การเกิดใหม่ของยักษ์ใหญ่การเงิน · khram
ตอนที่ 192
บทที่ 192 [ปรับโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพระบบการลงทุน]
เงินทุน 2 แสนล้านที่เพิ่งรับช่วงต่อมาจะเข้าสู่บัญชีธนาคารรับฝากทรัพย์สินของบริษัทภายในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้า ปัจจุบันเทียนเซิ่งแคปปิตอลยังมีสภาพคล่องมากกว่า 8.8 หมื่นล้าน เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ทีมของเก๋อเฟิงได้เจรจาการระดมทุนรอบซีรีส์ D กับจื้อเจี๋ยเที่ยวต้งจนสำเร็จ และการระดมทุนรอบนี้เทียนเซิ่งแคปปิตอลก็เป็นผู้ลงทุนแต่เพียงผู้เดียว
เดิมทีหงซานแคปปิตอลและเจี้ยนอิ๋นอินเตอร์เนชั่นแนลก็จะเข้าร่วมเป็นผู้นำการลงทุนด้วย แต่สุดท้ายจื้อเจี๋ยเที่ยวต้งก็เลือกเทียนเซิ่งแคปปิตอล ไม่มีเหตุผลอื่นใดเลย เป็นเพราะลู่หมิงให้มากเกินไปจริงๆ
ในการระดมทุนรอบซีรีส์ D ครั้งนี้ จื้อเจี๋ยเที่ยวต้งตั้งใจจะขายหุ้นเพื่อระดมทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในตลาดแรกเพื่อแลกกับหุ้น 9% ของบริษัท แต่เทียนเซิ่งแคปปิตอลเสนอราคาให้โดยตรงที่ 1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับหุ้น 9% นี้ ท้ายที่สุดจึงได้เหมาการระดมทุนรอบซีรีส์ D ไปทั้งหมด
เมื่อปี 2014 ตลาดแรกประเมินมูลค่าบริษัทนี้ไว้เพียง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่ปัจจุบันมูลค่าหลังการระดมทุนรอบซีรีส์ D ได้พุ่งสูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว
การพลาดช่วงการลงทุนในยุคแรกเริ่มของจื้อเจี๋ยเที่ยวต้งเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่ตอนนี้การกระโดดขึ้นรถกลางทางก็ยังไม่ถือว่าสายเกินไป การใช้เงินเพิ่มขึ้นอีกหน่อยเพื่อถือครองหุ้นให้มากขึ้นในตอนนี้ก็คุ้มค่า แม้ว่าในสายตาของวงการ VC จะมองว่าการกระทำของเทียนเซิ่งแคปปิตอลนั้นช่างเป็น "สายเปย์" แบบสุดๆ แต่แค่คิดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มูลค่าของบริษัทนี้จะทะลุแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ การลงทุนก้อนนี้ก็จะนำอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนมาให้เทียนเซิ่งแคปปิตอลมากกว่าสิบเท่า
……
สองวันต่อมา การประชุมภายในของเทียนเซิ่งแคปปิตอล
ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เป็นคนจากแผนกลงทุนและวิจัย เก๋อเฟิงและคนอื่นๆ ล้วนอยู่ในการประชุม
"ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เดือนหน้าจะเข้าสู่ช่วงนโยบายการเงินตึงตัว ผู้บริหารจะดำเนินการลดและปลดหนี้สินต่อไป ตลาดทุนในประเทศก็จะต้องเผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่พอสมควรอย่างแน่นอน" ลู่หมิงในที่ประชุมกล่าวอย่างเป็นระบบ "นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีในการเข้าสู่ตลาดและสะสมหุ้นเช่นกัน"
