักเรียนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงมีตั้งเท่าไหร่ โดยเฉพาะพวกอัจฉริยะในเมืองเล็กๆ แบบนี้ มักจะคิดว่าตัวเองเก่งกาจไร้เทียมทาน"
"เขาไม่เป็นแบบนั้นหรอก"
หลิวเหวินเยี่ยนยิ้ม "ฉันจะพูดกับเขาให้เข้าใจเอง"
"งั้นก็รบกวนท่านลุงด้วยนะครับ"
ไป๋เฟิงพยักหน้า พริบตาเดียวเขาก็หายไปจากเบื้องหน้าของหลิวเหวินเยี่ยน
พอเขาจากไป หลิวเหวินเยี่ยนก็หัวเราะออกมาทันที หัวเราะจนหนวดสั่น เจ้าเด็กนี่... ใช้ได้เลยแฮะ!
ซูอวี่ดันไปถูกตาต้องใจไป๋เฟิงเข้าซะงั้น!
ไป๋เฟิงคือใคร?
ผู้ช่วยนักวิจัย อัจฉริยะขั้นทะยานฟ้าระดับหก มีอาจารย์เป็นนักวิจัยอาวุโส ยอดฝีมือระดับสูงสุดแห่งขั้นภูผาสมุทร!
ตัวไป๋เฟิงเองก็มีความหวังว่าจะก้าวขึ้นสู่ขั้นทะยานฟ้าระดับเจ็ดในเร็ววัน ขั้นเมฆาอาจจะใช้เวลาห้าปี หรือไม่ก็แปดปี แต่ภายในสิบปีต้องมีความหวังบรรลุได้อย่างแน่นอน
ผู้เยี่ยมยุทธ์ขั้นเมฆาในวัยก่อน 40 ปี!
อายุห้าหกสิบ ก็มีความหวังจะบรรลุขั้นภูผาสมุทร ก่อนอายุร้อยปี ก็อาจมีความหวังจะบรรลุเหนือขั้นภูผาสมุทรขึ้นไปอีก!
บุคคลระดับนี้ จะเป็นคนธรรมดาสามัญอย่างที่ปากเขาว่าอย่างนั้นหรือ?
ย่อมไม่ใช่แน่นอน!
เจ้าเมืองแห่งเขตปกครองต้าเซี่ย เซี่ยหลงอู่ ชื่อเสียงความเป็นอัจฉริยะเลื่องลือไปทั่วพหุภพ เมื่อยี่สิบปีก่อนตอนที่กุมอำนาจกองทัพปราบมาร ก็เพิ่งจะอยู่ขั้นภูผาสมุทรระดับสูงสุด ตอนนั้นเซี่ยหลงอู่อายุแค่สี่สิบต้นๆ เป็นอัจฉริยะที่ทุกดินแดนในพหุภพต่างยอมรับ
ไป๋เฟิงอาจจะด้อยกว่าเซี่ยหลงอู่เล็กน้อย แต่ในพหุภพ จะมีเซี่ยหลงอู่สักกี่คนกัน?
"ซูอวี่ โอกาสของเธอมาถึงแล้ว!"
หลิวเหวินเยี่ยนรู้สึกปลาบปลื้มใจ อารมณ์ดีเป็นอย่างมาก
...
แต่อารมณ์ของไป๋เฟิงยิ่งดีกว่า!
ท่านลุงนี่หลอกง่ายชะมัด แน่นอนว่าในขั้นตอนนี้ ไม่ว่าเขาจะไปบอกใครว่าจะรับซูอวี่เป็นลูกศิษย์ ทุกคนก็คงจะรู้สึกว่าซูอวี่ได้กำไรมหาศาล
เขา ไป๋เฟิง ปล่อยอัจฉริยะในสถาบันไปไม่ยอมรับ กลับมารับนักเรียนธรรมดาๆ จากสถาบันระดับกลางเป็นลูกศิษย์ ซูอวี่จะรู้สึกเป็นเกียรติแค่ไหน!
ไป๋เฟิงกลับมาที่ห้องอีกครั้ง ส่วนประตูที่พังทลายนั้น เขาคร้านที่จะใส่ใจ
ซูอวี่ยังคงรอคอยอยู่ รู้สึกงุนงงและกระวนกระวายใจเล็กน้อย
เมื่อครู่นี้ไป๋เฟิงเป็นอะไรไป?
จู่ๆ ก็วิ่งหนีไป หรือว่าจะมีศัตรูแอบซุ่มดูอยู่?
