ระหว่างทาง ซูอวี่รู้สึกมึนงงเล็กน้อย
การสังเกตอักษรเจตจำนง การจับอักษรเทวะ การศึกษาวิชาขั้นเชียนจวิน [พันชั่ง] ฉบับดั้งเดิม... ล้วนสูญเสียพลังเจตจำนงทั้งสิ้น
โดยเฉพาะการจับอักษรเทวะ ความจริงแล้วซูอวี่ทำสมาธิอยู่นานมาก ตอนที่เขาออกจากสถาบัน ท้องฟ้าก็เกือบจะมืดแล้ว
แต่ทว่าผลเก็บเกี่ยวในวันนี้ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน!
ไป๋เฟิงได้เปิดโลกอีกใบให้กับเขา ทำให้เขาได้เห็นว่าท้องฟ้าเบื้องนอกหนานหยวนนั้นสูงเพียงใด โลกกว้างใหญ่แค่ไหน และโลกมนุษย์นี้ช่างน่าตื่นตาตื่นใจเพียงใด
อักษรเทวะ พลังเจตจำนง วิชากลุ่มหมื่นเผ่าพันธุ์ฉบับดั้งเดิม ขั้นบ่มเพาะจิต หลิงอวิ๋น [ทะยานเมฆ] ซานไห่ [ภูผาสมุทร]...
คำศัพท์มากมายเหลือคณานับอัดแน่นอยู่ในหัวของซูอวี่
ที่แท้โลกแห่งการบ่มเพาะที่แท้จริงก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ที่แท้สถาบันอารยธรรมก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
อะไรคือเชียนจวิน อะไรคือว่านสือ [หมื่นศิลา] ระดับขั้นที่เมื่อก่อนเคยรู้สึกว่าสูงส่งจนไม่อาจเอื้อมถึง มาวันนี้เมื่อมองดูอีกครั้ง ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไร!
หนึ่งอักษรหนึ่งโลก อักษรเทวะสะกดพหุภพ
ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรม ก็สามารถแข็งแกร่งจนทำให้พหุภพสั่นสะเทือนได้เช่นกัน
‘ที่แท้ฉันก็อ่อนแอมาก พลังเจตจำนงมีความจุเพียง 10% เท่านั้น’
เขาคิดมาตลอดว่าตัวเองยังมีพรสวรรค์อยู่บ้าง ในใจจึงมีความเย่อหยิ่งอยู่ลึกๆ
อาจารย์หลิวเหวินเยี่ยนอยากให้เขาสอบเข้าสถาบันอารยธรรมมาโดยตลอด ทำให้เขาเกิดความเข้าใจผิดว่า หากฉันไม่เข้าสถาบันอารยธรรม นั่นถือเป็นความสูญเสียของสถาบันอารยธรรม
แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปในวันนี้ มันช่างน่าขันสิ้นดี
‘อัจฉริยะจากเขตปกครองต้าโจวคนนั้นน่าจะอยู่ระดับแนวหน้าสุดยอด เวลาครึ่งปีจึงบรรลุขั้นเติงคง [เหาะเหิน] ขั้นสามได้ ไป๋เฟิงคงมีความคิดอยากจะข่มขวัญฉันอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น ทางฝั่งเขตปกครองต้าเซี่ย ก็ย่อมไม่ขาดแคลนนักเรียนขั้นบ่มเพาะจิตอย่างแน่นอน’
ขั้นบ่มเพาะจิต ความจุ 50%
ความจุของซูอวี่มีเพียงหนึ่งในห้าของอีกฝ่าย ช่องว่างนี้ห่างกันมาก ต้องรู้ไว้ว่าหลายปีมานี้เขาถูกไล่ล่าในความฝันมาตลอด ก่อนหน้านี้ซูอวี่จึงคิดว่าพลังเจตจำนงของตนเองคงไม่อ่อนแอ
เดินไปพลางสัมผัสถึงตัวอักษร "เลือด" ในหัวไปพลาง
หลังจากที่ระเบิดพลังออกไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้ตัวอักษรดูหม่นหมองลงเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าการระเบิดพลังก่อนหน้านี้ สิ้นเปลืองอานุภาพของอักษรเทวะไปไม่น้อย
‘อักษรเทวะจำเป็นต้องใช้พลังเจตจำนงในการหล่อเลี้ยง...’
ซูอวี่นึกถึงคำเตือนของไป๋เฟิง จึงค่อยๆ สัมผัส ค่อยๆ พยายามใช้ใจหล่อเลี้ยงอักษรตัวนี้
...
