ความอบอุ่นละมุนละไมระหว่างเขากับน้องสาวต้องหยุดพักลงชั่วคราวในช่วงบ่าย เพราะกู้สิงต้องไปบันทึกเทปถ่ายทอดสดรายการ «นักร้อง» ตอนที่สามแล้ว
หลินนั่วขับรถด้วยตัวเองเพื่อไปส่งกู้สิงยังสถานที่บันทึกเทปรายการ «นักร้อง»
เมื่อจอดรถในลานจอดรถของอาคารบันทึกเทป หลินนั่วเห็นว่าเวลายังเช้าอยู่จึงไม่ยอมให้กู้สิงลงจากรถ ดึงดันจะร้องขอให้พี่ชายอยู่เป็นเพื่อนเธออีกสักพัก จากนั้นก็เริ่มพูดคุยถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดจากการประกาศเปิดตัวคบหากันอย่างเป็นทางการของกู้สิง ลั่วหนิง และเฉินหลิงซู
"มีน้องสาวคอยควบคุมกระแสสังคมให้ ภาพลักษณ์ของพี่ชายก็เลยไม่ได้เสียหายอะไรมากนักหรอกค่ะ"
หลินนั่วโอ้อวดความดีความชอบของตัวเอง "ถึงชาวเน็ตบางคนที่หัวโบราณหน่อยจะมีความคิดเห็นแง่ลบกับเรื่องความรักของพี่ชายอยู่บ้าง แต่ก็สร้างคลื่นลมอะไรไม่ได้มากนักหรอกค่ะ ขอแค่พี่ชายอย่ามาร้องเพลงที่ยกย่องความรักลึกซึ้งในช่วงนี้ก็พอแล้ว"
"..."
หลังจากอยู่เป็นเพื่อนน้องสาวสักพัก กู้สิงก็เตรียมตัวลงจากรถ หลินนั่วอยากจะเดินไปส่งเขาข้างบนแต่ก็ถูกเขาปฏิเสธ เพราะสถานะของหลินนั่วนั้นโดดเด่นเกินไป หากเธอไปส่งเขาจะทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่จำเป็นตามมา ตอนนี้กู้สิงยังไม่อยากกลับไปเป็นหลินโม่
"ถ้าอย่างนั้นคืนนี้..."
หลินนั่วมองกู้สิงตาละห้อย ถึงแม้จะพูดไม่จบประโยค แต่กู้สิงก็รู้ว่าเธอกำลังถามว่าคืนนี้เขาจะกลับบ้านไหม
เมื่อนึกถึงแฟนสาวสองคนที่อยู่ในโรงแรม กู้สิงก็อดปวดหัวไม่ได้
สถานการณ์ที่ดีที่สุดจริง ๆ ก็คือ กู้สิงพาเฉินหลิงซูกับลั่วหนิงกลับบ้านไปเลย แบบนี้ก็จะได้อยู่เป็นเพื่อนน้องสาวและพวกแฟนสาวไปพร้อม ๆ กัน
แต่ปัญหาคือ:
หากกู้สิงพาลั่วหนิงและเฉินหลิงซูกลับบ้าน จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลินนั่วอย่างไร?
พี่น้องงั้นเหรอ?
คนทั้งโลกรู้กันหมดว่าพี่ชายของหลินนั่วคือหลินโม่ และหลินโม่ก็ตายไปแล้ว
ความสัมพันธ์แบบอื่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ หากกู้สิงรู้จักกับหลินนั่วมาก่อน ตอนที่เขาตกต่ำที่สุดก็คงไม่ถูกพวกที่เรียกตัวเองว่านายทุนจัดฉากเล่นงานหรอก
ต้องรู้ก่อนว่า
พวกนายทุนที่จัดฉากเล่นงานกู้สิง ในสายตาของหลินนั่วก็เป็นแค่พวกปลายแถวที่ไม่มีค่าพอจะให้ขึ้นเวทีด้วยซ้ำ
จะให้บอกลั่วหนิงกับเฉินหลิงซูว่าหลินนั่วก็เป็นแฟนสาวของตัวเองด้วยก็คงไม่ได้ อย่าว่าแต่พวกเธอสองคนจะรับได้ไหมเลย แม้แต่น้องสาวกับตัวเขาเองก็คงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อยเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?
มันเป็นเรื่องที่ไร้ทางออกจริง ๆ
ทว่าสุดท้ายกู้สิงก็ยังคงพยักหน้าแล้วพูดว่า "คืนนี้พี่จะกลับบ้าน"
สภาพจิตใจของน้องสาวในตอนนี้อาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง กู้สิงรู้สึกไม่ค่อยวางใจที่จะปล่อยให้เธออยู่บ้านคนเดียว หากกลางคืนเธอนอนไม่หลับแล้วไปกอดโกศเถ้ากระดูกอีกจะทำอย่างไร?
