ยอดคหบดีต้าถัง เริ่มจากผู้ใหญ่บ้าน · khram
ตอนที่ 57
บทที่ 57 ประสบความสำเร็จในการดึงดูดความสนใจขององค์รัชทายาท
ตำหนักบูรพา
องค์รัชทายาทหลี่เจี้ยนเฉิงรินชาให้หวังกุยจอกหนึ่ง "เล่าเรื่องหลี่อี้ผู้นี้ให้เปิ่นกงฟังหน่อย"
หวังกุยรับจอกชามาด้วยสองมือ กล่าวขอบพระทัยองค์รัชทายาท "หลี่อี้ยังหนุ่ม ซ้ำยังมีความรู้ความสามารถ ลายมือโซ่วจินของเขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยิ่ง ลายเส้นแข็งแกร่งดุจเหล็กตะขอเงินเต็มไปด้วยความทะนงตนพะย่ะค่ะ"
หลี่เจี้ยนเฉิงลูบปลายคาง "หนุ่มแน่นเลือดร้อน ทะนงในพรสวรรค์ อายุสิบหกปี นับว่าเป็นเรื่องปกติ เปิ่นกงได้ยินมาว่า ก่อนที่เขาจะมายังตำหนักบูรพา เขาเคยพบกับซื่อหมินมาก่อน ซื่อหมินยังเคยเชิญเขาไปรับตำแหน่งที่จวนอ๋องฉินด้วยหรือ"
หวังกุยที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นไท่จื่อจงอวิ่นพยักหน้า "มีเรื่องนี้จริงๆ พะย่ะค่ะ กระหม่อมเองก็เพิ่งทราบหลังจากที่เขาลาออกจากราชการ ก่อนหน้านี้ฝ่าบาททรงย้ายตู้หรูฮุ่ยที่เป็นปิงเฉาแห่งจวนอ๋องฉินไปเป็นจ๋างสื่อแห่งที่ทำการผู้บัญชาการส่านโจว หลังจากเอ้อร์ต้าหวางทรงทราบเรื่องก็รีบไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อขอให้รั้งตัวตู้หรูฮุ่ยไว้พะย่ะค่ะ...
ที่บ้านของตู้หรูฮุ่ยในตู้ชวี่ หลี่อี้ได้พบกับเอ้อร์ต้าหวาง เอ้อร์ต้าหวางทรงเชิญเขาให้ไปเป็นซูลิ่งสื่อแห่งจวนอ๋องฉิน จากนั้นเขาก็ปฏิเสธไปโดยตรง เอ้อร์ต้าหวางทรงมอบมีดทองคำให้เขาสะ่มหนึ่ง เขาก็รับไว้พะย่ะค่ะ"
เจี้ยนเฉิงรับฟังอย่างเงียบๆ
"เอ้อร์หลางก็ชอบมอบมีดทองคำให้ผู้อื่นเช่นนี้ ไม่รู้ว่าในจวนของเขากักตุนมีดทองคำไว้มากเพียงใด" ในคำพูดนี้แฝงความเย้ยหยันอยู่หลายส่วน
เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของพี่น้องทั้งสองถือว่าไม่เลว แต่บัดนี้คุณชายใหญ่แห่งจวนถังกั๋วกงได้กลายเป็นองค์รัชทายาทแห่งต้าถัง ส่วนเอ้อร์หลางในอดีตได้กลายเป็นเอ้อร์ต้าหวางในปัจจุบัน หลี่เจี้ยนเฉิงจึงจำต้องเริ่มขบคิดถึงเรื่องบางอย่างแล้ว
"ก่อนหน้านี้แม้นจะย้ายคนออกไปจากจวนอ๋องฉินไม่น้อย แต่กลับไม่อาจย้ายตู้หรูฮุ่ยผู้นี้ออกไปได้ ช่างน่าเสียดายยิ่ง" เจี้ยนเฉิงกล่าวอีกครั้ง
ในใจเขายิ่งรู้สึกเสียดายอยู่หลายส่วน ที่ครั้งนี้หลังจากซื่อหมินพ่ายแพ้ยับเยินที่ที่ราบเฉี่ยนสุ่ยแล้ว กลับยังสามารถพลิกสถานการณ์จากวิกฤตได้
หลี่อี้ที่คราวก่อนเขาพลาดโอกาสไปเพราะออกจากเมืองหลวง เป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่ง แต่กลับทำให้ซื่อหมินพลิกกระดานได้
"คราวนี้ซื่อหมินล้มป่วยกะทันหันในกองทัพ จำใจต้องมอบอำนาจทหารให้หลิวเหวินจิ้งกับอินไคซานที่ไม่รู้เรื่องการทหาร สองคนนั้นทำให้สูญเสียทหารและขุนพลไป ทำลายกองทัพและสร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง ช่างน่าเจ็บใจนัก