เมื่อกลับถึงบ้าน ทุกอย่างเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง
ซูอวี่นั่งเหม่อลอยอยู่พักหนึ่ง จึงค่อยรู้สึกหิวจนทนไม่ไหว มื้อเที่ยงเขาก็ไม่ได้กิน ช่วงเช้าไปที่สถาบัน ทำสมาธิอยู่พักหนึ่งก็ตกบ่ายแล้ว พอกลับมาฟ้าก็มืด จนถึงตอนนี้เขาหิวจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว
ไม่มีอารมณ์จะทำกับข้าว เขาจึงลวกบะหมี่กินง่ายๆ ยัดทะนานกลืนกินอย่างตะกละตะกลาม ถือว่าจัดการมื้อเย็นไปได้หนึ่งมื้อ
กินบะหมี่เสร็จ ซูอวี่ก็รีบมุดเข้าไปในห้องของตัวเองทันที
‘เคล็ดไคหยวน กระดูกขั้นเชียนจวินฉบับดั้งเดิม ของเหลวปราณแท้’
นี่คือผลเก็บเกี่ยวของวันนี้ เป็นผลเก็บเกี่ยวที่ยิ่งใหญ่มาก
วันนี้สิ้นเปลืองพลังเจตจำนงไปมหาศาล ซูอวี่จึงไม่เตรียมที่จะบ่มเพาะต่อไป ทว่าเคล็ดไคหยวนที่ไป๋เฟิงเขียนขึ้น รวมถึงของเหลวปราณแท้หยดนั้น ล้วนสามารถนำมาใช้บ่มเพาะร่างกายได้
‘หลังจากได้อ่านเคล็ดไคหยวนที่ไป๋เฟิงเขียน ฉันก็รู้สึกว่าถึงแม้จะไม่พึ่งพาโลหิตแก่นแท้ในการเปิดสมุดภาพ ฉันก็สามารถบ่มเพาะจนถึงไคหยวนขั้นห้าได้อย่างรวดเร็ว!’
เคล็ดน่าหยวนที่ถูกเปิดออกด้วยโลหิตแก่นแท้นั้น ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ค่อยเหมาะกับการบ่มเพาะของเผ่ามนุษย์สักเท่าไหร่
‘หากใช้โลหิตแก่นแท้เปิดสมุดภาพ เป็นฝ่ายชักนำปราณแท้เข้ามาเอง แล้วใช้ของเหลวปราณแท้อีก ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร?’
ซูอวี่คิดถึงจุดนี้ ตอนที่เริ่มใช้เคล็ดน่าหยวน เขาสามารถเป็นฝ่ายชักนำปราณแท้เข้ามาเองได้
ปราณแท้ของหนานหยวนความจริงแล้วไม่ถือว่าอุดมสมบูรณ์นัก แต่หากเอาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปราณแท้ล่ะ?
การบ่มเพาะจะรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมหรือไม่?
โลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กเขายังเหลืออีกสองหยด เมื่อวานหลังจากบ่มเพาะเสร็จ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองใกล้จะบรรลุไคหยวนขั้นห้าแล้ว
‘บ่มเพาะให้ถึงไคหยวนขั้นห้าก่อน จากนั้นฉันค่อยใช้ของเหลวปราณแท้บ่มเพาะ!’
เมื่อซูอวี่ตัดสินใจได้แล้วก็ไม่รอช้า รีบกลืนโลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กเข้าไปหนึ่งหยด แล้วเปิดใช้งานเคล็ดน่าหยวนทันที
...
การเปิดใช้งานเคล็ดน่าหยวนในครั้งนี้ และเป็นฝ่ายชักนำปราณแท้เข้ามาขัดเกลาจุดจื้อกวง ซูอวี่มีความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ในหัวปรากฏบทเคล็ดไคหยวนขึ้นมา ในความทรงจำนั้น ไป๋เฟิงจำแลงเป็นคนตัวเล็ก ทุกท่วงท่าการบ่มเพาะเคล็ดไคหยวน ล้วนฝังลึกอยู่ในความทรงจำ ทำให้ความเข้าใจของซูอวี่ที่มีต่อขั้นไคหยวนลึกซึ้งยิ่งขึ้นมาก
‘เคล็ดน่าหยวนนั้นหยาบกระด้างเกินไป ไม่มีความประณีตเท่าเคล็ดไคหยวน บางทีอาจเป็นเพราะความแตกต่างทางสรีระร่างกายระหว่างเผ่าปีศาจและเผ่ามน’
ก่อนหน้านี้ซูอวี่ปล่อยให้เคล็ดน่าหยวนโคจรไปเอง แต่วันนี้เมื่อลองไตร่ตรองดู เขาจึงเป็นฝ่ายชักนำปราณแท้เอง ก่อนหน้านี้เขาไม่กล้า เพราะกังวลว่าจะทำให้ร่างกายได้รับความเสียหาย แต่ตอนนี้กลับไม่ได้กังวลอะไรมากนัก
ปราณแท้เริ่มเอนเอียงไปที่การขัดเกลาจุดจื้อกวงที่หูขวา หูขวาของซูอวี่เริ่มมีเสียงดังก้อง
ครืน!
