สองพี่น้องก่อกองไฟขึ้นในป่า
สวี่ซื่อเยี่ยน ใช้มีดแล่เนื้อจากเจ้าหมีดำออกมาหลายชิ้น แล้วใช้กิ่งไม้ของต้นชิงเฉียวขนาดเท่านิ้วมือเสียบขึ้นโรยเกลือนิดหน่อย
รอกองไฟเผาไหม้จนถึงช่วงร้อนที่สุด ควันจางลง เหลือแต่ถ่านแดงๆ ที่มีเปลวไฟใสๆ กระโดดโลดเต้นอยู่บนผิวถ่านสวี่ซื่อเยี่ยนจึงนำไม้เสียบเข้าไปใกล้ๆ ไฟแล้วค่อยๆ พลิกย่างไปมา
เนื้อหมีดำมันเยอะอยู่แล้ว พอเอาไปย่าง น้ำมันก็ไหลออกมาไม่หยุด
บนผิวเนื้อเกิดฟองเล็กๆ ผุดขึ้นมา และกลิ่นหอมก็โชยออกมายั่วน้ำลาย
ทางด้านสวี่ซื่ออัน ก็เอาแผ่นแป้งที่เอามาจากบ้านเสียบไม้ชิงเฉียวเหมือนกัน แล้วค่อยๆ พลิกย่าง
พอเนื้อย่างสุก แป้งก็กลายเป็นสีเหลืองทอง กรอบนอกนุ่มใน สองพี่น้องก็สลับกันถือ กินเนื้อคำ แป้งคำ อร่อยสุดๆ
“ชีวิตบนเขานี่มันสบายจริงๆ มีเนื้อกิน คนอื่นว่าแกซื่อ ชั้นดูแล้ว แกนี่แหละตัวแสบ”
สวี่ซื่ออันพูดไปกินไป
เมื่อก่อนคิดว่าน้องชายของเขาเป็นคนซื่อๆ ดูไม่ทันใคร ตอนนี้ถึงรู้ว่า จริงๆ แล้วฉลาดที่สุดในบ้านด้วยซ้ำ
พอแยกบ้านกัน ก็พาเมียออกมาใช้ชีวิตเอง คราวนี้ยังขึ้นเขามาเฝ้าสวนโสมอีก
ทางกองผลิตก็ดูแลเรื่องอาหารการกินให้ คิดแต้มแรงงานให้ สองสามีเมียก็ใช้ชีวิตอยู่บนเขากินเนื้อคำโตๆ แบบนี้ ช่างสุขสบายจริงๆ
“ไงล่ะ พี่รองอิจฉาใช่ไหม?” สวี่ซื่อเยี่ยนพูดพลางเคี้ยวเนื้อ พลางหัวเราะ
“ลองกลับไปถามในหมู่บ้านดูสิ ใครไม่อิจฉาบ้าง? เมื่อก่อนใครจะไปคิดว่าเฝ้าโสมบนเขาจะดีขนาดนี้? ตอนลุงหลี่ดูสวนโสม ยังไม่เห็นดีแบบนี้เลย”
สวี่ซื่ออันมองน้องชายตาขวาง เหมือนบอกว่าเอ็งนี่กำลังอวดชัดๆ
ก็ไม่ผิดหรอก เมื่อก่อนตอนลุงหลี่ดูโสมอยู่บนเขา ไม่เห็นได้กินอะไรดีๆ บ้านก็โทรมๆ
เสื้อผ้าขาดๆ ดูแล้วเหมือนขอทานอยู่หน่อยๆ ดูแล้วก็อดสงสารไม่ได้
ทุกคนเลยเข้าใจว่าดูโสมบนเขานี่คงลำบากกันหมด ใครๆ ก็ไม่อยากทำ
แต่ใครจะไปคิดว่า พอสวี่ซื่อเยี่ยนกับภรรยาขึ้นมาอยู่บนเขา ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปหมด?