โชคดีที่มีโอสถวิเศษของหลี่อี้ผู้นี้ ทำให้ซื่อหมินอาการดีขึ้นได้ทันเวลา จึงสามารถตีโต้กลับได้อย่างงดงาม"
"ซูเจี้ยเอ๋ย หลี่อี้แม้นจะลาออกจากตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทแล้ว แต่ก็เคยเข้ามาในตำหนักบูรพา นับว่าเป็นคนที่ก้าวออกไปจากตำหนักบูรพาของเรา
คราวนี้โชคดีที่มีเขา ไม่เพียงแต่รักษาพี่น้องร่วมอุทรของข้าจนหายดี ทั้งยังช่วยกอบกู้วิกฤตการณ์ทางทหารของต้าถังเราไว้ได้ น่าเสียดายที่คราวก่อนไม่ได้พบเขา มิเช่นนั้นเปิ่นกงอาจจะรั้งตัวเขาไว้ได้แล้ว
เปิ่นกงต้องเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ เพื่อขอบคุณเขาให้ดีสักหน่อย"
หวังกุยฟังความนัยในคำพูดขององค์รัชทายาทออก ตอนนี้เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นไท่จื่อจงอวิ่น ซึ่งเป็นผู้ช่วยของจั่วซู่จื่อแห่งจั่วชุนฟางของตำหนักบูรพา เทียบเท่ากับตำแหน่งหวงเหมินซื่อหลางของราชสำนัก ได้รับความไว้วางใจและเป็นที่พึ่งพาขององค์รัชทายาทเจี้ยนเฉิงอย่างลึกซึ้ง
จึงกล่าวในทันทีว่า "การกระทำของฝ่าบาทในครั้งนี้ ย่อมได้ผลลัพธ์ดั่งใช้ทองพันชั่งซื้อกระดูกม้า กระหม่อมเห็นว่า ไม่เพียงแต่ต้องเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่เพื่อแสดงความขอบคุณ ทางที่ดีที่สุดคือฝ่าบาทควรเสนอแนะตำแหน่งขุนนางที่ทั้งบริสุทธิ์ สูงส่ง และสำคัญให้แก่เขาต่อหน้าฝ่าบาทในท้องพระโรงพะย่ะค่ะ"
หลี่เจี้ยนเฉิงกล่าวว่า "เด็กคนนี้โอหังนัก จะเป็นการยกย่องเขามากเกินไปหรือไม่"
"ก็เหมือนการใช้ทองพันชั่งซื้อกระดูกม้าอย่างไรเล่าพะย่ะค่ะ ยิ่งเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงพระทัยที่รักผู้มีปัญญาขององค์รัชทายาท"
เจี้ยนเฉิงหัวเราะเบาๆ "เช่นนั้นควรเสนอตำแหน่งใดดี คราวก่อนตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทขั้นเก้ารองยังดูแคลน ครั้งนี้คงไม่อาจจัดแจงตำแหน่งไท่จื่อเจี้ยวซูขั้นเก้าแท้ให้ได้กระมัง"
"อย่างน้อยก็ต้องเป็นขุนนางระดับสูงขั้นเจ็ดพะย่ะค่ะ จึงจะแสดงให้เห็นถึงพระทัยขององค์รัชทายาทได้"
"ซือลู่ซานจวินแห่งโจวหยงโจวหรือ"
หวังกุยส่ายหน้า "ตำแหน่งนี้สำคัญแต่ไม่บริสุทธิ์พะย่ะค่ะ"
"มี่ซูหลางแห่งกรมเลขาธิการหรือ"
"ตำแหน่งนี้บริสุทธิ์แต่ไม่สำคัญพะย่ะค่ะ"
หวังกุยเสนอตำแหน่งขุนนางหนึ่งตำแหน่ง "องค์รัชทายาทสามารถเสนอให้หลี่อี้เป็นซื่ออวี้สื่อขั้นเจ็ดแท้ระดับบนต่อหน้าท้องพระโรงพะย่ะค่ะ ซื่ออวี้สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบขุนนางตามกฎหมายของราชสำนัก และมีส่วนร่วมในการจัดการเรื่องราวของสามหน่วยงาน เป็นตำแหน่งที่ทั้งบริสุทธิ์ สูงส่ง และสำคัญพะย่ะค่ะ"