เสียงดังก้องที่กระเพื่อมเป็นระลอกมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยิน ปราณแท้สั่นสะเทือนอยู่ในจุดจื้อกวงหูขวาของเขา จุดจื้อกวงจุดที่ห้าใกล้จะเปิดออกแล้ว
และในเวลานี้ ตัวอักษร "เลือด" ในหัวก็สั่นไหวเล็กน้อยเช่นกัน ซูอวี่พบความผิดปกติอย่างรวดเร็ว เจ้าน้องเล็ก "เลือด" กลับกำลังชักนำปราณแท้เข้ามาเช่นกัน
‘หืม? อักษรเทวะก็ต้องใช้ปราณแท้ขัดเกลาด้วยเหรอ?’
ซูอวี่ชะงักไปเล็กน้อย เขาคิดว่าแค่ใช้พลังเจตจำนงขัดเกลาก็พอแล้ว ไม่คิดว่าอักษรเทวะก็จะใช้ปราณแท้ขัดเกลาด้วย
เขาไม่ได้สนใจว่าตัวอักษร "เลือด" จะขโมยปราณแท้ไป อย่างไรเสียความต้องการปราณแท้ของซูอวี่ในระดับขั้นนี้ก็ไม่ได้สูงมากนัก
ผ่านไปประมาณ 20 นาที เสียงดังก้องในหูขวาของซูอวี่ก็ดังราวกับเสียงฟ้าร้อง
ตู้ม!
เสียงดังสนั่นดังมาจากในหู คนนอกไม่อาจได้ยิน ซูอวี่ถูกสั่นสะเทือนจนร่างกายสั่นไหวเล็กน้อย แต่กลับดีใจเป็นอย่างยิ่ง!
‘จุดจื้อกวงจุดที่ห้าเปิดออกแล้ว!’
ไคหยวนขั้นห้า!
เขาบรรลุไคหยวนขั้นห้าแล้ว!
ตั้งแต่วันที่พ่อไปสนามรบพหุภพ จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 10 วันพอดี
เวลา 10 วัน เขาจากไคหยวนขั้นสามบรรลุถึงไคหยวนขั้นห้า เร็วเกินไปแล้ว
ซูอวี่ปลื้มปีติ ไคหยวนขั้นห้าอาจไม่ควรค่าแก่การพูดถึงสำหรับคนอื่น แต่สำหรับสถาบันระดับกลางหนานหยวนก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มแนวหน้าสุดยอดแล้ว คนอย่างไป๋เฟิงมีประสบการณ์กว้างขวาง นักเรียนสถาบันระดับกลางขั้นไคหยวนขั้นเก้าก็เคยเห็นมาแล้ว แต่นั่นคือไป๋เฟิง
หากข่าวที่ซูอวี่บรรลุไคหยวนขั้นห้าแพร่สะพัดออกไป อย่างน้อยทางฝั่งสถาบันระดับกลางหนานหยวนก็จะก่อให้เกิดความแตกตื่นเล็กๆ ได้
ประสิทธิภาพการได้ยินถูกเสริมความแข็งแกร่งอีกครั้ง ซูอวี่รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้หูซ้ายถูกเปิดออก ทำให้เขารู้สึกไม่คุ้นชินเล็กน้อย การได้ยินข้างหนึ่งดีข้างหนึ่งอ่อน ด้อยประสิทธิภาพ หลายครั้งจึงเกิดความรู้สึกคลาดเคลื่อน แต่ตอนนี้ความรู้สึกนั้นหายไปแล้ว
‘ดีจริงๆ!’
‘ไคหยวนขั้นห้าแล้ว!’