"อะแฮ่ม!"
ไป๋เฟิงกระแอมไอเบาๆ เหยียบอากาศลอยกลับมา ลงสู่พื้น มองไปที่ซูอวี่แล้วยิ้มกล่าว "เมื่อครู่มีเรื่องนิดหน่อย ฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว จริงสิ ดูจากท่าทางของนาย หรือว่าเมื่อครู่นี้วาดอักษรเทวะเสร็จสมบูรณ์แล้ว?"
"เรื่องนี้... ดูเหมือนจะใช่ครับ"
ซูอวี่เอ่ยเสียงเบา "ผมไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า แต่ในหัวของผมมีตัวอักษร 'เลือด' ที่สมบูรณ์อยู่ตัวหนึ่งจริงๆ"
"อืม ไม่เลวเลย เมื่อครู่ฉันก็สัมผัสได้ เหมือนว่าจะสร้างภาพลวงตาได้ นี่คือรูปแบบหนึ่งของการใช้เจตจำนงรบกวนความเป็นจริง"
พูดจบ เขาก็มองไปที่ซูอวี่แล้วกล่าวว่า "พลังเจตจำนงของนายไม่แข็งแกร่ง ดังนั้นผลลัพธ์จึงค่อนข้างอ่อนแอ รอจนกว่าเจตจำนงของนายจะก่อรูป แล้วค่อยไปรบกวนความเป็นจริง เมื่อถึงตอนนั้น วิหคปีกเหล็กที่นายเพิ่งก่อรูปขึ้นมา อาจจะสามารถพุ่งเข้าสังหารผู้ฝึกยุทธ์ขั้นทะยานฟ้าได้โดยตรง ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว!"
ไป๋เฟิงหัวเราะกล่าวว่า "ก่อนหน้านี้ฉันบอกนายว่า ตอนที่ฉันอยู่ในขั้นบ่มเพาะจิต ฉันแข็งแกร่งมาก รู้ไหมว่าเพราะอะไร? ฉันไม่ได้โกหกนาย ฉันแข็งแกร่งมากจริงๆ เพราะตอนนั้นฉันวาดอักษรเทวะได้อย่างสมบูรณ์ แข็งแกร่งสุดๆ ตอนนั้นฉันอัดนักเรียนของสถาบันสงครามไปไม่น้อยจนต้องร้องไห้หาพ่อหาแม่เลยล่ะ"
"ตอนนี้นายวาดอักษรเทวะออกมาได้หนึ่งตัว ถึงแม้ว่าอักษรเทวะตัวนี้จะอ่อนแอมาก แต่นี่ก็คือโอกาส!"
"แน่นอนว่ามันอ่อนแอมากจริงๆ"
ไป๋เฟิงมีสีหน้าจริงจังกล่าวว่า "นี่เป็นเพียงแค่อักษรเจตจำนงที่ฉันเขียนขึ้นมาลวกๆ ภาชนะรองรับก็ไม่แข็งแกร่ง อาศัยพลังเจตจำนงของฉันในการวาดขึ้นมาล้วนๆ ไม่ได้วาดขึ้นมาจากโลหิตแก่นแท้อันแข็งแกร่งของหมื่นเผ่าพันธุ์ ดังนั้นเมื่อเทียบกันแล้ว อักษรเทวะตัวนี้... มันอ่อนแอเกินไปจริงๆ!"
"ความจริงแล้วมันไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นอักษรเทวะระดับทะยานฟ้า อย่างมากก็เป็นได้แค่ตัวอักษรที่ไม่สมบูรณ์"
"ดังนั้นต่อให้นายวาดสำเร็จแล้ว แต่ประโยชน์ของมันก็ไม่ได้มากมายนัก เมื่อเทียบกับอัจฉริยะแล้ว... นายยังห่างชั้นอยู่อีกไกล!"
ไป๋เฟิงถอดถอนใจกล่าวว่า "อัจฉริยะบางคนในสถาบัน บางคนก็เข้าสู่ขั้นบ่มเพาะจิตแล้ว ฉันหมายถึงพวกที่เพิ่งเข้าเรียนน่ะ พวกเขาวาดอักษรเทวะได้อย่างสมบูรณ์ บางคนก็เป็นอักษรเทวะของเผ่าพันธุ์เทพมารเสียด้วยซ้ำ"
"ในขั้นบ่มเพาะจิตของพวกเขา บางคนก็เคยศึกษาคัมภีร์ต้นฉบับระดับหมื่นศิลาขั้นสูงสุดของเผ่าพันธุ์เทพมาร พูดอีกอย่างก็คือ อานุภาพที่สมบูรณ์ของอักษรเทวะที่พวกเขาวาดออกมา อาจจะสามารถสังหารผู้ฝึกยุทธ์ระดับหมื่นศิลาขั้นเก้าได้เลย!"