ซื่ออวี้สื่อมีอำนาจที่แท้จริงอย่างมาก จุดสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบขุนนาง หากขุนนางกระทำผิดกฎหมาย จึงทำการถวายฎีกา เรื่องที่ถวายฎีกาจำเป็นต้องดำเนินการให้เป็นจริง จึงต้องมีการไต่สวน เช่นนี้แล้วศาลผู้ตรวจการซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบ ในความเป็นจริงจึงควบทั้งอำนาจในการตรวจสอบ ฟ้องร้อง และพิจารณาคดี นี่แหละคือความร้ายกาจของซื่ออวี้สื่อ
ศาลผู้ตรวจการมีเรือนจำของตนเองเรียกว่าเรือนจำไถอวี้ คดีที่ซื่ออวี้สื่อพิจารณาซึ่งฝ่าบาททรงมอบหมายให้ ก็คือสิ่งที่เรียกว่าจื้ออวี้ มันประกอบกันเป็นสามหน่วยงานร่วมกับกรมอาญาและศาลต้าหลี่ มีลักษณะการร่วมกันพิจารณาคดี มันถึงขั้นกลายเป็นหน่วยงานพิจารณาคดีระดับสูงที่อยู่เหนือศาลต้าหลี่เสียด้วยซ้ำ
หลี่เจี้ยนเฉิงส่ายหน้า "หลี่อี้อายุเพียงสิบหกปี ซ้ำยังเป็นนักพรตที่เพิ่งสึกออกมาไม่ถึงสองเดือน ให้เขาเป็นซื่ออวี้สื่อ ไม่เหมาะสมหรอก"
"ฝ่าบาทเพียงแค่ทรงเสนอชื่อต่อหน้าท้องพระโรงก็พอ ส่วนเรื่องที่ฝ่าบาทและราชสำนักจะมอบตำแหน่งซื่ออวี้สื่อให้เขาหรือไม่นั้น ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่งพะย่ะค่ะ" หวังกุยกล่าวพลางหัวเราะ
หลี่เจี้ยนเฉิงกระจ่างแจ้งในทันที เขาเพียงแค่ต้องแสดงท่าทีออกมาเท่านั้น
"อันที่จริงเปิ่นกงยังคงอยากดึงตัวเด็กคนนี้เข้ามาในตำหนักบูรพา"
"เขาสามารถปฏิเสธได้หนึ่งครั้ง เกรงว่าในเวลาอันสั้นนี้คงจะไม่ยอมรับเป็นครั้งที่สองพะย่ะค่ะ" หวังกุยเตือนองค์รัชทายาท
หลี่เจี้ยนเฉิงพยักหน้า "เจ้าไปจัดการเตรียมการเสียหน่อย ดูว่าเมื่อใดจะพาเขามาพบเปิ่นกงได้สักครั้ง" กล่าวจบ เขาก็ปัดเรื่องนี้ไว้ข้างๆ ชั่วคราว "ซูเจี้ยคิดว่า หลังจากที่เซวียจวี่พ่ายศึกในคราวนี้แล้ว ยังจะสามารถม้วนดินกลับมาได้อีกหรือไม่"
"พูดยากพะย่ะค่ะ แม้ว่าเอ้อร์ต้าหวางจะทำศึกครั้งนี้ได้อย่างงดงามจริงๆ แต่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงการสังหารข้าศึกไปหลายพันคน จับเชลยได้หมื่นกว่าคน ยึดม้าได้หมื่นกว่าตัว และเพียงแค่ยึดเมืองเกาจื้อกลับคืนมาได้เท่านั้น
แต่เซวียจวี่ถอยกลับไปยังเมืองเจ๋อจื้อ ยังคงปิดล้อมเมืองจิงโจวต่อไป อีกทั้งได้ยินมาว่าเมื่อเซวียจวี่ตีฉางอู่ไม่แตก จึงส่งเซวียเริ่นก่าวบุตรชายนำทัพไปโจมตีหนิงโจว หากหนิงโจวพ่ายแพ้ ถึงเวลานั้นเซวียเริ่นก่าวก็จะไม่เพียงแค่แย่งชิงเสบียงมาได้ แต่ยังสามารถลงใต้โดยไม่ต้องผ่านฉางอู่ได้อีกด้วยพะย่ะค่ะ"
"ทัพเราพ่ายแพ้ก่อนแล้วค่อยชนะ ท้ายที่สุดก็สูญเสียกำลังไปอย่างหนัก กำลังของเซวียจวี่ยังคงอยู่ หากต้องปะทะกันอย่างแตกหักจริงๆ ผลลัพธ์ก็คงพูดยาก"