ซูอวี่อดไม่ได้ที่จะดีใจ ของเหลวปราณแท้เขายังไม่ได้ใช้เลย
วันนี้วันที่ 19 เมษายน การสอบเข้าสถาบันระดับสูงโดยทั่วไปจะจัดขึ้นในวันที่ 25 มิถุนายน ปลายเดือนมิถุนายนประกาศผล ต้นเดือนกรกฎาคมกำหนดโควตา ต้นเดือนสิงหาคมมอบตัวเข้าเรียน
นี่คือขั้นตอนต่อไป
และตอนนี้เหลือเวลาอีกสองเดือนเศษก่อนถึงการสอบ สถาบันอารยธรรมไม่สนใจว่าขั้นไคหยวนจะอยู่ที่ระดับไหน แต่ตัวซูอวี่เองกลับใส่ใจ
หากยังไม่ถึงขั้นเชียนจวิน ขั้นไคหยวนก็แทบจะไม่มีพลังรบอะไรมากนัก
ซูอวี่ที่เคยสังหารสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์มาแล้ว กลับมีความปรารถนาในพลังรบสูงมาก เขาไม่อยากให้ตัวเองต้องตายอย่างคับแค้นใจในเงื้อมมือของสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์เหล่านั้น ก่อนหน้านี้นักเรียนของสถาบันตายไปสิบกว่าคน นี่คือบทเรียน
ถึงแม้จะมีโลหิตแก่นแท้ไว้เปิดใช้วรยุทธ์ แต่ทว่านั่นก็เป็นเพียงพลังที่หยิบยืมมาใช้ชั่วคราว ซูอวี่หวังว่าตนเองจะมีพลังเช่นนี้เป็นของตัวเองมากกว่า
...
เมื่อทะลวงเข้าสู่ไคหยวนขั้นห้าแล้ว ซูอวี่ก็ไม่ได้พักผ่อน
เขาเริ่มแผนการเรียนรู้ก่อนหน้านี้อีกครั้ง บ่มเพาะ อ่านหนังสือ นอนหลับ
การอ่านหนังสือในครั้งนี้ สิ่งที่เขาอ่านไม่ใช่หนังสือธรรมดาทั่วไปอีกต่อไป แต่เป็นเคล็ดไคหยวนที่ไป๋เฟิงมอบให้เขา
สำหรับกระดูกขั้นเชียนจวินฉบับดั้งเดิม ซูอวี่กลับไม่ได้ดู ไม่ใช่เพราะของสิ่งนั้นแข็งแกร่งกว่าเคล็ดไคหยวน แต่เป็นเพราะในตอนนี้เคล็ดไคหยวนเหมาะสมกับสถานะของซูอวี่มากกว่า
การอ่านหนังสือ ทำให้คุ้นเคยกับขั้นไคหยวนทั้งหมด และเจตจำนงเข้าทำการต่อต้าน
การอ่านหนังสือในเวลานี้ จึงจะยากอย่างแท้จริง
ซูอวี่สัมผัสได้ถึงความรู้สึกตอนที่พวกเฉินฮ่าวอ่านหนังสือ อ่านได้บรรทัดเดียวก็อยากโยนหนังสือทิ้งแล้วไปนอน
การต่อต้านของพลังเจตจำนง ก็ให้ความรู้สึกเดียวกับเด็กหลังห้องกอดเอกสารปึกหนาเตอะนั่งอ่าน
อ่านไปจนถึงเกือบเที่ยงคืน อาบน้ำล้างหน้าล้างตาอย่างง่ายๆ ซูอวี่ก็เริ่มเข้านอน เตรียมตัวรอคอยความฝัน ตอนนี้เขาปรารถนาให้ความฝันมาเยือนเล็กน้อย เพราะนี่ก็ถือเป็นการต่อต้านของเจตจำนงอย่างหนึ่งเช่นกัน
‘หากวันหนึ่ง พลังเจตจำนงของฉันแข็งแกร่งพอที่จะสังหารสัตว์ประหลาดในความฝันได้ บางที... อาจจะได้รับผลตอบแทนที่ไม่เหมือนเดิม!’
สมุดภาพหมื่นเผ่าพันธุ์เปิดออกได้ อาศัยโลหิตแก่นแท้
หลายครั้งที่ซูอวี่มักจะคิดว่า หากตนเองนึกไม่ถึงจุดที่ต้องใช้โลหิตแก่นแท้ เช่นนั้นจะเปิดสมุดภาพและยุติความฝันได้อย่างไร?
ฆ่าสวนกลับ!