"ตกลงค่ะ"
หลินนั่วยิ้มกว้าง ขยับเข้าไปหอมแก้มกู้สิงฟอดหนึ่ง "พี่ชายดีที่สุดเลย"
กู้สิงลูบผมเธอเบา ๆ จากนั้นก็ผลักประตูรถเตรียมจะลงไป คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ หลินนั่วจะดึงแขนเสื้อของเขาเอาไว้
กู้สิงหันหน้ากลับมา
หลินนั่วมองเขา นัยน์ตาแฝงไปด้วยความอาลัยอาวรณ์และไม่อยากให้จากไป แต่ก็ยังยิ้มแล้วพูดว่า "ตอนค่ำจะรอพี่ชายกลับบ้านนะคะ"
กู้สิงหลุดหัวเราะ "พี่อัดรายการเสร็จแล้ว จะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ดีไหม"
หลังจากรับปากแล้ว ในที่สุดกู้สิงก็ลงจากรถ เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง
หลินนั่วยังคงนั่งอยู่ในรถและโบกมือให้เขาอย่างแรงผ่านกระจกรถ เขาจึงโบกมือตอบกลับไป จากนั้นก็หันหลังเดินเข้าไปในอาคาร
ภายในลานจอดรถ
หลินนั่วมองแผ่นหลังของกู้สิงที่หายลับเข้าไปในโถงลิฟต์ มุมปากของเธอยกยิ้ม นิ่งงันไปเนิ่นนาน
ผ่านไปเนิ่นนาน
หลินนั่วถึงได้พึมพำกับตัวเองเสียงเบา "ฉันรอมาตั้งห้าปีสามร้อยยี่สิบเอ็ดวัน พวกเธอเพิ่งจะรอมาได้นานแค่ไหนกันเชียว"
...
ห้องโถงนักร้อง
ทันทีที่กู้สิงเดินเข้าประตูมา เขาก็รู้สึกได้ว่าสายตาของทุกคนจับจ้องมาที่ตัวเองโดยอัตโนมัติ รวมถึงเฉินหลิงซูที่มาถึงก่อนหน้าแล้วด้วย
"อาจารย์กู้~"
ทุกคนทักทายด้วยสายตากรุ้มกริ่ม แต่เนื่องจากไม่ได้สนิทสนมกันขนาดนั้น จึงไม่ได้ล้อเลียนอะไรต่อหน้า เพียงแค่รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าบรรยากาศในห้องโถงนั้นดูแปลกประหลาด
กู้สิงไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร เขาเดินไปนั่งข้าง ๆ เฉินหลิงซูทันที
คนทั้งโลกรู้กันหมดแล้วว่าเขาประกาศคบกับเฉินหลิงซูและลั่วหนิงพร้อมกัน ถ้าตอนนี้ยังจะมาทำเป็นรักษาระยะห่างไม่ยอมนั่งข้างเฉินหลิงซูก็คงจะดูแย่เกินไป กู้สิงไม่เคยเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สายตาของคนอื่นอยู่แล้ว
อันที่จริง
กู้สิงไม่ได้แค่นั่งลงข้าง ๆ เฉินหลิงซูเท่านั้น แต่เขายังเป็นฝ่ายจับมือเธอเอาไว้ก่อนด้วย
มุมปากของเฉินหลิงซูมีรอยยิ้มพาดผ่าน เธอพลิกมือกลับมาประสานนิ้วทั้งสิบเข้ากับกู้สิงอย่างแนบแน่น เธอไม่ใช่เฉินหลิงซูคนเดิมที่เอาแต่หวาดกลัวและคอยรักษาระยะห่างหน้ากล้องอีกต่อไปแล้ว
ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
เฉินหลิงซูในตอนนี้ชื่นชอบการได้จับมือกับกู้สิงต่อหน้ากล้องถ่ายทอดสดเอามาก ๆ ขณะเดียวกันเธอก็ขยับเข้าไปใกล้หูของกู้สิงแล้วกระซิบถาม "ไปเจอคนในครอบครัวคนที่สามในตำนานคนนั้นมา เป็นยังไงบ้างคะ?"
กู้สิงตอบ "ค่อนข้างราบรื่นดี"
เฉินหลิงซูสงสัย "แล้วจะพาพวกเราไปเจอเธอเมื่อไหร่ล่ะคะ?"