"บ่มเพาะจิต ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีพลังต่อสู้ แน่นอน นั่นคือดินแดนพิเศษสำหรับเหล่าอัจฉริยะ!"
"คนธรรมดา ต่อให้อยู่ในขั้นบ่มเพาะจิต ก็ไม่อาจวาดอักษรเทวะได้อย่างสมบูรณ์ คนธรรมดาแบบนั้นอย่าไปพูดถึงเลย!"
"โลกกว้างใหญ่ อัจฉริยะมีมากมาย แต่จะมีสักกี่คนที่ก้าวไปสู่จุดสูงสุดได้?"
"ทุกๆ ปีคนที่โดนอัดในสถาบัน ก็มีแต่พวกคนธรรมดาทั้งนั้น อัจฉริยะมีแต่จะมุ่งหน้าต่อไป กวาดล้างจนไร้ผู้ต่อต้าน..."
ไป๋เฟิงพูดมากมาย ส่วนใหญ่ล้วนพูดถึงว่าอัจฉริยะเหล่านั้นแข็งแกร่งเพียงใด น่าทึ่งเพียงใด!
"ในเขตปกครองต้าโจว ที่สถาบันอารยธรรมต้าโจว มีอัจฉริยะคนหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนเมื่อปีที่แล้ว เข้าเรียนได้ครึ่งปีเจตจำนงก็ก่อรูป ควบคุมอักษรเทวะได้อย่างสมบูรณ์ ใช้สายเลือดของเผ่าเทพหล่อหลอมร่างกาย วันเดียวก็บรรลุขั้นทะยานฟ้าระดับสาม!"
"เข้าสู่สนามรบพหุภพ สังหารยอดฝีมือขั้นทะยานฟ้าระดับห้า สถาบันอารยธรรมต้าโจวกำลังปรึกษาหารือกันว่า จะมอบตำแหน่งผู้ช่วยนักวิจัยให้เขาก่อนกำหนดหรือไม่"
"นี่แหละคืออัจฉริยะ!"
ไป๋เฟิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขาไม่ได้โกหก แน่นอนว่าเขาได้ละเลยข้อเท็จจริงบางอย่างไป อย่างเช่น ปู่ของหมอนั่นเป็นนักวิจัยอาวุโส ย่าของหมอนั่นก็เป็นนักวิจัยอาวุโส พ่อของหมอนั่นเป็นยอดฝีมือขั้นเมฆาของสถาบันสงคราม ส่วนแม่ก็เป็นนักวิจัยอัจฉริยะของสถาบันวิจัย
เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญ!
ไป๋เฟิงพึมพำในใจ เรื่องพวกนี้มันสำคัญด้วยหรือ?
ไม่สำคัญเลยสักนิด!
ถ้าแน่จริง แก ซูอวี่ ก็ไปหานักวิจัยอาวุโสมาเป็นผู้ปกครองสักสองสามคนสิ ฉันถึงจะยอมรับว่าแกเก่ง!
ซูอวี่ตกตะลึง!
"เขา... อายุเท่าไหร่แล้วครับ?"
"19 ปี แก่กว่านายปีนึง"
ซูอวี่มึนงงไปหมดแล้ว ท้องฟ้าเบื้องนอกหนานหยวน มันสูงส่งขนาดนี้เชียวหรือ?
"แน่นอน นั่นก็เป็นแค่ส่วนน้อย ไม่ต้องสิ้นหวังไปหรอก"
ไป๋เฟิงกลัวว่าเขาจะถูกกระทบกระเทือนใจจนสิ้นหวังไปจริงๆ จึงยิ้มกล่าว "นั่นคืออัจฉริยะ นายไม่ใช่ แต่ขอเพียงแค่นายพยายาม ก็มีความหวังที่จะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ ไม่ต้องรีบร้อนเดินไปข้างหน้า ผู้ใช้อารยธรรมอย่างพวกเราล้วนแต่ไม่ร้องก็แล้วไป หากร้องเมื่อใดต้องสะท้านฟ้า!"
"อาจารย์ไป๋ งั้นผม..."