บ้านเล็กๆ นั้น ถูกซูอันอิงภรรยาของเขาจัดเรียบเนี๊ยบทั้งในและนอก สะอาดเงาวับ ใครเห็นก็รู้สึกสบายตา
ดูเทคนิคกับดักของสวี่ซื่อเยี่ยนสิ ที่ป้องกันสวนโสมแน่นหนาเหมือนป้อม มีของกินสารพัด สองคนสามีภรรยาใช้ชีวิตเหมือนอยู่สวรรค์เลยจริงๆ
“แต่พูดก็พูดเถอะนะ แกก็ต้องระวังตัวหน่อย คนในหมู่บ้านหลายคนมองตาเป็นมันเลยนะ”
แม้สวี่ซื่ออันจะเป็นคนดื้อ หัวร้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าโง่
เขารู้เรื่องที่คนในหมู่บ้านซุบซิบกันลับหลังดี เลยต้องเตือนน้องชายหน่อย
“ไม่ต้องห่วงหรอกพี่รอง จริงๆ ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ดูโสมบนเขานานอยู่แล้ว แค่ทำชั่วคราวเท่านั้น
ลุงจ้าวเป็นคนมาชวนเอง ผมก็ไม่กล้าปฏิเสธ ถ้าใครมันตาร้อน อยากมาแทนก็ให้มันมาสิ ผมไม่สนหรอก”
เขาไม่ได้พูดเล่น สวี่ซื่อเยี่ยนตั้งใจอยู่แล้วว่าจะไม่อยู่ที่กองทีมตลอดไป
เขาคิดว่าที่แบบนี้ อยู่ไปก็ไม่เจริญ มีแต่คนคิดร้ายๆ เต็มไปหมด
โดยเฉพาะหมู่บ้านเล็กๆ คนไม่กี่ครัวเรือน ทุกคนตาเป็นสับปะรด ใครเด่นดังขึ้นมานิดเดียวก็ถูกจับตามอง ไม่มีใครอยู่เป็นสุขหรอก
“เฮอะ พูดอะไรง่ายๆ พวกแกสองคนอยู่บนเขาดูแลสวนโสม มีคะแนนให้ ได้ข้าวกินฟรี ยังล่าสัตว์หาเงินได้อีก มันงานดีจะตาย แกจะทิ้งลงเหรอ?”
สวี่ซื่ออันมองบน พูดประชด เห็นว่าน้องชายเริ่มมีฝีมือแล้วก็เริ่มพูดใหญ่โต
สวี่ซื่อเยี่ยน ก็ไม่สนใจหรอก กินเสร็จลุกขึ้นปัดก้นแล้วเดินเข้าไปในป่าตัดไม้
ตามเคย เขามัดเลื่อนไว้ แล้วสองพี่น้องก็ช่วยกันเอาซากหมีดำที่ผ่าท้องแล้วใส่ลงบนเลื่อนแล้วลากกลับ
ยาทาที่ใช้มีส่วนผสมของยาชา หมาสองตัวที่บาดเจ็บหลังจากทายาและพักไปหน่อย ก็เริ่มเดินไหว เดินตามหลังมาเรื่อยๆ
ตอนขามาใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง เพราะต้องตามรอยหมี ปีนเนินเลาะเขาไปทั่ว
ขากลับไม่ต้องแล้ว ตรงนี้เขาคุ้นทางแล้ว ก็แค่ลงจากเขาหาเส้นทางที่ใกล้ที่สุดเดินกลับ
แม้แบบนั้น แต่ลากตัวใหญ่หนักเกือบ 300 กิโลกลับมาได้ ก็ปาเข้าไปบ่ายสามกว่าแล้ว
“กลับมาก็ดีแล้ว ฉันนี่นั่งรอพวกพี่ทั้งวัน ใจคอไม่ดีเลย…”
ทันทีที่ได้ยินเสียงข้างนอกประตูใหญ่ ซูอันอิงก็รีบออกมา พอเห็นพี่น้องทั้งสองกลับมาโดยปลอดภัย ใจที่แขวนไว้ของเธอก็โล่งลงในที่สุด
“กลัวอะไรล่ะ? พวกเราสองพี่น้องมีหมาตั้งห้าตัว แล้วยังมีปืนอีกสองกระบอก หมีดำตัวเดียวจะไปยากอะไรนักหนา?”