กู้สิงยิ้ม "ถึงเวลาเมื่อไหร่ก็จะได้เจอเองแหละ ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังอะไรพวกคุณหรอกนะ เพียงแต่เรื่องนี้มันอธิบายค่อนข้างซับซ้อนน่ะ"
เฉินหลิงซูกล่าวเสียงอ่อนโยน "ไม่เป็นไรค่ะ เอาไว้คุณอยากเล่าเมื่อไหร่ค่อยเล่าก็ได้"
กู้สิงพยักหน้า พลันรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่มองมาอย่างเลือนราง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นกงชิงอี๋ที่กำลังจ้องมองเขากับเฉินหลิงซูอยู่นั่นเอง
สายตานั้นแฝงไปด้วยความซับซ้อนบางอย่าง
แน่นอนว่าต้องซับซ้อน เพราะกงชิงอี๋คิดไม่ถึงเลยว่า:
ตอนที่กู้สิงแกล้งทำเป็นแฟนกับเธอ ลับหลังเขาจะมีแฟนตัวจริงอยู่แล้ว ซึ่งก็คือลั่วหนิง เพื่อนสนิทของเฉินหลิงซูนั่นเอง
เรื่องนี้เฉินหลิงซูเพิ่งจะเล่าให้เธอฟังก่อนที่กู้สิงจะมาถึง
ต่อให้กงชิงอี๋จะชินชากับเรื่องเหลวไหลในวงการมามากแค่ไหน ก็ยังต้องเอ่ยปากชมว่าพวกคุณนี่ช่างเล่นสนุกกันเสียจริง สรุปว่าที่เฉินหลิงซูคอยตามตื๊อกู้สิงมาตลอด จุดประสงค์สุดท้ายก็คือการได้เป็นเมียน้อยของหมอนี่งั้นเหรอ?
ตอนนี้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนเข้าไปใหญ่:
ไม่มีเมียน้อยอะไรทั้งนั้น ลั่วหนิงกับเฉินหลิงซูดูเหมือนจะเป็น "ภรรยาเอกร่วม" ของกู้สิงเสียมากกว่า เพราะว่าทั้งสองคนนี้ถูกประกาศเปิดตัวพร้อมกัน นั่นก็หมายความว่าให้สถานะอย่างเป็นทางการทั้งคู่ เน้นหลักการแบ่งปันความรักอย่างทั่วถึง
พูดตามตรง
แม้กงชิงอี๋จะรู้สึกว่าพวกเขาสามคนนั้นทำเรื่องไร้สาระเกินไป แต่ในใจกลับมีความรู้สึกนับถืออย่างบอกไม่ถูก
คนสามคนสามารถคลั่งรักพร้อมกันได้ถึงระดับนี้ ช่างสุดยอดไปเลยจริง ๆ!
ตัวเธอเองก็รู้สึกดีกับกู้สิงอยู่เหมือนกัน ข้อนี้กงชิงอี๋ยอมรับ
ทว่าอย่างไรเสีย กู้สิงก็เป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยมเป็นอันดับสองในบรรดาผู้ชายที่เธอเคยพบเจอมา พรสวรรค์ของอีกฝ่ายทำให้กงชิงอี๋หลงใหล
หากกู้สิงตามจีบกงชิงอี๋ กงชิงอี๋ก็อาจจะพิจารณาตกลง
แต่ถ้าจะให้กงชิงอี๋เป็นแฟนของกู้สิงร่วมกับผู้หญิงคนอื่นล่ะก็ กงชิงอี๋ไม่มีทางตกลงเด็ดขาด!
เมื่อลองคิดดูให้ดี
คงมีเพียงผู้ชายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตที่เธอเคยพบเจอมาเท่านั้นแหละมั้ง ถึงจะคุ้มค่าพอให้เธอยอมแบ่งปันเขากับผู้หญิงคนอื่นเพื่อที่จะได้เป็นแฟนของเขา
ส่วนใครคือคนที่ยอดเยี่ยมเป็นอันดับหนึ่งน่ะเหรอ?