เขามีข้อสันนิษฐานอยู่บ้าง หากฆ่าสัตว์ประหลาดในความฝันสวนกลับได้ จะได้รับผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนเดิม ผลตอบแทนที่ไม่เหมือนเดิมหรือไม่?
...
ความฝันในค่ำคืนนี้ ค่อนข้างพิเศษเล็กน้อย
พิเศษจนซูอวี่นึกไม่ถึงมาก่อน!
ในค่ำคืนนี้ มีสัตว์ประหลาดไล่ล่าซูอวี่ในความฝัน ซูอวี่ก็ยังคงถูกสังหารอย่างรวดเร็ว แต่เขาพบว่า ในความฝัน ตนเองกลับสามารถวาดอักษรเทวะได้!
ใช่แล้ว อักษรเทวะ!
ตัวอักษร "เลือด" ตัวนั้นปรากฏขึ้นในความฝัน!
ซูอวี่วาดตัวอักษร "เลือด" ออกมา ในความฝันมีวิหคปีกเหล็กมายาตัวหนึ่งโฉบเข้าไปสังหาร ซูอวี่รู้สึกสงสัยเล็กน้อยว่าทำไมถึงเป็นวิหคปีกเหล็กพุ่งเข้าสังหาร แน่นอนว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับจิตใต้สำนึกของเขาเอง
แต่ไม่ว่าอย่างไร เขากลับสามารถควบคุมการใช้อักษรเทวะในความฝันได้ นี่ถือเป็นการเริ่มต้นที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
...
วันต่อมา ซูอวี่ตื่นขึ้นมาแล้วก็ตกอยู่ในห้วงความคิด
เขากำลังคิดอยู่ข้อหนึ่ง อักษรเทวะในความฝัน เป็นเรื่องจริง หรือเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น?
เป็นตัวอักษร "เลือด" ในหัวของตัวเองที่วิ่งเข้าไปในความฝัน หรือเป็นตัวอักษร "เลือด" ที่มีอยู่ในความฝันแต่แรกแล้ว
พูดแล้วก็อาจจะฟังดูสับสน แต่ซูอวี่ก็ยังอยากจะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เพราะมันสำคัญมาก
เพราะหากเป็นตัวอักษร "เลือด" วิ่งเข้าไปจริงๆ นั่นหมายความว่าความฝันของเขาไม่ใช่ความฝันธรรมดา แต่เป็นมิติพิเศษมิติหนึ่ง บางทีอาจจะเป็นมิติที่สามารถใช้ร่วมกับอักษรเทวะได้ ซึ่งหมายความว่าสมุดภาพหมื่นเผ่าพันธุ์ยังมีฟังก์ชันในระดับลึกที่เขายังค้นไม่พบ
สัมผัสถึงตัวอักษร "เลือด" ในหัวดูครู่หนึ่ง ซูอวี่ก็พบว่าตัวอักษรที่หม่นหมองเมื่อวาน วันนี้กลับเริ่มเปล่งประกายแสงจางๆ ออกมาอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้นอนหลับไปตื่นหนึ่ง หรือเป็นเพราะได้ใช้เวลาผ่านพ้นคืนหนึ่งไปในความฝัน
...
รีบลุกขึ้นจากเตียงอาบน้ำล้างหน้าล้างตา ซูอวี่ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้ต่อไป
วันนี้เขาต้องไปสถาบัน
ถึงแม้เมื่อวานไป๋เฟิงจะบอกว่า วันนี้เขาไม่มีอะไรจะสอนแล้ว โลภมากเคี้ยวไม่แหลก แต่ซูอวี่ก็ยังเตรียมตัวไปสถาบันสักรอบ
...
สถาบันระดับกลางหนานหยวน
หน้าประตูสถาบัน
ซูอวี่รีบร้อนมาถึง โดยไม่ได้รอเฉินฮ่าวด้วยซ้ำ
บริเวณหน้าประตู วันนี้มีคนเพิ่มมาอีกหลายคน
เวลายังเช้าอยู่ นักเรียนส่วนใหญ่ยังมาไม่ถึง
ไป๋เฟิงสวมชุดคลุมสีขาว ท่วงท่าสง่างามเป็นเลิศ เขายืนอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม โดดเด่นเป็นสง่าเหนือใคร ดึงดูดสายตาผู้คนเป็นพิเศษ
ด้านข้างมีท่านผู้อำนวยการเฒ่ายืนอยู่ ผู้บัญชาการพันคนของกองกำลังรักษาเมือง หัวหน้าหอของหอจับลม และหลิวเหวินเยี่ยนก็อยู่ด้วย
ไป๋เฟิงกำลังพูดคุยเล่นกับคนเหล่านั้น เมื่อเห็นซูอวี่วิ่งกระหืดกระหอบมา ก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้ม
"ไม่ได้บอกว่าวันนี้จะไม่สอนนายแล้วหรอกเหรอ? ทำไมถึงมาล่ะ?"