"เจ้าว่าหากรอให้ซื่อหมินกลับมายังฉางอันแล้ว ข้าจะทูลขออาสาฝ่าบาท นำทัพขึ้นเหนือไปปราบเซวียจวี่จะเป็นอย่างไร" หลี่เจี้ยนเฉิงถาม หลังจากลุกฮือที่ไท่หยวน หลี่เจี้ยนเฉิงและหลี่ซื่อหมินก็แบ่งกันรับตำแหน่งต้าตูตูกองทัพซ้ายขวา ต่างคนต่างนำทัพออกศึกเข้าสู่ด่าน
หลังจากตีเมืองฉางอันแตก หลี่ยวนยังแต่งตั้งให้เจี้ยนเฉิงเป็นแม่ทัพใหญ่ปราบปรามทิศตะวันออก และให้ซื่อหมินเป็นแม่ทัพใหญ่ปราบปรามทิศตะวันตก ให้พี่น้องทั้งสองทำศึกทั้งตะวันออกและตะวันตก
ประสบการณ์ในการนำทัพของเจี้ยนเฉิงนั้นยังถือว่าโชกโชนมาก กล่าวได้ว่าผลงานทางทหารในปัจจุบันก็ไม่ด้อยไปกว่าซื่อหมินเลย
ทว่าบัดนี้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท ในฐานะผู้สืบทอดบัลลังก์ ย่อมไม่เหมาะสมที่จะนำทัพออกศึกบ่อยๆ อีกต่อไป เขาต้องอยู่ในราชสำนักเพื่อช่วยว่าราชการ
เพียงแต่ศึกที่ฉางอู่ในครั้งนี้ ทำให้หลี่เจี้ยนเฉิงเกิดความคิดอันแรงกล้าที่จะสวมเกราะออกศึกอีกครั้ง ถึงขั้นอยากจะไปทำลายล้างเซวียจวี่และยึดครองหลงโย่วด้วยตนเอง
"ฝ่าบาททรงเป็นองค์รัชทายาทแห่งต้าถัง เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ของแผ่นดิน หน้าที่ของพระองค์มิใช่นำทัพออกศึก แต่เป็นการช่วยเหลืองานของฝ่าบาท และเรียนรู้งานราชสำนักพะย่ะค่ะ" หวังกุยคัดค้านการที่เจี้ยนเฉิงจะสวมบทแม่ทัพไปตีเซวียจวี่ ประการแรกคือเซวียจวี่นั้นรับมือได้ยาก ประการที่สองคือมีชัยชนะของซื่อหมินนำหน้าอยู่ก่อนแล้ว ต่อให้เจี้ยนเฉิงชนะ ผู้อื่นก็คงไม่รู้สึกว่ายอดเยี่ยมอันใด อาจจะคิดว่าไปชุบมือเปิบเสียด้วยซ้ำ แต่หากแพ้ขึ้นมา ชื่อเสียงก็คงป่นปี้หมดสิ้น
ไม่คุ้มค่าที่จะต้องเสี่ยงเช่นนี้
เมื่อถูกหวังกุยเกลี้ยกล่อม หลี่เจี้ยนเฉิงก็ล้มเลิกความคิดที่จะนำทัพนี้ไปอีกครั้ง
ที่ตำบลอวี้ซิ่ว
หลี่อี้ยังไม่รู้ตัวเลยว่าคนตัวเล็กๆ อย่างเขา จะถูกองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์และหวังกุยคนสนิทพูดถึงอยู่นานค่อนวัน ถึงขั้นจะเสนอให้เขาเป็นขุนนางระดับสูงอย่างซื่ออวี้สื่อ
ตอนนี้เขาก็กำลังยุ่งอยู่เช่นกัน
โรงเรียนประถมอู๋จี๋ต้องการเปิดรับนักเรียนเพิ่มอีกสี่สิบคน เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องร้อนแรงยิ่งขึ้นเพราะหลี่อี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นไคกั๋วหนานเจวี๋ย
ต่งชีหลางหลานชายของซิ่วไฉต่งได้เข้าร่วมกับโรงเรียน และกลายเป็นอาจารย์คนที่สองอย่างเป็นทางการแล้ว
โควตานักเรียนใหม่สี่สิบคน จำกัดเฉพาะเด็กในเจ็ดหมู่บ้านของเขตซิงเซิ่งเป็นการชั่วคราว โดยให้ความสำคัญกับเด็กผู้ชายอายุห้าถึงเจ็ดขวบก่อน หากยังมีโควตาเหลือก็จะเปิดรับช่วงอายุเจ็ดถึงเก้าขวบ ไปจนถึงสิบสองขวบ
ชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านอิจฉาเด็กๆ ของหมู่บ้านหลัวเจีย หมู่บ้านซานจื้อ และหมู่บ้านเกาเจียมานานแล้ว ที่สามารถเข้าเรียนได้ฟรี ทั้งยังมีอาหารให้กินฟรีอีกหนึ่งมื้อ
บัดนี้ในที่สุดก็มีโอกาสแล้ว ใครเล่าจะยอมพลาด
นี่ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนฟรีและมีข้าวกินฟรีหนึ่งมื้อเท่านั้น อาจารย์ทั้งสองคน คนหนึ่งเป็นถึงไคกั๋วหนานเจวี๋ย อีกคนเป็นหลานชายของผู้ช่วยกำนันต่ง การได้กราบเป็นศิษย์เพื่อเล่าเรียน ก็ถือเป็นลู่ทางหนึ่งมิใช่หรือ
บ้านใดที่มีเด็ก ล้วนพากันรีบรุดมาทั้งสิ้น
แม้กระทั่งชาวบ้านในหลายเขตโดยรอบ เมื่อได้ยินข่าวก็พากันมาด้วยเช่นกัน
ล้อมรอบลานด้านหน้าของเรือนตะวันตกแห่งกระท่อมหญ้าอู๋จี๋ไว้จนน้ำไม่อาจรั่วไหล
ตำบลอวี้ซิ่วมีห้าเขต มีบ้านเรือนห้าร้อยหลังคาเรือน บ้านใดบ้างเล่าที่ไม่มีเด็กสักคนสองคน
หลี่อี้เองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน
แต่เขาก็ยังคงไม่เปิดรับเพิ่ม หากรับมามากไปก็คงสอนไม่ไหว อีกอย่างหากนักเรียนเยอะ ค่าใช้จ่ายก็จะเยอะตามไปด้วย กระดาษ หมึก พู่กัน พวกนี้ไม่ใช่ของถูกๆ เลย แม้ว่าปกติจะให้เด็กๆ ฝึกเขียนหนังสือและคิดเลขบนกระบะทราย แต่การสิ้นเปลืองเครื่องเขียนของนักเรียนหนึ่งร้อยคนก็ยังไม่ใช่จำนวนน้อยๆ
นอกจากนี้ต่อให้รับผิดชอบอาหารแค่วันละมื้อ ค่าอาหารนี้ก็ยังมากมายนัก
ต่อให้เป็นเด็กชายวัยห้าขวบ ก็ยังกินข้าวได้หลายชาม นักเรียนหนึ่งร้อยคน ลำพังแค่เสบียงอาหารวันหนึ่งก็ต้องกินข้าวสารไปถึงหนึ่งสือแล้ว ไหนจะน้ำมัน ผัก ฟืน พวกนี้ล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น
หากไม่ได้เงินและเสบียงที่สมาคมโรงเรียนได้รับมาก่อนหน้านี้ หลี่อี้ในตอนนี้คงไม่กล้าพูดว่าจะสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของนักเรียนหนึ่งร้อยคนนี้ได้เพียงลำพัง
"รับแค่สี่สิบคน ไม่รับเพิ่มแม้แต่คนเดียว เงื่อนไขของเราตั้งไว้ตรงนั้น รับจากเจ็ดหมู่บ้านในเขตซิงเซิ่งก่อน วันหน้าหากมีเงื่อนไขพอที่จะขยายโรงเรียนได้ ค่อยไปรับจากหมู่บ้านอื่น"
"อาจารย์ใหญ่ขอรับ ตอนนี้มีครอบครัวเศรษฐีหลายบ้านในหลายเขตโดยรอบตำบลของเรา พวกเขาอยากส่งลูกหลานมาเรียนที่โรงเรียนของเรา โดยเสนอว่ายินดีจะจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าอาหารก็ยินดีจ่ายเอง ค่ากระดาษพู่กันก็ยินดีจ่ายเอง ถึงขั้นยินดีบริจาคเงินและเสบียงให้สมาคมโรงเรียนอีกก้อนหนึ่งขอรับ" ต่งชีหลางเหงื่อแตกพลั่กขณะมาหาหลี่อี้
พวกเศรษฐีผู้มีอันจะกินเหล่านั้นไปหาซิ่วไฉต่งโดยตรง ล้วนแต่เป็นผู้มีหน้ามีตาในตำบลนี้ทั้งสิ้น ลูกหลานของคนเหล่านี้มิใช่ว่าไม่มีหนังสือให้อ่าน เพียงแต่ตอนนี้พวกเขาอยากจะมาเกาะเกี่ยวความสัมพันธ์กับหลี่อี้ อยากให้บุตรชายได้กราบเป็นศิษย์ของหลี่อี้ก็เท่านั้น