น่าเสียดายที่คนคนนั้นไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว
เพราะคนที่น่าทึ่งที่สุดเท่าที่กงชิงอี๋เคยพบเจอมา ก็คือราชาแห่งวงการบันเทิงอย่างหลินโม่
ใช่แล้ว เมื่อหลายปีก่อน กงชิงอี๋โชคดีได้มีโอกาสพบกับหลินโม่ในงานเลี้ยงอาหารค่ำครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเธอยังเป็นแค่ตัวประกอบเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ
ต่อให้เป็นกงชิงอี๋ในตอนนี้ ในสายตาของคนระดับหลินโม่ก็ยังเป็นแค่ตัวประกอบเล็ก ๆ อยู่ดี
ทว่ากงชิงอี๋ในตอนนั้น เป็นแค่ลูกกระจ๊อกที่ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะให้หลินโม่ชายตามองด้วยซ้ำ
เธอยังจำได้ดีว่าในคืนนั้น เจ้านายในบริษัทของเธอสั่งให้เธอเต้นรำเพื่อเอาใจหลินโม่
ผลปรากฏว่ากู้สิงดูเหมือนจะมองออกถึงความอึดอัดใจของกงชิงอี๋ จึงพูดขึ้นมาว่า ผมไม่ชอบดูผู้หญิงเต้นรำ อยากดูเถ้าแก่จางอย่างคุณเต้นมากกว่า
ดังนั้น
ในคืนนั้น
กงชิงอี๋จึงได้เห็นเจ้านายของตัวเองที่ปกติมักจะวางท่าสูงส่งต่อหน้าศิลปิน ต้องมาเต้นแร้งเต้นกาเป็นตัวตลกเรียกเสียงหัวเราะลั่นห้อง
หลังจากงานเลี้ยงจบลง
เจ้านายคิดว่าเป็นเพราะกงชิงอี๋ทำให้หลินโม่ไม่พอใจ เขาถึงต้องมาขายหน้าแบบนี้ จึงด่าทอกงชิงอี๋เสียสาดเสียเทเสีย
ผลคือคิดไม่ถึงว่าหลินโม่จะย้อนกลับมาและบังเอิญเห็นฉากนี้เข้าพอดี
จึงพูดกับเจ้านายคนนั้นว่า บริษัทเพื่อนผมเพิ่งจะเปิดกล้องละครเรื่องใหม่ ให้ศิลปินคนนี้ไปลองแคสต์ดูสิ
ละครเรื่องนั้นมีผู้ลงทุนคือสุยมู่
กงชิงอี๋ถูกดึงตัวไปอยู่กับสุยมู่หลังจากที่ละครเรื่องนั้นดังเป็นพลุแตก และนับตั้งแต่นั้นมาเธอก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเป็นนักแสดงระดับท็อปที่ราบรื่นไร้อุปสรรค
น่าเสียดายเพียงอย่างเดียว
ในฐานะผู้มีพระคุณที่หยิบยื่นโอกาสให้กงชิงอี๋ หลินโม่ได้จากโลกนี้ไปแล้ว
หลินโม่อาจจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาเคยยื่นมือเข้าช่วยเหลือเด็กสาวคนหนึ่งไว้ แต่เขากลับกลายเป็นแสงสว่างในโลกของเด็กสาวคนนั้นนับตั้งแต่นั้นมา
เพราะฉะนั้น
กงชิงอี๋ลองคิดดูแล้ว หากอีกฝ่ายคือหลินโม่ บางทีเธออาจจะยอมทำเหมือนเฉินหลิงซู ที่ยอมแบ่งปันผู้ชายคนนี้กับผู้หญิงคนอื่นก็ได้
อย่างไรเสีย ผู้ชายอย่างหลินโม่ก็เป็นคนที่กงชิงอี๋รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรที่จะครอบครองไว้คนเดียวอยู่แล้ว
กงชิงอี๋ไม่มีวันลืมภาพของตัวเองในอดีต ที่นั่งอยู่ตรงมุมอันต่ำต้อยในงานเลี้ยงอาหารค่ำ เฝ้ามองหลินโม่จากที่ไกล ๆ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคารพและเทิดทูน
【ในยามเยาว์วัย คนเราไม่ควรพบเจอคนที่น่าทึ่งจนเกินไป】
กงชิงอี๋ได้พบกับหลินโม่ในตอนนั้น ถึงแม้อีกฝ่ายจะจำเธอไม่ได้เลยก็ตาม
แน่นอนว่ากงชิงอี๋ในตอนนั้นได้ผ่านพ้นวัยสาวช่างฝันมาแล้ว แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม
นั่นก็คือหลังจากหลินโม่ กงชิงอี๋ก็ไม่รู้สึกสนใจผู้ชายคนไหนที่เธอพบเจออีกเลย ตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็มีเพียงกู้สิงคนเดียว ที่ทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวได้อีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานาน
ทว่ากู้สิงกลับเป็นคนที่เหลวไหลอย่างถึงที่สุด
กงชิงอี๋ยังไม่ได้ต่ำต้อยถึงขั้นยอมแบ่งปันกับผู้หญิงคนอื่นเพื่อที่จะได้คบกับกู้สิง เธอไม่ได้ไร้ซึ่งความกล้าที่จะทำทุกอย่างโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมเสียทีเดียว เพียงแต่รู้สึกว่ามันไม่มีความจำเป็นขนาดนั้น
กู้สิงไม่ใช่หลินโม่เสียหน่อย