ซูอวี่หอบหายใจเล็กน้อย ทักทายอาจารย์หลายท่าน แล้วจึงเอ่ยว่า "มาส่งอาจารย์ไป๋ครับ ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะของอาจารย์ไป๋เมื่อวาน"
ไป๋เฟิงจะไปในวันนี้ ถึงแม้เขาจะไม่ได้บอก แต่ซูอวี่ก็ฟังออกตั้งแต่เมื่อวาน
เรื่องที่หนานหยวนเสร็จสิ้นแล้ว ไป๋เฟิงย่อมไม่รั้งอยู่ที่นี่นาน
เมื่อวาน สิ่งที่เขาสมควรสอนก็ได้สอนไปหมดแล้ว สิ่งอื่นๆ ตอนนี้พวกซูอวี่ยังเรียนรู้ไม่ได้ การที่ไป๋เฟิงอยู่ต่อจึงไม่มีความหมายมากนัก
ไป๋เฟิงหัวเราะเบาๆ ไม่ได้สนใจเขาอีก
หันไปมองหลิวเหวินเยี่ยน และเอ่ยอีกครั้งว่า "ศิษย์ลุง ท่านได้เจตจำนงก่อรูปแล้ว ประตูสถาบันอารยธรรมเปิดต้อนรับท่านเสมอ! ร่างกายของท่านยังไม่ได้สร้างรากฐาน หากท่านไม่ปรารถนาจะไปเอาโลหิตแก่นแท้ของพยัคฆ์เหินเวหาด้วยตัวเอง เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะส่งมาให้ท่าน"
หลิวเหวินเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย "ไม่ต้องหรอก ข้าอายุมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องผลาญโลหิตแก่นแท้อันล้ำค่า ข้าใช้โลหิตแก่นแท้ธรรมดาสักหน่อยขัดเกลาร่างกายเองก็พอ โลหิตแก่นแท้ของพยัคฆ์เหินเวหา..."
หลิวเหวินเยี่ยนปรายตามองซูอวี่แวบหนึ่ง ไม่ได้พูดออกมา เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "วันหน้าเก็บไว้ให้คนที่จำเป็นต้องใช้เถอะ"
ไป๋เฟิงยิ้ม เขาฟังความหมายของหลิวเหวินเยี่ยนออก
ในเมื่อซูอวี่จะเข้าสถาบันอารยธรรม แม้จะไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะบรรลุเจตจำนงก่อรูป แต่เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จำเป็นต้องมีโลหิตแก่นแท้ที่แข็งแกร่งมาสร้างร่างกายเช่นกัน
โลหิตแก่นแท้ของพยัคฆ์เหินเวหา แข็งแกร่งมาก
โลหิตแก่นแท้ของเผ่าพันธุ์แข็งแกร่งที่ติดอันดับห้าสิบอันดับแรก!
ถึงแม้สถาบันจะมีโลหิตแก่นแท้ที่แข็งแกร่งเหล่านี้อยู่ แต่ในสถาบันมีคนตั้งเท่าไหร่?
ทุกคนจะได้รับส่วนแบ่งงั้นหรือ?
เป็นไปไม่ได้หรอก!
ฐานะทางบ้านของซูอวี่ธรรมดาทั่วไป พ่อเป็นผู้บ่มเพาะขั้นเชียนจวิน จะไปหาโลหิตแก่นแท้ที่แข็งแกร่งมาจากไหนให้เขา
มีเพียงต้องพึ่งพาสถาบัน พึ่งพาอาจารย์เท่านั้น
ถึงแม้ไป๋เฟิงจะรับเขาเป็นลูกศิษย์ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าไป๋เฟิงจะเตรียมโลหิตแก่นแท้สำหรับสร้างร่างกายไว้ให้เขา
โลหิตแก่นแท้ของพยัคฆ์เหินเวหาเป็นของอาจารย์ไป๋เฟิง เป็นของศิษย์น้องหลิวเหวินเยี่ยน ตอนนี้ตั้งใจจะมอบให้หลิวเหวินเยี่ยน หากหลิวเหวินเยี่ยนไม่ใช้ แต่เขาส่งต่อให้ซูอวี่ อาจารย์ของไป๋เฟิงก็คงไม่ปฏิเสธ
หลิวเหวินเยี่ยนไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ ไป๋เฟิงรู้ดีแก่ใจ เขาจึงไม่ได้พูดเช่นกัน
การสร้างร่างกายไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนในพริบตา เรื่องบางเรื่องรอให้ซูอวี่เข้าสถาบันไปได้แล้วค่อยว่ากัน
"เช่นนั้นก็แล้วแต่ศิษย์ลุงจะประสงค์" ไป๋เฟิงพูดจบ ก็หันไปมองซูอวี่อีกครั้งแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ซูอวี่ ชะตากรรมและอนาคต ล้วนต้องพึ่งพาตัวเองในการเปลี่ยนแปลง!"