เพื่อการนี้ ถึงกับยินดีบริจาคเงินและเสบียงให้สมาคมโรงเรียน มุกนี้ช่างใช้ได้ผลทั้งในอดีตและปัจจุบันเสียจริง
"อาจารย์ใหญ่ขอรับ ข้าคิดว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นเศรษฐีผู้มีหน้ามีตาในตำบลของเรา คงไม่ดีนักที่จะหักหน้าพวกเขาไปเสียทั้งหมด สู้รับไว้ดีกว่า อย่างไรเสียพวกเขาก็รับผิดชอบค่ากระดาษพู่กันหนังสือและค่าอาหารเอง ทั้งยังบริจาคเงินและเสบียงให้สมาคมโรงเรียนได้อีกก้อนหนึ่ง เราสอนเพิ่มอีกสักไม่กี่คน ก็คงไม่ส่งผลกระทบอันใดมากนักขอรับ" ท้ายที่สุดต่งชีหลางก็ยังเด็ก เมื่อถูกพวกเศรษฐีเจ้าที่ดินเหล่านั้นรุมล้อม จึงไม่กล้าพอที่จะปฏิเสธ
"มีคนที่อยากมาเรียนกี่คน"
"น่าจะราวๆ ยี่สิบสามสิบคนขอรับ"
"แน่ใจหรือ"
"อาจจะสามสิบสี่สิบคนขอรับ"
"เอาให้แน่ชัด"
"หากรับทั้งหมด น่าจะมีสักสี่สิบห้าสิบคนขอรับ"
หลี่อี้ลองขบคิดดู หากเปิดช่องโหว่นี้ ถ้าจะรับก็ต้องรับให้หมด มิเช่นนั้นหากรับใครแล้วไม่รับใคร ก็จะกลายเป็นการล่วงเกินผู้อื่นไป
"เอาเช่นนี้ ครอบครัวเศรษฐีในตำบลนี้ ที่ยินดีส่งลูกหลานมาเรียนด้วยทุนตัวเอง และจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษามาก้อนหนึ่ง หากอายุอยู่ระหว่างห้าถึงสิบขวบ เราก็จะรับไว้ทั้งหมด แต่จำกัดเฉพาะคนในตำบลนี้ อายุห้าถึงสิบขวบ และต้องจ่ายเงินเอง ทั้งยังต้องบริจาคเงินช่วยเหลือการศึกษาให้สมาคมโรงเรียนก้อนหนึ่งด้วย"
"ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาเท่าใดขอรับ"
"ข้าวสารหกโต่วต่อหนึ่งเดือน ข้าวสารนี้บริจาคเข้าสมาคมโรงเรียน เราจะนำมาใช้เป็นอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนที่เรียนฟรี"
ข้าวสารหกโต่วต่อหนึ่งเดือน นี่ไม่ใช่น้อยๆ เลย ครอบครัวทั่วไปย่อมไม่มีปัญญาจ่ายอย่างแน่นอน แต่หากเป็นเศรษฐีเจ้าที่ดินก็ย่อมไม่มีปัญหา แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็อาจจะทำให้พวกเศรษฐีขี้เหนียวส่วนหนึ่งตัดใจไม่ส่งลูกหลานมาเรียนอีก
"พวกเราเตรียมตัวเปิดเพิ่มอีกหนึ่งชั้นเรียนเถิด ทางที่ดีก็เชิญอาจารย์มาเพิ่มอีกสักคน" หลี่อี้กล่าว
เงินช่วยเหลือการศึกษาเป็นข้าวสารเจ็ดสือสองโต่วต่อหนึ่งปี สามารถขวางกั้นครอบครัวเศรษฐีได้หลายบ้านจริงๆ ทำให้เพิ่มจำนวนนักเรียนทุนส่วนตัวมาได้เพียงยี่สิบกว่าคนเท่านั้น
โรงเรียนประถมอู๋จี๋มีนักเรียนหนึ่งร้อยสามสิบกว่าคนแล้ว จึงได้จัดแบ่งชั้นเรียนใหม่เป็นสามชั้นเรียน
เรือนแถวหน้าในลานด้านหน้าของเรือนตะวันตก สามห้องถูกใช้เป็นห้องเรียน หนึ่งห้องเป็นห้องพักครู ส่วนลานด้านในคือโรงงานทำฟองเต้าหู้และโรงอาหาร
"อู๋อี้!"