"จริงสิ เรื่องที่นายวาดอักษรเทวะ อย่าเอาไปพูดข้างนอกเด็ดขาด นายอยู่ที่หนานหยวน ที่นี่ชอบเอะอะโวยวาย เรื่องเล็กน้อยก็เอามาทำเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าพวกคนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์รู้เข้านายจะลำบากเอาได้!"
ไป๋เฟิงมีสีหน้าจริงจังกล่าวว่า "ก่อนที่นายจะมีพลังต่อสู้ที่คู่ควร จงทำตัวให้สงบเสงี่ยมเข้าไว้ นายถือว่าไม่เลว อย่างน้อยในหนานหยวน นายก็อยู่ในระดับอัจฉริยะ หลิวเยวี่ยคนนั้นสู้นายไม่ได้หรอก"
"อีกสองเดือนกว่าๆ การทดสอบของสถาบันอารยธรรมก็จะมาถึง การสอบเข้าของนายคงไม่มีปัญหาอะไร ระหว่างนั้นพักหนึ่งเดือน เดือนสิงหาคมก็เริ่มเข้าเรียน ถึงตอนนั้นทางสถาบันจะมีการสำรวจ ว่าจะจัดสรรให้โดยรวม หรือจะเลือกนักวิจัยคนใดคนหนึ่งเป็นอาจารย์ แล้วไปผ่านการทดสอบของเขา... นายสามารถเลือกฉันได้"
"นายเป็นนักเรียนของท่านลุง ฉันกับนายได้พบกันก็ถือเป็นวาสนา ถึงตอนนั้นฉันจะปล่อยน้ำ ให้สอบเข้าเป็นลูกศิษย์ฉัน แน่นอนว่าก่อนจะตัดสินใจ นายลองไปสืบดูได้ว่าการมาเป็นลูกศิษย์ของไป๋เฟิงคนนี้มันขาดทุนหรือเปล่า ฉันไม่ขัดข้องหรอกนะถ้านายจะสละโอกาสนี้!"
พูดจบ ไป๋เฟิงก็นำ "เคล็ดไคหยวน" ที่เขียนก่อนหน้านี้มาพับ แล้วโยนให้ซูอวี่ "นายเอากลับไปค่อยๆ ดู ถึงจะไม่เหมือนตอนที่ฉันเขียนให้ดูสดๆ เมื่อกี้ แต่การดูก็มีประโยชน์ในการเสริมสร้างพลังเจตจำนงของนาย หรือลองดูว่าจะมีโอกาสจับอักษรเทวะมาเพิ่มได้อีกสักตัวสองตัวไหม"
"ชั่วคราวนี้ฉันสอนนายแค่นี้แหละ โลภมากเดี๋ยวจะเคี้ยวไม่ละเอียด! รากฐานของนายยังอ่อนด้อยมาก พลังเจตจำนงก็ยังอ่อนแอ ทุกอย่างเอาไว้ให้พลังเจตจำนงของนายแข็งแกร่งขึ้นแล้วค่อยว่ากัน"
วินาทีนี้ซูอวี่ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว
เขา... ดูเหมือนจะถูกรับเข้าเรียนก่อนกำหนด แถมยังถูกไป๋เฟิงรับเป็นลูกศิษย์ก่อนกำหนดด้วย นี่มันอะไรกัน?
โชคดีงั้นหรือ?
หรือว่า... ไป๋เฟิงเห็นแก่หน้าอาจารย์หลิว เลยแค่รับปากส่งๆ ไป?
เมื่อมองดูของในมืออีกครั้ง หยาดพลังปราณหนึ่งหยด เศษกระดูกเผ่าพันธุ์ระดับพันชั่งหนึ่งชิ้น อักษรเจตจำนงที่ผู้ใช้อารยธรรมขั้นทะยานฟ้าระดับหกเขียนขึ้นมาหนึ่งแผ่น นี่เขารวยแล้วใช่ไหมเนี่ย?
สวรรค์ประทานโชค?