"หนานหยวนแม้จะเล็ก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้แข็งแกร่งก้าวออกมา!"
"ภูมิหลัง ฐานะทางบ้าน พรสวรรค์ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้อได้เปรียบในช่วงแรกเท่านั้น หนทางยังอีกยาวไกล ขุนเขาสูงหนทางยาวไกล ใครจะสามารถเดินไปถึงจุดสิ้นสุด ใครจะสามารถผงาดก้องพหุภพ ใครจะสามารถช่วงชิงความเป็นใหญ่ท่ามกลางหมื่นเผ่าพันธุ์ได้ นั่นต้องเดินต่อไปแล้วค่อยว่ากัน!"
"ฉันรอเธออยู่ที่สถาบันอารยธรรม หนานหยวนเล็กเกินไป โลกภายนอกตื่นตาตื่นใจกว่าเยอะ!"
"ไปล่ะ!"
เสียงหัวเราะของไป๋เฟิงเบิกบานใจ เขาก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ร่างก็ไปอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร พริบตาเดียวก็หายลับไปจากสายตาของผู้คน
สง่าผ่าเผยไร้พันธนาการ!
ด้านข้าง ผู้แข็งแกร่งของหนานหยวนหลายคนมองดูด้วยสายตาชื่นชมระคนอิจฉา
ไป๋เฟิง อัจฉริยะของสถาบันอารยธรรม บางทีอาจจะก้าวเข้าสู่ขั้นหลิงอวิ๋นในไม่ช้า อัจฉริยะสวรรค์เช่นนี้ ถึงแม้จะเป็นในเขตปกครองต้าเซี่ยก็ใช่ว่าจะพบเห็นได้บ่อยนัก
ผู้บัญชาการพันคนของกองกำลังรักษาเมือง จางอวิ๋นรำพึงออกมาสองสามประโยค เอียงคอไปมองซูอวี่ แล้วยิ้มถาม "นี่คือลูกชายของซูหลงหรือ?"
ท่านผู้อำนวยการเฒ่ายิ้มตอบ "เขาเอง"
"พ่อเสือย่อมไม่มีลูกสุนัข! คำพูดของนักวิจัยไป๋ก่อนจากไป ฟังดูก็รู้ว่าคาดหวังในตัวเจ้าไว้สูงมาก" จางอวิ๋นมองซูอวี่ พร้อมกับยิ้มกล่าว "พยายามให้ดี หนานหยวนนั้นเล็กก็จริง แต่สถานที่เล็กๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้แข็งแกร่งก้าวออกมา!"
"เรื่องของพ่อเจ้าข้ารู้แล้ว ไม่ต้องกังวลไป บนสนามรบพหุภพ แม้เผ่ามนุษย์ของพวกเราจะมีศัตรูมาก แต่ก็ยังคงชี้คมดาบไปที่ใด ไร้ผู้ต่อต้าน!"
"ทหารของทางหนานหยวน เว้นระยะไปสักพักก็จะมีข่าวคราวส่งมา รออีกสักสองสามวัน เมื่อมีข่าวคราวจากสนามรบพหุภพส่งกลับมา หากมีข่าวของพ่อเจ้า ข้าจะให้คนส่งไปให้เจ้าฉบับหนึ่ง"
เมื่อจางอวิ๋นพูดจบ ซูอวี่ก็รีบกล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจ "ขอบคุณใต้เท้าจางครับ!"