ตลาดทุนมักจะปรับตัวตามทิศทางของผู้บริหารมาโดยตลอด ซึ่งนี่ก็เป็นโอกาสดีที่จะเข้าสู่ตลาดเพื่อการเปิดสถานะและสะสมหุ้น แน่นอนว่าเงื่อนไขคือต้องเลือกลงทุนให้ถูกตัว เพราะถึงแม้ตลาดหุ้น A-Share จะมีของดีอยู่ไม่น้อย แต่ก็มีกับระเบิดอยู่มากกว่า
อันที่จริง การปรับฐานตลาดทุนรอบนี้ของผู้บริหารยังคงมาจากความกังวลถึงความเสี่ยงที่เงินทุนต่างชาติจะผลักดันตลาดให้สูงขึ้นไปอีก ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา เงินทุนต่างชาติก็เอาแต่ซื้อๆๆ อย่างบ้าคลั่ง สถาบันในประเทศหลายแห่งแทบไม่มีความคิดเป็นของตัวเองและเอาแต่เดินตามจังหวะของต่างชาติ
หากปล่อยปละละเลย ตลาดก็จะพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจความเสี่ยง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้บริหารย่อมไม่อนุญาตให้ตลาดทุนดำเนินไปนอกเหนือกรอบที่คาดการณ์ไว้ วิกฤตหุ้นเมื่อปีก่อนๆ ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ
ลู่หมิงกวาดสายตามองทุกคนแล้วพูดต่อ "การใช้โอกาสนี้ ผมตั้งใจจะปรับโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตการลงทุนของเทียนเซิ่งแคปปิตอลในตลาดทุนในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับพอร์ต 'เทียนเซิ่ง 150' จะถูกแยกออกเป็นสองพอร์ตคือ 'เทียนเซิ่งซั่ง 50' และ 'เทียนเซิ่งเซิน 100' บริษัทของเราจะจัดทำดัชนี 50 และ 100 ขึ้นมาใช้ภายในและนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ทางการ ในช่วงกลางเดือนถัดไปหลังจากจบแต่ละไตรมาส จะมีการอัปเดตข้อมูลการปรับเปลี่ยนพอร์ตหุ้นล่าสุด พร้อมกันนั้นก็จะเปิดให้เชื่อมโยงข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ตลาดหุ้นหลักๆ เพื่อให้นักลงทุนใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงด้วย"
เมื่อเป็นเช่นนี้ นักลงทุนก็จะสามารถเห็นดัชนีเทียนเซิ่งซั่ง 50 และดัชนีเทียนเซิ่งเซิน 100 บนซอฟต์แวร์ตลาดหุ้นอย่างตงไฉ ถงฮวาซุ่น และอื่นๆ ได้
ลู่หมิงไม่กลัวที่สินทรัพย์เป้าหมายที่บริษัทลงทุนจะถูกเปิดเผย แถมยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดเผยด้วย เพราะก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูล เราก็ได้สะสมหุ้นไว้เรียบร้อยนานแล้ว การเปิดเผยเป้าหมายที่สะสมหุ้นไว้กลับจะทำให้คนอื่นมาช่วยหามเกี้ยวดันราคาให้ อีกทั้งการประกาศข้อมูลการปรับพอร์ตหุ้นในเดือนถัดไปของแต่ละไตรมาส หมายความว่าข้อมูลที่คนภายนอกเห็นนั้นล่าช้าไปแล้วหนึ่งไตรมาส เท่ากับว่ามีเวลาเหลื่อมกันอยู่หนึ่งไตรมาส
เวลาหนึ่งไตรมาส หากต้องการเผ่นก็เผ่นไปได้ตั้งนานแล้ว ในขณะเดียวกันก็สามารถสะสมหุ้นใหม่ได้เรียบร้อยแล้วอย่างแน่นอน การนำมาเปิดเผยในเวลานี้จึงไม่มีผลกระทบใดๆ
ส่วนสินทรัพย์เป้าหมายที่ถือหุ้นเกิน 5% ขึ้นไป หากต้องการเทขายหุ้นก็ต้องประกาศลดสัดส่วนการถือครองล่วงหน้าอยู่แล้ว หุ้นเหล่านี้ล้วนเป็นหุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าและระดับรอง จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็มีค่าเท่ากัน