ซูอวี่งุนงงไปหมดทั้งตัว ไม่ทันได้ตระหนักว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวันนี้ไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ แต่เป็นการที่เขาสามารถจับอักษรเทวะมาได้หนึ่งตัว แถมยังวาดมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าจะยังอ่อนแอมาก แต่รากฐานของอักษรเทวะก็ถูกวางไว้แล้ว
"กลับไปพักผ่อนให้ดีเถอะ วันนี้นายสูญเสียพลังเจตจำนงไปมาก"
เสียงของไป๋เฟิงดังแว่วมา "ฉันจะรอนายอยู่ที่สถาบันอารยธรรม แน่นอนว่าการจะได้รับการยอมรับจากฉันจริงๆ มันไม่ง่ายขนาดนั้น! ก่อนเข้าเรียน พลังเจตจำนงต้องไปถึง 20% สามารถศึกษาเศษกระดูกระดับพันชั่งได้ เมื่อถึงเวลานั้น นายถึงจะพอมีคุณสมบัติเป็นลูกศิษย์ฉัน ไม่ใช่เด็กรับใช้!"
"การกลับไปครั้งนี้ ฉันรู้สึกว่าฉันมีความหวังที่จะทะลวงขึ้นสู่ขั้นทะยานฟ้าระดับเจ็ด ภายในสามปี ฉันจะพยายามทะลวงเข้าสู่ขั้นเมฆา ถึงตอนนั้น หากนายยังคงธรรมดาสามัญเช่นนี้ บางที... นายอาจจะไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะบอกใครต่อใครว่าฉันเป็นอาจารย์ของนายด้วยซ้ำ"
ไป๋เฟิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เอามือไพล่หลัง ช่างดูองอาจเสียเหลือเกิน!
นายมันธรรมดาเกินไป!
วันนี้ ฉันให้โอกาสนาย แต่ว่านายจะสามารถคว้าโอกาสนี้ไว้ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวนายเอง
ซูอวี่ไม่ได้พูดอะไร เขากำหมัดแน่นอย่างเงียบๆ ผมธรรมดามากงั้นหรือ?
อาจจะใช่ก็ได้!
ผู้ใช้อารยธรรมที่กำลังจะเข้าสู่ขั้นทะยานฟ้าระดับเจ็ด และอาจจะก้าวเข้าสู่ขั้นเมฆาในเร็ววัน ปีนี้อายุยังไม่ถึง 30 ปี มาพูดคำนี้ต่อหน้าเขา เขาไม่อาจโต้แย้งได้เลย
"ผมจะพยายามครับ!"
ซูอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน จากนั้นก็ก้าวเดินจากไป
ไป๋เฟิงยังคงรักษาสถานะยอดฝีมือเอาไว้ กระทั่งซูอวี่จากไป จู่ๆ เขาก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมา แล้วแสยะยิ้ม
"เชี่ย เชี่ย! วาดอักษรเทวะออกมาได้อย่างสมบูรณ์! เชี่ยเอ๊ย หมอนี่มันยังไงกันแน่เนี่ย เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!"
เขารู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย แต่ในไม่ช้าก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม การมาเยือนหนานหยวนครั้งนี้ ได้กำไรมหาศาลจริงๆ
"ไอ้หนู ทำตัวสงบเสงี่ยมหน่อย สงบเสงี่ยมหน่อย! อย่าไปก่อเรื่องวุ่นวายก่อนที่จะเข้าเรียนเด็ดขาด เข้าสถาบันไปแล้วก็อย่าก่อเรื่อง เน้นสงบเสงี่ยมเข้าไว้ รอให้ถึงขั้นทะยานฟ้าก่อนค่อยว่ากัน!"
ไป๋เฟิงพึมพำอยู่ครู่หนึ่ง ในไม่ช้าก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เขาพึมพำกับตัวเองว่า "ไม่ได้ ฉันต้องกลับไปที่สถาบันเพื่อลงทะเบียนไว้หน่อย หมอนี่ฉันรับไว้ก่อนแล้ว ถือว่าให้หน้าท่านลุง ใครกล้ารับเขาเป็นลูกศิษย์ ฉันไม่ยอมจบแน่!"
"ก็ไม่ดีอีกนั่นแหละ อาจารย์รู้นิสัยฉันดี ฉันบอกว่ารับลูกศิษย์เพราะเห็นแก่หน้าท่านลุง เขาจะไม่สงสัยฉันเหรอ?"
"ถ้าเขามาแย่งลูกศิษย์ฉันไปจะทำยังไง?"
"ไม่ได้สิ ลำบากใจชะมัด!"
"ทำยังไงดี ร้อนใจจัง... คิดออกแล้ว ฉันหลอกให้อาจารย์ออกไปก่อนแล้วค่อยลงทะเบียน ใช่ เอาแบบนี้แหละ สนามรบพหุภพเพิ่งจะมีเผ่าพันธุ์ใหม่โผล่มาไม่ใช่เหรอ