"ไม่ต้องเกรงใจ"
จางอวิ๋นยิ้มอย่างตรงไปตรงมา "จะว่าไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นคนกันเอง พ่อของเจ้าเป็นคนซื่อตรง ไม่ยอมไปประจบสอพลอใคร ดังนั้นต่อให้ต้องไปถึงสนามรบพหุภพ เขาก็มักจะขลุกอยู่ที่สำนักตรวจตราไม่ยอมจากไปไหน"
"เมื่อหลายปีก่อน ข้าเคยเชิญพ่อเจ้ามาที่กองกำลังรักษาเมือง ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการร้อยคน แต่พ่อของเจ้าไม่ยินยอม มิฉะนั้นหากมาที่กองกำลังรักษาเมือง เขาคงจะทะลวงถึงขั้นว่านสือไปแล้ว ด้วยความกล้าหาญชาญชัยของเขา ตำแหน่งรองแม่ทัพกองกำลังรักษาเมืองคงตกเป็นของเขาไปแล้ว"
"แม้จะน่าเสียดาย แต่การตัดสินใจของพ่อเจ้านั้นไม่ผิด ข้าชื่นชมเขามาก!"
จางอวิ๋นเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา พูดพลางเปลี่ยนสีหน้าเคร่งขรึม "เจ้ามีอาจารย์ที่ดี อาจารย์หลิวคือผู้พิทักษ์อารยธรรมแห่งหนานหยวน! เจ้ามีผู้อำนวยการที่ดี ผู้อำนวยการหวังความแข็งแกร่งไม่มากนัก แต่ตลอดสี่สิบปีมานี้ เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับสถาบันระดับกลางหนานหยวนจนหมดสิ้น"
"หนานหยวนเล็ก แต่หนานหยวนก็ซื่อบริสุทธิ์เพียงพอ! ข้าเคยเห็นอัจฉริยะของหนานหยวนมามากมาย พวกเขาไปยังเขตปกครองต้าเซี่ย หรือแม้กระทั่งเขตปกครองใหญ่อื่นๆ แต่สุดท้าย... ก็หลงทางอยู่กลางคัน!"
"ข้าหวังว่าเจ้าจะแตกต่างออกไป เพราะเจ้าคือสายเลือดของทหาร! พ่อเจ้าไม่แข็งแกร่ง แต่เขาก็คู่ควรให้เจ้าศึกษาเรียนรู้ รักษาเจตนารมณ์ดั้งเดิมเอาไว้ อย่าลืมว่าตัวเองเป็นใคร อย่าประเมินตัวเองสูงเกินไป แต่ก็อย่าดูถูกตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด!"
จางอวิ๋นหัวเราะฮ่าๆ "คนหนานหยวนของพวกเรา ไม่กลัวอ่อนแอ แต่กลัวขี้ขลาด! อย่าขี้ขลาด ออกไปแล้วต้องใช้ความแข็งแกร่งเป็นเครื่องพิสูจน์ ใช้ความกล้าหาญเป็นเครื่องพิสูจน์ หากไปต่อไม่ไหวจริงๆ รู้สึกว่าไม่มีทางออกแล้ว ก็กลับมา กองกำลังรักษาเมืองจะเว้นตำแหน่งไว้ให้เจ้า!"
ซูอวี่กล่าวขอบคุณอีกครั้ง ด้านข้าง หลิวเหวินเยี่ยนพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า "เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว! ออกจากหนานหยวนไปแล้ว ไปต่อไม่ไหวค่อยกลับมา... รับความอับอายขายหน้านี้ไม่ไหวหรอก! อีกอย่าง เรื่องสอนนักเรียนเป็นหน้าที่ของพวกเรา ถึงตาเจ้ามาป้อนคำคมตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"..."
จางอวิ๋นยิ้มแหย จากนั้นก็หัวเราะฮ่าๆ ออกมา ไม่พูดอะไรอีก รีบเดินจากไปทันที
ด้านข้าง หัวหน้าหอจับลมก็หัวเราะออกมาเบาๆ เช่นกัน เอ่ยทักทายกับคนอื่นๆ แล้วรีบเดินจากไป
ซูอวี่มองดูการสนทนาของพวกเขา ก็อดไม่ได้ที่จะแอบขำ
ก็อย่างที่จางอวิ๋นพูด หนานหยวนแม้มันจะเล็ก แต่บรรยากาศของหนานหยวนกลับดีมาก
อาจารย์ของที่นี่ไม่เย็นชา แม่ทัพของที่นี่ไม่ดุร้าย ผู้อำนวยการของที่นี่... อ่อนแอจริงๆ
ท่านผู้อำนวยการเฒ่าโกรธจนหนวดกระดิกไปตั้งนานแล้ว เมื่อครู่จางอวิ๋นกำลังดูถูกเขา