พอได้ยินอย่างนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็หัวเราะออกมา แล้วควักถุงผ้าสีขาวออกมาจากอกเสื้อ
“ภรรยา ไปต้มน้ำร้อนหน่อย เอาน้ำร้อนล้างถุงน้ำดีหมีดำ แล้วเอาไปแขวนไว้”
ถุงน้ำดีนี้เป็นถุงน้ำดีธรรมดา ไม่ใช่ถุงน้ำดีทองเหลืองเหมือนคราวก่อนที่สวี่ซื่อเยี่ยนได้มา เลยไม่ค่อยมีราคาเท่าไหร่ แต่ก็ยังขายได้ตั้งสามสี่ร้อยหยวน
แค่วันเดียว พี่น้องสองคนก็หาเงินได้ตั้งสามสี่ร้อย แถมยังได้เนื้อมาอีกตั้งเยอะ ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ซูอันอิงรับถุงน้ำดีหมีดำไป แล้วก็เข้าไปในบ้านเพื่อต้มน้ำ ส่วนพี่น้องทั้งสองก็ลากหมีดำเข้ามา แล้วเริ่มลอกหนัง แยกเนื้อแยกกระดูกกันในลานบ้าน
“พี่รอง ถุงน้ำดีหมีเอาไว้ที่ฉันก่อนนะ พอแห้งแล้ว ค่อยเอาไปขายในตัวอำเภอ แล้วเงินค่อยแบ่งกันคนละครึ่ง”
“เมื่อกี้ฉันเห็นมีคนมาทำงานที่กลุ่มแล้ว เดี๋ยวพี่จะได้นั่งรถม้ากลับไปพอดี เอาเนื้อพวกนี้กลับไปด้วยส่วนหนึ่ง”
“อย่าลืมนะ เอาขาหนึ่งข้างไปให้ลุงจ้าว แล้วเอาอุ้งตีนหมีให้แม่เก็บไว้ เอาไว้งานแต่งน้องสี่”
ฝั่งนั้นมีรถม้าของกองผลิตอยู่แน่ๆ แสดงว่าคนยังมาไม่ครบ ยังมีไม้เสาที่ต้องเก็บอีกแน่ๆ คนที่ไม่ได้บาดเจ็บก็ต้องกลับมาทำงานอยู่แล้ว
แบบนี้ก็ดีเลย สวี่ซื่ออันจะได้นั่งรถม้ากลับไป ไม่งั้นให้เขาขนเนื้อเยอะขนาดนี้กลับไปคนเดียวคงแย่แน่
พี่น้องสองคนเพิ่งจัดการงานเสร็จ ยังไม่ทันเก็บเนื้อให้เรียบร้อย ฝั่งคนงานก็เลิกงานกลับมากันแล้ว
พอเห็นเนื้อกองเต็มพื้น แถมยังมีหนังหมีดำอยู่ข้างๆ ทุกคนก็เบิกตากว้างกันหมด
“พี่สาม นี่คือเจ้าหมีดำที่เราเจอเมื่อวานเหรอ? พี่จัดการมันได้แล้วเหรอ?” หยางชุนหมิงถามด้วยแววตาอิจฉา
“ใช่แล้ว เช้านี้ตามรอยมันไปตั้งแต่เช้ามืด ยิงไปสามนัดก็ตายแล้ว”
“เดี๋ยวทุกคนเอาเนื้อกลับไปกินกันคนละหน่อยนะ ลองชิมของสดใหม่กันหน่อย”
เจ้าหมีดำตัวนี้ ทุกคนเป็นคนเจอก่อน สวี่ซื่อเยี่ยนแค่ตามไปเก็บโชค
ถุงน้ำดีหมีแน่นอนว่าไม่มีส่วนของคนอื่น แต่เนื้อก็ต้องแบ่งให้พวกเขาบ้าง
ยังไงในเขาก็มีเนื้อให้กินไม่ขาด ถ้าใจแคบเกินไปมันก็ดูไม่ดี แบ่งให้พอให้คนอื่นดีใจบ้างจะดีกว่า
สมัยนี้ ได้กินเนื้อสักมื้อก็เหมือนฉลองปีใหม่แล้ว ใครเห็นเนื้อก็อดดีใจไม่ได้หรอก
พอได้ยินว่าจะมีเนื้อให้ คนทั้งกลุ่มก็ยิ้มหน้าบานกันถ้วนหน้า
“ขอบคุณพี่สามนะ พวกเราได้อานิสงส์จากพี่สามเยอะเลย” ทุกคนร้องอย่างดีใจ
ทุกคนก็รู้กันดี เลยไม่มีใครขอมากไป คนละชิ้น ประมาณสามชั่งก็พอใจแล้ว
สวี่ซื่อเยี่ยนก็หากระสอบมาใส่เนื้อหมีดำที่เหลือส่วนใหญ่ รวมถึงเนื้อหมูป่าจากเมื่อวาน ให้สวี่ซื่ออันเอากลับไปด้วย
แล้วทุกคนก็พากันนั่งรถม้ากลับหมู่บ้านไปอย่างสนุกสนาน
หลังจากนั้น หมู่บ้านก็ครึกครื้นขึ้นมาทันที คนที่ได้เนื้อก็ดีใจ คนที่ไม่ได้ก็อิจฉากันไป
หลายบ้าน พ่อแม่ก็จับลูกแล้วด่ากันยกใหญ่ บ่นว่าลูกตัวเองไม่มีปัญญา
เทียบกับสวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้เลย ที่มีความสามารถจนหาเนื้อมาให้บ้านกิน แถมยังได้เงินอีกด้วย
โดยไม่รู้ตัว สวี่ซื่อเยี่ยนก็กลายเป็นเป้าหมายของความอิจฉารอบใหม่แล้ว แต่เขาซึ่งอยู่บนเขา ก็ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย...