ซานเหนียงที่ระยะนี้เหินห่างกับหลี่อี้ไปไม่น้อยเดินเข้ามา "พี่รองกับพี่สามของข้าไปเกณฑ์แรงงานครบห้าสิบวันตั้งนานแล้ว เดิมทีควรจะครบกำหนดตั้งแต่สิบวันก่อน ต่อให้หนทางจะไกลสักหน่อย แต่นี่ก็ผ่านมาตั้งสิบวันแล้ว ก็ควรจะถึงบ้านแล้วสิ
ได้ยินมาว่าราชสำนักเพิ่งพ่ายศึกครั้งใหญ่ที่จิงโจว มีทหารตายในสนามรบนับหมื่นคน ทั้งยังมีชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์ไปถูกจับเป็นเชลยอีกมากมาย ท่านพ่อท่านแม่รวมถึงบรรดาพี่สะใภ้ของข้าล้วนเป็นกังวลอย่างยิ่ง
พวกพี่ชายของข้ายังสบายดีหรือไม่ เมื่อใดถึงจะกลับมาได้"
คำถามนี้ หลี่อี้เองก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ความพ่ายแพ้ที่ที่ราบเฉี่ยนสุ่ย มีทหารล้มตายไปไม่น้อยจริงๆ เมืองเกาจื้อแตกพ่าย ชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์ไปที่นั่นย่อมต้องมีผู้บาดเจ็บล้มตายอย่างแน่นอน
"พรุ่งนี้ข้าจะไปทำธุระที่ฉางอัน ถึงตอนนั้นข้าจะไปสอบถามสถานการณ์ที่ที่ว่าการอำเภอว่านเหนียนเสียหน่อย พวกเจ้าก็อย่าเพิ่งกังวลไปเลย บางทีพวกเขาอาจจะถูกทางการเกณฑ์ไปใช้งานชั่วคราวอีกครั้ง หรือไม่ก็อาจจะกำลังอยู่ในระหว่างเดินทางกลับบ้าน
ที่นี่ห่างจากจิงโจวตั้งห้าร้อยกว่าหลี่เชียวนะ"
"พรุ่งนี้ที่จะไปฉางอัน พาข้าไปด้วยได้หรือไม่ ข้าอยากจะไปถามให้รู้เรื่องด้วยตัวเอง" ซานเหนียงเอ่ยปากขอ พี่ชายทั้งสองจากไปนานถึงสองเดือนแล้ว แต่กลับไม่เห็นวี่แววว่าจะกลับมา ซ้ำยังมาได้ยินข่าวการพ่ายแพ้ยับเยินที่แนวหน้าอีก ผู้คนในบ้านตอนนี้ล้วนรู้สึกร้อนรุ่มใจ กังวลไปสารพัด
ครอบครัวห้าคนของบุตรชายคนโตได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุหน้าผาถล่มในพายุฝนครั้งนั้นไปแล้ว หากบุตรชายคนรองและคนสามยังไม่กลับมาอีก เช่นนั้นแผ่นฟ้าของบ้านสกุลหลัวก็คงได้ถล่มลงมาจริงๆ แล้ว
"ได้สิ"