เทียนเซิ่งซั่ง 50 พอร์ตนี้ประกอบด้วยหุ้นองค์ประกอบ 50 ตัวที่คัดเลือกจากตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ แต่การสุ่มเลือกหุ้นองค์ประกอบนั้นมีความแตกต่างอย่างมากกับดัชนี SSE 50 ที่เป็นดัชนีเชิงรับ เทียนเซิ่งซั่ง 50 เป็นดัชนีเชิงรุกและอิงตามดุลยพินิจ ส่วนดัชนี SSE 50 เป็นดัชนีเชิงรับ ซึ่งภายในนั้นมีทั้งหุ้นธนาคารขนาดใหญ่พิเศษ หุ้นบริษัทหลักทรัพย์ และอื่นๆ
แต่โดยพื้นฐานแล้วลู่หมิงไม่มีทางยอมให้เทียนเซิ่งซั่ง 50 เลือกธนาคารใหญ่ทั้งสี่เข้าไปทั้งหมดแน่ หุ้นบริษัทหลักทรัพย์ก็แทบจะไม่นำมาพิจารณา กลุ่มอุตสาหกรรมบริษัทหลักทรัพย์จะจัดสรรไว้เพียงแห่งเดียวในระยะยาว นั่นก็คือเทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์ซึ่งเป็นบริษัทของตัวเอง ส่วนหุ้นธนาคารในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ก็จะจัดสรรไว้เพียงตัวเดียว นั่นก็คือธนาคารเจาชาง
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคาร ตัวที่ลู่หมิงให้ความสำคัญมีเพียงสามแห่ง ได้แก่ ธนาคารผิงอัน ธนาคารเจาชาง และธนาคารหนิงโป๋ โดยธนาคารผิงอันและหนิงโป๋เป็นหุ้นของตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น จึงถูกจัดสรรไว้ในเทียนเซิ่งเซิน 100 อย่างเป็นธรรมชาติ
เทียนเซิ่งเซิน 100 แน่นอนว่าพอร์ตนี้ประกอบด้วยหุ้นองค์ประกอบ 100 ตัวที่คัดเลือกจากตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น
"ช่วงที่ตลาดปรับฐานในเดือนเมษายน เราก็ต้องปรับพอร์ตให้ดีด้วยเช่นกัน" ลู่หมิงหยิบสำเนาเอกสารหลายฉบับจากแฟ้มตรงหน้าบนโต๊ะประชุมส่งให้ทุกคน แต่ละคนทยอยรับไปเปิดดู
บอสได้คัดเลือกโครงสร้างการลงทุนทั้ง 50 และ 100 เอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ลู่หมิงพูดอีกว่า "นอกจากนี้ หุ้นขนาดกลางและเล็กก็มองข้ามไม่ได้เช่นกัน แม้จะบอกว่า 80% ล้วนเป็นขยะและในอนาคตจะกลายเป็นหุ้นต่ำบาท แต่ในนั้นก็มีบริษัทดีๆ ที่มีการเติบโตสูง หรือกระทั่งก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับแสนล้านอยู่ไม่น้อย การไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีคุณภาพเหล่านี้ถือเป็นความล้มเหลวอย่างใหญ่หลวง"
ระหว่างที่พูด ลู่หมิงก็แจกจ่ายสำเนาเอกสารอีกชุดให้กับผู้เข้าร่วมประชุม
เทียนเซิ่งขนาดกลางและเล็ก 300 พอร์ตนี้ประกอบด้วยหุ้นองค์ประกอบ 300 ตัวที่คัดเลือกจากทั้งตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น บริษัทจดทะเบียนเหล่านี้มีมูลค่าตามราคาตลาดอยู่ระหว่าง 5 พันล้านถึง 2 หมื่นล้าน
ผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งมองเอกสารในมือแล้วยิ้มพลางพูดว่า "คนภายนอกเอาแต่บ่นว่าเทียนเซิ่งแคปปิตอลของเราสนใจแต่จะลุยหุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ โดยไม่สนความเป็นตายของหุ้นขนาดกลางและเล็กไม่ใช่หรือไง นี่ไงล่ะ มาแล้ว"
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะครืนออกมา
ก็จริง เทียนเซิ่งแคปปิตอลเทเงินกว่า 2 แสนล้านเข้าลุยในตลาดหุ้น A-Share อย่างต่อเนื่อง ผลคือเงินทั้งหมดไหลเข้าสู่หุ้นม้าขาวและหุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าและระดับรอง แถมยังทำให้กลุ่มสถาบันแห่ตามเข้าไปลุยด้วย ตอนนี้เงินทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ก็กำลังลุยอย่างหนักเช่นกัน
ส่งผลให้ดัชนีไม่ได้ร่วงลงเท่าไหร่นัก ทว่าหุ้นขนาดกลางและเล็กกลับร่วงลงอย่างไม่หยุดหย่อน ในขณะที่หุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นได้เป็นอย่างดี
ช่วงเวลานี้กระแสเก็งกำไรตามธีมต่างๆ เริ่มมอดดับลงทีละน้อย สภาพตลาดในปัจจุบันค่อยๆ กลายเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนโดยสถาบัน เนื่องจากเงินทุนเริ่มไหลเข้าสู่หุ้นใหญ่อย่างต่อเนื่อง ตลาดทั้งตลาดจึงเริ่มเปลี่ยนผ่านจากการถูกครอบงำโดยเงินทุนเก็งกำไรมาเป็นการครอบงำโดยสถาบัน
ลู่หมิงกล่าวว่า "ดัชนีขนาดกลางและเล็ก 300 สัดส่วนการถือครองหุ้นของแต่ละเป้าหมายจะต้องถูกจำกัดไว้ไม่ให้เกิน 5% ของทุนเรือนหุ้นทั้งหมดของเป้าหมายนั้น ในบรรดาหุ้นขนาดกลางและเล็ก หุ้นที่สามารถฝ่าฟันจนเติบโตเป็นหุ้นขนาดใหญ่ระดับแสนล้านได้นั้นมีน้อยยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ส่วนใหญ่มักจะวิ่งขึ้นเป็นช่วงๆ เท่านั้น ดังนั้นหุ้นขนาดกลางและเล็กจึงเน้นการเทรดตามแนวโน้มเป็นหลัก และต้องเตรียมพร้อมที่จะเผ่นอยู่เสมอ"
หุ้นขนาดกลางและเล็กบางตัวในตอนนี้ดูดีมากและเป็นที่จับตามองของตลาด แต่ผ่านไปไม่กี่ปีก็โดนแปะป้าย ST หรือกระทั่งถูกเพิกถอนออกจากตลาด ตัวอย่างเช่น อานทงโฮลดิ้งส์ที่ตอนนี้ดูดีมากๆ แต่อีกไม่กี่ปีให้หลังก็จะโดนแปะป้าย ST แถมยังมีดาวติดเป็น *ST อีกต่างหาก หุ้นประเภทนี้ทำได้แค่เล่นตามแนวโน้มเท่านั้น พอแนวโน้มจบลงก็ต้องหอบกำไรถอนตัวออกมา
หุ้นขนาดกลางและเล็กส่วนใหญ่เวลาร่วงแล้วก็ร่วงเลย ชาตินี้แทบจะพลิกฟื้นกลับมาได้ยาก ไม่เหมือนกับหุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักอย่างแท้จริง เวลาถูกเทขายหนักๆ ล้วนเป็นหลุมทองคำ สุดท้ายมันก็จะปรับตัวขึ้นไปและทำจุดสูงสุดใหม่ได้
หากสัดส่วนการถือหุ้นเกิน 5% ของหุ้นทั้งหมด การจะลดสัดส่วนและเผ่นหนีก็ต้องออกประกาศล่วงหน้า ขนาดหุ้นขนาดใหญ่ยังต้องเผชิญกับการเทขายจนร่วงลงมาระดับหนึ่ง หากหุ้นขนาดกลางและเล็กมีประกาศเชิงลบเรื่องผู้ถือหุ้นรายใหญ่เทขายแบบนี้ออกมา ตลาดจะไม่มามัวพล่ามกับคุณแน่ แต่จะประเคนราคาฟลอร์ให้สักสองรอบเป็นอย่างต่ำเพื่อแสดงความเคารพ
หุ้นขนาดกลางและเล็กที่ร่วงลงไปแล้วสามารถลุกขึ้นมาได้นั้นมีไม่กี่ตัว ธรรมชาติแล้วเราย่อมไม่ตามไปตายเป็นเพื่อนพวกมันแน่
ร่วมสุขน่ะเหรอ? ก็พอได้อยู่!
แต่ร่วมทุกข์น่ะเหรอ? ไม่เอาด้วยหรอก!
……







